สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ถูกไล่ออกย้อนหลังจะต้องคืนเงินบำเหน็จบำนาญเต็มจำนวนหรือไม่

ข้าราชการถูก คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงก่อนเกษียณอายุราชการ แล้วต่อมารับเงินบำนาญตอนเกษียณ ต่อมาถูกคำลั่งลงโทษไล่ออกมีผลนับแต่เกษียณ นอกจากนี้ ระหว่างนั้นยังมีพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ ใช้บังคับด้วย มีปัญหาว่าจะต้องคืนเงินบำเหน็จบำนาญเต็มจำนวนหรือไม่อย่างไร

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.139/2563 วินิจฉัยว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนหาข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหา กรณีจึงถือได้ว่าข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบข้อเท็จจริงแล้วว่าตนมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางวินัยก่อนออกจากราชการโดยกรณียังไม่ถึงที่สุดอันอาจเป็นเหตุให้ต้องตกเป็นผู้ไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญ รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นจากทางราชการ

การที่ผู้ถูกกล่าวหาได้เกษียณอายุราชการไปก่อนที่ผลการพิจารณาทางวินัยจะเสร็จสิ้นโดยได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ ย่อมถือว่าข้าราชการดังกล่าวตกอยู่ในฐานะไม่สุจริตแต่ในขณะนั้น เมื่อต่อมาการดำเนินการทางวินัยแล้วเสร็จและหน่วยงานต้นสังกัดมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ พร้อมทั้งแจ้งให้ส่งคืนเงินบำเหน็จบำนาญที่รับไป กรณีจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไปเต็มจำนวนตามมาตรา ๔๑๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และไม่อาจอ้างพระราชบัญญัติล้างมลทินได้

นื่องจากการล้างมลทินมีผลเพียงเป็นการลบล้างประวัติการถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัย โดยถือว่าผู้ที่ได้รับการล้างมลทินไม่เคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยเท่านั้น แต่มิได้มีผลลบล้างการกระทำความผิดที่จะทำให้คำสั่งไล่ออกจากราชการกลายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับการล้างมลทินในอันที่จะเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น

ที่มา ;ชมรมคนรักคดีปกครอง

เนื้อหาสอดคล้องกัน

เมื่อข้าราชการถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูล และถูกหน่วยงานลงโทษทางวินัย มักจะเก็บทรงไม่อยู่

แต่เราสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยและฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลปกครองยกเลิกเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยอันเกิดจากการชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ และปัญหาที่ยังคงค้างอยู่ในระบบกฎหมาย คือ อำนาจในการชี้มูลความผิดทางวินัยในความผิดฐานอื่นนอกจากฐานทุจริตของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตอนนี้ แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ยังไม่ออกมา คงมีแต่แนวคำวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ศาลปกครองยืนยันมาโดยตลอดว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจชี้มูลในความผิดฐานอื่นนอกจากความผิดฐานทุจริตและเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟบ. ๑๕/๒๕๖๓ วินิจฉัยว่า การใช้อำนาจชี้มูลความผิดทางวินัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการใช้อำนาจตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มิใช่การใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ โดยเป็นเพียงการไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยที่จะต้องมีการพิจารณาสั่งลงโทษทางวินัยต่อไปโดยผู้บังคับบัญชา อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่อยู่อำนาจพิจารณาตรวจสอบของศาลปกครอง

 เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ใช้บังคับในขณะเกิดข้อพิพาทบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและพิจารณาข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ ดังนั้น หากการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยที่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ผู้ถูกร้องเรียน) ได้กระทำความผิดวินัยฐานอื่น อันมิใช่ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ เช่น ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๙๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ผู้บังคับบัญชาจะต้องถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ ๒๕๕๑ แล้วพิจารณาโทษทางวินัย ตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกได้

ผู้บังคับบัญชาจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการทางวินัยกับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนโดยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามที่ถูกกล่าวหาในความผิดฐานกระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามขั้นตอนของกฎหมาย แล้วออกคำสั่งลงโทษตามฐานความผิดที่ได้ดำเนินการสอบสวนใหม่ต่อไป เมื่อไม่ได้มีการดำเนินการดังกล่าว กรณีจึงเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น คำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีโดยให้มีผลย้อนหลังถึงวันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว

ชมรมคนรักคดีปกครองมีข้อสังเกตว่า ยังไม่เคยมีกรณีที่ผู้ถูกลงโทษทางวินัยตามการชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วต่อมาศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย หรือศาลยุติธรรมยกฟ้องในคดีอาญา แล้วฟ้องกลับคณะกรรมการ ป.ป.ช. เลย แต่ตอนนี้ บทกฎหมายได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว มีการจัดตั้งศาลคดีอาญาทุจริต และได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ดังนั้น หากผู้ที่เห็นว่า การใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทบสิทธิของตน จึงสามารถฟ้องร้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทั้งเป็นคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายในทางละเมิดได้ด้วย

ที่มา ; ชมรมคนรักคดีปกครอง

ความเห็นของผู้ชม