สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ปัญหาเชิงโครงสร้างหนี้ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

“…ชีวิตจริงของครูรายหนึ่ง ที่เริ่มต้นกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแห่งหนึ่งในวงเงิน 4 ล้านบาท มีการผ่อนชำระมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 42 ปีที่ผ่านมา ถ้านับเม็ดเงินที่ครูรายนี้ได้ผ่อนจ่ายมารวม เป็นเงินมากกว่า 10 ล้านบาท แต่ลำดับการตัดชำระหนี้ที่เอาเงินต้นไว้ลำดับสุดท้าย เงินที่ครูจ่ายมาส่วนใหญ่ จึงถูกนำไปตัดดอกเบี้ยเป็นส่วนใหญ่ ตัดเงินต้นน้อย วันนี้ครูรายนี้ ซึ่งปัจจุบันอายุ 67 ปี ยังค้างชำระหนี้เงินต้นอยู่ที่ 3 ล้านบาท….” 

 

แม้ว่าในช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดต่างๆ ได้เดินหน้าแก้ปัญหา ‘หนี้สินครู’ อย่างจริงจัง

ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ครูได้ชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือการรวมหนี้ครูมาไว้ที่สถาบันการเงินแห่งเดียว การกำหนดมาตรการให้ครูสามารถผ่อนชำระหนี้ในอัตราที่เหมาะสม เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ครู และการสร้างความรู้ สร้างวินัยในการบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น 

แต่ทว่าจนถึงปัจจุบัน ครูและบุคลากรทางการศึกษา’ หลายแสนราย มีหนี้สินพอกพูนขึ้น (ข้อมูล ณ ปี 2565 ครู 9 แสนคนทั่วประเทศ มีหนี้รวมกัน 1.4 ล้านล้านบาท) มีภาระผ่อนต้องผ่อนชำระหนี้รายเดือนในระดับสูง กระทั่งบางรายมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ และต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ จนส่งผลกระทบต่อ คุณภาพการสอน’ ในที่สุด 

สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า เมื่อเดือน มี.ค. 2566 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดทำรายงาน ‘ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญต่อวิกฤติหนี้ในปัจจุบัน’ โดยรายงานฉบับนี้ได้นำเสนอ ‘ปัญหาเชิงโครงสร้างของหนี้ครู’ 5 ด้าน มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

 

@เจ้าหนี้แข่งขันปล่อยกู้ ‘ครู’ จนเกินศักยภาพในจ่ายหนี้รายเดือน

ปัญหาเชิงโครงสร้างข้อที่ 1 ปัญหาเจ้าหนี้แข่งขันกันให้กู้ยืมโดยไม่ควบคุมยอดหนี้ ซึ่งส่งผลให้ครูกู้ยืมจนเกินศักยภาพที่จะจ่ายหนี้คืนได้จากเงินเดือน

แน่นอนว่าการที่ครูกำลังเผชิญปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากครูมีความต้องการที่จะจับจ่ายใช้สอยจึงไปกู้ยืม แต่อีกด้านที่อาจจะไม่ถูกพูดถึงกันมากนัก คือ พฤติกรรมการปล่อยสินเชื่อของเจ้าหนี้ ซึ่งนับตั้งแต่ครูเริ่มทำงานวันแรก เจ้าหนี้พร้อมปล่อยเงินกู้ให้ครูทันทีจำนวนสูงนับล้านบาทได้ โดยไม่ต้องพิจารณาศักยภาพหรือรายได้เลย หลายแห่งไม่มีการกำหนดลิมิตวงเงินสูงสุดที่ครูจะกู้ได้ 

ขณะที่เจ้าหนี้จะปิดความเสี่ยงการให้สินเชื่อของตนเองด้วยการกำหนดให้ต้องมีผู้ค้ำประกัน 3-4 คนบ้าง หรือบางกรณีสูงนับ 10 คน ซึ่งยากที่จะปฏิเสธว่าข้อกำหนดเรื่องผู้ค้ำประกัน แท้จริงก็คือการโอนความเสี่ยงไปให้บุคคลที่สามที่อาจไม่ได้ประโยชน์จากเงินกู้ แต่ถูกผูกเงื่อนไขไว้ในสัญญาอย่างไม่เป็นธรรมให้ต้องรับผิดชอบอย่างลูกหนี้ร่วม 

ข้อมูลการสำรวจวงเงินที่ให้กู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 89 แห่ง พบว่าค่าเฉลี่ยวงเงินกู้ต่อรายสูงถึง 4 ล้านบาท มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูถึง 9 แห่ง ที่ไม่มีการกำหนดเพดานสูงสุดของเงินที่ให้กู้ มีสหกรณ์ 19 แห่งที่มีวงเงินกู้สูงสุดที่ 5 ล้านบาท ขณะที่ฝั่งสถาบันการเงินก็พร้อมที่จะให้สินเชื่อสวัสดิการ เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อพัฒนาชีวิตครู สินเชื่อ ช.พ.ค. 

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเจ้าหนี้ต่างหมายปองสินเชื่อสวัสดิการที่หักเงินเดือน เนื่องจากเห็นว่าเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ (low default risks) นายจ้างหรือกระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้ทำหน้าที่ หักเงินเดือนเพื่อจ่ายหนี้แก่เจ้าหนี้เป็นประจำทุกเดือน (collection) และสินเชื่อหักเงินเดือนหน้าซองของครู ถือเป็นสินเชื่อหักเงินเดือน กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย” 

นอกจากนี้ การที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูได้รับสิทธิการตัดเงินเดือนก่อนเป็นกล่มุแรก ประกอบกับเมื่อไม่มีการควบคุมยอดหนี้ที่ครูจะสามารถกู้ได้ ทำให้การพิจารณาสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูในช่วงที่ผ่านมานั้น มีการอนุมัติให้กู้จะค่อนข้างง่าย โดยที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูไม่ได้สนใจว่าครูจะมีการกู้ยืมกับสถาบันการเงินอยู่ก่อนหน้าแล้วจำนวนเท่าใด 

มีหลายกรณีที่ครูมีการกู้ยืมกับสถาบันการเงินอยู่ก่อนแล้ว แต่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูก็ให้สินเชื่อเพิ่มเติมโดยไม่ได้พิจารณาในภาพรวมว่า การกู้ยืมดังกล่าวเกินกว่าศักยภาพของครูที่จะจ่ายชำระหนี้คืนด้วยเงินเดือน เพราะคิดว่าท้ายที่สุดแล้วจะยังสามารถจัดเก็บหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น 

ในขณะที่เจ้าหนี้อื่น ก็ไม่ทราบว่าเจ้าหนี้สหกรณ์นั้น ได้ปล่อยกู้ให้ครูหรือไม่เป็นจำนวนเท่าไร เพราะปัจจุบันสหกรณ์ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกของเครดิตบูโร เมื่อสถาบันการเงินปล่อยกู้ จึงไม่รู้ว่าสหกรณ์ได้ปล่อยกู้แก่ข้าราชการครูรายนั้นสักเท่าไร

ทั้งนี้ โดยหลักการแล้ว ในระบบการเงินที่มีเจ้าหนี้ที่ให้กู้ยืมจำนวนหลายราย การที่จะทราบว่าการกู้ยืมที่จะให้เพิ่มเติมนั้น เกินกว่าศักยภาพที่ลูกหนี้จะกู้ได้หรือไม่ เจ้าหนี้ที่จะให้กู้จะต้องทราบว่าเจ้าหนี้รายอื่นในระบบการเงินนั้น ได้ปล่อยกู้ให้ลูกหนี้รายนั้นไปแล้วเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด” 

ดังนั้น การที่ครูมีหนี้สินล้นพ้นตัว ปัญหานั้นไม่ได้มาจากฝั่งลูกหนี้อย่างเดียว แต่มาจากการที่เจ้าหนี้ไม่ได้สนใจพิจารณาว่า การให้กู้ยืมนั้นสอดคล้องกับศักยภาพหรือไม่ด้วย ขณะที่การกู้ยืมที่เกินศักยภาพของครูนั้น ส่วนหนึ่งเพราะสหกรณ์ยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร ทำให้การพิจารณาภาพรวมการให้กู้ยืมของเจ้าหนี้ทุกรายเกิดขึ้นไม่ได้

 

@สหกรณ์ออมทรัพย์ ‘เจ้าหนี้’ ปิดความเสี่ยงโดยเพิ่มภาระให้ครู

การบริหารความเสี่ยงสินเชื่อของเจ้าหนี้ที่สร้างภาระให้ครูเพิ่มเติม

สำหรับเจ้าหนี้ที่ให้กู้ยืมนั้น การบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้กรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ตามที่ตกลงกันนั้น ส่งผลกระทบน้อยหรืออยู่ในวงจำกัด แต่อย่างไรก็ดี การบริหารความเสี่ยงสินเชื่อของเจ้าหนี้ก็อาจจะสร้างภาระเพิ่มเติมอย่างไม่สมเหตุสมผลหรือมากเกินสมควร 

เช่น สินเชื่อสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. กรณีที่กู้เงิน 6 แสนบาท กรณีที่มีการทำประกันสินเชื่อจะต้องมีผู้ค้ำประกัน 1 คน และกรณีที่ไม่มีการทำประกันสินเชื่อจะต้องมีผู้ค้ำประกัน 2 คน ในขณะที่กู้เงิน 3 ล้านบาท กรณีที่มีการทำประกันสินเชื่อ จะต้องมีผู้ค้ำประกัน 3 คน แต่ถ้าไม่ทำประกันสินเชื่อจะต้องมีผู้ค้ำประกัน 10 คน

ขณะเดียวกัน การที่กำหนดให้มีผู้ค้ำประกัน ทำให้สินเชื่อสวัสดิการหักเงินเดือนกลายเป็น “สินเชื่อเพื่อความแตกแยก” เพราะเมื่อลูกหนี้มีปัญหาจ่ายหนี้ไม่ได้ ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างลูกหนี้กับผู้ค้ำประกัน หรือระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันเอง 

นอกจากนี้ ผู้ค้ำประกันที่ความรู้น้อยและไม่รู้สิทธิของตน มักจะถูกเจ้าหนี้ผูกมัดด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ต้องรับผิดเสมือนหนึ่งผู้กู้ร่วม แม้จะไม่ได้ประโยชน์จากเงินกู้เลย และแม้กฎหมายกำหนดให้ต้องไล่เบี้ยผู้กู้ก่อน

ตัวอย่างจริงของครูที่กู้ยืมจากสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่งในภาคใต้ ลูกหนี้กู้ยืมจากสหกรณ์ออมทรัพย์ 2.4 ล้านบาท สหกรณ์กำหนดให้มีผู้ค้ำประกันรวม 6 คน โดยอธิบายว่าแต่ละคนมีความสามารถที่จะรับผิดชอบหนี้ 4 แสนบาท 

การกู้ยืมดำเนินผ่านกาลเวลามา 15 ปี ผู้กู้มีปัญหาที่จ่ายเงินกู้ไม่ได้ เนื่องจากค่างวดที่สหกรณ์กำหนดไว้เป็นแบบขั้นบันไดและได้ปรับสูงขึ้นกว่าเงินเดือนที่ครูผู้กู้ได้รับ ปรากฏว่าผู้ค้ำประกัน 5 จาก 6 คนทยอยเสียชีวิต ปัจจุบันเหลือครูคนสุดท้ายรายเดียวที่เป็นผู้ค้ำประกัน สหกรณ์ออมทรัพย์อ้างว่าสัญญานั้นเกิดขึ้นก่อนการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในปี 2558 ผู้ค้ำประกันถูกฟ้อง และศาลพิพากษาให้ต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งก้อน

ทั้งนี้ ในระหว่างที่ผ่อนจ่ายหนี้ ผู้กู้ได้ทำการกู้ยืมกับสหกรณ์เพิ่ม 1 ล้านบาท ผู้ค้ำประกันก็ถูกเรียกให้ต้องรับภาระในส่วนนี้ด้วย แม้จะไม่ได้ตกลงว่าจะค้ำประกันส่วนนี้ด้วย แต่ต้องรับผิดชอบเสมือนหนึ่งผู้กู้ร่วม

ทุกวันนี้ผู้ค้ำประกันได้จ่ายเม็ดเงินให้สหกรณ์ไปแล้วเกือบ 1 ล้านบาท แต่สหกรณ์ยังเรียกร้องให้ต้องจ่ายหนี้อีกเกือบ 2 ล้านบาท หนี้ที่จ่ายถูกนำไปตัดชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ย ในขณะที่ผู้กู้ก็ยังผ่อนจ่ายหนี้แก่สหกรณ์ตามความสามารถไม่ได้หนีหายไปไหน 

วันนี้ครูผู้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญรายนี้อายุ 70 ปี เธอไม่คิดว่าในวัยเช่นนี้ต้องมาเจอกับ “อุบัติเหตุของชีวิต” ที่ชีวิตต้องพลิกผันทำให้ตกอยู่สภาวะที่ยากลำบาก ต้องมายุ่งเกี่ยวกับสัญญากู้ยืมที่ไม่เป็นธรรม” 

นอกจากประเด็นผู้ค้ำประกันแล้ว พบว่าเจ้าหนี้ยังมีการบริหาร ความเสี่ยงของการให้สินเชื่อที่สร้างภาระแก่ผู้กู้อย่างไม่เป็นธรรมในอีกหลายมิติ อาทิ

1.แม้ว่าสินเชื่อสวัสดิการหักเงินเดือน โดยรวมมีความเสี่ยงต่ำไม่เกิน 1% เจ้าหนี้กลับมีข้อกำหนดในลักษณะกึ่งบังคับให้ข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องซื้อประกันสินเชื่อ หรือทำฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยกำหนดว่าเรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยมีผลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ

เรื่องนี้สร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแก่ผู้กู้อย่างไม่เป็นธรรม เช่น การกู้ยืม 3 ล้านบาท ภาระค่าเบี้ยประกันสินเชื่อ จะอยู่ที่ 2-3 หมื่นบาทต่อปี ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าผู้ได้รับประโยชน์ คือ เจ้าหนี้ เจ้าหนี้นั้นควรจะช่วยลูกหนี้จ่าย และในขณะที่แต่ละปีสหกรณ์และสถาบันการเงินมีกำไรจากการบังคับให้ซื้อประกันสินเชื่อ แต่ทำให้ต้นทุนของชีวิตครูโดยรวมสูงขึ้น 

2.สหกรณ์ มักจะมีข้อกำหนดว่าในการกู้ยืม สมาชิกจะต้องซื้อหุ้น 20% ของวงเงินที่กู้และต้องมีการดำรงเงินฝากไว้ เช่น 7% ข้อกำหนดดังกล่าว สหกรณ์อ้างว่าเพื่อส่งเสริมการออม แต่ในข้อเท็จจริง คือ เมื่อจะกู้ สมาชิกจะยังไม่มีหุ้น ทำให้สมาชิกต้องกู้มาออม นัยตรงนี้สร้างปัญหามาก เพราะสุดท้ายทำให้ข้าราชการมีภาระหนี้มากขึ้นอย่างน้อย 27%

คือ จากเดิมที่ต้องมีหนี้ 1 ล้านบาท จะกลายเป็น 1.27 ล้านบาท เช่น การกู้ยืม 1 ล้านบาท ผ่อน 20 ปี ดอกเบี้ย 6.5% ต่อปี ข้าราชการถูกกำหนดให้ซื้อหุ้นเดือนละ 1,000 บาท จ่ายค่าธรรมเนียมประกัน 700 บาทต่อเดือน แต่หากเอาเงินดังกล่าวมาจ่ายเพิ่มในแต่ละเดือน พบว่าทำให้หนี้หมดเร็วขึ้น 74 เดือน จากเดิมผ่อน 20 ปี จะเหลือเพียง 13.9 ปี

 

@ถูกหัก‘เงินเดือน’เหลือใช้ไม่ถึง 30% ต้องพึ่งบัตรเครดิต-กู้นอกระบบ

ปัญหาเชิงโครงสร้างข้อที่ 2 ปัญหาเงินเดือนหลังจากจ่ายชำระหนี้แล้ว (residual income) เหลือไม่เพียงพอที่ครูจะใช้ดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี

โดยหลักการแล้วในเดือนหนึ่ง เงินเดือนที่ครูได้รับจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ กล่าวคือ (1) ส่วนที่ครูต้องนำไปชำระหนี้สินต่างๆที่มี และ (2) แม้จะเป็นหนี้ ถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ครูควรจะสามารถมีเงินเดือนเหลือไว้เพื่อใช้ดำรงชีวิต ซึ่งตามหลักมาตรฐานที่ดีของสากล เงินส่วนนี้ควรมี 40-50% ของเงินเดือน

อย่างไรก็ดี ด้วยอำนาจการต่อรองที่เจ้าหนี้มีมากกว่า ในประเทศไทยสิทธิของลูกหนี้ในเรื่องนี้แทบจะเรียกว่าถูกลืมไปเลยก็ได้ แต่เรื่องนี้ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการในอดีตได้คิดถึงประเด็นนี้ไว้ล่วงหน้า

จึงได้มีการกำหนดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือนบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551 หรือเกณฑ์ residual income 30% กำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานของครู ว่า หลังจากจ่ายหนี้แก่เจ้าหนี้สินเชื่อสวัสดิการและหนี้สหกรณ์ทุกรายแล้ว 

จะต้องมีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30% เพื่อช่วยต่อรองกับเจ้าหนี้ไม่ให้ตัดเงินเดือนชำระหนี้จนหมด เพื่อให้ครูมีเงินเดือนเหลือสำหรับใช้ดำรงชีพ และป้องกันไม่ให้ครูต้องกู้ยืมจนมีหนี้สินล้นพ้นตัว

แต่ปรากฎว่าในปี 2562 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 2,919 ราย ได้ยื่นฟ้อง รมว.ศึกษาธิการกับพวกต่อศาลปกครองกลาง โดยอ้างว่า รมว.ศึกษาธิการและพวก ละเลยต่อหน้าที่ ไม่มีหนังสือแจ้งเวียนสั่งการให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการหักเงินให้เป็นไปตามระเบียบฯ residual income 30%

แม้ว่าศาลปกครองกลางได้พิพากษาให้ รมว.ศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมดูแลหรือสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการหักเงินเดือนหรือเงินบำเหน็จบำนาญให้เป็นไปตามระเบียบฯ 

แต่ยากที่จะปฏิเสธและเป็นที่น่าเสียใจว่า “ปรากฏการณ์ Residual Income 30 ทิพย์ หรือ เทียม” ยังพบเห็นได้ทั่วไปในหลายเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศไทย

กล่าวคือ แม้บนสลิปเงินเดือนของครูจะปรากฏตัวเลขคงเหลือสุทธิมากกว่า 30% ของเงินเดือน ตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ถ้าพิจารณาข้อเท็จจริงในชีวิตของครูพบว่า ครูที่เกษียณอายุแล้วจำนวนมากมีเงินเดือนเหลือหลังจากที่ต้องจ่ายหนี้ให้กับเจ้าหนี้ทุกรายไม่ถึงร้อยละ 30 ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายดำรงชีพ

ในขณะที่ครูกลุ่มที่ยังทำงานอยู่จำนวนไม่น้อย กำลังเผชิญกับปัญหาจาก “ปรากฏการณ์ residual income 30 ทิพย์” เช่นกัน เมื่อกระทรวงศึกษาธิการจ่ายเงินเดือนให้ครู ครูจำเป็นต้องนำเงินที่ได้รับมาไปจ่ายให้เจ้าหนี้ที่ยังไม่สามารถเก็บหนี้ได้ เนื่องจากเงินเดือนในส่วนของ 70% แรก เจ้าหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมักจะเป็นผู้ที่จัดเก็บได้เพียงผู้เดียว 

เรื่องนี้ทำให้เงินเดือนที่ครูเหลือใช้เพื่อการดำรงชีพจริงๆ จะไม่ถึง 30% ของเงินเดือน ทำให้ครูต้องไปพึ่งพาการใช้บัตรเครดิต และหนี้นอกระบบ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่นำครูเข้าสู่วงจรอุบาทว์ของปัญหาหนี้สินทั้งปวง ในขณะที่เจ้าหนี้รายที่เก็บหนี้ไม่ได้ในที่สุดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับครูผู้กู้และครูผู้ค้ำประกันรวมหลายหมื่นคน

 

@ขาด‘คนกลาง’ทำหน้าที่ ‘ไกล่เกลี่ย’ กรณีครูมีเจ้าหนี้หลายราย

ปัญหาเชิงโครงสร้างข้อที่ 3 ปัญหาการขาดกลไกและขาดคนกลางที่จะช่วยไกล่เกลี่ย เมื่อเจ้าหนี้ที่มีหลายรายเรียกเก็บค่างวดรวมกันสูงกว่าเงินเดือน 70% ที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ ทำให้เจ้าหนี้หลายรายเก็บหนี้ไม่ได้ ปัจจุบันมีการฟ้องร้องครูผู้กู้ ผู้ค้ำประกันทั่วประเทศรวมกัน 4-5 หมื่นราย

ระบบการกู้ยืมของครูในปัจจุบันมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ครูเป็นลูกหนี้รายเดียว (one debtor) แต่มีเจ้าหนี้หลายราย (multi creditors) ซึ่งเจ้าหนี้แต่ละรายแข่งขัน ไม่ร่วมมือกัน และมีความต้องการที่แตกต่างกัน หากเรื่องนี้ไม่ได้รับการแก้ไข สุดท้ายแล้วลูกหนี้ผู้ที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า ก็จะเป็นฝ่ายที่จะเดือดร้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

คือ เริ่มจากที่ลูกหนี้จะต้องผิดนัดชำระหนี้ (default on loan payment) เพราะค่างวดในแต่ละเดือนที่แต่ละเจ้าหนี้เรียกเก็บรวมกันจะมากกว่าเงินเดือน หรือรายได้ที่ลูกหนี้สามารถจะนำมาชำระหนี้ได้ และสุดท้ายลูกหนี้และผู้ค้ำประกันก็จะถูกดำเนินคดี (court and litigation process) 

เรื่องนี้ มีตัวอย่างจริงของครูรายหนึ่งในจังหวัดสระแก้ว คือ ครูรายนี้มีเงินเดือน 46,120 บาท แต่ถ้าดูข้อมูลเงินค่างวดที่เจ้าหนี้เรียกเก็บทั้งส่วนที่เป็นสินเชื่อสวัสดิการและสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ (สินเชื่อที่หักเงินเดือนหน้าซอง) และรายการที่ครูต้องจ่ายหลังได้รับเงินเดือน (สินเชื่อหลังซองเงินเดือน) อาทิ หนี้บัตรเครดิต และหนี้นอกระบบ พบว่าเจ้าหนี้เรียกเก็บหนี้ในแต่ละเดือน รวมทั้งสิ้น 66,310 บาท 

ในบริบทการกู้ยืมของครู ที่ครูอาจจะมีเจ้าหนี้มากกว่าหนึ่งราย นัยของเรื่องนี้สามารถส่งผลกระทบได้กว้างไกล ซึ่งปัญหาส่วนสำคัญอยู่ที่กระบวนการเรียกเก็บหนี้ที่ครูมีเงินเดือนอยู่จำกัด ในขณะที่เจ้าหนี้อาจจะมีหลายรายก็มีวีธีการคิดและเก็บหนี้แตกต่างกัน 

ทำให้มักจะเกิดสถานการณ์ที่เจ้าหนี้แต่ละรายต่างก็เรียกเก็บหนี้กับครู แต่ยอดหนี้ที่เรียกเก็บรวมมักจะมากกว่าเงินเดือนที่มีจำกัด เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการกู้ยืมของครู ซึ่งทำให้ครูเดือดร้อนมาก ปัญหาครูผู้กู้ ครูผู้ค้ำประกันถูกฟ้องร้องหลายหมื่นคนทั่วประเทศ สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ และในเรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะนายจ้างสามารถเข้ามาช่วยครูแก้ปัญหาได้ในหลายมิติ”

 

@ตัดหนี้ ‘เงินต้น’ลำดับสุดท้าย ทำครูเป็นหนี้จนเกษียณอายุ

ปัญหาเชิงโครงสร้างข้อที่ 4 ปัญหาลำดับการตัดชำระหนี้ ที่กำหนดให้ “เงินต้น” อยู่ลำดับสุดท้าย ทำให้เม็ดเงินที่ครูชำระหนี้ถูกนำไปตัดชำระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมก่อน ที่เหลือจึงนำมาหัก “เงินต้น” น้อย หรือไม่ตัดเงินต้นเลย ซึ่งจะมีผลทำให้ครูบางกลุ่ม แม้เพียรจ่ายหนี้มาโดยตลอด ต้องตกอยู่ในวังวนของปัญหาหนี้สินตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต 

สำหรับปัญหาหนี้สินของข้าราชการครู นัยของการที่ “เงินต้น” ถูกกำหนดลำดับตัดชำระหนี้ไว้เป็น “ลำดับสุดท้าย” ทำให้เงินที่ครูเพียรจ่ายชำระหนี้ในแต่ละเดือนตัดถึงเงินต้นน้อย

ปัญหายิ่งรุนแรงกรณีที่มีรายการการหัก (1) ค่าซื้อหุ้นสหกรณ์มาก (2) ค่าธรรมเนียมต่างๆ (3) ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ และ (4) ดอกเบี้ยเงินกู้ตามสัญญาถ้าอยู่ในระดับสูง ก็ยิ่งทำให้เม็ดเงินที่ครูจ่ายชำระหนี้เข้ามา มีโอกาสตัดถึงเงินต้น น้อย หรือแทบจะตัดไม่ถึงเงินต้นเลย 

ปัญหาดังกล่าวทำให้แม้เกษียณแล้ว ครูจำนวนมากยังมีภาระหนี้เงินต้น ที่ต้องผ่อนใช้หนี้ต่อไปอีกหลายปี บางรายมีหนี้ไปจวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ดังกรณีตัวอย่างจากชีวิตจริงของครูรายหนึ่ง ที่เริ่มต้นกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแห่งหนึ่งในวงเงิน 4 ล้านบาท 

มีการผ่อนชำระมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 42 ปีที่ผ่านมา ถ้านับเม็ดเงินที่ครูรายนี้ได้ผ่อนจ่ายมารวม เป็นเงินมากกว่า 10 ล้านบาท แต่ลำดับการตัดชำระหนี้ที่เอาเงินต้นไว้ลำดับสุดท้าย เงินที่ครูจ่ายมาส่วนใหญ่ จึงถูกนำไปตัดดอกเบี้ยเป็นส่วนใหญ่ ตัดเงินต้นน้อย วันนี้ครูรายนี้ ซึ่งปัจจุบันอายุ 67 ปี ยังค้างชำระหนี้เงินต้นอยู่ที่ 3 ล้านบาท 

ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องลำดับการตัดชำระหนี้ ส่วนหนึ่งมาจากลูกหนี้มีอำนาจต่อรองน้อย รวมทั้งไม่ทราบสิทธิของตนว่า ลำดับการตัดชำระหนี้นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่กฎหมายหรืออะไรที่แก้ไขไม่ได้ แต่ควรจะมาจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งลูกหนี้สามารถเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้เกี่ยวกับลำดับการตัดชำระหนี้ให้มีความเหมาะสมได้ 

เมื่อการกำหนดลำดับการตัดชำระหนี้นับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก และมีนัยที่สามารถสร้างผลกระทบที่กว้างไกลต่อชีวิตลูกหนี้ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการในฐานะ “นายจ้าง” ของครู สามารถที่จะเป็นคนกลางที่เป็นตัวแทนของ ครูเข้ามาช่วยเหลือเจรจากับเจ้าหนี้ขอให้ปรับปรุงลำดับการตัดชำระหนี้ให้เหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อที่ครูจะต้องไม่ใช้หนี้นานกว่าที่ควรจะเป็นเหมือนอย่างที่ผ่านมา

โดยกระทรวงศึกษาธิการอาจจะต้องเริ่มจากการมองในภาพใหญ่ว่า ในการปรับปรุงเรื่องลำดับการตัดชาระหนี้ที่เกี่ยวข้องควรจะคำนึงถึงประเด็นสำคัญเรื่องใดบ้าง 

ในขณะที่เมื่อปี 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับปรุงแนวปฏิบัติเรื่องดอกเบี้ยผิดนัดและลำดับการตัดชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ของระบบการเงินไทยที่มีผลช่วยลดปัญหาเชิงโครงสร้าง และช่วยปรับแรงจูงใจของผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีความสมเหตุสมผลมากขึ้น ประกอบด้วย 3 เรื่องสำคัญ คือ 

หนึ่ง การปรับปรุงเรื่องฐานการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้

เดิมนั้นเวลาลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เพียงงวดหนึ่งงวดใด เจ้าหนี้จะถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทุกงวด เช่น ถ้ากู้ผ่อนบ้านนาน 20 ปี ช่วง 2 ปี แรก ผ่อนปกติพองวดที่ 25 ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ วิธีการคำนวณเดิมจะถือว่าผิดนัดงวด 25 ถึงงวดที่ 240 ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะงวดที่ 26 ถึงงวดที่ 240 ยังเป็นงวดในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงและยังไม่ถึงกำหนดชำระหนี้

เรื่องนี้จึงถูกแก้ไขใหม่ คือ ถ้าผิดนัดชำระหนี้ในงวดที่ 25 ฐานการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ จะคิดเฉพาะเงินต้นของค่างวดงวดที่ 25 เพียงเท่านั้น 

สอง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้

เดิมนั้นเจ้าหนี้สามารถที่จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ได้เอง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้อัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด 15% หรือ 18% ต่อปีบ้าง แม้อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาจะอยู่ที่เพียง 7-8% ต่อปี ในการปรับปรุงครั้งนั้นกำหนดให้ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้จะบวกเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาได้ไม่เกิน 3% ต่อปี

สาม การปรับปรุงเรื่องลำดับการตัดชำระหนี้

เดิมตามปกติเจ้าหนี้จะเป็นคนกำหนดลำดับการตัดชำระหนี้ที่เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้จะให้นำไปตัด (1) ค่าธรรมเนียม (2) ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และดอกเบี้ยตามสัญญา ก่อนจึงจะมาตัด (3) เงินต้นเป็นลำดับสุดท้าย มีการเรียกแนวปฏิบัติในลักษณะดังกล่าวว่า “การตัดชำระหนี้ตามแนวตั้ง”

นัยของแนวปฏิบัติดังกล่าวที่สำคัญ คือ ถ้าลูกหนี้มีการค้างชำระค่างวดหลายงวด โอกาสที่ลูกหนี้จ่ายชำระหนี้เข้ามาแล้วจะตัดถึงเงินต้นมีน้อยมาก ลูกหนี้จำนวนไม่น้อยจึงติดอยู่ในกับดักวังวนหนี้สิน

ในครั้งนั้นจึงมีการปรับปรุงแนวปฏิบัติครั้งใหญ่โดยเปลี่ยนให้มาตัด “งวดที่ค้างนานที่สุดก่อน” หรือเปลี่ยนให้มา “ตัดชำระหนี้ตามแนวนอน” สำหรับงวดที่ค้างชำระนานที่สุด ซึ่งมีผลช่วยให้ลูกหนี้เมื่อจ่ายเงินชำาระหนี้เข้ามา จะมีโอกาสตัดถึงเงินต้นมากขึ้น

อย่างไรก็ดี อาจจะกล่าวได้ว่าการปรับปรุงครั้งนั้นทำสำเร็จเพียงครึ่งเดียว คือ เปลี่ยนจากการตัดแนวตั้ง มาเป็นการตัดแนวนอน สำหรับงวดที่ค้างนานที่สุดก่อน หากแต่ลำดับการตัดชำระหนี้ในส่วนของ “เงินต้น” ยังถูกกำหนดไว้เป็นลำ ดับสุดท้าย

 

@ครูจ่ายดอกเบี้ยแพง แม้เป็น‘สินเชื่อสวัสดิการ’-ความเสี่ยงต่ำ

ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องที่ 5 ปัญหาอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ครูต้องจ่ายอยู่ในระดับที่สูง ทั้งๆที่สินเชื่อสวัสดิการหักเงินเดือน (payroll credit) เป็นสินเชื่อที่ความเสี่ยงต่ำ NPL น้อยกว่า 1% ต่อปี จึงห่างไกลจากการเป็น “สินเชื่อสวัสดิการที่แท้จริง” และเป็นเพียงสินเชื่อสวัสดิการปลอมๆ ที่เจ้าหนี้มาขอให้นายจ้างช่วยหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ 

ตามหลักการแล้ว สินเชื่อสวัสดิการหักเงินเดือน จะมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในระดับต่ำ สาเหตุสำคัญเพราะการที่นายจ้างเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกหักเงินเดือนนำส่งให้ทุกเดือน ทำให้โอกาสที่สินเชื่อตัวนี้จะเสียมีน้อยมาก ซึ่งจากตัวเลขหนี้เสียของสินเชื่อที่สถาบันการเงินแห่งหนึ่งที่ให้กับครูอยู่ที่เพียง 0.2% จะเห็นว่าต้นทุนในส่วน credit cost ต่ำ 

นอกจากนี้ การที่นายจ้างทำหน้าที่จัดเก็บหนี้ (collection) ทำให้ต้นทุนในการดำเนินการ หรือ operating cost ลดลงด้วย ซึ่งในต่างประเทศอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อในลักษณะเดียวกันนี้ หรือ payroll credit จะอยู่เพียง 2-3% ต่อปีเท่านั้น 

อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่พบจากการกู้ยืมของครูพบว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ครูจะต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ทั้งในส่วนของสหกรณ์ออมทรัพย์และสถาบนัการเงินส่วนใหญ่ถือว่าเป็นอัตราที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยงของสินเชื่อประเภทนี้ที่อยู่ในระดับที่มาก 

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสินเชื่อที่มีการหักชำระหนี้จากเงินเดือนของครูรายที่คิดสูงสุดอยู่ที่ 11.5% ต่อปี คงไม่ผิดที่จะสรุปว่าสินเชื่อที่ครูส่วนใหญ่ได้รับในปัจจุบันไม่ใช่สินเชื่อสวัสดิการที่แท้จริง แต่เป็นสินเชื่อสวัสดิการทิพย์หรือสินเชื่อสวัสดิการปลอมๆ 

กล่าวคือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ครูได้รับ ไม่ได้เป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ มีความผ่อนปรน ห่างไกลจากสิ่งที่ครูคาดหวังจากสวัสดิการของหน่วยงานมาก อีกทั้งเจ้าหนี้ยังการใช้และอ้างชื่สินเชื่อสวัสดิการ มาขอให้นายจ้างหรือกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการหักเงินเดือนให้” 

ทั้งนี้ หากพิจารณาในรายละเอียดของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 108 แห่ง พบว่าที่คิดอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่า 5% ต่อปี มีเพียง 7 แห่ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 5-6% ต่อปี มี60 แห่ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 6-7% ต่อปีมี 28 แห่ง และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มากกว่า 7% ต่อปี มี 10 แห่ง

โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่อยู่ในระดับสูง เมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยง และอาจจะสูงเกินกว่าที่จะเรียกว่า “สินเชื่อสวัสดิการที่แท้จริง” 

ส่วนสาเหตุที่ทำให้อัตราเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอยู่ในอัตราค่อนข้างสูงเป็นผลมาจากปัจจัย 2 เรื่อง คือ

(1) อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบางแห่งที่อยู่ในระดับสูงถึง 3-4% ต่อปี ซึ่งถือเป็น อัตราที่สูงมาก เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงินในปัจจุบันที่ 0.125-1.30% ต่อปีและอัตรา ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลที่ 1 ปีอยู่ที่ 0.52% ต่อปีและ 10 ปีอยู่ที่เพียง 1.97% ต่อปี

(2) อัตราเงินปันผลหุ้นของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีการปันผลสูง 4-8% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูง เมื่อเปรียบเทียบกับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ว่าในเงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล รวมทั้งเปรียบเทียบกับการ ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่เฉลี่ยอยู่ที่ 2.13% ต่อปี 

 

@ดอกเบี้ยสินเชื่อ‘กรุงไทยธนวัฏ’ 12% ต่อปี ยังห่างไกล‘สินเชื่อสวัสดิการ’

อีกทั้งแทบไม่น่าเชื่อว่าในบรรดาสินเชื่อที่มีการหักจ่ายจากเงินเดือนของข้าราชการครูโดยตรง พบว่า สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ” เป็นสินเชื่อที่มีการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงที่สุด โดยสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏเป็นสินเชื่อที่ข้าราชการในระดับล่างใช้มากที่สุดอันหนึ่ง เป็นสินเชื่อหมุนเวียน (revolving facility) ที่มีการคิดดอกเบี้ยแบบทบต้นทบดอกเหมือนบัตรเครดิตและวงเงิน OD ของธุรกิจ 

ธนาคารกรุงไทยใช้สิทธิการเป็นช่องทางจ่ายเงินเดือน ข้าราชการตัดจ่ายหนี้เป็นประจำทุกเดือน คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ MRR + 6% ต่อปี หรือ 6.22+6 เท่ากับ 12.2% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 18 ส.ค. 2565) ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงมาก และนับเป็นอัตราที่สูงที่สุดในบรรดาเจ้าหนี้ ที่มีการจัดเก็บหนี้ผ่านการตัดเงินเดือนของข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพิจารณาว่าอัตราหนี้เสีย (NPL) ของสินเชื่อธนวัฏอยู่ในระดับที่ต่ำมากเพียง 0.27% ต่อปี (ข้อมูล ณ เดือน ต.ค.2563) 

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุที่ทำให้สินเชื่อธนวัฏคิดอัตราดอกเบี้ยเงินค่อนข้างสูง เพราะธนาคารกรุงไทยผูกขาดการเป็นช่องทางจ่าย เงินเดือนของภาครัฐ เมื่อไรก็ตามที่ถูกมองว่า เป็นของตายก็มักจะทำใหต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แพง 

ที่สำคัญคือ แนวปฏิบัติของสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ ในแต่ละเดือนครูจะจ่ายเฉพาะส่วนของดอกเบี้ยใน ขณะที่ไม่มีการตัดจ่ายในส่วนของเงินต้นเลย (จ่ายแต่ดอกเบี้ย) ถ้าไม่ปรับปรุงแก้ไขจะทำให้ข้าราชการต้องจ่าย แต่ดอกเบี้ยและตกอยู่ในวังวนของปัญหาหนี้สินไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย 

แนวปฏิบัติของสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏที่ เงินที่ครูจ่ายหนี้ในแต่ละเดือนจะเป็นดอกเบี้ยทั้งหมด ไม่ต่างจากการจ่าย “ดอกลอยของหนี้นอกระบบ” จนกระทั่งครูอายุ 57 ปี ถึงจะมาเร่งให้ข้าราชการจ่ายหนี้ก้อนนี้ให้จบก่อนจะเกษียณที่อายุ 60 ปี นอกจาก สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏแล้ว ธนาคารกรุงไทยยังปล่อยสินเชื่ออเนกประสงค์ให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ กู้ด้วยอัตราดอกเบี้ย 12% ซึ่งก็นับว่าห่างไกลจากเป็นสินเชื่อสวัสดิการที่แท้จริง”

 

@บทบาททับซ้อน ‘นายจ้าง-เจ้าหนี้’ ถ่วงการแก้ปัญหาหนี้สินครู

ปัญหาบทบาทและผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันของนายจ้างและเจ้าหนี้สหกรณ์ (Conflict of Roles and Conflict of Interests) 

นอกจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้ง 5 ด้านแล้ว ปัญหาความทับซ้อนกันของบทบาทและผลประโยชน์ระหว่างนายจ้างและเจ้าหนี้สหกรณ์ (Conflict of Roles and Conflict of Interest) มีผลทำให้นายจ้างไม่ได้ทำหน้าที่นายจ้างที่ดีที่จะเข้ามาช่วยครูแก้ปัญหาหนี้สิน และไม่ได้มาช่วยเจรจากับเจ้าหนี้ให้ได้รับข้อตกลงการกู้ยืมสินเชื่อสวัสดิการที่เป็นธรรม 

ดังที่ปรากฏให้เห็นจากการที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงในเรื่องการจัดทำและจ่ายเงินเดือนของครู กลับไปดำรงตำแหน่งประธาน กรรมการ ตลอดจนที่ปรึกษาของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งในแต่ละปีจะได้รับผลตอบแทนนับล้านบาท

ตรงนี้คงทำให้พอเห็นภาพว่า ทำไมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จึงไม่ยอมดำเนินการตามระเบียบการหัก 

เงินเดือนอย่างเคร่งครัด ทั้งที่กระทรวงศึกษาธิการมีระเบียบเรื่องนี้มานานกว่า 15 ปี

แต่ยังมีการหักเงินเดือนนำส่งให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ในกรณีที่เงินเดือนสุทธิหลังจากหักชำระหนี้น้อยกว่า 30% ทำให้ครูมีเงินเหลือไม่พอที่จะดำรงชีพ และถูกฟ้องร้องจากเจ้าหนี้รายที่เก็บหนี้ไม่ได้ฟ้อง 

นอกจากนี้ ถือเป็นประเพณีปฏิบัติสหกรณ์ออมทรัพย์ ทั้งของครู รวมทั้งสถาบนัการเงินที่จัดทำสินเชื่อสวัสดิการที่จะต้องจัดให้มีเงินพิเศษ ปีละเป็นจำนวนนับล้านบาทให้กับผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา หรือเจ้าหน้าที่การเงินของทางตำรวจที่รับผิดชอบเรื่องการหักเงินเดือน...เพื่อขอให้ช่วยอำนวยความ สะดวกเป็นกรณีพิเศษ 

แต่ในโลกที่ไม่มีอะไรฟรี ก็หมายความว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกส่งต่อ ทำให้ครูต้องมีต้นทุนการกู้ยืมที่แพงขึ้น อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นความสลับซับซ้อนของบทบาทหน้าที่ของนายจ้าง และเจ้าหนี้ที่ทับซ้อนกันอย่างแยกไม่ออก” 

เหล่านี้เป็น ‘ปัญหาเชิงโครงสร้างของหนี้ครู’ ทั้ง 5 ด้าน ซึ่งอยู่ในรายงาน 'ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญต่อวิกฤติหนี้ในปัจจุบัน' ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว ทำให้ครูหลายแสนคนอาจต้องเป็นหนี้ไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต? 

 

สืบเนื่องจากกรณีเมื่อเดือน มี.ค.2566 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้เผยแพร่รายงานผลการศึกษา เรื่อง ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญต่อวิกฤติหนี้ในปัจจุบัน’ 

โดยรายงาน ส่วนแรก’ ได้สะท้อนถึง ปัญหาเชิงโครงสร้างของหนี้ครู’ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรด้านการศึกษา มูลหนี้รวม 1.4 ล้านล้านบาท ตามข้อเสนอด้านบนนั้น 

 

และในส่วนที่สอง’ ซึ่งเป็น ข้อเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้สินครูในองค์รวม’ มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

 

@ต้องมีมาตรการ‘ลงโทษ’ผู้ไม่ปฏิบัติตามระเบียบฯหักเงินเดือนปี 51

1.กระทรวงศึกษาธิการหรือนายจ้างที่มีความจริงใจและใส่ใจ (A Sincere and Care Employer) พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือครูในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน 

ย้อนกลับไปในอดีต สหกรณ์ออมทรัพย์ของกระทรวงศึกษาธิการ ถูกก่อตั้งครั้งแรกในปี พ.ศ.2503 ซึ่งเมื่อแรกก่อตั้งนั้น สหกรณ์ฯถือเป็นส่วนงานหนึ่งภายใต้สังกัดของกระทรวงที่มีภารกิจด้านสวัสดิการ ที่จะส่งเสริมให้ข้าราชการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้กู้ยืมกันด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำและผ่อนปรนกว่าที่หาได้ในตลาดทั่วไป

ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 มีการออก พ.ร.บ.สหกรณ์ออมทรัพย์ฯ มีการตั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ขึ้นมาดูแล สายสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดและสหกรณ์ค่อยๆ จางหาย 

 

จนปัจจุบันความสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการที่มีกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู กลายเป็นแค่ “หน่วยงานของรัฐ” ที่หักเงินเดือนและจะต้องนำส่งหนี้ให้สหกรณ์ทุกเดือน ทำให้บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการในฐานะ ‘นายจ้างที่ดีที่หายไป’ 

ดังนั้น การเข้ามาของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ครูจึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ หรือเป็น “game changer” ที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการครูในครั้งนี้ มีโอกาสที่จะเห็นผลเป็นรูปธรรมมากกว่าที่ผ่านมา ซึ่งมีหลายเรื่องที่จำเป็นต้องดำเนินการกล่าว คือ 

 

(1) บังคับใช้ระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ ปี 2551 อย่างเคร่งครัด ด้วยการกำหนดบทลงโทษและการนำหน่วยงานจากภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบ

คณะกรรมาธิการเห็นว่าเรื่องนี้ นับเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จำเป็นต้องดำเนินการ ทำไมจึงสำคัญและจำเป็นที่ต้องบังคับใช้ระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนปี 51? และทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาหนี้ครู? อาจจะกล่าวได้ว่า ถ้ามีโอกาสเลือกทำมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครูได้เพียงเรื่องเดียว จะต้องเลือกทำเรื่องนี้

เพราะหนี้สินส่วนใหญ่กว่า 95% คือ หนี้สวัสดิการหักเงินเดือน และระเบียบฯปี 51 ถือเป็นข้อตกลงร่วมกันของ 3 ฝ่าย กล่าวคือ เจ้าหนี้ นายจ้าง และ ครู นั้น ถือเป็น หัวใจ’ ของการเกิดขึ้นของสินเชื่อสวัสดิการหักเงินเดือน

ทั้งนี้ ระเบียบดังกล่าวได้วางกลไกที่สำคัญไว้ 3 ส่วน กล่าวคือ 

 

-ครูต้องมีเงินเดือนสุทธิหลังจากจ่ายเจ้าหนี้ทุกรายไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน

-เจ้าหนี้ทุกรายจะสามารถเรียกเก็บหนี้จากเงินเดือน 70% ทั้งนี้ ในกรณีที่ค่างวดที่เจ้าหนี้ทุกรายเรียกเก็บมากกว่า 70% ของเงินเดือน ระเบียบกำหนดให้ งดหักเงินเดือน เพื่อบังคับให้เจ้าหนี้ทุกรายร่วมกันปรับโครงสร้างหนี้ให้ครูจนสามารถแบ่งเก็บหนี้จากเงินเดือน 70% ได้ และ

-การกู้ยืมของครูจะสอดคล้องกับศักยภาพ เพราะจะถูกควบคุมจากกติกาตามระเบียบ และไม่เกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว 

อย่างไรก็ดี แม้ระเบียบฉบับนี้บังคับใช้มานานกว่า 15 ปี รวมทั้งศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ‘ละเลย’ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ เพราะไม่มีโทษของการไม่ทำตามระเบียบ และขาดการระบุผู้ที่ต้องรับผิดชอบที่ชัดเจน

ขณะที่การละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบฯ ปี 51 ได้สร้างผลกระทบที่กว้างไกลมากต่อครูในแทบทุกเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศไทยใน 3 มิติ คือ 

 

ประการแรก ปัญหาวงจรอุบาทว์ของเงินเดือนคงเหลือ 30 ทิพย์ หรือ 30 เทียม ที่เงินเดือนที่ได้รับมาต้องนำไปจ่ายเจ้าอื่น เงินเดือนที่ได้รับมาไม่ใช่เงินเดือนสุทธิ หลังจากหักจ่ายเจ้าหนี้ทุกรายตามระเบียบ ทำใหครูเหลือเงินไม่พอในการดำรงชีวิต บางคนเหลือ 0 บาท และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทางการเงินอื่น ทั้งหนี้บัตรเครดิต หนี้นอกระบบ ทั้งนี้ คาดว่าอาจจะมีครูกว่าครึ่งหนึ่งที่กำลังเจอปัญหานี้ 

 

ประการที่สอง ปัญหาการกู้ยืมเกินศักยภาพ จนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว จากการที่สำนักงานเขตพื้นที่ไม่ควบคุมเรื่องนี้ให้เป็นไปตามระเบียบ ปล่อยให้มีการเก็บหนี้ หลังซองเงินเดือน’ รวมทั้งการไม่งดหักเงินเดือน ก็ทำให้ครูเสียโอกาสที่จะปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ทุกรายเพื่อจะไกล่เกลี่ยแก้ปัญหา 

 

ประการที่สาม ปัญหาครูผู้กู้และผู้ค้ำประกันถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั่วประเทศกว่า 5 หมื่นราย ที่ยังไม่สามารถ ไกล่เกลี่ยแก้ไขปัญหา การที่สำนักงานเขตพื้นที่ไม่งดหักเงินเดือนตามระเบียบฯ ทำให้การปรับโครงสร้างหนี้ที่จะช่วยให้เจ้าหนี้ทุกรายแบ่งเงินเดือน 70% ไม่เกิดขึ้น ในขณะที่สหกรณ์มักเป็นเจ้าหนี้รายเดียวที่หักเงินเดือน 70% ได้ เจ้าหนี้รายที่หักไม่ได้ จึงฟ้องร้องดำเนินคดี และผู้ค้ำประกันถูกดึงเข้ามาร่วมรับผิดชอบ

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาการไม่มีโทษของการไม่ทำตามระเบียบ และขาดการระบุผู้ที่ต้องรับผิดชอบที่ชัดเจน (no penalty and no clear accountability) กระทรวงศึกษาธิการจำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติมใน 4 ส่วน กล่าวคือ 

 

ส่วนแรก กำหนดตัวบุคคลที่จะต้องรับผิดชอบ ซึ่งชัดเจนแล้วว่า คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่รับผิดชอบเรื่องการจัดทำเงินเดือนของข้าราชการครูและกำหนดมาตรการลงโทษผู้ที่ละเว้นและไม่ดำเนินการตามระเบียบปี 51 จะต้องมีโทษด้านวินัย และจะมีผลต่อการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง 

 

ที่ผ่านมาพบว่าส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ให้นโยบาย รวมทั้งมีหนังสือแจ้งย้ำไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาถึงแนวทางในการดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือน

แต่ปรากฏว่าผู้ที่เกี่ยวข้องเฉยเมยต่อปัญหาความเดือดร้อนของเพื่อนครู สาเหตุสำคัญ เพราะการไม่ดำเนินการไม่ได้สร้างผลกระทบใดๆ ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าทำไมต้องดำเนินการ คำชี้แจงที่ครูที่เดือดร้อนมักได้รับจากสำนักงานเขตพื้นที่ คือ ยังไม่มีการสั่งการใดๆลงมา ทำมึนตาใสบนความเดือดร้อนของเพื่อนครูด้วยกัน” 

 

ส่วนที่สอง วิธีการตรวจสอบว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ พ.ศ.2551 หรือไม่ สามารถทำได้โดยให้กรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานที่จะช่วยสอบทานเรื่องนี้ เพราะปกติเมื่อสำนักงานเขตพื้นที่จัดทำเงินเดือนเรียบร้อยก็จะส่งข้อมูลไปที่กรมบัญชีกลาง เพื่อจ่ายเงินให้เจ้าหนี้

ถ้ากระทรวงศึกษาธิการต้องการที่บังคับใช้ระเบียบฯให้เกิดความเป็นธรรม จะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่จะยากเกินที่จะดำเนินการทันทีที่มีการสั่งจ่ายเงินเดือน สามารถที่จะขอให้กรมบัญชีกลางส่งรายชื่อครูที่ไม่ได้รับเงินเดือนตามระเบียบไปที่รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาสั่งลงโทษผู้ที่จงใจละเลยไม่ทำหน้าที่ฯ 

 

ส่วนที่สาม จัดให้มีการสุ่มตรวจสอบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามระเบียบปี 51 หรือไม่ โดยการตรวจสอบต้องกำหนดให้บุคคลภายนอกที่น่าเชื่อถือ (ป.ป.ช. , สตง. และสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นต้น) เข้ามาร่วมตรวจสอบ เพราะปัจจุบันครูตกอยู่ในสถานะประหนึ่งทาสในเรือนเบี้ย ไม่กล้านำข้อเท็จจริงต่างๆมาเปิดเผย เพราะกลัวว่าจะได้รับผลกระทบ 

 

ส่วนที่สี่ แจ้งให้ครูทราบเป็นการทั่วไปว่า กระทรวงศึกษาธิการได้จัดให้มีช่องทางส่วนกลางสำหรับครูที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากการที่เจ้าหน้าที่ไม่ทำตามระเบียบฯปี 51 ให้สามารถแจ้งเบาะแส และร้องเรียนเข้ามาได้โดยจะได้รับความคุ้มครองไม่ให้เดือดร้อนเหมือนที่ผ่านมา 

 

แม้ปัญหาหนี้สินครูจะซับซ้อนและเกี่ยวเนื่องกับหลายประเด็น แต่การทำให้กลไกของการจัดทำสินเชื่อสวัสดิการหักเงินเดือน สามารถทำงานได้ตามปกติอย่างที่ควรจะเป็น ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูถ้ามีโอกาสเลือกทำมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครูได้เพียงเรื่องเดียวจะต้องเลือกทำเรื่องนี้ (บังคับใช้ระเบียบฯปี 51)”

 

@ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมไม่ให้ ‘ครู’ กู้ยืมเกินศักยภาพ

(2) ควบคุมการกู้ยืมไม่ให้เกินกว่าศักยภาพ

หนึ่งในสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และจะยังคงเป็นปัญหาสืบเนื่องต่อไปในอนาคตถ้าไม่มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ การปล่อยให้ข้าราชการครูกู้ยืมจนเกินศักยภาพ หรือไม่อยู่ในวิสัยที่จะชำระหนี้คืนด้วยเงินเดือนที่จะได้รับ แต่ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ เห็นว่า ธุระไม่ใช่” จึงไม่ได้ห้ามปราม ตักเตือน หรือทักท้วง 

รวมทั้งยังยอมให้เจ้าหนี้กำหนดกติกาที่ไม่เป็นธรรม โดยดึงผู้ค้ำประกันมาเป็นแพะ ให้รับผิดชอบเสมือนหนึ่งเป็นผู้กู้ร่วม ในการกู้ยืมที่ตั้งแต่วันแรกเจ้าหนี้ทราบว่าผู้กู้จะไม่สามารถใช้หนี้คืนได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ค้ำประกันที่บุคคลที่ 3 อย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการต้องดำเนินการ ดังนี้ 

 

ประการแรก กระทรวงศึกษาธิการจะต้องถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบควบคุมการกู้ยืมของครูที่จะเกิดขึ้น โดยการกู้ยืมจะต้องไม่เกินศักยภาพจนสร้างความเดือดร้อนในวงกว้างเหมือนในอดีตผ่านมา

ขณะที่สินเชื่อสวัสดิการที่นายจ้างจะอำนวยความสะดวกหักเงินเดือน ณ ที่จ่ายให้เจ้าหนี้ จะต้องเป็นสินเชื่อสวัสดิการที่นายจ้างจะต้องตรวจสอบแล้วเท่านั้นว่า อยู่ในศักยภาพที่ผู้กู้จะสามารถชำระหนี้คืนด้วยเงินเดือน คล้ายกับการสร้าง safety cut ตัวที่ 1 ให้เกิดขึ้นในบริบทการกู้ยืมของครู 

 

ประการที่สอง ในการจัดให้มีสินเชื่อสวัสดิการหักเงินเดือน กระทรวงศึกษาธิการต้องกำหนดเป็นเกณฑ์คุณลักษณะจำเป็นของเจ้าหนี้ที่จะมาปล่อยกู้ว่า จำเป็นต้องเข้าเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร เพราะไม่เช่นนั้นแทบที่จะเป็นไป ไม่ได้เลยที่จะทราบว่าการกู้ยืมของข้าราชการเป็นการกู้ยืมที่อยู่ในศักยภาพและวิสัยที่ผู้จะชำระคืนได้หรือไม่ 

 

ที่ผ่านมาปัญหาการกู้ยืมเกินศักยภาพของข้าราชการและพนักงาน รัฐวิสาหกิจที่เกิดขึ้น ส่วนสำคัญเพราะในฐานข้อมูล กลางของเครดิตบูโรนั้น ยังขาดข้อมูลเครดิตของ ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ จึงทำให้เจ้าหนี้อื่นจะไม่มีทางทราบได้เลยว่าสหกรณ์ได้ปล่อยสินเชื่อให้แก่ ข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจรายนั้นไปแล้วเท่าไร 

 

ดังนั้น จึงถือเป็นมารยาท ตลอดจนเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเจ้าหนี้ในระบบการเงินทุกราย ที่ต้องจัดให้มีฐานข้อมูลเครดิตที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน เพื่อให้เจ้าหนี้รายอื่นตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการกู้ยืมเกินศักยภาพ ถ้าเรื่องนี้ไม่สำเร็จหรือไม่เกิดขึ้น ก็ยากที่ระบบการเงินในภาพรวมจะมีเสถียรภาพในระยะยาว” 

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการ เห็นว่า ในฐานะนายจ้างที่ทำหน้าที่หักเงินเดือนนำส่งให้เจ้าหนี้ทุกเดือน กระทรวง สามารถเจรจาให้เจ้าหนี้ที่จะมาขอใช้สิทธิพิเศษตัดเงินเดือน ให้ทบทวนมาตรการบริหารความเสี่ยงของสินเชื่อให้มีความสมเหตุสมผลและเป็นธรรมมากขึ้น 

โดยเฉพาะหลังปรับปรุงยกระดับระบบการตัดจ่ายเงินเดือน ทั้งในมิติการควบคุมไม่ให้กู้เกินยอดหนี้ที่สามารถชำระคืนด้วยเงินเดือน การกำหนดกติกาการตัดจ่ายเงินเดือนให้ชัดเจน ความเสี่ยงของการปล่อยสินเชื่อสวัสดิการของครูจะลดลงอย่างมากในอนาคต 

อีกทั้งพบว่าจริงๆ ครูมีรายได้ในอนาคตอยู่พอสมควร ถ้าสามารถสร้าง “ระบบหลักประกันการกู้ยืมกลาง” (central collateral registry) โดยใช้พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจที่มีผลบังคับใช้แล้ว ให้มีความชัดเจนและมั่นใจได้ ว่ารายได้ในอนาคตเหล่านี้สามารถนำมาชำระหนี้ได้ ก็จะทำให้สามารถยกเลิกข้อกำหนดที่ต้องระบุให้มีบุคคลค้ำประกัน ถ้าครูไม่ได้กู้เกินกว่าที่จะใช้คืนได้ด้วยเงินเดือน และทำให้สามารถลดค่าธรรมเนียมประกันที่ครูต้องจ่ายให้ลดลงได้ 

 

(3) การกำหนดให้ residual income เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยต้องมี Residual income 30% และต้องไม่น้อยกว่า 9,000 บาท

ทั่วประเทศมีครูที่ทำงานอยู่และเกษียณแล้วรวมทั้งสิ้นเกือบ 9 แสนคน การกำหนดกฎเกณฑ์ในลักษณะ one size fits all ให้ตอบโจทย์ครูกลุ่มต่างๆที่มีรายได้แตกต่างกันแทบเป็นไปไม่ได้เลย และเมื่อพิจารณาหลักมาตรฐานสากลที่ว่า มนุษย์แต่ละคนควรมีเงินเดือนที่เหลือไว้สำหรับการดำรงชีวิตและการออมไม่น้อยกว่า 40-50% ของเงินเดือน

ดังนั้น ในเรื่องนี้ กระทรวงศึกษาธิการสามารถที่จะกำหนดกฎเกณฑ์เพิ่มเติมว่า นอกจากจะต้องมีเงินเดือนเหลือสุทธิ 30% แล้ว อาจกำหนดให้คนที่เงินเดือนน้อยกว่า 30,000 บาท จะต้องมีเงินเหลือสำหรับดำรงชีพไม่น้อยกว่าเดือนละ 9,000 บาท หรือเฉลี่ยประมาณ 300 บาทต่อวัน เพื่อเป็น “กันชนชีวิต”

 

@ชงรื้อ‘ลำดับตัดชำระหนี้’-ตั้งเกณฑ์ค่างวด 30% ต้องนำไปตัด‘เงินต้น’

(4) การปรับปรุงข้อตกลงเรื่องลำดับการตัดชำระหนี้ให้เป็นธรรม

โดยกระทรวงศึกษาธิการจะต้องปรับปรุงลำดับการตัดชำระหนี้ให้เป็นธรรม โดยกระทรวงศึกษาธิการจำเป็นต้องวางหลักการที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

-เป้าหมายสำคัญของการชำระหนี้ คือ ยอดหนี้เงินต้นต้องปรับลดลงอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่ลำดับการตัดชำระหนี้ในลักษณะที่ส่งผลให้ครูต้องจ่ายแต่ดอกเบี้ยโดยเงินต้นไม่ลดลงเลยเหมือนในอดีต

-ลำดับการตัดชำระหนี้เป็นขอ้ตกลงร่วมกันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ไม่ทำให้เจ้าหนี้ขาดทุน ในขณะเดียวกัน จะต้องไม่สร้างภาระแก่ลูกหนี้มากเกินสมควร

-สร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องจนครบตามสัญญา

-หนี้ตามสัญญาของเจ้าหนี้ทุกรายจะต้องได้รับชำระหนี้ตามกฎหมายให้เรียบร้อยก่อนเป็นลำดับแรก

-การดำเนินการต้องโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล และสามารถชี้แจง แยกแยะรายละเอียดให้ตรวจสอบได้

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการสามารถกำหนดเป็นแนวปฏิบัติสำหรับเจ้าหนี้ที่จะมาขอใช้สิทธิพิเศษให้หักเงินเดือน ณ ที่จ่ายนำส่ง ให้ปรับปรุงลำดับการตัดชำระหนี้ให้มีความเป็นธรรม ดังนี้ 

 

หนึ่ง สำหรับยอดเงินที่มีการเรียกเก็บในแต่ละเดือน เจ้าหนี้ทุกรายจะต้องแจกแจงรายละเอียด สิ่งที่เรียกเก็บมาให้ชัดเจน โปร่งใส ว่าประกอบด้วยรายการใดบ้าง เริ่มจาก (1) เงินต้น (2) ดอกเบี้ยตามสัญญา (3) ค่าซื้อหุ้นสหกรณ์ (4) ค่าธรรมเนียม (5) ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ไม่สามารถที่จะเรียกเก็บเป็นยอดเดียวแบบไม่แจกแจงรายละเอียด 

 

สอง ในการตัดจ่ายเงินเดือน เจ้าหนี้ทุกรายจะต้องได้รับชำระหนี้ ในส่วนของค่างวดตามสัญญา ซึ่งประกอบด้วย “เงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญา” ก่อนเป็นลำดับแรก เมื่อ เจ้าหนี้ทุกรายได้รับชำระหนี้ในส่วนของค่างวดตามสัญญาครบถ้วนแล้ว ถ้าเงินเดือนของคุณครูยังมีคงเหลือ ตามระเบียบ กระทรวงศึกษาธิการจะตัดจ่ายในส่วนที่เหลือต่อไป 

 

สาม ในส่วนค่างวดที่นำมาชำระหนี้ตามสัญญา เจ้าหนี้จะต้องสร้างความมั่นใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องว่า จะไม่เกิดปรากฏการณ์จ่ายแต่ดอกเบี้ย ไม่ตัดเงินต้น ที่ทำให้ครูตกอยู่ในวังวนหนี้สินเหมือนในอดีต โดยในแต่ละเดือน เจ้าหนี้จะต้องออกแบบให้ค่างวดที่เรียกเก็บ มีส่วนที่จะนำไปหัก “เงินต้น” ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 

 

การปรับปรุงลำดับการตัดชำระหนี้ใน 3 ประเด็นข้างต้น จะทำให้มั่นใจว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่ครูจ่ายชำระหนี้จะเข้ามามีส่วนช่วยให้ยอดหนี้เงินต้นลดลงอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นการปลดล็อกแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของการกู้ยืมของครู ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่ครูจะต้องผ่อนหนี้หลังเกษียณ และสามารถที่จะหมดหนี้ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม”

 

@เปิดทุกรายเข้ามาแข่งขัน-เพิ่มทางเลือกสินเชื่อเงินกู้ ‘ดอกเบี้ยถูก’

(5) การเพิ่มทางเลือกการกู้ยืม เพื่อช่วยให้ครูได้รับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกลง

การที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในการกู้ยืมของครูปรับลดลงไปสู่อัตราที่มีความเหมาะสม จะต้องทำให้ครูมีทางเลือก (choices) ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขัน (competition) ระหว่างเจ้าหนี้ที่ให้ครูกู้ยืม ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ครูได้รับปรับลดลงไปสู่อตราที่เหมาะสมในที่สุด โดยมีสิ่งที่ต้องทำ 3 เรื่อง 

 

หนึ่ง การเปิดเผยให้ครูทราบถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศอย่างโปร่งใส เพื่อให้ครูทั่วประเทศได้ทราบว่า การกู้ยืมของตนถูกหรือแพงเมื่อ เทียบกับเพื่อนครูด้วยกันในจังหวัดอื่นๆ และนัยของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่างกันเป็นอย่างไร 

 

สอง กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่ชัดเจนว่าต้องการที่จะช่วยเหลือและส่งเสริมให้ครูสามารถกู้ยืมกับเจ้าหนี้ที่ให้ข้อเสนอการกู้ยืมที่ดีและเป็นธรรมที่สุด และพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในการตัดเงินเดือนนำส่งให้ ไม่ว่าเจ้าหนี้รายนั้นจะอยู่ที่ไหน และ 

 

สาม กระทรวงศึกษาธิการต้องสร้าง ecosystem หรือบริบทของการกู้ยืมของครูให้มีเสถียรภาพและมั่นคง โดยมาตรการสำคัญที่ดำเนินการเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาหนี้ครูในครั้งนี้ คือ การควบคุมยอดหนี้ที่ครูจะกู้ได้ ต้องไม่ให้เกินความสามารถที่จะชำระหนี้ด้วยเงินเดือน เมื่อมีการให้กู้เต็มยอดวงเงิน เจ้าหนี้อื่นจะไม่สามารถให้กู้ได้อีก ยกเว้นการกู้เพื่อ refinance หนี้เดิมที่จะช่วยให้ได้รับข้อเสนอการกู้ยืมที่ดีขึ้น 

ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการเพื่อช่วยลดดอกเบี้ย คือ การประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยสวัสดิการของกระทรวงศึกษาฯ โดยหากเจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่า จะไม่ได้รับการอำนวยความสะดวก ขณะที่การกำหนดให้ดอกเบี้ยเงินกู้สวัสดิการอยู่ในระดับที่เหมาะสมนั้น ถือเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของนายจ้าง 

 

ตัวอย่างเช่น ถ้ากระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สวัสดิการตัดเงินเดือน ของหน่วยงานให้เท่ากับ “อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้าชั้นดีเฉลี่ยของสถาบนัการเงินขนาดใหญ่ที่สุด 5 แห่ง - 1.5” หรือ 6.47-1.5= 4.97 ต่อปี จะหมายความว่า กระทรวงศึกษาธิการจะอำนวยความสะดวกตัดเงินเดือนนำส่งให้เฉพาะเจ้าหนี้รายที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ถูกกำหนดไว้ไม่เกินอัตราดังกล่าว หรือ ไม่เกิน 4.97 ต่อปีเท่านั้น 

 

สำหรับกรณีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงกว่านั้น ถือว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงเกินกว่าที่จะเป็นสินเชื่อสวัสดิการที่แท้จริง ซึ่งในกรณีดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการจะไม่อำนวยความสะดวกช่วยตัดเงินเดือนให้เหมือนที่ผ่านมา เพราะถือว่าไม่ใช่การทำสวัสดิการ กระทรวงศึกษาธิการจะจ่ายเงินเดือนให้ครูโดยจะไม่มีการหักชำระหนี้ และเจ้าหนี้จะต้องไปจัดเก็บหนี้กับครูเองโดยตรง”

(6) การแบ่งแยกบทบาทนายจ้างและเจ้าหนี้ออกจากกันให้ชัดเจน เพื่อให้เป็นไปตามไปหลักธรรมาภิบาลที่ดี 

กระทรวงศึกษาธิการจะต้องประกาศกำหนดแนวปฏิบัติที่เป็นกฎเหล็กห้ามข้าราชการในส่วนงานที่มีหน้าที่ รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวข้องกับการจัดทำและหักจ่ายเงินเดือน ไม่ให้ไปดำรงตำแหน่งเป็นประธาน หรือ คณะกรรมการของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู และสถาบันการเงินที่ทำข้อตกลงสวัสดิการกับกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ เพื่อปรับปรุงบริบทการกู้ยืมของข้าราชการให้มีความโปร่งใส อยู่ภายใต้กรอบธรรมาภิบาลที่ดี มีการแบ่งแยกหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องที่อาจจะมีประเด็นความขัดแย้งด้านผลประโยชน์

อาทิ ผู้บริหารของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่รับผิดชอบในการจัดทำเงินเดือนให้ครู ไม่ควรเข้าไปนั่งเป็นผู้บริหาร หรือกรรมการของสหกรณ์ ออมทรัพย์ หรือสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ของครู ถ้าข้าราชการท่านใดต้องการที่จะเข้าไปทำงานที่สหกรณ์ ออมทรัพย์ก็ควรจะลาออกจากตำแหน่งงานที่ตนรับผิดชอบที่อยู่ในฐานะตัวแทนนายจ้างของครู 

 

"เรื่องนี้จะถือเป็นก้าวแรกและก้าวที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจนในบทบาทที่ต้องทำ โดยเฉพาะบทบาทของนายจ้างที่จะเข้ามาช่วยครูแก้ไขปัญหาหนี้สินที่จะต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างตัวแทนนายจ้างกับเจ้าหนี้ ของครู”

 

@‘เจ้าหนี้’ต้องร่วมมือในการปล่อย ‘สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ-เป็นธรรม’

2.เจ้าหนี้ที่ให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible and Fair Lenders)

เจ้าหนี้ให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ถืออเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้สินทุกเรื่อง โดยที่ผ่านมาเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้จ่ายหนี้ตามที่เคยตกลงกันไว้ไม่ได้ ผู้เกี่ยวข้องก็มักจะมาเพ่งโทษที่ลูกหนี้เป็นหลักว่าไม่ใช้หนี้ไม่มีวินัย ไม่รู้จักวางแผน ทางการเงิน

ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูก็เช่นเดียวกัน การแก้ไขในอดีตก็จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างอุปนิสัย ที่พึงประสงค์ให้ครูรู้จักประหยัดมัธยัสถ์รู้จักอดออม การด่วนสรุปว่าปัญหาเกิดจากฝั่งลูกหนี้เพียงอย่างเดียว ทำให้มองไม่เห็น “ความเป็นไปได้ในมุมอื่น” ที่ทำให้ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ได้ อาทิ ข้อตกลงหรือสัญญากู้ยืมที่เจ้าหนี้กำหนดไว้อย่างไม่เป็นธรรม

การแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ผ่านมาในหลายเรื่องชี้ให้เห็นตัวอย่างของการกู้ยืมที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาการปล่อยกู้เกินศักยภาพที่เจ้าหนี้มีการกำหนดค่างวดที่ครูต้องจ่ายสูงกว่าเงินเดือนที่ครูจะได้รับ การกำหนดให้ผู้ค้ำประกันเข้ามารับผิดชอบในหนี้ที่เจ้าหนี้ก็ทราบตั้งแต่วันแรกว่าเกินศักยภาพที่ลูกหนี้จะชำระคืนได้

การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงเกินความเสี่ยงของสินเชื่อที่หักเงินเดือน (payroll credit) การกำหนดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ในอัตราที่สูงตามอำเภอใจ การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และดอกเบี้ยพักชำระหนี้บนฐานของเงินต้นคงค้างทั้งหมด (loan outstanding) แทนที่จะคำนวณจากฐานของค่างวดที่ผิดนัด (installment) ตามข้อเท็จจริง

การกำหนดให้ค่างวดที่จ่ายชำระหนี้มีแต่ดอกเบี้ยไม่มี เงินต้น การกำหนดลำดับการตัดชำระหนี้ที่เอาเงินต้นไว้ลำ ดับสุดท้าย ท้ให้แม้ลูกหนี้จะผ่อนหนี้มามากมาย เจ้าหนี้อาจนำไปตัดชำระแต่ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าหุ้นของสหกรณ์โดยที่อาจจะไม่นำไปตัด เงินต้นเลย

การบริหารความเสี่ยงสินเชื่อของเจ้าหนี้ที่สร้างภาระแก่ผู้กู้และผู้ค้ำประกันมากเกินสมควร การกำหนดให้ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลที่ 3 ให้ต้องรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม การกำหนดให้การกู้ยืมจะต้องทุนเรือนหุ้น ซึ่งทำให้ลูกหนี้ต้องกู้ยืมมากกว่าที่ตั้งใจคือต้องกู้มาซื้อหุ้นหรือกู้มาเป็นเงินฝาก

การกำหนดให้ลูกหนี้ต้องซื้อประกันที่สร้างภาระในกรณีที่ไม่จำเป็น ในขณะที่เจ้าหนี้ที่เป็นผู้รับประโยชน์จากการทำประกัน แทนที่จะช่วยออกกึ่งหนึ่งกลับผลักภาระทั้งหมดให้คนกู้

อายุความที่ปกติกำหนดไว้เพื่อควบคุมไม่ให้ลูกหนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยแบบไร้ลิมิต ก็พบว่ามีเจ้าหนี้ที่ฉ้อฉลนำคดีที่ขาดอายุความไปฟ้องเพราะทราบ ข้อจำกัดของศาลว่า กรณีที่ลูกหนี้ไม่มาศาลในวันพิจารณาคดีนั้น ศาลจะยกประเด็นนี้ขึ้นมาไม่ได้ 

 

เหล่านี้เป็นตัวอย่างของการกู้ยืมไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนไทย รวมทั้งครูด้วย ดังนั้น ในการแก้ปัญหาหนี้สิน จึงสำคัญมากที่จะต้องทำให้เจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องให้กู้ยืมอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม

 

@เพิ่มทักษะทางเงินให้ ‘ครู’-คิดกลไกรับมือกลุ่มใกล้เกษียณอายุ

3.ครูที่มีวินัย มัธยัสถ์รู้จักออม รวมทั้งมีความรู้ทางเงิน โดยเฉพาะการเป็นหนี้ที่จะต้องเป็นหนี้อย่างฉลาด และเท่าทัน (A Discipled and Well informed Teacher) 

 

ประการแรก การติดอาวุธให้ความรู้และทักษะทางการเงินแก่คุณครูโดยเฉพาะครูรุ่นใหม่

ปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินของครู รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยในอนาคตอีก คือ คุณครูจะต้องมีความรู้และทักษะทางการเงิน โดยเฉพาะครูรุ่นใหม่ กระทรวงศึกษาธิการต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้โดยเฉพาะความรู้ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ครูตกอยู่ในวังวนปัญหาหนี้สิน

ในการนี้ กระทรวงศึกษาธิการควรจัดให้มี website กลาง ที่ครูจะสามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของเจ้าหนี้แต่ละราย ค่าธรรมเนียมประกันต่างๆ ที่คุณครูต้องจ่าย รวมทั้งภาระที่ครูต้องหาผู้ค้ำประกันมาเพิ่มเติม ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ครูสามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุด เป็นต้น 

 

ประการที่สอง มาตรการเตรียมความพร้อมให้ครูที่จะเกษียณอายุ

ปัญหาของกลุ่มข้าราชการครูที่เกษียณอายุ ส่วนที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ การที่รายได้โดยรวมปรับลดลงอย่าง มีนัยสำคัญหลังอายุ 60 ปี รายได้ในหลายส่วนจะหายไปเลยหลังเกษียณ อาทิ (1) เงินประจำตำแหน่ง (2) เงินวิทยฐานะ และ (3) ค่าเช่าบ้าน ในขณะที่เงินบำนาญที่จะได้รับหลังเกษียณก็จะลดลงเหลือไม่เกิน 70% ของเงินเดือน ก่อนเกษียณ

กระทรวงศึกษาธิการจำเป็นต้องคิดกลไกเพิ่มเติม ที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านหลังเกษียณอายุเป็นไปได้อย่างราบรื่น จำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการเตรียมพร้อมสำหรับเกษียณอายุ ซึ่งควรจะเริ่มตั้งแต่ครูมีอายุ 50 หรือ 55 ปี เป็น อย่างช้า

 

@เสนอ 7 แนวทางหนุนให้เกิดการเจรจา ‘ไกล่เกลี่ยหนี้’ อย่างแท้จริง

4.การสร้างการไกล่เกลี่ยที่แท้จริงและมีความหมาย (Real and Meaning full Debt Mediation and Debt Restructuring)

ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู นอกจากจะต้องแก้ทั้งครู เจ้าหนี้ของครู และนายจ้าง อย่างเป็นองค์รวมแล้วคณะกรรมาธิการเห็นว่า ถ้ามองในภาพใหญ่ของประเทศจำเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องต้องช่วยกันขบคิดว่า ทำอย่างไรกระบวนการ ไกล่เกลี่ยที่เกิดขึ้นในทุกกระบวนการตั้งแต่ก่อนที่ลูกหนี้จะเป็นหนี้เสีย (Preemptive Debt Restructuring) กลายเป็น หนี้เสียแล้วแต่ยังไม่ฟ้อง เมื่อฟ้องศาลหรือ เมื่ออยู่ในชั้นบังคดีจะเป็น “การไกล่เกลี่ยที่แท้จริง”และ “มีความหมาย”

ขณะที่หลักคิดสำคัญของการไกล่เกลี่ยควรมีดังนี้ 

(1) ต้องพยายามที่จะให้ ผู้กู้จ่ายหนี้ของตนเองที่มีกับเจ้าหนี้ทุกรายให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อที่ว่าผู้ค้ำประกันจะไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้ที่ไม่ได้ก่อ

(2) การไกล่เกลี่ยในครั้งนี้จะนำไปสู่ “สภาวะที่พึงปรารถนา” หรือ steady state ที่โจทย์ของเจ้าหนี้และโจทย์ของลูกหนี้ต้องได้รับการแก้ไขไปพร้อมๆ กัน กล่าวคือ เจ้าหนี้ทุกรายจะต้องสามารถที่จะจัดเก็บหนี้ได้จากเงินเดือน 70% ในขณะที่ลูกหนี้จะมีเงินเดือนสุทธิหลังจากชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 30% สำหรับดำรงชีพ

(3) การที่ค่างวดที่เจ้าหนี้เรียกเก็บรวมกันสูงเกินเงินเดือน 70% สะท้อนว่าการปล่อยกู้ของเจ้าหนี้โดยรวมนั้นไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพการจ่ายชำระหนี้ของลูกหนี้ จึงเป็น “ความรับผิดชอบร่วมกันของเจ้าหนี้ทุกราย” ที่จะต้องร่วมกันในการแก้ไขปัญหา

(4) ในกรณีที่เจ้าหนี้รายหนึ่งรายใดฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้ ท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบถึงการรับชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีกับเจ้าอื่นด้วยในที่สุด การฟ้องร้องดำเนินคดีจะเป็นแนวทางสุดท้าย (last resort) ที่ผู้เกี่ยวข้องจะเลือกดำเนินการ เพราะท้ายที่สุดแล้วจะไม่เป็นประโยชน์กับฝ่ายใดเลย

(5) นายจ้างจะต้องเข้ามาเป็น “คนกลางที่จะช่วยไกล่เกลี่ย” โดยกลไก “การงดหักเงินเดือนนำส่งให้เจ้าหนี้ทุกราย” จะทำให้เจ้าหนี้ยอมที่จะปรับโครงสร้างหนี้ และปรับลดค่างวดที่เรียกเก็บ เพราะการที่ไม่ได้รับความสะดวกจากนายจ้างที่จะหักเงินเดือนนำส่งหนี้ให้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะทำให้โอกาสที่ลูกหนี้จะผิดนัดชำระหนี้จะมีมากขึ้น

บทบาทของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการต้องดำเนินการทุกอย่างตามระเบียบ ต้องมีการงดหักเงินเดือนอย่างถูกต้อง การไกล่เกลี่ยจึงจะเกิดขึ้น

(6) การที่จะต้องใช้กลไกการงดหักเงินเดือน เพราะตราบใดที่เจ้าหนี้ โดยเฉพาะสหกรณ์ฯ ยังคงเก็บหนี้จากการหักเงินเดือนได้เช่นเดิม ไม่มีเหตุผลที่จะยอมผ่อนปรน และส่งผลทำให้การไกล่เกลี่ยไม่สามารถเกิดขึ้นได้

(7) สหกรณ์ออมทรัพย์จะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้การไกล่เกลี่ยแก้ไขปัญหาในภาพรวมเกิดขึ้นได้ เพราะสหกรณ์มักเป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับเงินเดือน 70% ของครู และสหกรณ์ฯจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้รายอื่นเข้ามาแบ่งหักจากเงินเดือน 70% เพราะเป็นแหล่งรายได้เดียวที่ครูมีสำหรับชำระหนี้ 

 

ทั้งหมดนี้เป็นบางช่วงบางตอนของ ‘ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาหนี้สินครู’ ภายใต้รายงานผลการศึกษา เรื่อง ‘ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญต่อวิกฤติหนี้ในปัจจุบัน’ ส่วนข้อเสนอดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติหรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าหนี้ต่างๆ และครู ว่าจะร่วมกันผลักดันข้อเสนอเหล่านี้อย่างจริงจังหรือไม่? 

อ่านรายงานฉบับเต็ม : ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญต่อวิกฤติหนี้ในปัจจุบัน’ 

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน 2566

 

เกี่ยวข้องกัน

ครูโคราชเสี่ยงล้มละลาย 2 พันคน 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 3 มิถุนายน ที่หอประชุมพระบรมราชสมภพ 200 ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 วัดสุทธจินดาวรวิหาร อ.เมือง จ.นครราชสีมา ครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสถานศึกษาในพื้นที่ 32 อำเภอ ของ จ.นครราชสีมา จำนวน 210 คน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการครูบำนาญที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้สิน ร่วมประชุมกับเครือข่ายประชาชนแก้หนี้สินแห่งประเทศไทย 

ซึ่งเป็นกิจกรรมสร้างการรับรู้ทำความเข้าใจ 5 เรื่อง คือ 1.รู้จักตนเอง 2.รู้เท่าทันสหกรณ์และสถาบันการเงิน 3.เครื่องมือระเบียบ ปี 2551 4.ระบบและกลไกเพื่อการขับเคลื่อน 5.เป้าหมายชีวิต 

นายสมพูล วรรณทอง ผู้แทนเครือข่าย ปชช.แก้หนี้สินแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การเปิดเวทีให้ความรู้และหาทางออกปัญหาหนี้สินมีสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการหักเงินเดือนไม่เป็นไปตามข้อกำหนด 30 % 

ขณะนี้มีครู 900,000 คน จากจำนวน 1,400,000 คน ทั่วประเทศ ประสบปัญหา 30 % ทิพย์ ต้องเฉลี่ยหนี้ให้ลูกหนี้สามารถดำรงอยู่ได้ โดยจัดสรรเงินเดือน 70% ใช้หนี้ เพื่อให้เหลือเงิน 30 % ความเป็นจริงสหกรณ์ครูและสถาบันการเงินหักไปหมด

หากปล่อยปละละเลยจะมีครูเข้าสู่กระบวนการถูกฟ้องล้มละลายนำไปสู่การขายทอดตลาด ทั้งที่ดินและสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อชำระหนี้สิน ดังนั้นรัฐบาลต้องออก พ.ร.ก ชะลอการฟ้องและการขายทอดตลาด ดำเนินการคู่ขนานเจรจาไกล่เกลี่ยนำไปสู่การฟื้นฟูและเฉลี่ยชำระหนี้สินอย่างเป็นธรรม 

นางอรณี กระจ่างโพธิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนครูสู้คดี เปิดเผยว่า คำพิพากษาศาลปกครอง วันที่ 26 กันยายน 2562 ให้ครูใช้หนี้จากแหล่งเงินกู้ต่างๆ 70 % และเหลืออีก 30 % เป็นเงินค่าครองชีพ ความเป็นจริงสหกรณ์ครูและสถาบันการเงินไม่ได้ยึดถือข้อปฏิบัติได้หักเงินเดือนตั้งแต่ต้นทางทำให้หลายรายเงินเดือนติดลบ เสมือน 30 % ทิพย์ ว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ยกเป็นปัญหาระดับชาติและสรรหาผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมเป็นคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ทุเลาลง จะทำให้ให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทุ่มเทการสอนได้อย่างเต็มความสามารถ

นายสมปอง อินทรสอน ข้าราชการครูบำนาญ กล่าวว่า ขณะนี้มีเพื่อนครูในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ประมาณ 2,300 คน อยู่ระหว่างสถาบันการเงินยื่นฟ้องเป็นบุคคลล้มละลายและอยู่ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องชดใช้หนี้สินแทน น่าเป็นห่วงกลุ่มที่ยังรับราชการหากไม่ชำระหนี้ตามเงื่อนไขต้องถูกให้ออกจากราชการ เมื่อเกษียณราชการ เงินที่ได้จากตำแหน่งและวิทยฐานะถูกตัดออกรวมทั้งหักเงินชำระหนี้ ทำให้เงินที่ได้รับไม่ถึง 30 % รัฐบาลต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนข้อกฎหมาย เช่นสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไม่จำเป็นต้องมีแหล่งเดียว ถือเป็นการผูกขาดและเป็นแหล่งขุมทรัพย์รวมทั้งพิจารณาขยายระยะเวลาการชำระหนี้และลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเป็นธรรม

นางโสภา จันทฉายา อดีตครูผู้สอนโรงเรียนประถมชื่อดัง ยินดีต้องการเปิดเผยชีวิตความเป็นอยู่ ว่า สถานะมีหนี้สินร่วม 4 ล้านบาท ยังไม่รวมหนี้จากการค้ำประกันในกลุ่มเพื่อนครูโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูของสถาบันการเงิน ซึ่งต้องจับกลุ่มรวมกัน 5 คน ล่าสุดถูกฟ้องล้มละลาย 2 คน ทำให้ผู้ค้ำถูกร่างแหเฉลี่ยต้องชดใช้หนี้แทนประมาณ 1 ล้านบาท 

ขณะนี้อยู่ขั้นตอนของการบังคับคดี ส่วนสามีเสียชีวิตเมื่อ 15 ปี ที่ผ่านมา ปัจจุบันเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมีรายได้เดือนละ 6-7 พันบาท จากการเพาะพันธุ์ขายไม้ด่างที่ตลาดนัดรวมทั้งสอนพิเศษ ซึ่งดูแลแม่อายุ 87 ปี ลูกชายพิการติดเตียงรวมทั้งหลานประสบอุบัติเหตุจนพิการเป็นภาระต้องเลี้ยงดูทั้งหมด 4 ชีวิต อาศัยเบี้ยคนพิการแบ่งเบาภาระ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 3 มิถุนายน 2566 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น