
เมื่อเร็วๆ นี้ มีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดฉบับหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นประเด็นถกเถียงกันเยอะพอสมควรในประเด็นเกี่ยวกับ “ระยะเวลาการใช้สิทธิฟ้องคดีเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยตามการชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา ๑๐๑ วรรคหนึ่ง แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑”
ขอให้ท่านผู้อ่าน อ่านคำสั่งโดยละเอียด เพื่อพิจารณาวินิจฉัยด้วยตนเองว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุดฉบับดังกล่าว มีข้อพิจารณาทางวิชาการอย่างไร
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ (คส.คบ) ๘/๒๕๖๕ วินิจิฉัยว่า วันที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งไล่ออกจากราชการ ตาม มาตรา ๑๐๑ วรรคหนึ่ง แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑จะต้องเป็นภายใน 90 วัน นับแต่ “วันที่ผู้ฟ้องคดีถูกคำสั่งลงโทษ” มิใช่ “วันที่ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งคำสั่ง” ดังเช่นกรณีทั่วไป เนื่องจากข้าราชการที่ถูกคำสั่งลงโทษย่อมจะได้ทราบคำสั่งในวันดังกล่าว เพื่อจะได้ไม่ปฏิบัติราชการโดยไม่มีอำนาจต่อไป และทางราชการจะได้แต่งตั้ง ข้าราชการอื่นทำหน้าที่แทนเพื่อมิให้กระทบต่อบริการสาธารณะ เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องเกินกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษได้มีคำสั่งลงโทษ แม้จะอ้างว่าเพิ่งได้รับแจ้งก็ตาม ก็เป็นการยื่นฟ้องพ้นระยะเวลาการฟ้องคดี จึงไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา”
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดฉบับดังกล่าว ชมรมคนรักคดีปกครอง มีข้อสังเกตว่า
๑. คำสั่งลงโทษทางวินัยตามการชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็น คำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และมีผลใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่ขณะที่ผู้นั้นได้รับแจ้งเป็นต้นไปตามาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
๒. แม้ว่า มาตรา ๑๐๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๐๑ วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า “ผู้ซึ่งถูกลงโทษตามมาตรา ๙๘ ที่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ถูกลงโทษโดยไม่ต้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกลงโทษนั้น หรือจะดำเนินการอุทธรณ์ดุลพินิจในการกำหนดโทษของผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกลงโทษนั้นก่อนก็ได้”
๓. หากตีความตามคำสั่งฉบับนี้ จะเกิดปัญหาดังนี้
๓.๑ ผู้มีอำนาจบรรจุแต่งตั้งถอดถอนหรือสั่งลงโทษทางวินัย สั่งวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕
๓.๒ ส่งคำสั่งทางไปรษณีย์ หรือทางวิธีการใดก็ตาม ในวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๕
๓.๓ ผู้ถูกลงโทษทางวินัยรับแจ้งคำสั่งวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕
ปัญหาจะเกิดขึ้นทันทีว่า คำสั่งลงโทษทางวินัยจะมีผลในวันใด ระหว่าง
ก. วันที่ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕ หรือ
ข. วันที่ผู้ถูกลงโทษทางวินัยรับแจ้งคำสั่งวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕
๔. แม้ว่ามาตรา ๑๐๑ พรป.ปปช. ปี ๖๑ จะบัญญัติเช่นนั้นก็ตาม แต่วันที่ผู้มีอำนาจบรรจุแต่งตั้งถอดถอนหรือมีอำนาจลงโทษทางวินัยมีคำสั่ง แต่เมื่อยังไม่ได้แจ้งให้เจ้าตัวรับทราบคำสั่ง ย่อมไม่มีผลทำให้คำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลใช้ได้ และจะมีผลต่อการนับระยะเวลาฟ้องคดี “๙๐” วัน นับแต่รู้หรือควรรู้แห่งแห่งการฟ้องคดี
๕. ปัญหาเกิดต่อไปอีกว่า ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ มีคำสั่งวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕ เก็บเรื่องไว้ประมาณสองเดือน แล้วค่อยแจ้งคำสั่งให้เจ้าตัวทราบ เมื่อเขาทราบคำสั่งลงโทษทางวินัย ระยะเวลาก็ล่วงเลยไปเกินกว่าเก้าสิบวันแล้ว หากยึดตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดฉบับนี้ เค้าจะไม่สามาฟ้องเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวได้อีกตลอดกาล จึงมีคำถามในทางวิชาการว่า การตีความเช่นนี้ ถูกต้องตามหลักนิติรัฐที่มุ่งจำกัดอำนาจรัฐคุ้มครองสิทธิประชาชนแล้วหรือไม่
๖. ในกฎหมายฉบับอื่น ยังมีการเขียนกฎหมายทำนองนี้อีก เช่น กฎหมายจัดตั้งท้องถิ่นทั้งหลายที่เพิ่งแก้ไขเรื่องกำกับดูแลไปเมื่อปี ๒๕๖๒ ก็เขียนว่า ให้คำสั่งให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีผลตั้งแต่วันที่สั่ง ก็จะเกิดปัญหาในทำนองเดียวกันนี้อีก
๗. ชมรมคนรักคดีปกครองเห็นว่า ควรตีความมาตรา ๑๐๑ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ผนวกกับ มาตรา ๔๒ ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ถูกต้องตามระบบของการมีผลของคำสั่งทางปกครอง และในอนาคตจะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรานี้ให้ชัดเจน ไม่ทำให้เกิดปัญหาในลักษณะทำนองนี้อีก และผู้ที่มีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองอยู่ในขณะนี้ หากมีการยึดตามคำสั่งนี้ ควรอุทธรณ์ในทุกกรณี เพื่อให้เรื่องสามารถเข้าสู่การประชุมใหญ่ของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเพื่อวางแนววินิจฉัยต่อไป
ที่มา ; ชมรมคนรักคดีปกครอง
ข่าวเกี่ยวกัน
ข้าราชการสามารถฟ้องร้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลปกครองได้
เมื่อข้าราชการถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลและถูกหน่วยงานลงโทษทางวินัย ตอนนี้แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ #ยังไม่ออกมา คงมีแต่แนวคำวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ศาลปกครองยืนยันมาโดยตลอดว่า “คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจชี้มูลในความผิดฐานอื่นนอกจากความผิดฐานทุจริต” และเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คำพิพากษาศาลปกครองวินิจฉัยว่า การใช้อำนาจชี้มูลความผิดทางวินัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการใช้อำนาจตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มิใช่การใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ โดยเป็นเพียงการไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยที่จะต้องมีการพิจารณาสั่งลงโทษทางวินัยต่อไปโดยผู้บังคับบัญชา อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่อยู่อำนาจพิจารณาตรวจสอบของศาลปกครอง
เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ใช้บังคับในขณะเกิดข้อพิพาทบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและพิจารณาข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่
ดังนั้น หากการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยที่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ผู้ถูกร้องเรียน) ได้กระทำความผิดวินัยฐานอื่น อันมิใช่ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ เช่น ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๙๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ผู้บังคับบัญชาจะต้องถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ ๒๕๕๑ แล้วพิจารณาโทษทางวินัย ตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกได้
ผู้บังคับบัญชาจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการทางวินัยกับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนโดยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามที่ถูกกล่าวหาในความผิดฐานกระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามขั้นตอนของกฎหมาย แล้วออกคำสั่งลงโทษตามฐานความผิดที่ได้ดำเนินการสอบสวนใหม่ต่อไป เมื่อไม่ได้มีการดำเนินการดังกล่าว กรณีจึงเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น คำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีโดยให้มีผลย้อนหลังถึงวันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว
มีข้อสังเกตว่า ยังไม่เคยมีกรณีที่ผู้ถูกลงโทษทางวินัยตามการชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วต่อมาศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย หรือศาลยุติธรรมยกฟ้องในคดีอาญา แล้วฟ้องกลับคณะกรรมการ ป.ป.ช. เลย แต่ตอนนี้ บทกฎหมายได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว มีการจัดตั้งศาลคดีอาญาทุจริต และได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ดังนั้น หากผู้ที่เห็นว่า การใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทบสิทธิของตน จึงสามารถฟ้องร้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทั้งเป็นคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายในทางละเมิดได้ด้วย
ข้อมูล ; จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟบ. ๑๕/๒๕๖๓.
ทีมา ; FB เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล