
ทั่วโลกต่างมุ่งสู่การเรียนรู้บนฐานสมรรถนะ ไม่ใช่องค์ความรู้เพียงอย่างเดียว เพราะในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิต การทำงาน รวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด อย่างโรคระบาดโควิด-19 ล้วนเป็นสิ่งเร้าและผลกระทบที่ทำให้ระบบการศึกษา ซึ่งเป็นหลักในการพัฒนาคนของประเทศต้องเร่งปรับตัวให้เท่าทันสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น และมีสมรรถนะที่จำเป็น
“ฟอรั่มครูใหญ่ : ประเมินอย่างไรตรงใจผู้เรียน ตอบโจทย์สังคมไทยและสังคมโลก” อีกหนึ่งงานเสวนา ในงาน “EDUCA Online Festival 2021 งานเทศกาลมหกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ครั้งที่ 14” ระหว่างวันที่ 18-22 ต.ค.2564 จัดโดยบริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มผู้อำนวยการผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Thailand Principal Forum) ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เริ่มด้วย รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่าระบบการศึกษาในปัจจุบัน ผู้เรียนคือคนที่สำคัญที่สุด ฉะนั้น การประเมินผลการเรียนรู้ต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นการประเมินการเรียนรู้ที่อยู่บนฐานความรู้ เน้นการตัดสินผล โดย หัวใจการประเมินยุคก่อนๆ คือพยายามวัดให้แม่นยำมากที่สุด เวลาครูออกข้อสอบจะออกให้ยากกว่าที่สอน เด็กต้องมานั่งติวนั่งเรียน และเดาใจครู วัดดวง เด็กจึงฟัง จด ท่อง สอบ และลืม
“โลกเก่าของการประเมินเป็นวัฎจักรการเรียนรู้ที่เด็กไทยจะฟังครูให้มาก แต่การประเมินยุคใหม่จะเป็นไปเพื่อการเรียนรู้ที่เน้นสมรรถนะ การเรียนรู้ที่มีเป้าหมายให้ผู้เรียนทำบางสิ่งบางอย่างที่มีความหมายกับชีวิตของพวกเขา เป็นการบูรณาการทั้งความรู้ ทักษะและคุณลักษณะที่จำเป็นทางจิตวิทยา และครูจะประเมินอะไรก็แจ้งเด็ก เพื่อให้เขาได้เตรียมตัว” ” รศ.ดร.ศิริเดช กล่าว
การประเมินจะวัดได้ทั้งก่อนเรียน ระหว่างเรียน และประเมินหลังเรียน ข้อมูลการประเมินจะไม่ใช่เรื่องคะแนน และเด็กจะสามารถปรับปรุงตนเองได้ โดยครูจะช่วยให้เป้าหมายข้อบกพร่องการเรียนรู้
รศ.ดร.ศิริเดช เล่าต่อว่าการประเมินจะไม่มีอะไรเป็นกล่องดำที่ต้องให้ทุกคนนั่งเดา ทุกอย่างจะตรงไปตรงมา จะเกิดนิสัยให้เด็กไว้วางใจในการเรียนรู้ และเด็กได้รับผลการเรียนรู้ตามที่ตั้งไว้ ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข ไม่มีการแบ่งแยก เด็กทุกคนเท่าเทียมกันหมด
ขณะที่ ดร.ศราวุฒิ สุตะวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เล่าว่าโรงเรียนได้นำโมเดล แนวทาง Thinking school based classroom มาเปลี่ยนการเรียนรู้ที่ห้องเรียน โดยขณะนี้มีทั้งหมด 19 หลักสูตร ทุกหลักสูตรจะตอบโจทย์ความต้องการของเด็ก เพราะเด็กทุกคนมีความเก่งแต่เก่งไม่เหมือนกัน การเรียนหนังสือเพื่ออาชีพ การมีงานทำ เป็นคนดีอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ฉะนั้น การศึกษาต้องจัดเพื่อเด็ก ถอดศักยภาพของผู้เรียน โรงเรียนแห่งนี้จึงไม่ใช่โรงเรียนทางเลือก แต่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้โอกาสกับนักเรียนทุกคนได้ค้นหาศักยภาพของตนและประสบความสำเร็จ
“โรงเรียนได้ยกเลิกจัดอันดับเด็กเก่งในโรงเรียน ไม่กดดันในการสอบ เลิกสอบกลางภาค/ปลายภาค สอนอะไรก็วัดผลแบบนั้น และให้ครูสร้างสรรค์การสอนใหม่ ศูนย์เทรนครูพัฒนารูปแบบการสอนให้สนุกสนานยิ่งขึ้น และครูเรียนรู้การสอนรูปแบบออนไลน์ ออนดีมาน 60% โดยการวัดประเมินต้องตรงใจเด็ก ครูต้องสอนอะไร เพื่ออะไร ใช้วิธีสอนอย่างไร มีวิธีและประเมินผลอย่างไร สอนแล้วผลเป็นอ่างไร และถ้าเด็กไม่บรรจุตามแผนนั้น ๆ จะมีวิธีการช่วยเหลือหรือแก้ไขอย่างไร”ดร.ศราวุฒิ กล่าว
“โรงเรียนแม่คือวิทยา” มีการกำหนดเป้าหมายในการเรียนรู้แต่ละช่วงชั้น โดยป.1-ป.3 อ่าน เขียน และคิดคำนวณได้ ป.4-ป.6 ค้นพบความถนัด พหุปัญญา และ ม.1-3 จะมุ่งเน้นให้เกิดแรงบันดาลใจในอาชีพ นายสุริยน สุริโยดร ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่คือวิทยา จ.เชียงใหม่ เล่าว่า ในส่วนของการวัดและประเมินผล โรงเรียนจะเน้นเพื่อการพัฒนา โดยจะให้น้ำหนักที่การประเมินระหว่างภาคปีเป็นสำคัญ ให้ความสำคัญกับการค้นหาความรู้ กระบวนการลงมือทำมากกว่าการจดจำความรู้ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สรุปความรู้ในรูปแบบที่ตนเองถนัด และผู้ประเมิน ตนเอง เพื่อน ครู ร่วมกันสะท้อนคิด
“ตอนนี้โลกของการเรียนรู้ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ซึ่งโลกมีความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ โลกใบใหม่ของเด็กที่เปลี่ยนไป โลกของอาชีพเปลี่ยนไป โลกคนสำเร็จเขาคุยกันแต่เรื่องทักษะ ส่วนโรงเรียนคุยเรื่องอื่น สมดุลการเรียนรู้ K S Aของยุคสมัยเปลี่ยนไป และเด็กไม่มีที่ยืนความสำเร็จในแบบฉบับของตนเอง การศึกษาและการประเมินรูปแบบใหม่ต้องทำให้เด็กไม่เป็นอย่างที่ผ่านมา”นายสุริยน กล่าว
ด้านโรงเรียนในกลุ่มสาธิต อย่าง ดร.ภัทรภร เจนสุทธิเวชกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการหลักสูตรและการสอน โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม เล่าว่าการวัดและประเมินผล จะวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และประเมินการอ่านคิดวิเคราะห์ และเขียนได้ โดยครูมีการกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผล และมีการแจ้งประมวลรายวิชาให้แก่นักเรียนได้รับทราบ ซึ่งครูและนักเรียนร่วมกันปรับปรุงเกณฑ์การวัดและประเมินผลให้เหมาะสม มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นนักเรียน ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
รศ.ลัดดา ภู่เกียรติ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตพัฒนา เล่าว่าโรงเรียนสาธิตพัฒนา ได้ปรับการเรียนการสอน อาทิ กลุ่มเด็กอนุบาลจะจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างกระตือรือร้น/เชิงรุก(Active Learning) เรียนรู้ผ่านการลงมือปฎิบัติ กิจกรรม การเล่น เรียนรู้เป็นทีม และเรียนรู้อย่างมีความสุข ขณะที่เด็กประถม ได้จัดการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระ เน้นความรู้และทักษะ ให้นักเรียนได้เรียนตามความชอบ ความถนัดอย่างสนุกสนาน ค้นหาตัวเองผ่านการจัดการเรียนรู้ ฉะนั้นการประเมินจะเป็นไปตามลักษณะกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็ก ต้องลดความเครียดของนักเรียน และลดภาระผู้ปกครอง ต้องประเมินให้จบภายในห้องเรียน วิเคราะห์เนื้อหาสาระและตัวชี้วัดที่เด็กต้องรู้ควรวัด
ด้าน ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ ผู้อำนวยสำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เล่าว่านโยบายด้านการทดสอบและประเมินผลได้มีการปลดล็อกในหลายเรื่อง โดยจุดเน้นขณะนี้คือ ลดภาระที่เกิดจากการประเมิน ยึดหลักการประเมินให้ยืดหยุ่นตามบริบทและสถานการณ์ ใช้ประเมินแนวใหม่ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้บริการเครื่องมือมาตรการและคลังข้อสอบ และใช้เครื่องมือประเมินที่ส่งเสริมการคิดและเครื่องมือแบบเขียนตอบ อย่างไรก็ตาม การจะปรับเปลี่ยนที่ดีที่สุด คือ การเปลี่ยน mindset ของผู้บริหารและครู ซึ่งทุกโรงเรียนสามารถนำการประเมินแบบใหม่ไปใช้ได้
ตบท้ายด้วย รศ.ดร.พิมพันธ์ เดชะคุปต์ ข้าราชการบำนาญคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เล่าว่า หัวใจการประเมินผลแนวใหม่จะเน้นเรื่องฐานสมรรถนะ ซึ่งหัวใจการเป็นผู้ประเมินของครูและเด็กจะเป็นไปในเชิงบวก และเมื่อทางนโยบายการประเมินที่มีความยืดหยุ่นบริบทของโรงเรียน จะทำให้โรงเรียนมีอิสระในการคิดหลักสูตร ให้เด็กมาร่วมทำหลักสูตร ทุกคนจะมีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้และการประเมิน อย่างไรก็ตาม โลกนี้หากพยากรณ์ไม่ได้ ต้องการคนที่ปรับเปลี่ยนและปรับตัว อยากให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนเพื่อความปังในการเรียนการสอนไปสู่เรื่องการประเมิน
ที่มา ; EDUCA
เกี่ยวข้องกัน
แนะ 9 วิธีการประเมินความเข้าใจของนักเรียน ระหว่างคาบเรียน
นักเรียนนั่งฟังคุณครูสอน ทำแบบฝึกหัดในคาบ คุณครูให้สอบเก็บคะแนน นักเรียนนั่งฟังคุณครูสอนเนื้อหาถัดไป มีการทำกิจกรรมในคาบ และคุณครูก็ให้สอบเก็บคะแนน นักเรียนทำกระบวนการแบบนี้วนไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่นักเรียนต้องสอบกลางภาคหรือสอบปลายภาค และผลลัพธ์ของการสอบคือ นักเรียนสอบไม่ผ่าน หรือได้คะแนนน้อย จนทำให้นักเรียนท้อใจ หรือหมดความสนใจในการเรียน
เหตุการณ์นี้คงคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่นักเรียนของคุณครูหลายท่านสอนอยู่ อาจจะไม่ทั้งหมด แต่เชื่อว่า คุณครูทุกคนคงเจอปัญหาที่ว่านักเรียนหลายคนที่สอน ทำข้อสอบไม่ได้ และสอบไม่ผ่าน
ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะอะไร
คุณครูควรทำสิ่งใดเพื่อจะทำให้ปัญหานี้ลดน้อยลงหรือหมดไป
จากเหตุการณ์สมมติดังกล่าว จะเห็นได้ว่าหากคุณครูเพิ่มกระบวนการ การประเมินความเข้าใจของนักเรียน (Check for Understanding หรือ CFU) ในช่วงเวลาที่สอนในแต่ละคาบเข้าไปด้วย จะทำให้การเรียนรู้และความเข้าใจของนักเรียนเพิ่มสูงขึ้น และลดปัญหานักเรียนทำข้อสอบไม่ได้ หรือทำข้อสอบไม่ผ่านลง
ในบทความนี้ EDUCA จะมาแนะนำวิธีการประเมินความเข้าใจของนักเรียนให้คุณครูได้ลองนำไปปรับใช้ในห้องเรียนของคุณครูดู
หลีกเลี่ยงการใช้คำถาม ‘ใช่/ไม่ใช่’ (Yes/No Questions) หากคุณครูใช้คำถามที่นักเรียนตอบได้แค่ ใช่ หรือ ไม่ใช่ เช่น ‘เข้าใจมั้ย’ ‘ถูกต้องรึเปล่า’ แน่นอนว่าส่วนใหญ่คุณครูจะได้ยินคำตอบว่า เข้าใจค่ะ/ครับ หรือ ถูกค่ะ/ครับ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยว่านักเรียนจะหลุดไปจากเนื้อหาที่คุณครูได้สอนไป ดังนั้น การที่จะทำให้คุณครูแน่ใจจริงๆ ว่านักเรียนเข้าใจแน่แล้วหรือยัง คุณครูควรใช้คำถามแบบเปิดให้นักเรียนได้ใช้ความคิดไตร่ตรองถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป
ให้เวลานักเรียนได้สะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ ในช่วง 5-10 นาทีก่อนหมดคาบ คุณครูสามารถให้นักเรียนเขียนทบทวนถึงสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้ในคาบ และถามเพิ่มเติมว่านักเรียนจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ไปประยุกต์ใช้อย่างไร
ให้นักเรียนทำข้อสอบย่อย (quiz) ท้ายคาบ
ให้นักเรียนสรุปเนื้อหา ให้นักเรียนสรุปเนื้อหาหรือประเด็นสำคัญที่ได้เรียนรู้ ซึ่งจะให้นักเรียนพูดตอบ วาดตอบ หรือในวิธีใด ๆ ก็ได้
สัญญาณมือ คุณครูสามารถให้นักเรียนโชว์มือเพื่อแสดงถึงความเข้าใจของพวกเขา ณ ขณะนี้ ห้านิ้วคือพวกเขาเข้าใจเป็นอย่างดี และ ศูนย์นิ้วคือพวกเขาไม่เข้าใจเลย
การ์ดตอบรับ คุณครูมีแผ่นการ์ดให้กับนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ในการตอบคำถามของคุณครู
4 มุม คุณครูสามารถใช้กระบวนการที่ให้นักเรียนได้เคลื่อนไหวร่างกายของตัวเองไปในมุมทั้ง 4 มุมของห้องเรียนเพื่อตอบสนองต่อคำถามบางอย่างที่คุณครูถามขึ้น เช่น ในแต่ละมุมอาจจะแบ่งเป็น ฉันเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ฉันเห็นด้วย ฉันพอจะเห็นด้วย และ ฉันไม่มั่นใจ
Think-Pair-Share เป็นกิจกรรมสั้นๆ ที่ให้นักเรียนนำตามกระบวนการ ดังนี้
ใช้เวลาสักครู่คิดไตร่ตรองกับตัวเองถึงคำถามที่คุณครูถาม
แชร์คำตอบของตัวเองให้กับคู่ของตัวเอง
แชร์คำตอบให้กับเพื่อนๆ ทั้งห้อง
3-2-1 ให้นักเรียนได้ไตร่ตรองถึงสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้ในคาบนั้น ผ่านการตอบคำถามเหล่านี้ท้ายคาบ
(3) สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้
(2) สิ่งที่อยากรู้เพิ่มเติม
(1) คำถามที่อยากถามคุณครู
Exit Ticket คุณครูให้นักเรียนได้เขียนตอบคำถามลงในกระดาษเล็ก ๆ แผ่นนึง และกระดาษแผ่นนี้จะเป็นเหมือนบัตรผ่านเพื่อให้นักเรียนได้ออกจากห้องเรียนนั่นเอง
จากวิธีการทั้งหมดที่คุณครูหรือผู้อ่านได้อ่านมาข้างบนนั้น แน่นอนว่ายังมีวิธีการประเมินความเข้าใจนักเรียนที่สามารถทำได้ระหว่างการสอนได้อีกมากมาย และพวกเราเชื่อว่าคุณครูหรือผู้อ่านก็มีวิธีที่เคยใช้มา และประสบความสำเร็จ และอยากนำมาแชร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน วิธีนั้นมีกระบวนการและประสบความสำเร็จอย่างไรบ้างหรอคะ นำมาเล่าและแชร์ให้กันและกันดู
อ้างอิง
Briggs, S. (2017, March 24). 21 Ways to Check for Student Understanding. Retrieved May 12, 2020, from https://www.opencolleges.edu.au/informed/features/21-ways-to-check-for-student-understanding
ที่มา ; EDUCA
เกี่ยวข้องกัน
ให้คะแนนอย่างไร หากไม่มีการสอบ
“เรียนออนไลน์อยู่บ้าน ไม่ได้แปลว่าว่างนะ” หรือ “การบ้านท่วมหัว ไม่ได้ทำตัวว่างเลย” เสียงเด็ก ๆ ที่ส่งมาจาก Social Media กับการเรียนออนไลน์ที่การบ้านเยอะมากเป็นพิเศษ โดยปกติการสอนในห้องเรียนจะสามารถให้นักเรียนทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อเก็บคะแนนได้ แต่การเรียนออนไลน์ดูเป็นอุปสรรคไปหมด อย่างบางโปรแกรมที่ใช้งานไม่สะดวกในการแยกหรือจัดกลุ่มให้นักเรียน ทำให้เกิดภาระงานที่นักเรียนต้องนำกลับไปทำเองเพื่อส่งเป็นคะแนนเก็บ หากมีการสอบเพิ่มเข้ามา ก็อาจส่งผลให้นักเรียนเกิดความเครียดเพิ่มขึ้น เราลองมาลดภาระและความกดดันให้นักเรียน โดยทบทวนรูปแบบการประเมินในแต่ละเรื่องกันอีกครั้ง
ความรู้ และทักษะที่คุณครูควรประเมินมีอะไรบ้าง
การประเมินพื้นฐานความรู้เดิมของนักเรียน เป็นการประเมินที่ต้องการวัดความเข้าใจของนักเรียนในเนื้อหาที่เรียนผ่านมาแล้ว เช่น การสอบก่อนเรียน การสรุปเนื้อหาในหัวข้อที่ได้เรียนมาแล้ว การเขียนหรือพูดคุยกับคุณครูเกี่ยวกับประเด็นที่สงสัย
การประยุกต์ใช้และการนำไปปฏิบัติของนักเรียน เป็นการประเมินเกี่ยวกับความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนแล้ว ว่าสามารถนำไปปฏิบัติหรือพัฒนาเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์ได้ เช่น ให้นักเรียนสร้างข้อสอบด้วยตนเองพร้อมเฉลย ให้นักเรียนทำรายงานที่ต่อยอดจากองค์ความรู้ที่ได้เรียนรู้จากในห้องเรียน
การประเมินทักษะคิดวิเคราะห์และการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียน เป็นการประเมินที่เกี่ยวข้องกับการจำแนกหมวดหมู่ การนิยามลักษณะ การหาข้อสนับสนุนหรือคัดค้านในเนื้อหาที่ได้เรียน เช่น การจำแนกหมวดหมู่ให้ถูกต้องตามหัวข้อที่กำหนด เป็นหมวดหมู่ของสิ่งที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์หมวดหมู่เดียวกัน สารประกอบที่มีธาตุเดียวกัน การระบุข้อสนับสนุนและข้อคัดค้านเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรียน ให้นักเรียนสรุปเนื้อหาตามความเข้าใจของตนเอง
การประเมินทักษะการสังเคราะห์และคิดอย่างสร้างสรรค์ เป็นการประเมินที่ให้ความสำคัญกับการนำความรู้มาสร้างเป็นองค์ความรู้หรือกระบวนการเรียนรู้ของตัวเองอย่างสร้างสรรค์ เช่น ให้นักเรียนทำแผนผังความคิดเชื่อมโยงเนื้อหาตามหัวข้อที่กำหนด
การประเมินทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียน เป็นการประเมินที่สนใจทักษะด้านการรู้คิดของนักเรียน ระบุประเภทของปัญหา พร้อมกลวิธีที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหา เช่น การให้นักเรียนระบุปัญหาตามตัวอย่างที่คุณครูนำมาสอน ว่าคือปัญหาอะไร แล้วจึงเสนอแนวทางการแก้ปัญหานั้น หรือให้นักเรียนอธิบายหลักการที่ใช้ตอบคำถามของคุณครู ว่าทำไมถึงเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าว
นอกจากนี้ การประเมินในชั้นเรียนยังมีอีกหลายเทคนิคที่สามารถทำได้ในคาบเรียน โดยเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมในการประเมินความเข้าใจเนื้อหาด้วยวิธีง่าย ๆ ซึ่งครูสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียนออนไลน์ได้ด้วย เช่น
การประเมินโดยการซักถามในห้องเรียน
เมื่อสอนจบบทเรียน คุณครูสามารถจะซักถามนักเรียนในห้องเรียน โดยเปลี่ยนจากการถามคำถามเพื่อทดสอบความรู้มาเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนถามข้อสงสัยในเนื้อหาที่ไม่เข้าใจคนละ 1 ข้อ เพื่อเป็นการสำรวจความเข้าใจและทบทวนบทเรียนด้วย
การเล่าเนื้อหาที่ตนสนใจพร้อมนำเสนอ
ครูอาจให้นักเรียนเลือกหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งที่ตัวเองสนใจมาเล่า ว่าสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้จากหัวข้อนั้นมีอะไรบ้าง โดยไม่จำกัดรูปแบบและวิธีการนำเสนอ เพื่อให้นักเรียนฝึกการอธิบายเนื้อหาที่ได้ศึกษามา และสังเกตความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนองานของนักเรียน
เกม
ปัจจุบัน Game-based Learning ได้รับความนิยมในการนำมาใช้จัดการเรียนรู้ โดยมี Application มากมายที่ใช้ในการทดสอบความรู้ความเข้าใจของนักเรียนที่ทำในห้องเรียนได้ และใช้เวลาไม่นาน เหมาะที่จะนำมาใช้ในช่วงท้ายของคาบเรียน ตัวอย่าง Application Vonder Go (www.vonder.co.th) เป็น Applicationที่มาในรูปแบบเกมและสามารถวัดผลได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งคำตอบ การเลือกคำตอบที่ถูกต้องมากกว่าหนึ่งคำตอบ การเลือกรูปภาพที่ถูกต้องเพียงหนึ่งภาพ การเลือกรูปภาพที่ถูกต้องมากกว่าหนึ่งภาพ และการเรียงลำดับ โดยครูสามารถเพิ่มคำอธิบายคำตอบได้อีกด้วย
การวัดและประเมินผู้เรียนยังมีอีกหลากหลายวิธี คุณครูสามารถปรับใช้ให้เหมาะสมกับเวลาและความพร้อมของนักเรียน ซึ่งเน้นดำเนินการในห้องเรียนออนไลน์ได้ทันที อีกทั้งยังสามารถเก็บเป็นคะแนนและครอบคลุมทุกทักษะการประเมินเหมือนในชั้นเรียนปกติ โดยไม่เพิ่มภาระงานและลดการทดสอบรายบทเรียนแก่นักเรียนได้ด้วย
แหล่งอ้างอิง
ที่มา ; EDUCA
บทความนำเสนอการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาโลกจาก “การวัดผลแบบเน้นความรู้และคะแนน” ไปสู่ “การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ” ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะไปใช้ในชีวิตจริงได้ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เทคโนโลยี และสถานการณ์ไม่แน่นอน เช่น โควิด-19 ทำให้การศึกษาต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน
แนวคิดการประเมินแบบใหม่เน้น “เพื่อพัฒนา (assessment for learning)” มากกว่าการตัดสินผล โดยใช้การประเมินก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเห็นจุดแข็ง–จุดที่ต้องพัฒนา ไม่ใช่แค่คะแนนสอบ ครูต้องแจ้งเป้าหมายและเกณฑ์ชัดเจน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม และใช้ข้อมูลเพื่อปรับการเรียนรู้
โรงเรียนหลายแห่งปรับรูปแบบ เช่น ลดการสอบกลางภาค–ปลายภาค ใช้การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) บูรณาการทักษะ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และพหุปัญญา รวมถึงเน้นการสะท้อนคิดร่วมกันระหว่างครู นักเรียน และเพื่อน
สาระสำคัญคือการเปลี่ยน “mindset” ของครูและผู้บริหาร ให้การประเมินเป็นเครื่องมือพัฒนาผู้เรียน ลดความเครียด เพิ่มความยืดหยุ่น และทำให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความหมาย เหมาะกับโลกยุคใหม่ที่ต้องการคนปรับตัวและมีสมรรถนะรอบด้าน
แนวคิดหลักของการประเมินยุคใหม่ตามบทความคือข้อใด
ก. การวัดผลเพื่อจัดลำดับความสามารถของผู้เรียน
ข. การเน้นคะแนนสอบเป็นหลัก
ค. การประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน
ง. การสอบปลายภาคเป็นตัวชี้วัดหลัก
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการใช้การประเมินเพื่อพัฒนา (assessment for learning) ไม่ใช่ตัดสินผล
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ระบบการศึกษาต้องปรับเป็นฐานสมรรถนะคือข้อใด
ก. ผู้เรียนสอบได้คะแนนต่ำลง
ข. โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและไม่แน่นอน
ค. ครูสอนไม่ทันเนื้อหา
ง. โรงเรียนมีจำนวนมากขึ้น
เฉลย: ข
เหตุผล: บริบทโลกยุค VUCA ทำให้ต้องใช้สมรรถนะมากกว่าความรู้ท่องจำ
ข้อใดสอดคล้องกับ “การประเมินเพื่อการเรียนรู้” มากที่สุด
ก. สอบปลายภาคเพื่อตัดเกรด
ข. ให้คะแนนจากการสอบครั้งเดียว
ค. ใช้ข้อมูลประเมินปรับปรุงการเรียนของผู้เรียน
ง. จัดอันดับนักเรียนเก่ง
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนา ไม่ใช่ตัดสินหรือจัดอันดับ
บทบาทของครูในการประเมินยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร
ก. ผู้ตัดสินผลการเรียน
ข. ผู้ควบคุมการสอบ
ค. ผู้ให้ข้อมูลสะท้อนเพื่อพัฒนา
ง. ผู้แข่งขันกับผู้เรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูเป็น “โค้ช” สนับสนุนการเรียนรู้
การยกเลิกการสอบกลางภาค–ปลายภาคในบางโรงเรียนมีเป้าหมายเพื่ออะไร
ก. ลดภาระครูอย่างเดียว
ข. ลดความเครียดและเพิ่มการเรียนรู้จริง
ค. ลดค่าใช้จ่ายโรงเรียน
ง. เพิ่มเวลาว่างของนักเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นลดความเครียดและส่งเสริมการเรียนรู้เชิงลึก
ข้อใดสะท้อน “สมรรถนะผู้เรียน” มากที่สุด
ก. ท่องจำเนื้อหาได้
ข. ทำข้อสอบได้คะแนนสูง
ค. นำความรู้ไปแก้ปัญหาในชีวิตจริง
ง. จำสูตรได้ครบ
เฉลย: ค
เหตุผล: สมรรถนะคือการประยุกต์ใช้ ไม่ใช่ท่องจำ
การประเมินแบบ Active Learning สอดคล้องกับข้อใด
ก. ผู้เรียนฟังและจดอย่างเดียว
ข. ผู้เรียนลงมือปฏิบัติและมีส่วนร่วม
ค. ครูบรรยายทั้งหมด
ง. ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียว
เฉลย: ข
เหตุผล: Active Learning เน้นผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้
ข้อใดเป็นแนวทางสำคัญของการประเมินในชั้นเรียน (Formative Assessment)
ก. ประเมินครั้งเดียวตอนจบ
ข. ประเมินเพื่อจัดอันดับ
ค. ประเมินระหว่างเรียนเพื่อปรับปรุง
ง. ประเมินเฉพาะข้อสอบปรนัย
เฉลย: ค
เหตุผล: Formative ใช้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาของการประเมินแบบเดิมตามบทความคือข้อใด
ก. นักเรียนเก่งเกินไป
ข. เน้นท่องจำและสอบเป็นหลัก
ค. ครูสอนไม่มีคุณภาพ
ง. ไม่มีการบ้าน
เฉลย: ข
เหตุผล: ระบบเดิมเน้นจำ–สอบ–ลืม
แนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในยุคใหม่คือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนข้อสอบมาตรฐาน
ข. ควบคุมครูให้สอนเหมือนกันทั้งหมด
ค. ส่งเสริมการประเมินที่ยืดหยุ่นตามบริบท
ง. เน้นการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: การประเมินต้องยืดหยุ่นและสอดคล้องบริบทโรงเรียน