
บทนำ
กลอนสมัยเด็กที่ไม่เป็นความจริงมากที่สุดคือ “ไม้และหินอาจทำให้กระดูกของผมหัก แต่การล้อชื่อไม่มีวันทำร้ายผมได้” ผมจำได้ว่าได้ต่อยเพื่อนชื่อ วิทยา ตอนอยู่ชั้นม. 3 ส่งผลให้ข้อของมือซ้ายผมไปโดนกับแว่นของวิทยาจนร้าว และได้ทำให้ผมเจ็บมากกว่าที่เขาจะเจ็บเสียอีก เราเพิ่งกลับมาจากการเล่นกีฬา และบูลลี่ของชั้นเรียนที่ชื่อ วิชัย ได้ขโมยกางเกงบ็อกเซอร์ของผมไปจากกระเป๋ากีฬา และในขณะที่ผมพยายามแย่งชิงเอาคืน เขาก็เริ่มล้อเลียนผมเพราะมีรูป ‘แบทแมน’ อยู่บนการเกงบ็อกเซอร์ วิทยาได้ร่วมวงหยอกล้อด้วยการร้องว่า ‘โรบิน ๆๆๆ’ ผมเลยตัดสินใจต่อยวิทยาไปเลย ผมไม่ได้ต่อยวิชัยเพราะนั่นจะเป็นเหมือนการฆ่าตัวตาย แต่ผมตีวิทยาเพราะถ้าประเมินจากระดับสถานะภายในโรงเรียนแล้ว วิทยามีลำดับที่ต่ำกว่า ผมจึงเป็นทั้งเหยื่อและบูลลี่ ผู้ใหญ่ทุกคนจะจำบูลลี่ได้ เด็กตัวใหญ่ ๆ ที่ชอบแกล้งเด็กตัวเล็ก ๆ หรือชกจ่อยหลังเลิกเรียน สร้างคำโกหกเพื่อให้ผู้อื่นอับอาบและขายหน้า หรือพวกที่ขู่กรรโชกทางอารมณ์ เช่น “เย็นนี้ฉันจะชวนเพื่อนไปเตะบอล แต่ฉันไม่ชวนแก” เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ความทรงจำที่ดี แต่สามารถแสดงให้เห็นว่าการกลั่นแกล้งนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว บางทีเหตุการณ์กราดยิงอันน่าสลดใจในโรงเรียนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ลิตเติลตัน รัฐโคโลราโด และเทเบอร์ รัฐแอลเบอร์ตา ที่ทำให้เราชะงักและสังเกตว่าการรังแกไม่ใช่ ‘สิ่งปกติ’ แต่เป็นปัญหาอันใหญ่ ส่งผลให้ผู้บริหารสถานศึกษาในประเทศส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีความรับผิดชอบทางกฎหมายและหน้าที่ทางศีลธรรมในการป้องกันการกลั่นแกล้ง การเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็น โดยควรมีการยกกลยุทธ์ต่อต้านการรังแกมาเป็นส่วนหนึ่งของระเบียนวินัยและนโยบายพฤตกรรมของโรงเรียน นอกจากนี้ ควรมีขั้นตอนการติดตามผลที่มีความชัดเจนและทั่วถึง สำหรับเจ้าหน้าที่ ผู้ปกครอง และนักเรียน ในกรณีที่เกิดการกลั่นแกล้ง ซึ่งต้องอาศัยความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งในการยุติ หรืออย่างน้อยก็ลดการบูลลี่
การกลั่นแกล้งคืออะไร
การกลั่นแกล้ง หรือการบูลลี่ เป็นพฤติกรรมอันก้าวร้าวที่เกิดขึ้นทางร่างกาย วาจา หรือผ่านสื่อดิจิทัล อันเป็นการกระทำที่จงใจก่อให้สร้างบาดแผลหรือความรู้สึกไม่สบายให้กับบุคคลอื่น การกลั่นแกล้งแตกต่างจากพฤติกรรมก้าวร้าวรูปแบบอื่น ๆ ดังนี้:
นอกจากนี้ยังมีวิธีการกลั่นแกล้งแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ นั่นคือ การกลั่นแกล้งทางอินเตอร์เน็ต โดยการกลั่นแกล้งทางอินเตอร์เน็ตเป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่น อีเมล์ โทรศัพท์มือถือ เพจเจอร์ การส่งข้อความ เว็บไซต์ส่วนตัวที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เว็บไซต์ที่ทำโพลตัวเลือก หรือการรวมกันของกิจกรรมเหล่านี้ เพื่อสนับสนุนการจงใจประพฤติพฤติกรรมอันไม่เป็นมิตรอย่างซ้ำ ๆ ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล โดยมีเจตนาทำร้ายผู้อื่น
การกลั่นแกล้งในโรงเรียนสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ:
เป็นไปได้ยากที่จะวิเคราะห์เนื้อหาทั้งหมดเหล่านี้ในเชิงลึกภายในโมดูลนี้ แต่โชคดีที่มีข้อมูลฟรีอันมีค่าเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งอยู่บนอินเตอร์เน็ต โดยจุดเริ่มต้นที่ดีคือ เวบไซต์ของ starfishlapz (https://www.starfishlabz.com/blog/735-6-แนวทาง-stop-bullying-หยุดการกลั่นแกล้ง-ยุติความรุนแรงในสังคม)
เนื้อหาส่วนใหญ่บนอินเตอร์เน็ตได้แนะนำกลยุทธ์ในการป้องกันการกลั่นแกล้ง ในโมดูลย่อยนี้ เราจะเน้นไปที่ประเด็นของความเป็นผู้นำและบทบาทของผู้อำนวยการโรงเรียนในการจัดการกับการกลั่นแกล้ง นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลทางกฎหมายที่สนับสนุนว่าการกลั่นแกล้งเป็นปัญหาของผู้อำนวยการโรงเรียน
เหตุผลทางกฎหมาย
โปรดพิจารณาบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้อำนวยการโรงเรียน ดังนี้
หากต้องการดำเนินคดีกกับผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ปกครอง (หรือบุคลากร) จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าเกิดความประมาทเลินเล่อในส่วนของโรงเรียน โดยความประมาทเลินเล่อมีอยู่ 3 ด้าน ได้แก่ หน้าที่ในการดูแล การฝ่าฝืนหน้าที่ และความเสียหายอันเป็นผลตามมา
เป็นที่ยอมรับแล้วว่าผู้อำนวยการโรงเรียนเปรียบเสมือนตัวแทนของผู้ปกครอง และด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้พวกเขามีหน้าที่ในการดูแลนักเรียน หน้าที่ในการดูแลนี้รวมถึงการปกป้องนักเรียนจากอันตรายอันเกิดจากการกลั่นแกล้งและการละเมิดทุกรูปแบบ รวมถึงการเกิดอคติทางเชื้อชาติ ในทางปฏิบัติ หากมีการละเมิดในหน้าที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนควรตระหนักรู้ว่านักเรียนกำลังถูกกลั่นแกล้ง กล่าวคือ เขาควรได้รับฟังจากนักเรียนหรือผู้ปกครอง หรือควรรับรู้เอง (เพราะพฤติกรรมชัดเจน) และผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ได้ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ความเสียหายอาจเกิดขึ้นทางร่างกายหรือจิตใจ เบื้องต้น ผู้อำนวยการโรงเรียนมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (Education Bureau, EDB)
นอกจากหน้าที่ในการดูแลและความรับผิดแล้ว การกลั่นแกล้งยังเป็นปัญหาของผู้นำ เนื่องจากอาจส่งผลให้โรงเรียนเสื่อมสมรรถภาพได้
การกลั่นแกล้ง วัฒนธรรมโรงเรียน และโรงเรียนที่มีปัญหา
พิจารณาแนวทางที่ทำให้โรงเรียนมีปัญหาที่เกิดจากการกลั่นแกล้ง
ผู้นำโรงเรียน การกลั่นแกล้ง และวินัยอันเข้มงวด
ผู้อำนวยการโรงเรียน (และผู้ปกครอง) บางท่านเชื่อว่าวิธีเดียวที่จะ ‘ต่อสู้’ กับการกลั่นแกล้งคือการเพิ่มระเบียบวินัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของนักพฤติกรรมนิยมว่าหากอันธพาลถูกลงโทษด้วยความรุนแรงที่เหมาะสม พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านลบ ความเชื่อนี้นำไปสู่นโยบายต่าง ๆ เช่น ‘การไม่ทนต่อการกลั่นแกล้ง’ ซึ่งสามารถพบได้ในบางโรงเรียน น่าเสียดายว่า ถ้ามันง่ายขนาดนี้ คงไม่มีการกลั่นแกล้งกันที่โรงเรียนมาได้หลายปีแล้ว ดังนั้น วินัยอันเข้มงวดไม่ได้ผลด้วยตัวของมันเอง เนื่องจาก
ด้วยเหตุผลทั้งหมดข้างต้น ความเป็นผู้นำของผู้นำโรงเรียนในการจัดการกับการกลั่นแกล้งนั้นไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการใช้บทลงโทษที่รุนแรงขึ้น หรือใช้นโยบายด้านวินัยอย่าง ‘การไม่ทนต่อการกลั่นแกล้ง’
ผู้นำทางการศึกษาและโปรแกรมส่งเสริม
อย่างที่ผู้อำนวยการโรงเรียนบางคนเชื่อว่าการเพิ่มความเข้มงวดของวินัยและความรุนแรงของการลงโทษจะยุติการกลั่นแกล้งได้
ผู้อำนวยการโรงเรียนบางท่านกลับเชื่อว่าวิธีเดียวที่จะเอาชนะการกลั่นแกล้งได้คือการให้ความรู้ มีหลายโรงเรียนที่หวังจะป้องกันการกลั่นแกล้งด้วยการจัดการอบรมเชิงบวกที่สอนทักษะทางสังคม อาทิ โครงการต่อต้านการกลั่นแกล้ง โครงการส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง โครงการส่งเสริมความเป็นผู้นำ โครงการสนับสนุนการจัดการความขัดแย้ง เป็นต้น น่าเสียดายที่การอบ
รมเชิงบวกเหล่านี้ช่วงป้องกันการกลั่นแกล้งได้ก็ต่อเมื่อนักเรียนเลือกที่จะ ‘ประพฤติดีขึ้น’ หลังจากที่ ‘ตระหนักรู้มากขึ้น’ แล้วเท่านั้น นักเรียนอาจฝึก ‘พฤติกรรมอันเหมาะสม’ เป็นระยะเวลา 45 นาทีในการอบรมทักษะทางสังคม และกลั่นแกล้งกันในขณะที่เดินไปเรียนคาบต่อไปก็เป็นไปได้ เด็กจะเลือกที่จะกลั่นแกล้งเพื่อผลประโยชน์ทางสังคมของการได้รับความสนใจ อำนาจ เงินค่าอาหารกลางวัน การบ้าน และตำแหน่งทางสังคม ในโรงเรียนที่มีวัฒนธรรมการกลั่นแกล้ง การอบรมเชิงบวกจะมีอิทธิพลเพียงเล็กน้อยต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียน เนื่องจากเด็ก ๆ จะไม่ละทิ้งข้อได้เปรียบของการกลั่นแกล้ง เพียงเพราะเรา ‘ตระหนักรู้มากขึ้น’
สิ่งที่ผู้นำโรงเรียนสามารถทำได้
เมื่อเรายอมรับการการกลั่นแกล้งเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการเพิ่มระเบียบวินัยที่เข้มงวด หรือการอบรมเชิงบวกเพียงอย่างเดียวแล้ว ก็ถือว่าเราได้ยอมรับแล้วว่าการกลั่นแกล้งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องใช้แนวทางที่หลากหลาย ที่สำคัญที่สุด ผู้นำโรงเรียนจำเป็นต้องปรับโฉมวัฒนธรรมของโรงเรียนเพื่อไม่ให้เกิดการยกโทษ หรือทนต่อการกลั่นแกล้งในทุกรูปแบบ
การเรียนรู้และพฤติกรรมของนักเรียนเชื่อมโยงโดยตรงกับวัฒนธรรมของโรงเรียน ‘วัฒนธรรมโรงเรียน’ หมายถึงระบบสังคมภายในอาคารเรียน ซึ่งรวมถึงเป้าหมาย อัตลักษณ์ ขนบธรรมเนียม ธรรมเนียมปฏิบัติ และค่านิยม วัฒนธรรมโรงเรียนถูกกำหนดขึ้นจากข้อตกลงร่วมกันว่าจะตีความและให้ค่า (หรือลดคุณค่า) พฤติกรรมอย่างไร ผู้อำนวยการโรงเรียนอาจใช้ความพยายามมากเพื่อพัฒนาวัฒนธรรมโรงเรียนในเชิงบวก เนื่องจากวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่สามารถกำหนดได้ผ่านคำสั่งจากห้องผู้อำนวยการเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ลดการกลั่นแกล้ง เราขอเสนอดังนี้
การออกแบบแผนป้องกันการกลั่นแกล้งทั้งโรงเรียน
วิธีหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรมการป้องกันการกลั่นแกล้งที่เข้มแข็งและเป็นเชิงบวกคือการพัฒนาแผนป้องกันการกลั่นแกล้งทั้งโรงเรียน แผนดังกล่าวจะเพิ่มความคาดหวังต่อบรรยากาศของโรงเรียนในเชิงบวก และทำให้โรงเรียนเป็นสถานที่น่าเคารพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการพัฒนาวัฒนธรรมโรงเรียนให้ปราศจากการกลั่นแกล้งอีกด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการประกาศให้ชุมชนการเรียนรู้ทั้งหมดได้ทราบว่าโรงเรียนไม่ยอมรับการกลั่นแกล้งทุกรูปแบบ
แผนที่มีประสิทธิภาพ จะ
การสร้างแผนอันครอบคลุมนั้นใช้เวลา โดยมักเกิดความตึงเครียดระหว่างความปรารถนาในการ ‘ทำด้วยตนเอง’ กับการดึงให้สมาชิกในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแผนปฏิบัติการ ซึ่งอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเน้นย้ำความสำคัญของกระบวนการวางแผน นั่นคือ แนวทางในการวางแผนอย่างเป็นระบบเป็นสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนวัฒนธรรมของโรงเรียน เราสามารถสรุปกระบวนการวางแผนได้เป็น 7 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1: จัดตั้งทีมปฏิบัติการ
ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 2: ชักชวนผู้ปกครองและสมาชิกในชุมชน
ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้
ผู้อำนวยการโรงเรียนและบุคคลากรในโรงเรียนสามารถมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจของนักเรียน อย่างไรก็ตาม โรงเรียนไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง การกลั่นแกล้งสามารถคงอยู่ได้บนพื้นฐานของสิ่งที่เด็ก ๆ ประสบที่บ้าน ต้องอาศัยความพยายามร่วมกันของนักเรียน ผู้ปกครอง และสมาชิกในชุมชน โดยทำงานร่วมกับโรงเรียนเพื่อพัฒนาแผนป้องกันระดับโรงเรียน เพื่อพัฒนาชุมชนการเรียนรู้ที่นักเรียนและบุคลากรรู้สึกได้รับความเคารพ และผู้ปกครองและสมาชิกในชุมชนได้เข้ามามีบทบาทอันสำคัญ
ประสิทธิภาพของแผนระดับโรงเรียนคือการเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ปกครอง หากผู้ปกครองเชื่อว่าบุตรของเขาถูกกลั่นแกล้ง ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนและนอกโรงเรียน การที่ผู้ปกครองจะเข้ามาที่โรงเรียนและพูดว่า ‘ลูกของฉันถูกรังแกเมื่อวานนี้ คุณจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร’ นั้นไม่เพียงพอ การมีแผนระดับโรงเรียนจะช่วยจัดการกับวิธีส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีบทบาทอันแข็งขันในการป้องกันการกลั่นแกล้ง
ขั้นที่ 3: นำนักเรียนมามีส่วนร่วม
ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้
กลุ่มเพื่อนมีบทบาทสำคัญในการกลั่นแกล้ง แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่จะบอกว่าการได้เห็นการกลั่นแกล้งทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจหรืออ่อนไหว แต่ความเป็นจริงแล้วการกลั่นแกล้งส่วนใหญ่เกิดขึ้นต่อหน้านักเรียนคนอื่น ๆความคิดแบบ ‘แก๊งค์’ สามารถเกิดขึ้นได้เพื่อทำให้มีการกลั่นแกล้งอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยิ่งมีคนจำนวนมากขึ้นยิ่งจะมีการยับยั้งน้อยลง
น่าเสียดายว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จริง เมื่อเด็ก (หรือผู้ใหญ่) เห็นอันธพาลไปรังแกคนอื่น เขาอาจเข้าไปมีส่วนร่วม หรือหัวเราะและทำการล้อเลียน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาไม่เดินหนีหรือเข้าไปแทรกแซง แต่พวกเขาสนับสนุนการกลั่นแกล้งผ่านการมีส่วนร่วมแบบเฉยเมยหรือเชิงรุก สิ่งนี้มักเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่เห็นการกลั่นแกล้งรู้สึกว่าตนเองไม่มีสถานะและต้องการเข้าร่วมกับกลุ่มเพื่อน เพื่อได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘แก๊งค์’
นอกจากนี้ ยังมีการให้ความสนใจเชิงบวกกับเด็กที่เป็นอันธพาลมากกว่าเด็กที่ถูกรังแก และเด็กคนอื่น ๆ จะเห็นว่าเด็กอันธพาลนั้นเสมือนกับได้รับรางวัล ผลที่ได้คือการเสริมสร้างพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง
เมื่อมีคนข้าไปแทรกแซง – ในทางที่ดี – พวกเขามักจะสามารถยุติการกลั่นแกล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าเด็ก ๆ จำเป็นจะต้องเรียนรู้การเข้าไปแทรกแซงในลักษณะที่ไม่เป็นการไปส่งเสริมความรุนแรงของการกลั่นแกล้ง ทั้งนี้ ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้เด็กที่เข้าไปแทรกแซงกลายเป็นเป้าหมายของการกลั่นแกล้งแทน
ขั้นที่ 4: กำหนดวิสัยทัศน์และค่านิยมของโรงเรียน
ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้
คำแถลงค่านิยมหรือความเชื่อร่วม เป็นแนวทางการปฏิบัติที่จะชี้นำการทำงานของทีมปฏิบัติการในการป้องกันการกลั่นแกล้ง ค่านิยมและหลักการร่วมจะช่วยให้ทีม
การทำแผนที่ของการกลั่นแกล้งเพื่อระบุตำแหน่งที่เกิดการกลั่นแกล้งบ่อยที่สุดจะช่วยฝึกความมุ่งมั่นและเป็นตัวอย่างของการทำงานบนพื้นฐานของแนวคิดร่วมกัน หากบุคลากรและนักเรียนสามารถกล่าวอย่างมั่นใจว่า มีพื้นที่ภายในโรงเรียนที่ไม่ปลอดภัยมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ นั่นแสดงว่ามีปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นก้าวแรกสู่การพัฒนาวัฒนธรรมของโรงเรียนให้ไม่ยอมรับต่อการกลั่นแกล้ง
ขั้นที่ 5: สร้างแผนการกำกับดูแล
ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้
การกำกับดูแลที่มีการวางแผนมาอย่างดี ซึ่งรวมถึงการระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง การฝึกอบรมบุคลากร และการให้อำนาจแก้บุคลากรในการดำเนินการ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติจริงตามแผนป้องกันการกลั่นแกล้งระดับโรงเรียน
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล ประกอบด้วย
เนื่องจากพฤติกรรมการกลั่นแกล้งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพัก การควบคุมดูแลที่ผ่านการวางแผนมาเป็นอย่างดีในช่วงเวลาดังกล่าว จะช่วยลดเหตุการณ์การกลั่นแกล้งได้ การที่บุคลากรไปแทรกแซงการกลั่นแกล้ง ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นแกล้งที่เปิดเผย หรือเพียงแค่น่าสงสัย เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากการแทรกแซงช่วยให้เห็นว่าโรงเรียนให้ความสำคัญต่อการกลั่นแกล้งอย่างจริงจัง ในขณะที่การไม่เข้าไปแทรกแซงจะเป็นการยอมรับว่ายินยอมให้มีการกลั่นแกล้งขึ้นโดยนัย นักเรียนจะรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยกับผู้ใหญ่เกี่ยวกับปัญหาที่พวกเขาพบ หากพวกเขารู้ว่าปัญหาเหล่านั้นจะได้รับการยอมรับและถูกจัดการ การตอบสนองแบบที่ให้ต้องรับผิดชอบต่อการแจ้งปัญหา จะเป็นการสนับสนุนพฤติกรรมของการกลั่นแกล้ง
ขั้นที่ 6: สร้างแผนรับมือ
ประกอบไปด้วยแผนและขั้นตอนการตอบโต้การกลั่นแกล้งดังต่อไปนี้
โดยสามารถยกตัวอย่าง ‘แผนรับมือ’ ได้ดังนี้
1.เมื่อนักเรียนถูกกลั่นแกล้ง
2.ความรับผิดชอบระยะสั้น
3.ความรับผิดชอบระยะยาว
ขั้นที่ 7: ดำเนินการและติดตามแผนปฏิบัติการของโรงเรียน
ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้
ในขั้นตอนการดำเนินงาน จะมีการนำแผนมาใช้จริงและสื่อสารไปยังชุมชนโรงเรียน การเปิดตัวแผนต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน บุคลากร และผู้ปกครอง การจัดการประชุมระดับโรงเรียนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเปิดตัวแผนที่มีจุดเน้นและการสร้างความสนใจที่เหมาะสม โดยอาจมีการจัดการประชุมย่อยสำหรับผู้ปกครองในช่วงเช้า
ทีมปฏิบัติงานต้องกำหนดวิธีการและรูปแบบที่ดีที่สุดที่จะสื่อสารแต่ละส่วนของแผนได้ บุคลากรและผู้ปกครองของชุมชนโรงเรียนต้อเข้าใจแผนรับมืออย่างถี่ถ้วน นอกจากนี้ นักเรียนจะต้องเข้าใจแผนด้วย บางโรงเรียนนำ ‘สถานการณ์สมมติ’ มาใช้สอนรับมือและวิธีการในการรับมือ
บทสรุป
ในโรงเรียนที่ ‘ปราศจาก’ การกลั่นแกล้ง ความแตกต่างทางภาษา เชื่อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมจะเป็นสิ่งที่คุณค่า อีกทั้งเป็นสถานที่ ๆ พฤติกรรมการรับผิดชอบต่อสังคมและพฤติกรรมเชิงบวกได้รับการสนับสนุน นอกจากนี้ การมีแผนทั่วทั้งโรงเรียนที่ระบุรายละเอียดครบถ้วนจะช่วยสร้างความคาดหวังด้านพฤติกรรมที่ชัดเจนและสม่ำเสมอสำหรับนักเรียนทุกคน และเป็นการสนับสนุนวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์
โรงเรียนอาจไม่มีวันปราศจากการกลั่นแกล้งโดยสิ้นเชิง เมื่อเด็ก ๆ เติบโตและเรียนรู้ทางสังคม พวกเขาจะหยอกล้อ กีดกัน กระทบกระทั่ง และบางครั้งอาจนำไปสู่การต่อสู้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยจะมีความไม่สมดุลของอำนาจยู่เสมอ เนื่องจากเด็กบางคนมีร่างกายที่ใหญ่กว่า หรือ ‘ฉลาดกว่า’ หรือการเคลื่อนไหวร่างกายที่ดีกว่า หรือแม้กระทั่งได้รับความนิยมมากกว่า
กุญแจสำคัญของการทำให้โรงเรียนปราศจากการกลั่นแกล้งคือความพยายามของผู้นำโรงเรียนในการสร้างวัฒนธรรมของโรงเรียนที่ไม่ทนต่อการกลั่นแกล้ง และการเป็นผู้นำที่สามารถนำชุมชนโรงเรียนทั้งหมดมามีส่วนร่วมในการพัฒนาแผนปฏิบัติเพื่อจัดการกับการกลั่นแกล้งระดับโรงเรียน การกลั่นแกล้งเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ ซึ่งสามารถละทิ้งสิ่งที่ได้เรียนรู้มา (unlearn) แล้วเรียนรู้ใหม่ได้
ที่มา ; Thailandleadership