
ในอดีต ก่อนยุคโซเชียลมีเดีย หมอและนักวิทยาศาสตร์ ไม่ค่อยเห็น คนอายุมากๆ แล้วร่างกายยังแข็งแรง หรือสมองยังดีมากๆ
ทางวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์ จึงเชื่อว่า การถดถอยของสมอง เมื่ออายุมากขึ้น เป็นสิ่งที่ ไม่มีทางจะเลี่ยงได้ (โดยเฉพาะ ก่อนที่จะพบว่า สมองคนเรา สร้างเซลล์ใหม่ๆ ได้ตลอดแม้จะอายุมากแล้ว)
แต่เพราะโซเชียลมีเดีย เราจึงมีโอกาส ได้เห็นหรือได้ยิน เรื่องราวของคนอายุ 70-80 แต่สมองยังดี เหมือนคนวัย 30 ปี มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงกับมี คำเรียกคนสูงอายุ แต่สมองยังดี เหล่านี้ว่า super-ager
และมีงานวิจัย มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเข้าใจว่า คนเหล่านี้ เขาทำได้ยังไง?
หนึ่งในงานวิจัยล่าสุด เป็นการนำ คนที่การทำงานของสมองยังดีมากๆ คือ ดีพอๆกับ คนวัย 20-30 ปี มาแสกนสมองศึกษา
สิ่งที่พบ ค่อนข้างน่าแปลกใจ โดยทั่วไป ภาพรังสีสมอง ของคนอายุมาก จะเห็นได้ชัดมากว่า สมองดูฝ่อลง (จะเห็นว่าเล็กลง และดูเหมือนเหี่ยวลง) โดยเฉพาะ ส่วนที่เรียกว่า เปลือกสมอง (ที่เกี่ยวข้องกับความคิด หรือที่เรานิยมพูดกันว่า ความฉลาด)
แต่ในคนกลุ่มนี้ หลายบริเวณในสมองของเขา แทบไม่ต่างไปจากคนวัย 20-30 ปีเลย คือ ไม่ใช่แค่ฝ่อช้า แต่เหมือนจะ คงสภาพไว้ได้เลย
คำถามคือ คนพวกนี้ ทำได้ยังไง? โชคช่วย? เกิดมาโชคดี สมองแก่ช้าเอง หรือ เพราะทำอะไรบางอย่างถูกต้อง?
คำตอบคือ ทั้งสองอย่าง คือเกี่ยวกับ ทั้งพันธุกรรมของเขาเอง และ การเลือกใช้ชีวิต
ในแง่ของพันธุกรรม เรายังไม่มีความรู้อะไรมากนัก ว่าคนเหล่านี้ มีพันธุกรรม ต่างจากคนอื่นยังไง นั่นก็หมายความว่า เราแต่ละคน ไม่รู้หรอกว่า เราจะเป็นคนที่โชคดี แบบนั้นหรือเปล่า
แต่สิ่งที่เรา พอจะทำได้คือ การเลือกใช้ชีวิต
คำถามคือ วิธีการอะไรบ้าง ที่จะช่วย ให้สมอง (และร่างกาย) ของเราคงสภาพไว้ได้มากที่สุด
เทคนิคที่จะให้ไว้วันนี้ มี 4 อย่างง่ายๆ 4 ข้อนี้ เป็นเทคนิคที่มี งานวิจัยยืนยัน ออกมาแล้วมากมาย
จนตอนนี้ ถือได้ว่า เป็นที่วิธีการดูแลสมองที่ดีที่สุด
1. ออกกำลังกายแบบแอโรบิค (ที่เหมาะกับความแข็งแรงของตัวเอง)
งานวิจัยพบว่า ไม่ใช่แค่ช่วยคงสภาพสมองไว้ได้ แต่พบว่า ในคนสูงอายุหลายคน ที่สมองเริ่มเสื่อมแล้ว หลงลืมแล้ว เมื่อออกกำลังกาย แบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ (ประมาณ 6 เดือน) เมื่อมาแสกนสมองซ้ำ พบว่า เนื้อสมองหนาขึ้นกว่าเดิมได้ด้วย นอกเหนือไปจากแอโรบิค การยกน้ำหนักหรือ wieght training วิธีต่างๆ ก็ช่วยเรื่องสมองด้วย ถ้าทำควบคู่กันไปได้ จะดีมากๆ
2. นอนเยอะๆ นอนให้พอเพียง
ข้อนี้สั้นๆ ตรงไปตรงมา ทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่คงรู้ดีว่า การนอนสำคัญกับสมอง และร่างกายมากแค่ไหน แต่ถ้าใคร มีปัญหานอนยาก นอนไม่หลับ ลองหาอ่าน วิธีการแก้ไขดูว่า ทำยังไง และถ้ายังแก้ไขไม่ได้จริงๆ แนะนำว่า ให้ไปปรึกษาแพทย์ดู ให้มองว่า ปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง เป็นปัญหาสุขภาพเหมือนๆกับ ความดันสูง หรือไขมันในเลือดสูงไปเลย
3. บริหารความเครียด
สำหรับคนทุกวันนี้ ความเครียดในชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก แต่มันสามารถ บริหารจัดการได้ วิธีการง่ายๆ อันหนึ่งที่ทำได้ คือ นั่งสมาธิ (หรือเดินจงกรม สวดมนต์ รำมวยจีน ฯลฯ) มีงานวิจัยที่พบว่า ในคนที่สมองเริ่มเสื่อมไปบ้างแล้ว ถ้ามีความเครียดสะสมเพิ่มขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยง ของการป่วยเป็นอัลไซเมอร์ มากขึ้นมาก
4. การมีสังคม
ทุกวันนี้ ครอบครัวเรา เล็กลงเรื่อยๆ ความโดดเดี่ยว ความเหงามีมากขึ้น หลายคนตอนทำงาน ก็มีเพื่อน มีสังคม แต่พอเกษียนไปแล้ว กลับกลายเป็นว่า มีสังคมน้อยลง super-ager หลายคน เลือกที่จะทำงานต่อ แต่จะเป็นไป ในลักษณะของการเป็นจิตอาสา ช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือสังคม คือ นำประสบการณ์ ที่สะสมมา ช่วยเหลือสังคม เช่น ไปสอนเด็กด้อยโอกาส ไปเป็นไกด์อาสาสมัคร ฯลฯ ซึ่งการทำเช่นนี้ นอกเหนือไปจาก การทำประโยชน์ให้สังคม ยังทำให้ต้องใช้สมอง ในการคิดแก้ปัญหา ได้พบปะ ผู้คนที่หลากหลาย มีความสุข กับการได้ช่วยเหลือคนอื่น และรู้สึกว่า ตัวเองยังมีค่าต่อสังคม
4 ข้อแค่นี้เอง จากงานวิจัยในระยะหลัง ที่พบว่า สมองของบางคน สามารถคงสภาพไว้เหมือนคนอายุ 20-30 ปีได้
ประเด็นสำคัญคือ มันทำให้เรารู้ว่า ยิ่งเริ่มดูแลสุขภาพเร็ว ก็มีโอกาส ที่จะคงสภาพสมองไว้ได้ดีกว่า พูดง่ายๆ คือ เริ่มก่อนได้เปรียบกว่า
ดังนั้น การดูแลสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องของคนอายุ 50-60 เท่านั้น การกินดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ บริหารจัดการความเครียด เป็นทักษะสำคัญ ที่ควรเรียนรู้ไว้ ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ
อย่างไรก็ตาม ถ้าตอนนี้ เราอายุ 50 ไปแล้ว คงยากที่จะเปลี่ยน ให้สมองกลับไปเหมือน ตอนอายุ 20 แต่เราอาจจะสามารถ คงสภาพสมองไว้เช่นนี้ได้ คือเป็นไปได้ว่า ในวันที่เราอายุ 80 เรายังมีสมอง ที่ใกล้เคียงกับตอนนี้ได้
รู้อย่างนี้แล้ว อย่ารอที่จะเริ่มดูแลสุขภาพ เมื่ออายุ 50-60 ไปแล้ว เริ่มกันวันนี้ได้เลย Super-Ager