
“รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์” ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาพิเศษ วาระครบรอบ 71 ปี นิตยสารสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ในหัวข้อ “ Thailand next station เดินหน้าประเทศไทย” มีสาระสำคัญดังนี้
“ การศึกษานับเป็นหัวใจหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนและเดินหน้าประเทศไปสู่การพัฒนาในทุกรูปแบบ ซึ่งบทบาทของมหาวิทยาลัยกับการพัฒนาประเทศ มีส่วนสำคัญในการบ่มเพาะความรู้ให้กับนักศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศ หากมหาวิทยาลัยสามารถเป็นที่พึ่งได้ เชื่อว่าประเทศไทยหายห่วง
ซึ่งกว่าจะถึงจุดนี้ก็ต้องบ่มเพาะตั้งแต่พื้นฐานทางด้านการศึกษาตั้งแต่ภาคบังคับไปสู่ระดับอุดมศึกษาที่บ่มเพาะจนออกไปเป็นประชากรที่มีคุณภาพเราจึงต้องมาดูว่ามหาวิทยาลัยนั้น ควรมีบทบาทในการที่จะพัฒนาประเทศอย่างไร
ทั้งนี้สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นบุคลากรมหาวิทยาลัย นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เรื่อง “มหาวิทยาลัยกับการสนับสนุนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย” ระหว่างวันที่ 20-26 พฤศจิกายน 2567 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,249 คน
1.ในสถานการณ์ปัจจุบันเรื่องใดเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ประเทศไทยควรแก้ไขมากที่สุด พบว่า 63.41% เป็นปัญหาเศรษฐกิจ 57.33% เป็นปัญหาการศึกษา 40.99% เป็นปัญหาสังคม 38.59 % เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ โอกาสของคนไทยที่มีไม่เท่ากัน และ 37.39% เป็นปัญหาการเมือง
2.มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทในการพัฒนาประเทศอย่างไร ผลสำรวจ พบว่า 74.46% ขอให้ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและตรงความต้องการของประเทศ 43.15% การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 42.03% การให้บริการวิชาการและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สังคม 37.79% การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น และ 37.39% การสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาการศึกษาและวิจัย
3.การวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยควรมีบทบาทอย่างไรในการสนับสนุนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ผลสำรวจ พบว่า 63.25% ควรพัฒนานักวิจัยให้มีทักษะความเชี่ยวชาญเพื่อสร้างนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม 49.08% วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน 47.40% สร้างงานวิจัยร่วมกับภาคธุรกิจเพื่อพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์ 42.35% วิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนและ 40.91% วิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการของประเทศ
4.มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทอย่างไรในการเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านนวัตกรรมให้นักศึกษา โดยผลสำรวจ พบว่า 77.10% ควรจัดการเรียนการสอนที่เน้นลงมือปฏิบัติจริง 52.52% ควรสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนาโครงงานนวัตกรรมของนักศึกษา 48.76% สร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจเพื่อฝึกประสบการณ์ให้นักศึกษา 40.43% ควรจัดกิจกรรมประกวดไอเดียและพัฒนาผลงานของนักศึกษาให้ต่อยอดได้ และ 40.03% ควรเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ให้กับนักศึกษา
5.มหาวิทยาลัยควรมีแนวทางอย่างไรในการปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน ผลสำรวจพบว่า 72.38% มหาวิทยาลัยควรเน้นการจัดการเรียนการสอนที่ผสมผสานทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติโดยให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์จริงมากกว่า 65.49% ควรปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรให้ทันสมัยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและอุตสาหกรรม
50.76% ควรสร้างความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำในการพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน 48.44% สอนทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการปรับตัวเพื่อให้บัณฑิตพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน และ 42.11% มหาวิทยาลัยควรพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต
"สุดท้ายของการสำรวจความคิดเห็นได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนประเทศไทย คำตอบที่มากที่สุด 52.80% ก็ ยังมองภาพกว้างว่าควรปรับปรุง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย และตอบสนอง ความต้องการของประเทศ
เห็นได้ชัดว่าประชาชนยังมองว่ากฎหมายเกี่ยวกับการศึกษายังล้าสมัย ถึงเวลาต้องปรับแก้ แต่อาจจะมีผู้เสียผลประโยชน์ก็ต้องติดตาม เพราะกำลังจะมีการพิจารณากฎหมายการ ศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ 48.18% รัฐบาลเพิ่มงบประมาณสนับสนุนทั้งด้านทุนการศึกษาการวิจัยและการพัฒนาศักยภาพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
47.93% ปรับรูปแบบการเรียนการสอน โดยเน้นการปฏิบัติจริงสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนสถานการณ์จริง ยกตัวอย่างการเรียนกฎหมาย หากผู้เรียนไม่เข้าใจระบบของศาลไม่เคยไปศึกษาดูงานสถานีตำรวจไม่เคยไปดูเรือนจำ ทัณฑสถาน เราจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ได้อย่างไร
29.93% ส่งเสริมความร่วมมือกับภาครัฐเอกชนและสถาบันต่างประเทศพร้อมยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้เท่าเทียมกัน 29.68% ขยายโอกาสทางการศึกษาโดยเปิดหลักสูตรภาคค่ำสำหรับผู้ทำงานและให้คำแนะนำการเลือกสาขาแก่นักเรียนมัธยมปลาย
ที่พูดมาทั้งหมดคือทัศนะของ คนที่เกี่ยวข้อง ถ้ามหาวิทยาลัยสามารถทำได้ครบถ้วนตามที่ทำการสำรวจมากว่า 1,200 คน เชื่อว่าประเทศไทยมีความหวัง และเชื่อแน่ว่าการศึกษาคงจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ แล้ว เราก็คงไม่ต้องมาพูดเรื่องของปัญหาต่าง ๆ ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม การ เมือง ซ้ำ ๆ อยู่แบบนี้
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 28 ธันวาคม 2567
ปาฐกถาของ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ชี้ว่าการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะบทบาทของมหาวิทยาลัยในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ สร้างองค์ความรู้ วิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมถึงการเชื่อมโยงกับสังคมและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสังคมไทย ผลสำรวจสะท้อนว่าปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ได้แก่ เศรษฐกิจ การศึกษา สังคม ความเหลื่อมล้ำ และการเมือง โดยประชาชนคาดหวังให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตตรงตามความต้องการของประเทศ พัฒนานวัตกรรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน รวมทั้งสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน
ด้านการวิจัยควรมุ่งพัฒนานักวิจัยที่มีทักษะสูง สร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างงานวิจัยเชิงพาณิชย์ และแก้ปัญหาชุมชนอย่างยั่งยืน การจัดการเรียนการสอนควรเน้นการปฏิบัติจริง สนับสนุนทุนวิจัย ฝึกประสบการณ์ และเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมทั้งปรับตัวให้ทันตลาดแรงงาน โดยพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัย ผสมผสานทฤษฎีและปฏิบัติ ส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ข้อเสนอสำคัญคือการปรับปรุงกฎหมายการศึกษา เพิ่มงบประมาณ และขยายโอกาสทางการศึกษา เพื่อให้ระบบการศึกษาสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
แนวคิดสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด
ก. การเพิ่มงบประมาณด้านกีฬาในสถานศึกษา
ข. การพัฒนาประเทศต้องอาศัยการศึกษาเป็นฐานสำคัญ
ค. การลดจำนวนมหาวิทยาลัยในประเทศ
ง. การเน้นการสอบมากกว่าการเรียนรู้
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้น “การศึกษาเป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ” และบทบาทมหาวิทยาลัยเป็นหลัก
ปัญหาเร่งด่วนของประเทศไทยที่ประชาชนมองว่าสำคัญที่สุดคือข้อใด
ก. การเมือง
ข. สังคม
ค. เศรษฐกิจ
ง. ความเหลื่อมล้ำ
เฉลย: ค
เหตุผล: ผลสำรวจระบุว่าเศรษฐกิจมีสัดส่วนสูงสุด (63.41%)
บทบาทสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัยตามผลสำรวจคือข้อใด
ก. ผลิตบัณฑิตตรงความต้องการของประเทศ
ข. เพิ่มจำนวนงานวิจัยเชิงทฤษฎี
ค. ลดค่าเล่าเรียนทั้งหมด
ง. เปิดหลักสูตรออนไลน์เท่านั้น
เฉลย: ก
เหตุผล: ได้คะแนนสูงสุด 74.46% คือการผลิตบัณฑิตคุณภาพ
แนวทางใดสอดคล้องกับการพัฒนานวัตกรรมในมหาวิทยาลัยมากที่สุด
ก. งดการเรียนภาคปฏิบัติ
ข. ลดการร่วมมือกับเอกชน
ค. พัฒนานักวิจัยและสร้างนวัตกรรมเชิงเศรษฐกิจ
ง. เน้นท่องจำตำรา
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน
การจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมตามบทความคือข้อใด
ก. เน้นการสอบปลายภาค
ข. เน้นลงมือปฏิบัติจริง
ค. เน้นการบรรยายเท่านั้น
ง. ลดกิจกรรมภาคสนาม
เฉลย: ข
เหตุผล: ผลสำรวจ 77.10% สนับสนุนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ
ข้อใดเป็นแนวทางการพัฒนานักศึกษาให้พร้อมตลาดแรงงาน
ก. ลดการฝึกงาน
ข. เพิ่มการท่องจำ
ค. พัฒนาทักษะดิจิทัลและประสบการณ์จริง
ง. จำกัดการทำงานกลุ่ม
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นดิจิทัล + ประสบการณ์จริง + ทักษะอนาคต
เหตุผลสำคัญที่ต้องปรับหลักสูตรมหาวิทยาลัยคือข้อใด
ก. เพื่อเพิ่มจำนวนนักศึกษา
ข. เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงธุรกิจและอุตสาหกรรม
ค. เพื่อลดค่าใช้จ่ายรัฐ
ง. เพื่อยกเลิกการเรียนออนไลน์
เฉลย: ข
เหตุผล: ตลาดแรงงานเปลี่ยนเร็ว ต้องปรับหลักสูตรให้ทันสมัย
ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนโรงเรียน
ข. ปรับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
ค. ลดการเรียนมหาวิทยาลัย
ง. ยกเลิกการวิจัย
เฉลย: ข
เหตุผล: ประชาชนเสนอให้ปรับกฎหมายการศึกษาเป็นอันดับหนึ่ง
การวิจัยควรมีบทบาทอย่างไรตามบทความ
ก. วิจัยเพื่อเก็บเอกสารเท่านั้น
ข. วิจัยเพื่อแข่งขันกีฬา
ค. วิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจสังคม
ง. วิจัยเพื่อเพิ่มตำราเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการใช้วิจัยแก้ปัญหาและสร้างคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ
หากผู้บริหารสถานศึกษาจะนำแนวคิดนี้ไปใช้ ควรทำสิ่งใดเป็นอันดับแรก
ก. ลดความร่วมมือกับภาคเอกชน
ข. ปรับการเรียนให้สอดคล้องการปฏิบัติจริง
ค. ลดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ง. เพิ่มการเรียนแบบท่องจำ
เฉลย: ข
เหตุผล: แก่นของบทความคือ “เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและเชื่อมโลกจริง”