สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ทักษะสำคัญของผู้นำทางวิชาการ ; การยุติการกลั่นแกล้งได้

 บทนำ

กลอนสมัยเด็กที่ไม่เป็นความจริงมากที่สุดคือ “ไม้และหินอาจทำให้กระดูกของผมหัก แต่การล้อชื่อไม่มีวันทำร้ายผมได้” ผมจำได้ว่าได้ต่อยเพื่อนชื่อ วิทยา ตอนอยู่ชั้นม. 3 ส่งผลให้ข้อของมือซ้ายผมไปโดนกับแว่นของวิทยาจนร้าว และได้ทำให้ผมเจ็บมากกว่าที่เขาจะเจ็บเสียอีก เราเพิ่งกลับมาจากการเล่นกีฬา และบูลลี่ของชั้นเรียนที่ชื่อ วิชัย ได้ขโมยกางเกงบ็อกเซอร์ของผมไปจากกระเป๋ากีฬา และในขณะที่ผมพยายามแย่งชิงเอาคืน เขาก็เริ่มล้อเลียนผมเพราะมีรูป ‘แบทแมน’ อยู่บนการเกงบ็อกเซอร์ วิทยาได้ร่วมวงหยอกล้อด้วยการร้องว่า ‘โรบิน ๆๆๆ’ ผมเลยตัดสินใจต่อยวิทยาไปเลย ผมไม่ได้ต่อยวิชัยเพราะนั่นจะเป็นเหมือนการฆ่าตัวตาย แต่ผมตีวิทยาเพราะถ้าประเมินจากระดับสถานะภายในโรงเรียนแล้ว วิทยามีลำดับที่ต่ำกว่า ผมจึงเป็นทั้งเหยื่อและบูลลี่ ผู้ใหญ่ทุกคนจะจำบูลลี่ได้ เด็กตัวใหญ่ ๆ ที่ชอบแกล้งเด็กตัวเล็ก ๆ หรือชกจ่อยหลังเลิกเรียน สร้างคำโกหกเพื่อให้ผู้อื่นอับอาบและขายหน้า หรือพวกที่ขู่กรรโชกทางอารมณ์ เช่น “เย็นนี้ฉันจะชวนเพื่อนไปเตะบอล แต่ฉันไม่ชวนแก” เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ความทรงจำที่ดี  แต่สามารถแสดงให้เห็นว่าการกลั่นแกล้งนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว  บางทีเหตุการณ์กราดยิงอันน่าสลดใจในโรงเรียนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ลิตเติลตัน รัฐโคโลราโด และเทเบอร์ รัฐแอลเบอร์ตา ที่ทำให้เราชะงักและสังเกตว่าการรังแกไม่ใช่ ‘สิ่งปกติ’ แต่เป็นปัญหาอันใหญ่ ส่งผลให้ผู้บริหารสถานศึกษาในประเทศส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีความรับผิดชอบทางกฎหมายและหน้าที่ทางศีลธรรมในการป้องกันการกลั่นแกล้ง การเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็น โดยควรมีการยกกลยุทธ์ต่อต้านการรังแกมาเป็นส่วนหนึ่งของระเบียนวินัยและนโยบายพฤตกรรมของโรงเรียน นอกจากนี้ ควรมีขั้นตอนการติดตามผลที่มีความชัดเจนและทั่วถึง สำหรับเจ้าหน้าที่ ผู้ปกครอง และนักเรียน ในกรณีที่เกิดการกลั่นแกล้ง ซึ่งต้องอาศัยความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งในการยุติ หรืออย่างน้อยก็ลดการบูลลี่

 

การกลั่นแกล้งคืออะไร

การกลั่นแกล้ง หรือการบูลลี่ เป็นพฤติกรรมอันก้าวร้าวที่เกิดขึ้นทางร่างกาย วาจา หรือผ่านสื่อดิจิทัล อันเป็นการกระทำที่จงใจก่อให้สร้างบาดแผลหรือความรู้สึกไม่สบายให้กับบุคคลอื่น  การกลั่นแกล้งแตกต่างจากพฤติกรรมก้าวร้าวรูปแบบอื่น ๆ ดังนี้:

  • ความไม่สมดุลของอำนาจ – ซึ่งอาจเกิดจากขนาดและความแข็งแกร่ง สถานะภายในกลุ่มเพื่อน การสนับสนุนของกลุ่มเพื่อน ความรู้หรือทักษะที่มากกว่า เป็นต้น
  • ความถี่ และอัตราการเกิดซ้ำ – การกลั่นแกล้งมิใช่การกระทำแบบสุ่ม แต่เมีลักษณะเฉพาะที่สังเกตุได้จากความถี่และอัตราการเกิดซ้ำ
  • เจตนาเพื่อทำร้าย – มีเจตนาจะทำร้าย ‘เหยื่อ’ ไม่ว่าจะทางร่างกายหรืออารมณ์



นอกจากนี้ยังมีวิธีการกลั่นแกล้งแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ นั่นคือ การกลั่นแกล้งทางอินเตอร์เน็ต โดยการกลั่นแกล้งทางอินเตอร์เน็ตเป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่น อีเมล์ โทรศัพท์มือถือ เพจเจอร์ การส่งข้อความ เว็บไซต์ส่วนตัวที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เว็บไซต์ที่ทำโพลตัวเลือก หรือการรวมกันของกิจกรรมเหล่านี้ เพื่อสนับสนุนการจงใจประพฤติพฤติกรรมอันไม่เป็นมิตรอย่างซ้ำ ๆ ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล โดยมีเจตนาทำร้ายผู้อื่น

การกลั่นแกล้งในโรงเรียนสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ:

  • นักเรียนกลั่นแกล้งนักเรียน
  • ครูกลั่นแกล้งนักเรียน
  • ผู้ปกครองกลั่นแกล้งครู
  • นักเรียนกลั่นแกล้งครู (หรือบุคลากรท่านอื่น ๆ)
  • การกลั่นแกล้งในที่ทำงาน- หรือการที่ครูกลั่นแกล้งกันเอง หรือผู้บังคับบัญชาแกล้งบุคคลากร ผู้อำนวยการ้โรงเรียนเองยังสามารถกลั่นแกล้งและไม่ทราบว่าพวกเขากำลังทำอยู่ก็เป็นไปได้ 


เป็นไปได้ยากที่จะวิเคราะห์เนื้อหาทั้งหมดเหล่านี้ในเชิงลึกภายในโมดูลนี้ แต่โชคดีที่มีข้อมูลฟรีอันมีค่าเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งอยู่บนอินเตอร์เน็ต โดยจุดเริ่มต้นที่ดีคือ เวบไซต์ของ starfishlapz  (https://www.starfishlabz.com/blog/735-6-แนวทาง-stop-bullying-หยุดการกลั่นแกล้ง-ยุติความรุนแรงในสังคม) 

เนื้อหาส่วนใหญ่บนอินเตอร์เน็ตได้แนะนำกลยุทธ์ในการป้องกันการกลั่นแกล้ง ในโมดูลย่อยนี้ เราจะเน้นไปที่ประเด็นของความเป็นผู้นำและบทบาทของผู้อำนวยการโรงเรียนในการจัดการกับการกลั่นแกล้ง นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลทางกฎหมายที่สนับสนุนว่าการกลั่นแกล้งเป็นปัญหาของผู้อำนวยการโรงเรียน

 

เหตุผลทางกฎหมาย 

โปรดพิจารณาบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้อำนวยการโรงเรียน ดังนี้

  • ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องสามารถแสดงให้เห็นว่าตนได้ใช้กลยุทธ์ป้องกันการกลั่นแกล้ง และบุคลากรของตนได้รับการฝึกอบรมตามความเหมาะสมแล้ว 
  • ผู้อำนวยการโรงเรียนมีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบให้มั่นใจว่าโรงเรียนของตนมีระบบและนโยบายต่อต้านการกลั่นแกล้ง อีกทั้งบุคลากรและผู้ปกครองทราบถึงนโยบายเหล่านี้
  • ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องรับผิดและอาจถูกดำเนินคดี หากนักเรียนได้รับการบาดเจ็บทางร่างกายหรือทางอารมณ์ในขณะที่อยู่โรงเรียนหรือระหว่างกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนอันเนื่องมาจากการกลั่นแกล้ง 
  • ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องจัดหาสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย และอาจต้องรับผิดทางกฎหมาย หาก ‘ทราบ หรือควรจะทราบ’ ว่ามีการละเมิดต่อบุคลากร และล้มเหลวในการดำเนินการแก้ไข (โดยเฉพาะการละเมิดทางเพศ เชื้อชาติ และความทุพลลภาพ)


หากต้องการดำเนินคดีกกับผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ปกครอง (หรือบุคลากร) จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าเกิดความประมาทเลินเล่อในส่วนของโรงเรียน โดยความประมาทเลินเล่อมีอยู่ 3 ด้าน ได้แก่ หน้าที่ในการดูแล การฝ่าฝืนหน้าที่ และความเสียหายอันเป็นผลตามมา

เป็นที่ยอมรับแล้วว่าผู้อำนวยการโรงเรียนเปรียบเสมือนตัวแทนของผู้ปกครอง  และด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้พวกเขามีหน้าที่ในการดูแลนักเรียน หน้าที่ในการดูแลนี้รวมถึงการปกป้องนักเรียนจากอันตรายอันเกิดจากการกลั่นแกล้งและการละเมิดทุกรูปแบบ รวมถึงการเกิดอคติทางเชื้อชาติ ในทางปฏิบัติ หากมีการละเมิดในหน้าที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนควรตระหนักรู้ว่านักเรียนกำลังถูกกลั่นแกล้ง กล่าวคือ เขาควรได้รับฟังจากนักเรียนหรือผู้ปกครอง หรือควรรับรู้เอง (เพราะพฤติกรรมชัดเจน) และผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ได้ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ความเสียหายอาจเกิดขึ้นทางร่างกายหรือจิตใจ เบื้องต้น ผู้อำนวยการโรงเรียนมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (Education Bureau, EDB)

นอกจากหน้าที่ในการดูแลและความรับผิดแล้ว การกลั่นแกล้งยังเป็นปัญหาของผู้นำ เนื่องจากอาจส่งผลให้โรงเรียนเสื่อมสมรรถภาพได้

 

การกลั่นแกล้ง วัฒนธรรมโรงเรียน และโรงเรียนที่มีปัญหา

 

พิจารณาแนวทางที่ทำให้โรงเรียนมีปัญหาที่เกิดจากการกลั่นแกล้ง

  • เนื่องจากวัฒนธรรมของโรงเรียนถูกกำหนดขึ้นบนพื้นฐานของข้อตกลง ดังนั้นบุคคล (อันธพาล) เพียงไม่กี่คนก็สามารถครอบงำข้อตกลงเหล่านั้นได้ และด้วยวิธีนี้ การกลั่นแกล้งสามารถทำร้ายกระบวนการสอนและกระบวนการเรียนรู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยให้นักเรียนก่อกวนแม้แต่ครั้งเดียว ความสามารถในการจัดการความขัดแย้งและความไม่สมดุลของอำนาจในการตัดสินใจระหว่างการประชุมบุคคลากร การประชุมเพื่อวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการประชุมหลักสูตรเป็นทักษะอันสำคัญของผู้นำโรงเรียน ในทำนองเดียวกัน ครู ในฐานะผู้นำของชั้นเรียน ต้องสามารถจัดการกับ ‘อันธพาล’ ที่รบกวนความสมดุลของอำนาจการตัดสินใจภายในห้องเรียน การลงโทษทั้งชั้นเรียนเพียงเพราะนักเรียนหนึ่งหรือสองคนเป็นคนพาลเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
  • การกลั่นแกล้งสามารถรบกวนการเรียนและการสอนได้ โดยนักเรียนที่รู้สึกกลัว วิตก กังวล หรือพะวงจะไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่ไม่ใช่แค่ ‘เหยื่อ’ เท่านั้นที่จะไม่สามารถเรียนรู้ได้ ในวัฒนธรรมที่ ‘สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นได้’ และถูกยอมรับ (จนกลายเป็น ‘บรรทัดฐาน’) หรือหากการตกเป็นเหยื่อและการกลั่นแกล้งเป็นที่ยอมรับ การเรียนรู้จะถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ทำโดย ‘เด็กเนิร์ด’ (เด็กเรียนเก่ง) เท่านั้น
  • นักเรียนที่กระทำการกลั่นแกล้งในช่วงเวลาหนึ่ง มีแนวโน้มว่าจะตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งในอีกช่วงเวลาหนึ่ง การกลั่นแกล้งเป็นปัญหาของชุมชนในวงกว้าง เด็กอาจถูกคุมคามหลังเลิกเรียน ครอบครัวสามารถมีส่วนร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น พี่ หรือแม้กระทั่งผู้ปกครอง ลุง ป้า น้า อาเองก็เข้ามามีส่วนร่วมในข้อพิพาทได้ ผู้ปกครองอาจ ‘เหนื่อย’ กับการที่ลูกถูกรังแกและตัดสินใจจัดการปัญหาด้วยตัวเอง ทว่าข้อพิพาทระดับชุมชน (หรือแม้แต่ความโกลาหล) ก็มีผลกระทบเชิงลบอย่างมากต่อการเรียนรู้ ความเป็นผู้นำของโรงเรียนเชื่อมโยงกับชุมชนการเรียนรู้ที่กว้างขึ้น กล่าวคือ ไม่ควรถูกล้อมด้วยรั้วโรงเรียน หรือจำกัดแค่ในสถานที่ที่มีเสียงระฆังของโรงเรียนเท่านั้น

 

ผู้นำโรงเรียน การกลั่นแกล้ง และวินัยอันเข้มงวด

ผู้อำนวยการโรงเรียน (และผู้ปกครอง) บางท่านเชื่อว่าวิธีเดียวที่จะ ‘ต่อสู้’ กับการกลั่นแกล้งคือการเพิ่มระเบียบวินัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของนักพฤติกรรมนิยมว่าหากอันธพาลถูกลงโทษด้วยความรุนแรงที่เหมาะสม พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านลบ ความเชื่อนี้นำไปสู่นโยบายต่าง ๆ เช่น ‘การไม่ทนต่อการกลั่นแกล้ง’ ซึ่งสามารถพบได้ในบางโรงเรียน น่าเสียดายว่า ถ้ามันง่ายขนาดนี้ คงไม่มีการกลั่นแกล้งกันที่โรงเรียนมาได้หลายปีแล้ว ดังนั้น วินัยอันเข้มงวดไม่ได้ผลด้วยตัวของมันเอง เนื่องจาก

  • ระเบียบวินัยใช้ได้เฉพาะกับพฤติกรรมที่สามารถกำหนดได้ง่ายและมีกฎเกณฑ์อันชัดเจน ทว่าการกลั่นแกล้งส่วนใหญ่นั้นประเมินได้ยาก การมีวินัยไม่สามารถยุติการดูหมิ่นหรือข่มขู่ได้ หากเด็กคนหนึ่งบอกกับเด็กอีกคนหนึ่งว่าเธอไม่ต้องการที่จะเล่นด้วย การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดที่มีโทษหรือไม่ เด็ก ๆ มักมีปัญหากับการล้อชื่อ การโดนรังแก และการถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อน 
  • ความแตกต่างระหว่างการกลั่นแกล้งและพฤติกรรมอื่น ๆ อาจไม่ชัดเจนและขึ้นกับบริบท ความแตกต่างระหว่างการกลั่นแกล้งและพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมของเด็กที่ ‘ปกติ’ ผ่านการปฏิสัมพันธ์ อาจเป็นแค่ การกลั่นแกล้ง และ ‘การเล่นที่รุนแรงตามประสาเด็กผู้ชาย’
  • การกลั่นแกล้งเป็นการข่มขู่และการทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน การใช้วินัยอันเข้มงวดอาจเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมของการกลั่นแกล้ง ความรุนแรงอันเล็กน้อยสามารถนำไปสู่ความรุนแรงขนาดใหญ่ได้เช่นกัน วัยรุ่นที่ถูกพักการเรียนโดยเป็นผลจากการกลั่นแกล้งอาจทำลายหรือสร้างความเสียหายแก่โรงเรียน หรือแม้กระทั่งทำร้ายนักเรียนอื่น ๆ หลังเลิกเรียนได้
  • การมุ่งเน้นไปที่การกำจัดอันธพาลออกจากโรงเรียนของคุณผ่านการกีัดกัน หรือระเบียบวินัยอื่น ๆ อาจเป็นเพียงการสร้าง ‘ช่องว่าง’ ภายในวัฒนธรรมที่ทนต่อการกลั่นแกล้ง
  • การลงโทษอันธพาลโดยไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้ปกครองอาจส่งผลกระทบในทางตรงกันข้ามกับที่ตั้งใจไว้ ผู้ปกครองอาจตัดสินใจเข้าข้างบุตรของเขาและคัดค้านการตัดสินใจของโรงเรียน ซึ่งอาจนำไปสู่ ‘การให้รางวัล’ แก่พฤติกรรมกลั่นแกล้งของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเด็กเห็นผู้ปกครองของตนมาที่โรงเรียนเพื่อร้องเรียบหรือเรียกร้องจากครูหรือผู้อำนวยการโรงเรียน
  • หากจับได้ว่านักเรียนผู้เป็นอันธพาลไปรังแกเหยื่อ นักเรียนคนนั้นจะถูกลงโทษทางวินัยและสั่งให้ขอโทษเหยื่อ “สองฝ่ายจับมือกัน ขอโทษกัน และจบเรื่อนี้ลง” แต่ในความเป็นจริงเรื่องมันไม่จบสำหรับทั้งอันธพาลหรือเหยื่อ แต่โดยจะเกิดวงจรของความไม่สมดุลของอำนาจขึ้น และยิ่งการลงโทษมีความรุนแรงขึ้นมากเท่าใด วงจรดังกล่าวก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเท่านั้น
  • ความแตกต่างระหว่าง อันธพาล และ เหยื่อ นั้นบางมาก แม้ว่าเด็กทุกคนจะเคยถูกรังแกมาแล้วก็ตาม แต่ก็ควรตระหนักเช่นกันว่าบางครั้งเด็กหลายคนจะเป็นผู้ที่ไปรังแกคนอื่น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ
  • วินัยอันเข้มวดอาจทำให้นักเรียนบางคนถูกตราหน้าว่าเป็น อันธพาล (และนักเรียนคนอื่น ๆ ตกเป็น เหยื่อ) การตราหน้าดังกล่าวอาจจุดฉนวนเด็กและส่งผลที่แย่ขึ้นต่อโรงเรียน ยกตัวอย่างเช่น ผู้เป็น ‘อันธพาล’ อาจกลายเป็นผู้ต่อต้านฮีโร่ในโรงเรียน และอาจได้รับความชื่นชมยินดีจากการสวมบทบาทดังกล่าว

ด้วยเหตุผลทั้งหมดข้างต้น ความเป็นผู้นำของผู้นำโรงเรียนในการจัดการกับการกลั่นแกล้งนั้นไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการใช้บทลงโทษที่รุนแรงขึ้น หรือใช้นโยบายด้านวินัยอย่าง ‘การไม่ทนต่อการกลั่นแกล้ง’

 

ผู้นำทางการศึกษาและโปรแกรมส่งเสริม 

อย่างที่ผู้อำนวยการโรงเรียนบางคนเชื่อว่าการเพิ่มความเข้มงวดของวินัยและความรุนแรงของการลงโทษจะยุติการกลั่นแกล้งได้

ผู้อำนวยการโรงเรียนบางท่านกลับเชื่อว่าวิธีเดียวที่จะเอาชนะการกลั่นแกล้งได้คือการให้ความรู้ มีหลายโรงเรียนที่หวังจะป้องกันการกลั่นแกล้งด้วยการจัดการอบรมเชิงบวกที่สอนทักษะทางสังคม อาทิ โครงการต่อต้านการกลั่นแกล้ง โครงการส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเอง โครงการส่งเสริมความเป็นผู้นำ โครงการสนับสนุนการจัดการความขัดแย้ง เป็นต้น น่าเสียดายที่การอบ

รมเชิงบวกเหล่านี้ช่วงป้องกันการกลั่นแกล้งได้ก็ต่อเมื่อนักเรียนเลือกที่จะ ‘ประพฤติดีขึ้น’ หลังจากที่ ‘ตระหนักรู้มากขึ้น’ แล้วเท่านั้น นักเรียนอาจฝึก ‘พฤติกรรมอันเหมาะสม’ เป็นระยะเวลา 45 นาทีในการอบรมทักษะทางสังคม และกลั่นแกล้งกันในขณะที่เดินไปเรียนคาบต่อไปก็เป็นไปได้ เด็กจะเลือกที่จะกลั่นแกล้งเพื่อผลประโยชน์ทางสังคมของการได้รับความสนใจ อำนาจ เงินค่าอาหารกลางวัน การบ้าน และตำแหน่งทางสังคม ในโรงเรียนที่มีวัฒนธรรมการกลั่นแกล้ง การอบรมเชิงบวกจะมีอิทธิพลเพียงเล็กน้อยต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียน เนื่องจากเด็ก ๆ จะไม่ละทิ้งข้อได้เปรียบของการกลั่นแกล้ง เพียงเพราะเรา ‘ตระหนักรู้มากขึ้น’

 

สิ่งที่ผู้นำโรงเรียนสามารถทำได้

เมื่อเรายอมรับการการกลั่นแกล้งเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการเพิ่มระเบียบวินัยที่เข้มงวด หรือการอบรมเชิงบวกเพียงอย่างเดียวแล้ว ก็ถือว่าเราได้ยอมรับแล้วว่าการกลั่นแกล้งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องใช้แนวทางที่หลากหลาย ที่สำคัญที่สุด ผู้นำโรงเรียนจำเป็นต้องปรับโฉมวัฒนธรรมของโรงเรียนเพื่อไม่ให้เกิดการยกโทษ หรือทนต่อการกลั่นแกล้งในทุกรูปแบบ

การเรียนรู้และพฤติกรรมของนักเรียนเชื่อมโยงโดยตรงกับวัฒนธรรมของโรงเรียน ‘วัฒนธรรมโรงเรียน’ หมายถึงระบบสังคมภายในอาคารเรียน ซึ่งรวมถึงเป้าหมาย อัตลักษณ์ ขนบธรรมเนียม ธรรมเนียมปฏิบัติ และค่านิยม วัฒนธรรมโรงเรียนถูกกำหนดขึ้นจากข้อตกลงร่วมกันว่าจะตีความและให้ค่า (หรือลดคุณค่า) พฤติกรรมอย่างไร ผู้อำนวยการโรงเรียนอาจใช้ความพยายามมากเพื่อพัฒนาวัฒนธรรมโรงเรียนในเชิงบวก เนื่องจากวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่สามารถกำหนดได้ผ่านคำสั่งจากห้องผู้อำนวยการเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ลดการกลั่นแกล้ง เราขอเสนอดังนี้

  • ผู้นำโรงเรียนจำเป็นจะต้องแสดงความเป็นผู้นำในการผลักดันให้การกลั่นแกล้งเป็นจุดสนใจหลักในชุมชนโรงเรียน โดยที่ผู้นำโรงเรียนและชุมชนโรงเรียนตระหนักร่วมกันว่าพฤติกรรมการกลั่นแกล้งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว 
  • ผู้นำโรงเรียนนำการเปลี่ยนแปลงโดยพัฒนาแผนป้องกันการกลั่นแกล้งทั้งโรงเรียน

 

การออกแบบแผนป้องกันการกลั่นแกล้งทั้งโรงเรียน

วิธีหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรมการป้องกันการกลั่นแกล้งที่เข้มแข็งและเป็นเชิงบวกคือการพัฒนาแผนป้องกันการกลั่นแกล้งทั้งโรงเรียน แผนดังกล่าวจะเพิ่มความคาดหวังต่อบรรยากาศของโรงเรียนในเชิงบวก และทำให้โรงเรียนเป็นสถานที่น่าเคารพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการพัฒนาวัฒนธรรมโรงเรียนให้ปราศจากการกลั่นแกล้งอีกด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการประกาศให้ชุมชนการเรียนรู้ทั้งหมดได้ทราบว่าโรงเรียนไม่ยอมรับการกลั่นแกล้งทุกรูปแบบ

แผนที่มีประสิทธิภาพ จะ

  • ผ่านการพัฒนาร่วมกันจากหลายฝ่าย
  • สร้างความเข้าใจร่วมกันในเรื่องธรรมชาติของการกลั่นแกล้งและผลกระทบของการกลั่นแกล้งต่อสมาชิกทุกคนในชุมชนการเรียนรู้
  • ช่วยให้สมาชิกทุกคนรู้บทบาทของตนในการจัดการกับการกลั่นแกล้ง
  • จัดกลยุทธ์การป้องกันและการแทรกแวงที่เหมาะสมอย่างหลากหลาย
  • จัดกรอบการทำงานสำหรับการปฏิบัติจริง


การสร้างแผนอันครอบคลุมนั้นใช้เวลา โดยมักเกิดความตึงเครียดระหว่างความปรารถนาในการ ‘ทำด้วยตนเอง’ กับการดึงให้สมาชิกในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแผนปฏิบัติการ ซึ่งอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเน้นย้ำความสำคัญของกระบวนการวางแผน นั่นคือ แนวทางในการวางแผนอย่างเป็นระบบเป็นสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนวัฒนธรรมของโรงเรียน เราสามารถสรุปกระบวนการวางแผนได้เป็น 7 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้


ขั้นที่ 1: จัดตั้งทีมปฏิบัติการ

ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • การระบุปัญหา
  • การสร้างทีมงานที่มีประสิทธิผล
  • การชี้แจงผลลัพธ์และค่านิยม
  • การตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการสร้างแรงผลักดันและรักษาความมุ่งมั่นของชุมชนโรงเรียน


ขั้นที่ 2: ชักชวนผู้ปกครองและสมาชิกในชุมชน

ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • การกำหนดกลยุทธ์เพื่อให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม
  • การชี้แจงให้ผู้ปกครอบเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วม
  • การดำเนินการประชุมผู้ปกครองในครั้งแรก (หรือการประชุมต่อเนื่อง)
  • การเขียนเอกสารสนับสนุนและการเตรียมข้อมูลสำหรับผู้ปกครองและการประชุมผู้ปกครอง
  • การกำหนดยะยะเวลา/วาระเพื่อให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนในแผนของโรงเรียน

ผู้อำนวยการโรงเรียนและบุคคลากรในโรงเรียนสามารถมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจของนักเรียน อย่างไรก็ตาม โรงเรียนไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง การกลั่นแกล้งสามารถคงอยู่ได้บนพื้นฐานของสิ่งที่เด็ก ๆ ประสบที่บ้าน ต้องอาศัยความพยายามร่วมกันของนักเรียน ผู้ปกครอง และสมาชิกในชุมชน โดยทำงานร่วมกับโรงเรียนเพื่อพัฒนาแผนป้องกันระดับโรงเรียน เพื่อพัฒนาชุมชนการเรียนรู้ที่นักเรียนและบุคลากรรู้สึกได้รับความเคารพ และผู้ปกครองและสมาชิกในชุมชนได้เข้ามามีบทบาทอันสำคัญ

ประสิทธิภาพของแผนระดับโรงเรียนคือการเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ปกครอง หากผู้ปกครองเชื่อว่าบุตรของเขาถูกกลั่นแกล้ง ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนและนอกโรงเรียน การที่ผู้ปกครองจะเข้ามาที่โรงเรียนและพูดว่า ‘ลูกของฉันถูกรังแกเมื่อวานนี้ คุณจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร’ นั้นไม่เพียงพอ การมีแผนระดับโรงเรียนจะช่วยจัดการกับวิธีส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีบทบาทอันแข็งขันในการป้องกันการกลั่นแกล้ง


ขั้นที่ 3: นำนักเรียนมามีส่วนร่วม

ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • การกำหนดบทบาทของนักเรียนในการพัฒนาแผนปฏิบัติของโรงเรียน
  • การตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการนำนักเรียนเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึง การกำหนดระยะเวลาและการคัดเลือกบุคคลากรที่จะให้คำปรึกษาและดูแลกระบวนการของการมีส่วนร่วมของนักเรียน

กลุ่มเพื่อนมีบทบาทสำคัญในการกลั่นแกล้ง แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่จะบอกว่าการได้เห็นการกลั่นแกล้งทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจหรืออ่อนไหว แต่ความเป็นจริงแล้วการกลั่นแกล้งส่วนใหญ่เกิดขึ้นต่อหน้านักเรียนคนอื่น ๆความคิดแบบ ‘แก๊งค์’ สามารถเกิดขึ้นได้เพื่อทำให้มีการกลั่นแกล้งอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยิ่งมีคนจำนวนมากขึ้นยิ่งจะมีการยับยั้งน้อยลง

น่าเสียดายว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จริง เมื่อเด็ก (หรือผู้ใหญ่) เห็นอันธพาลไปรังแกคนอื่น เขาอาจเข้าไปมีส่วนร่วม หรือหัวเราะและทำการล้อเลียน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาไม่เดินหนีหรือเข้าไปแทรกแซง แต่พวกเขาสนับสนุนการกลั่นแกล้งผ่านการมีส่วนร่วมแบบเฉยเมยหรือเชิงรุก สิ่งนี้มักเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่เห็นการกลั่นแกล้งรู้สึกว่าตนเองไม่มีสถานะและต้องการเข้าร่วมกับกลุ่มเพื่อน เพื่อได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘แก๊งค์’

นอกจากนี้ ยังมีการให้ความสนใจเชิงบวกกับเด็กที่เป็นอันธพาลมากกว่าเด็กที่ถูกรังแก และเด็กคนอื่น ๆ จะเห็นว่าเด็กอันธพาลนั้นเสมือนกับได้รับรางวัล ผลที่ได้คือการเสริมสร้างพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง

เมื่อมีคนข้าไปแทรกแซง – ในทางที่ดี – พวกเขามักจะสามารถยุติการกลั่นแกล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าเด็ก ๆ จำเป็นจะต้องเรียนรู้การเข้าไปแทรกแซงในลักษณะที่ไม่เป็นการไปส่งเสริมความรุนแรงของการกลั่นแกล้ง ทั้งนี้ ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้เด็กที่เข้าไปแทรกแซงกลายเป็นเป้าหมายของการกลั่นแกล้งแทน


ขั้นที่ 4: กำหนดวิสัยทัศน์และค่านิยมของโรงเรียน 

ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • การรวบรวมคำแถลงค่านิยมและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งจากแนวคิด มุมมอง และความเชื่อของบุคคลากรและนักเรียน
  • พัฒนา ‘แผนที่ที่ของการกลั่นแกล้ง’ ที่แสดงประเด็นของปัญหาภายในโรงเรียน
  • สรรหาวิธีรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากผู้ปกครอง
  • ทีมปฏิบัติการสรุป ‘คำแถลงค่านิยมและวิสัยทัศน์’ 


คำแถลงค่านิยมหรือความเชื่อร่วม เป็นแนวทางการปฏิบัติที่จะชี้นำการทำงานของทีมปฏิบัติการในการป้องกันการกลั่นแกล้ง ค่านิยมและหลักการร่วมจะช่วยให้ทีม 

  • มีความเต็มใจที่จะลองความคิดริเริ่มใหม่ ๆ ภายใต้กรอบค่านิยม
  • มีความมั่นใจที่จะ ‘เอาชนะปัญหา’ และตั้งคำถาม
  • มีความมั่นใจที่จะนำการเปลี่ยนแปลงโดยทำตัวเป็นตัวอย่าง
  • ยอมรับว่าสิ่งสำคัญคือต้องทำงานบนเงื่อนไขที่จะปรับปรุงระบบและปรับปรุงตนเอง

การทำแผนที่ของการกลั่นแกล้งเพื่อระบุตำแหน่งที่เกิดการกลั่นแกล้งบ่อยที่สุดจะช่วยฝึกความมุ่งมั่นและเป็นตัวอย่างของการทำงานบนพื้นฐานของแนวคิดร่วมกัน หากบุคลากรและนักเรียนสามารถกล่าวอย่างมั่นใจว่า มีพื้นที่ภายในโรงเรียนที่ไม่ปลอดภัยมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ นั่นแสดงว่ามีปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นก้าวแรกสู่การพัฒนาวัฒนธรรมของโรงเรียนให้ไม่ยอมรับต่อการกลั่นแกล้ง

ขั้นที่ 5: สร้างแผนการกำกับดูแล

ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • การกำหนดบทบาทให้บุคลากรในการกำกับดูแล พร้อมระบุขอบเขตอำนาจ
  • ทำให้มั่นใจว่าการกลั่นแกล้งจะต้องได้รับผลที่เป็นมาตรฐานให้เป็นมาตรฐาน
  • การฝึกอบรมบุคลากรเพื่อกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งฝึกทักษะการไกล่เกลี่ย การรับมือกับความก้าวร้าว ฯลฯ
  • การระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการกลั่นแกล้ง
  • การวางแผนกลยุทธ์เพื่อลดโอกาสการกลั่นแกล้ง (การเปิดห้องคอมพิวเตอร์ระหว่างพักกลางวัน เพื่อลดความหนาแน่นของสนาม การลด ‘จุดบอด’ การเฝ้าระวังห้องน้ำ ฯลฯ)


การกำกับดูแลที่มีการวางแผนมาอย่างดี ซึ่งรวมถึงการระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง การฝึกอบรมบุคลากร และการให้อำนาจแก้บุคลากรในการดำเนินการ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติจริงตามแผนป้องกันการกลั่นแกล้งระดับโรงเรียน

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล ประกอบด้วย

  • ลักษะของการกลั่นแกล้งแบบแอบแฝงอาจทำให้แยกแยะได้ยาก เช่น การข่มเหงรังแก การล้อเลียน
  • ยอมรับว่านักเรียนไม่สามารถแก้ปัญหาของตนเองได้เสมอไป
  • บุคลากรรู้สึกถูกข่มขู่ (หรือกลัวว่าจะถูกรังแกเอง) จนพวกเขาต้อง ‘ปิดตา’ และทำเป็นไปเห็นการกลั่นแกล้ง
  • ความยากลำบากในการกำหนดผลของการกลั่นแกล้งให้เป็นมาตรฐานสืบเนื่องมาจากบางครั้งอันธพาลสามารถตกเป็นเหยื่อได้นั่นเอง นอกจากนี้การกลั่นแกล้งมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การล่วงละเมิดไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย
  • ความแตกต่างระหว่าง ‘ผู้ชายและผู้หญิง’ และการตีความนิยามของการกลั่นแกล้งของบุคคลากรเพศชายและหญิง
  • ความไม่มั่นใจของบุคคลากรและความรู้สึกว่าไม่ได้รับการสนับสนุนเมื่อเข้าไปแทรกแซงการกลั่นแกล้งจนต้องเผชิญหน้ากับผู้ปกครอง เช่น การแจ้งผู้ปกครองว่า ‘ลูกของคุณเป็นอันธพาล’ เป็นงานที่ยาก

เนื่องจากพฤติกรรมการกลั่นแกล้งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพัก การควบคุมดูแลที่ผ่านการวางแผนมาเป็นอย่างดีในช่วงเวลาดังกล่าว จะช่วยลดเหตุการณ์การกลั่นแกล้งได้ การที่บุคลากรไปแทรกแซงการกลั่นแกล้ง ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นแกล้งที่เปิดเผย หรือเพียงแค่น่าสงสัย เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากการแทรกแซงช่วยให้เห็นว่าโรงเรียนให้ความสำคัญต่อการกลั่นแกล้งอย่างจริงจัง ในขณะที่การไม่เข้าไปแทรกแซงจะเป็นการยอมรับว่ายินยอมให้มีการกลั่นแกล้งขึ้นโดยนัย นักเรียนจะรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยกับผู้ใหญ่เกี่ยวกับปัญหาที่พวกเขาพบ หากพวกเขารู้ว่าปัญหาเหล่านั้นจะได้รับการยอมรับและถูกจัดการ การตอบสนองแบบที่ให้ต้องรับผิดชอบต่อการแจ้งปัญหา จะเป็นการสนับสนุนพฤติกรรมของการกลั่นแกล้ง

ขั้นที่ 6: สร้างแผนรับมือ

ประกอบไปด้วยแผนและขั้นตอนการตอบโต้การกลั่นแกล้งดังต่อไปนี้

  • ระบบบันทึกและติดตามเหตุการณ์ของการกลั่นแกล้ง
  • แนวทางให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ถูกกลั่นแกล้ง
  • วิธีการรับมือกับนักเรียนที่กระทำการกลั่นแกล้ง
  • กลยุทธ์สำหรับนักเรียนที่พบเห็นการกลั่นแกล้ง
  • การไกล่ไกล่เกลี่ยสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้ง
  • การอบรมเชิงบวกเพื่อลดการกลั่นแกล้ง

โดยสามารถยกตัวอย่าง ‘แผนรับมือ’ ได้ดังนี้

1.เมื่อนักเรียนถูกกลั่นแกล้ง

  • ไม่ควรบอกปัด หาเหตุผล หรือคำอธิบายมาใช้กับพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง บอกนักเรียนว่าคุณรับรู้และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อให้นักเรียนไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและหมดหนทาง 
  • ทำให้นักเรียนมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเขา นี่เป็นสิ่งสำคัญเพราะผลกระทบของการกลั่นแกล้งสามารถคงอยู่ในจิตใจได้จนถึงวัยผู้ใหญ่ 
  • สอนวิธีการตอบสนองอย่างเหมาะสมให้แก่นักเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนที่ถูกรังแกด้วยวาจายืนหยัดเพื่อตนเองและไม่อนุญาตให้ผู้อื่นถูกรังแกต่อหน้า ควรย้ำว่าไม่มีผู้ที่ดูการกลั่นแกล้งคนใดที่บริสุทธิ์
  • ส่งเสริมให้นักเรียนรายงานพฤติกรรมการกลั่นแกล้งที่พบเห็น ในฐานะนักการศึกษา เราต้องย้ำให้ชัดผ่านโครงการต่อต้านการกลั่นแกล้ง และขั้นตอนต่าง ๆ อย่างเข้มงวดว่าจะไม่ยอมให้พฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงเรียน


2.
ความรับผิดชอบระยะสั้น

  • บันทึกเหตุการณ์ไว้ในใบติดตามหรือสร้างเป็นฐานข้อมูล
  • ตรวจสอบว่าเป็นการฝ่าฝืนซ้ำหรือไม่
  • ดำเนินการตามแนวทางที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการ
  • เนื่องจากการกลั่นแกล้งมักเป็นปัญหาเรื้อรัง ให้โทรแจ้งผู้ปกครองของนักเรียนผู้แกล้ง และติดตามด้วยการส่งจดหมายที่อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมให้คำนิยามของการกลั่นแกล้งและสรุปหลักของแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้ง
  • หากเป็นการทำผิดซ้ำ ควรนัดพบผู้ปกครอง
  • กำหนดผลที่ตามมาโดยการพูดคุยกับนักเรียนผู้แกล้ง ผู้ปกครองของเขา ผู้แกล้งคนอื่น ๆ และผู้ปกครองของเขา และโดยปรึกษากับคณะกรรมการและนโยบายของโรงเรียน
  • วางแผนติดตามปัญหาและหาแนวทางแก้ไข
  • พิจารณาว่าจำเป็นต้องเรียกตำรวจหรือไม่ เพราะหากเป็นกรณีการขู่กรรโชก โรงเรียนจำเป็นต้องติดต่อประสานงานกับตำรวจ
  • อภิปรายปัญหาและแนวทางกับพี่เลี้ยงหรือครู

3.ความรับผิดชอบระยะยาว

  • ทำงานร่วมกับนักเรียนที่แกล้งเพื่อนและสมุน เพื่อสร้างความเข้าใจในหน้าที่รับผิดชอบ ปัญหาของพฤติกรรม และผลที่ตามมา
  • ทำงานร่วมกับนักเรียนที่่แกล้งเพื่อนและครูเพื่อหาโอกาสให้พวกเขาได้ชดใช้ความผิด
  • กำหนดผลที่ตามมาให้เหมาะสม กรณีที่ยังมีพฤติกรรมการกลั่นแกล้งอีกครั้ง
  • ติดตามการเกิดการกรรโชกและการกลั่นแกล้งในรูปแบบอื่น

ขั้นที่ 7: ดำเนินการและติดตามแผนปฏิบัติการของโรงเรียน

ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • การแจ้งให้บุคคลากรและผู้ปกครองทราบถึงแผนปฏิบัติงานของโรงเรียน
  • การจัดการประชุมระดับโรงเรียนหรือกิจกรรมพิเศษเพื่อเปิดตัวแผนปฏิบัติ
  • การทบทวนแผนปฏิบัติงาน
  • การติดตามความสำเร็จของแผนปฏิบัติงาน

ในขั้นตอนการดำเนินงาน จะมีการนำแผนมาใช้จริงและสื่อสารไปยังชุมชนโรงเรียน การเปิดตัวแผนต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน บุคลากร และผู้ปกครอง การจัดการประชุมระดับโรงเรียนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเปิดตัวแผนที่มีจุดเน้นและการสร้างความสนใจที่เหมาะสม โดยอาจมีการจัดการประชุมย่อยสำหรับผู้ปกครองในช่วงเช้า

ทีมปฏิบัติงานต้องกำหนดวิธีการและรูปแบบที่ดีที่สุดที่จะสื่อสารแต่ละส่วนของแผนได้ บุคลากรและผู้ปกครองของชุมชนโรงเรียนต้อเข้าใจแผนรับมืออย่างถี่ถ้วน นอกจากนี้ นักเรียนจะต้องเข้าใจแผนด้วย บางโรงเรียนนำ ‘สถานการณ์สมมติ’ มาใช้สอนรับมือและวิธีการในการรับมือ

บทสรุป

ในโรงเรียนที่ ‘ปราศจาก’ การกลั่นแกล้ง ความแตกต่างทางภาษา เชื่อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมจะเป็นสิ่งที่คุณค่า อีกทั้งเป็นสถานที่ ๆ พฤติกรรมการรับผิดชอบต่อสังคมและพฤติกรรมเชิงบวกได้รับการสนับสนุน นอกจากนี้ การมีแผนทั่วทั้งโรงเรียนที่ระบุรายละเอียดครบถ้วนจะช่วยสร้างความคาดหวังด้านพฤติกรรมที่ชัดเจนและสม่ำเสมอสำหรับนักเรียนทุกคน และเป็นการสนับสนุนวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 

โรงเรียนอาจไม่มีวันปราศจากการกลั่นแกล้งโดยสิ้นเชิง เมื่อเด็ก ๆ เติบโตและเรียนรู้ทางสังคม พวกเขาจะหยอกล้อ กีดกัน กระทบกระทั่ง และบางครั้งอาจนำไปสู่การต่อสู้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยจะมีความไม่สมดุลของอำนาจยู่เสมอ เนื่องจากเด็กบางคนมีร่างกายที่ใหญ่กว่า หรือ ‘ฉลาดกว่า’ หรือการเคลื่อนไหวร่างกายที่ดีกว่า หรือแม้กระทั่งได้รับความนิยมมากกว่า

กุญแจสำคัญของการทำให้โรงเรียนปราศจากการกลั่นแกล้งคือความพยายามของผู้นำโรงเรียนในการสร้างวัฒนธรรมของโรงเรียนที่ไม่ทนต่อการกลั่นแกล้ง และการเป็นผู้นำที่สามารถนำชุมชนโรงเรียนทั้งหมดมามีส่วนร่วมในการพัฒนาแผนปฏิบัติเพื่อจัดการกับการกลั่นแกล้งระดับโรงเรียน การกลั่นแกล้งเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ ซึ่งสามารถละทิ้งสิ่งที่ได้เรียนรู้มา (unlearn) แล้วเรียนรู้ใหม่ได้
 

ที่มา ; Thailandleadership

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น