สมาชิกเข้าสู่ระบบ

โมเดล 3 ประสาน แก้ปัญหาขาดแรงงานศักยภาพสูง

รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เปิดเผยว่า หนึ่งในกลไกสำคัญของการผลิตนักเรียน/นักศึกษาอาชีวะ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในยุคนี้ คือการมีบุคลากรครูที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งทางด้านวิชาการ ควบคู่ไปกับทักษะทางอุตสาหกรรม โดยรายงานของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปี 2563 ที่ผ่านมาพบว่า มีบุคลากรประเภทข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด จำนวนเพียง 14,693 คน ในขณะที่จำนวนผู้เรียนอาชีวศึกษามีจำนวนสูงถึง 1,481,055 คน ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนครูต่อนักเรียนที่ 1:100 จากจำนวนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางด้านอาชีวศึกษา ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการผลิตแรงงานสายอาชีพเพื่อตอบสนองต่อสถานประกอบการในประเทศ เพราะฉะนั้นการเร่งผลิตครูอาชีวะให้มีคุณภาพนั้นจึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ภายใต้กิจกรรมการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและระบบอื่นๆ ที่เน้นการฝึกปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ นำไปสู่การจ้างงานและการสร้างงาน หรือ บิ๊กร็อกที่ 4 ที่ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้น 

รศ.ดร.ศักรินทร์ กล่าวเสริมว่า การผลิตครูอาชีวะที่มีคุณภาพในยุคปัจจุบันนั้นจะต้องดำเนินการไปพร้อมกันทั้งห่วงโซ่อุปทานอันได้แก่ ภาครัฐ ภาคการศึกษา และ ภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับวงการอาชีวะศึกษา โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะใหม่ๆ ให้กับทั้งครูผู้สอนและนักเรียนอาชีวะเพื่อให้สอดรับกับโจทย์ของภาคอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ดังนี้ ภาครัฐ เน้นการสร้างแรงจูงใจ ผ่านสวัสดิการและค่าตอบแทนที่เหมาะสมแก่ครูอาชีวะ ภาคการศึกษา เน้นปรับสมรรถนะความรู้ทางวิชาการและทักษะในอุตสาหกรรมให้ทันกับยุคสมัย และภาคอุตสาหกรรม/สถานประกอบการ ในฐานะผู้ทีมีประสบการณ์ในวิชาชีพและชำนาญเรื่องทักษะในสายงานจะต้องเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพ การอบรม (Training) ให้กับครูผู้สอนและนักศึกษา ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวนี้สร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับทุกภาคส่วน ทั้งด้านภาคอุตสาหกรรมที่ได้แรงงานคุณภาพ มีทักษะสูง ภาคการศึกษาได้รับประโยชน์ในเชิงความร่วมมือและการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และภาครัฐแก้ปัญหาการผลิตบัณฑิตที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ 

ปัจจุบันมีความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม ที่จะช่วยเสริมศักยภาพและแก้ปัญหาบุคลากรไม่พร้อมรองรับทั้งด้านจำนวนและศักยภาพในภาคอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยการบริหารจัดการนวัตกรรมองค์กรแบบทั่วถึง หรือ TIME (Total Innovation Management Enterprise) ซึ่งดำเนินงานโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นโครงการพัฒนากำลังคนทักษะสูงรูปแบบใหม่ เพื่อพัฒนากำลังคนให้มีความรู้เชิงวิชาการควบคู่ไปพร้อมกับทักษะด้านอุตสาหกรรมพัฒนา ตลอดจนสร้างรูปแบบการทำงานอันก่อให้เกิดการถ่ายทอด แลกเปลี่ยน การสร้างและการนำไปใช้ประโยชน์ขององค์ความรู้จนนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับคุณสมบัติครูอาชีวะในยุคปัจจุบันนั้นต้องมีทักษะในเชิงฟาซิลิเทเทอร์ (Facilitator) หรือ ผู้เอื้ออำนวยการเรียนรู้ เพื่อช่วยผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ที่สำคัญของนักเรียน ทั้งในแง่ของการให้องค์ความรู้ทางวิชาการแก่นักเรียน และการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่มีสมรรถนะความสามารถสูงจากสถานประกอบการ เพราะฉะนั้นแล้วสถาบันการผลิตครูอาชีวะ ควรที่จะส่งเสริมให้มีการ Up-Skill Re-Skill และ Add-Skill ทักษะของครูอาชีวะให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อพัฒนาทั้งหลักสูตรและความสามารถให้ไปควบคู่กัน นำไปสู่การขยายผลต่อการพัฒนาบัณฑิตอาชีวะให้มีศักยภาพสอดรับกับความต้องการของสถานประกอบการในประเทศ” รศ. ดร. ศักรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย 

กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แนะภาครัฐ ภาคการศึกษา และเอกชน จับมือพัฒนาศักยภาพการผลิตครูอาชีวะผ่านระบบ “เทรนนิง” เสริมทักษะให้ครูอาชีวะ เท่าทันโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่พร้อมหนุนแนวคิดแปลงครูเป็นฟาซิลิเทเทอร์ (Facilitator) ช่วยชี้แนะนักเรียนทั้งความรู้และทักษะร่วมกับสถานประกอบการ พัฒนานักเรียน/นักศึกษาสายอาชีพให้มีคุณภาพ ป้อนตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน นำไปสู่การจ้างงานและการสร้างงาน (บิ๊กร็อกที่ 4) หวังช่วยลดปัญหาบริบททางศักยภาพแรงงานไทย 

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์  15 มกราคม 2565

ข่าวเกี่ยวกัน

เปิด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ผลิตบัณฑิตตามดีมานด์ตลาด

เมื่อวันที่ 15 มกราคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ติดตามความคืบหน้าของการพัฒนาแรงงานทั้งแรงงานที่ในระบบปัจจุบันและแรงงานใหม่ที่อยู่ระหว่างการศึกษา ซึ่งได้รับทราบรายงานว่าหลังจากรัฐบาลได้กำหนดให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม หน่วยงานที่ดูแลหลักสูตรการพัฒนาฝีมือแรงงานตลอดจนสถาบันการศึกษาได้มีการเปิดหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายมากขึ้น

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกำลังคนก็ได้ออกโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานที่เป็นที่ต้องการที่สอดรับกับนโยบายมากขึ้น โดยในส่วนของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้มีรายงานว่า กยศ. ดำเนินโครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่าน กยศ. ระหว่างปีการศึกษา 2562 – 2566  ทำให้มีนักศึกษาทั้งระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรี เลือกเรียนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายและ 3 โครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

กยศ. ได้รายงานจำนวนผู้กู้ยืมตามโครงการฯ ว่า ปีการศึกษา 2562 ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินโครงการมีผู้กู้ยืมทั้งระดับปวช. ปวส. และปริญญาตรี ตามโครงการฯ จำนวน 28,622 คน  ปีการศึกษา  2563 จำนวน 29,547 คน และเพิ่มอย่างก้าวกระโดดในปี 2564 เป็น 82,114 คน รวม 3 ปี 140,283 คน  รวมเป็นเงินให้กู้ยืม 9,032.36 ล้านบาท  ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นในส่วนการศึกษาปริญญาตรี ระหว่างปีการศึกษา 2562-2564 จำนวน 13,390 คน 13,118 คน และ 57,621 คน ตามลำดับ รวม 3 ปี 84,129 คน วงเงินกู้ยืมรวม 6,587.63 ล้านบาท ขณะที่สายอาชีพระดับ ปวช. และ ปวส. รวมกันระหว่างปีการศึกษา 2562-2564 มีจำนวนผู้กู้ยืม 15,232 คน  16,429 คน  24,493 คน ตามลำดับ รวม 3 ปี  56,154 คน วงเงินกู้รวม 2,444.72  ล้านบาท 

นายกรัฐมนตรีพอใจกับแนวโน้มจำนวนผู้เลือกเรียนในสาขาที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่จะมาลงทุนในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้การส่งเสริมว่าเรามีจะมีแรงงานสนับสนุนที่เพียงพอ โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลจะเร่งรัดโครงการต่างๆ เพื่อการ up-skill re-skill แรงงานในระบบปัจจุบัน และผลิตแรงงานใหม่ให้ตอบสนองต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยปีเป้าหมายสำคัญคือการนำประเทศให้หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง” น.ส.ไตรศุลี กล่าว 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับโครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ฯ ของ กยศ. ได้ลดเงินต้นและดอกเบี้ยสำหรับนักศึกษาที่เลือกในสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต,อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ,ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ,การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, แปรรูปอาหาร, หุ่นยนต์, การบินและโลจิสติกส์, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, ดิจิทัล,การแพทย์ครบวงจร และ กลุ่ม 3 โครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ อุตสาหกรรมระบบราง, พาณิชย์นาวีและ โลจิสติกส์ โดยผู้จบการศึกษาในสาขาที่กำหนดนี้ กรณีระดับอาชีวศึกษา กยศ. จะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 0.5% และได้ส่วนลดเงินต้น 50% ส่วนระดับปริญญาตรี กยศ. จะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 0.5% และได้ส่วนลดเงินต้น 30% โดย กยศ.ดำเนินโครงการนี้ 5 ปีการศึกษา ระหว่างปี 2562-2566 

มติชนออนไลน์ วันที่ 15 มกราคม 2565

สรุปสาระสำคัญ

บทความสะท้อนปัญหาสำคัญของการอาชีวศึกษาไทย คือ “ขาดแคลนครูอาชีวะ” อย่างรุนแรง โดยมีอัตราครูต่อนักเรียนประมาณ 1:100 ส่งผลกระทบต่อคุณภาพกำลังแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การปฏิรูปจึงมุ่ง “เร่งผลิตและพัฒนาครูอาชีวะคุณภาพ” ผ่านความร่วมมือของ 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ (สร้างแรงจูงใจและสวัสดิการ) ภาคการศึกษา (ปรับหลักสูตรและสมรรถนะ) และภาคอุตสาหกรรม (ร่วมฝึกทักษะจริง) เพื่อให้เกิดระบบทวิภาคีที่เน้นการปฏิบัติจริงและนำไปสู่การจ้างงาน

นอกจากนี้ โครงการ TIME ของ สวทช. มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังคนทักษะสูงและสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน ครูอาชีวะยุคใหม่ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้ (Facilitator)” พร้อมพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง (Up-skill, Re-skill, Add-skill)

ขณะเดียวกัน รัฐยังสนับสนุนการผลิตกำลังคนผ่านนโยบาย 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และโครงการเงินกู้เพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่จูงใจให้ผู้เรียนเลือกสาขาที่ตลาดต้องการ ส่งผลให้จำนวนผู้เรียนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เป้าหมายสำคัญคือยกระดับคุณภาพแรงงาน ลดความไม่สอดคล้องเชิงทักษะ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ข้อสอบ

ข้อ 1 ปัญหาหลักของการอาชีวศึกษาไทยตามบทความคือข้อใด
ก. หลักสูตรล้าสมัย
ข. ขาดแคลนครูอาชีวะ
ค. นักเรียนไม่สนใจเรียน
ง. งบประมาณไม่เพียงพอ
เฉลย: ข.
เหตุผล: บทความเน้นอัตราครูต่อนักเรียน 1:100 เป็นปัญหาหลัก

ข้อ 2 แนวทางแก้ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือข้อใด
ก. เพิ่มการสอบแข่งขัน
ข. ลดจำนวนนักเรียน
ค. พัฒนาครูอาชีวะทั้งระบบ
ง. ใช้เทคโนโลยีแทนครู
เฉลย: ค.
เหตุผล: เน้นพัฒนาครูเชิงคุณภาพทั้งระบบและทุกภาคส่วน

ข้อ 3 ระบบทวิภาคีมีจุดเด่นคืออะไร
ก. เรียนออนไลน์
ข. ฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ
ค. เน้นทฤษฎี
ง. เรียนระยะสั้น
เฉลย: ข.
เหตุผล: เน้นประสบการณ์จริงเพื่อเชื่อมตลาดแรงงาน

ข้อ 4 บทบาทใหม่ของครูอาชีวะคือข้อใด
ก. ผู้ถ่ายทอดความรู้
ข. ผู้ควบคุมชั้นเรียน
ค. Facilitator
ง. ผู้ประเมินผล
เฉลย: ค.
เหตุผล: เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้

ข้อ 5 ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. ออกข้อสอบ
ข. จัดงบประมาณ
ค. ฝึกอบรมและถ่ายทอดทักษะ
ง. รับรองหลักสูตร
เฉลย: ค.
เหตุผล: สนับสนุนทักษะวิชาชีพจริง

ข้อ 6 โครงการ TIME มีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. เพิ่มจำนวนครู
ข. พัฒนานวัตกรรมองค์กรและกำลังคน
ค. ลดค่าใช้จ่าย
ง. สร้างโรงเรียนใหม่
เฉลย: ข.
เหตุผล: เน้นพัฒนาทักษะสูงและนวัตกรรม

ข้อ 7 แนวคิด Up-skill, Re-skill, Add-skill มีความสำคัญเพราะอะไร
ก. ลดภาระครู
ข. เพิ่มรายได้
ค. ปรับตัวทันการเปลี่ยนแปลง
ง. เพิ่มเวลาเรียน
เฉลย: ค.
เหตุผล: รองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

ข้อ 8 นโยบาย 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายมีผลอย่างไร
ก. ลดการว่างงานทันที
ข. เพิ่มจำนวนผู้เรียนในสาขาที่ต้องการ
ค. ลดค่าเรียน
ง. ยกเลิกอาชีวะ
เฉลย: ข.
เหตุผล: ทำให้ผู้เรียนเลือกเรียนตรงความต้องการตลาดมากขึ้น

ข้อ 9 หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการแก้ปัญหาคุณภาพผู้เรียน ควรทำอย่างไร
ก. เพิ่มชั่วโมงเรียน
ข. ร่วมมือกับสถานประกอบการ
ค. ลดวิชาปฏิบัติ
ง. เพิ่มข้อสอบ
เฉลย: ข.
เหตุผล: ความร่วมมือช่วยพัฒนาทักษะตรงตลาด

ข้อ 10 เป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปอาชีวะคือข้อใด
ก. เพิ่มคะแนนสอบ
ข. สร้างแรงงานคุณภาพตรงตลาด
ค. ลดครู
ง. เพิ่มโรงเรียน
เฉลย: ข.
เหตุผล: มุ่งผลิตกำลังคนที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจและการแข่งขันประเทศ

ความเห็นของผู้ชม