
วันที่ 12 ธันวาคม 2566 KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ได้เผยแพร่รายงาน “เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณโตช้าหากไม่มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง” ในรายงานได้กล่าวถึงการศึกษา โดยเฉพาะคะแนน PISA 2022 ของเด็กไทยที่ต่ำสุดในรอบ 20 ปี มีใจความว่า
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประกาศคะแนน PISA ของปี 2022 ซึ่งเป็นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนในแต่ละประเทศตามมาตรฐานสากล ผลคะแนน PISA ของไทยในปีล่าสุดเป็นที่น่าตกใจเพราะคะแนนของไทยตกต่ำลงในทุกหมวด ที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2012 จำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนในระดับต่ำกว่าคะแนนพื้นฐานที่ผ่านเกณฑ์การทดสอบเพิ่มขึ้นถึง 19% ในหมวดคณิตศาสตร์ 32% ในหมวดการอ่าน และ 19% ในหมวดวิทยาศาสตร์
แม้ว่าคะแนน PISA อาจจะไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพการศึกษาได้ดีที่สุดหรือได้ในทุกมิติ แต่ก็นับว่าเป็นวิธีการวัดผลการเรียนการสอนในเชิงเปรียบเทียบได้ดีระดับหนึ่งตามมาตรฐานสากล ทั้งในมิติของการเปรียบเทียบระหว่างประเทศ และการเปรียบเทียบเพื่อแสดงพัฒนาการของประเทศหนึ่ง ๆ ซึ่งผลการทดสอบคุณภาพการศึกษาของไทยในช่วงที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าไทย “ใช้เงินมากขึ้นกับการศึกษา จำนวนนักเรียนน้อยลง แต่คุณภาพยังพัฒนาไม่ถึงที่สุด”
10 เหตุผลทำไมคุณภาพการศึกษาลดลง
KKP Research วิเคราะห์ 10 เหตุผล ว่าทำไมคุณภาพการศึกษาไทยจึงลดลง รากฐานของปัญหาอยู่ที่ไหน และภาครัฐควรจะดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ?
1.การศึกษาไทยเน้นปริมาณ : งบประมาณด้านการศึกษาของไทยไม่ใช่ปัญหา โดยมีงบอุดหนุนต่อนักเรียน 1 คนที่ระดับประมาณ 20% ของรายได้เฉลี่ยประเทศ ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศพัฒนาแล้ว แต่มักเป็นการใช้จ่ายไปกับสิ่งที่ไม่ได้ใช้งานจริง เช่น อุปกรณ์ช่วยการสอนที่ครูอาจไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ หรือการเพิ่มเวลาเรียนให้กับเด็กโดยไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพการสอนควบคู่กัน
2.การจัดสรรงบประมาณที่ไม่ตรงจุด : ขาดการวิจัยและพัฒนาและการปรับปรุงคุณภาพบุคลากร วิธีการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ คือ จัดสรรงบประมาณตามจำนวนหัว โดยนำงบทั้งหมดหารด้วยจำนวนนักเรียน แล้วให้งบแก่โรงเรียนตามจำนวนนักเรียนทั้งหมด ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบและได้รับเงินอุดหนุนไม่เพียงพอ
3.ครูมีจำนวนไม่เพียงพอ : ครูไทยขาดแคลนกว่า 30,000 คนในโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะการจัดสรรครูที่ขาดประสิทธิภาพ โดยการกำหนดจำนวนครูตามขนาดโรงเรียนทำให้ครูในโรงเรียนเล็กมีภาระหนักเกินความจำเป็น ครู 1 คนต้องรับภาระสอนนักเรียนมากกว่า 1 ห้องเรียนและอาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนครูที่รุนแรงและทำให้คุณภาพโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลตกต่ำลงเรื่อย ๆ
4.ความเหลื่อมล้ำยังสูง : โรงเรียนต่างจังหวัดคุณภาพต่ำ พบว่าคะแนน ONET กรุงเทพฯ สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศประมาณ 23% ในหมวดคณิตศาสตร์ และ 40% ในหมวดภาษาอังกฤษ โรงเรียนใหญ่ในเมืองคุณภาพสูงกว่ามาก ในขณะที่ผลคะแนน PISA ชี้ว่ามีนักเรียนจำนวนมากในไทยที่ไม่ผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ สะท้อนว่านักเรียนสัดส่วนใหญ่ในไทยยังมีคุณภาพที่ต่ำกว่าเกณฑ์และเด็กเก่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมือง
5.คุณภาพครูไม่พร้อม : จากตัวเลขการสำรวจความเพียงพอของบุคลากรในรายงานของ PISA ไทยขาดแคลนบุคลากรที่ผ่านมาตรฐานทั้งในกลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษา โดยจากผลสำรวจมีสัดส่วนผู้อำนวยการโรงเรียนมากเกิน 40% ที่ตอบคำถามว่าขาดแคลนครูที่ได้มาตรฐาน
งานศึกษาของ OECD ยังชี้ให้เห็นว่าคุณภาพครูไทยเป็นปัญหามาจากวิธีการคัดเลือก หลักสูตร และการประเมินผลของครูไทยที่ยังไม่ได้มาตรฐานเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ส่งผลให้ครูไทยอาจขาดความเข้าใจหลักสูตรและสอนตามเป้าหมายของหลักสูตรได้ไม่เต็มที่
6.เงินเดือนครูไม่พอ แรงจูงใจไม่ตรงเป้า : ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศเริ่มต้นจากการกำหนดให้เงินเดือนครูอยู่ในระดับที่แข่งขันได้กับวิชาชีพอื่น ในกรณีของไทยเงินเดือนครูยังไม่สามารถดึงดูดผู้มีศักยภาพระดับสูงที่สุดมาทำสายอาชีพนี้ได้มากนัก แม้ว่ารายได้ครูจะอยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศแล้วก็ตาม
ปัญหาที่สำคัญกว่านั้น คือปัญหาด้านแรงจูงใจ เนื่องจากในการพิจารณาขึ้นเงินเดือน น้ำหนักกว่า 70% คือจริยธรรมและผลการปฏิบัติงานมากกว่าทักษะการสอน ทำให้ครูไทยใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่องานนอกห้องเรียน เช่น การอบรมจากหน่วยงานต่าง ๆ หรือการทำรายงานเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ มากกว่าการพัฒนาคุณภาพการสอน
7. ครูไทยชีวิตแย่ เป็นหนี้สูง : หนี้ของครูเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาท เทียบกับหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยที่ 5 แสนบาทเท่านั้น สะท้อนว่าคุณภาพชีวิตครูไทยค่อนข้างอยู่ภายใต้ข้อจำกัดอย่างน้อยในทางการเงิน เมื่อครูอยู่ภายใต้ภาระหรือข้อกังวลของปัญหาในชีวิตส่วนตัวก็อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการสอนในห้องเรียน
8.ปัญหาของการประเมินผลการศึกษา : แบบทดสอบที่ใช้วัดมาตรฐานการศึกษาของไทยมีข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเรื่องคุณภาพของแบบทดสอบในหลายประเด็น 1) ข้อสอบ ONET ไม่ส่งเสริมให้เกิดการคิดวิเคราะห์ ถูกตั้งคำถามว่า หลายข้อไม่มีคำตอบที่ถูกต้องชัดเจน 2) ข้อสอบวัดความถนัดเฉพาะ เช่น PAT ที่ใช้สำหรับการเข้ามหาวิทยาลัยมีปัญหาในเรื่องความยาก การไม่ยึดโยงกับหลักสูตร และมาตรฐานที่ไม่เท่ากันในข้อสอบแต่ละปี ทำให้การสอบวิชาคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยไม่ถึง 50 คะแนน จาก 300 คะแนน ผลักให้นักเรียนต้องหาความรู้เพิ่มเติมจากโรงเรียนกวดวิชาซึ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในไทย
9.โครงสร้างหลักสูตรและการจัดสรรเวลาเรียน หลักสูตรของไทยเน้นการให้เด็กเรียนเยอะแต่บังคับการศึกษาในกลุ่มวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์น้อย มีลักษณะเน้นสอนเนื้อหาให้ครบถ้วนเป็นหลัก เน้นการประเมินผลจากส่วนกลาง และขาดการสอนทักษะใหม่ ๆ เช่น ความรู้ทางการเงิน ทักษะความรู้ด้านดิจิทัล และการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเรียนรู้ เป็นต้น ปัญหาที่เกิดขึ้นยังส่งผลไปถึงการสอนที่ต้องการให้ครบตามเนื้อหาที่เยอะ ทำให้มีการเน้นการท่องจำไม่กระตุ้นให้เห็นความสำคัญและเกิดการคิดวิเคราะห์
10.การศึกษาแบบเก่า ผลิตคนไม่ตรงทักษะที่ต้องการ : โครงสร้างการศึกษาไทยยังเผชิญกับปัญหาผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของตลาดในหลายมิติ
· ระดับการศึกษา : คนจบปริญญาตรีทำงานที่ใช้ทักษะต่ำกว่าความสามารถมากถึงประมาณ 34%
· อุตสาหกรรม : แรงงานในกลุ่มสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญ กฎหมาย ขาดแคลน ในขณะที่ภาคเกษตร ค้าปลีก มีมากเกินไป ซึ่งคนไทยมีความนิยมเรียนสาขาสังคมศาสตร์มากกว่าวิทยาศาสตร์ ทำให้ในปัจจุบันคนจบการศึกษาในกลุ่มบริหารธุรกิจมีจำนวนเกินกว่าความต้องการไปถึงประมาณ 35% ของแรงงานจบใหม่
5 เทรนด์โลกกดดันความสามารถแรงงานไทย
โครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปในอนาคตจะทำให้แรงงานได้รับแรงกดดันมากขึ้น เร่งความจำเป็นในการพัฒนาการศึกษา ในสถานการณ์ปัจจุบันแม้ไทยจะมีเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็น Thailand 4.0 แต่กลับมีจำนวนนักศึกษาในกลุ่ม STEM ที่ต่ำ ขาดการสนับสนุนด้านการวิจัยอย่างจริงจัง
KKP Research ประเมินว่าแนวโน้มสำคัญอย่างน้อย 5 ข้อที่จะยิ่งสร้างความท้าทายต่อระบบการศึกษาไทยและแรงงานไทยในปัจจุบัน คือ
· การเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีแบบใหม่จะทำให้แรงงานไทยมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น เช่น ขาดทักษะด้านการเขียนโปรแกรม
· การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี Automation ที่จะมาทดแทนงานที่ทำซ้ำ ๆ และงานที่ไม่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ ทำให้แรงงานไทยส่วนหนึ่งไม่สามารถปรับตัวเพื่อหางานใหม่ได้
· ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วที่สุดในอาเซียนทำให้ไทยมีปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคต
· Deglobalization กับเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคต่างประเทศ ภาคอุตสาหกรรมไทยมีโอกาสได้รับผลกระทบจากการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ
· ประเทศคู่แข่งเริ่มมีการพัฒนาศักยภาพแรงงานได้เหนือกว่าไทย ไทยจะทำอย่างไรต่อไป ?
อย่างไรก็ตาม งานศึกษาของ PISA ชี้ให้เห็นหลายปัจจัยที่มีความสำคัญต่อผลการศึกษาที่ดีขึ้น ซึ่งไม่สามารถสำเร็จได้จากเฉพาะการใช้จ่ายด้านการศึกษาที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การเพิ่มการเข้าถึงการศึกษาในเด็กเล็กซึ่งจะส่งผลบวกต่อความสามารถในการเรียนรู้ในระยะยาวมากกว่า
ความทั่วถึงในการสอนของครูที่ควรจะสะท้อนออกมาในแง่ของผลการเรียนของนักเรียนในห้องเรียนเดียวกันที่ไม่ควรแตกต่างกันมาก จำนวนครูที่ได้รับการรับรองมาตรฐานต้องมีจำนวนมากเพียงพอ จำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนควรอยู่ในระดับต่ำเพื่อให้เกิดดูแลเอาใจใส่ได้อย่างทั่วถึง และความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาต้องไม่แตกต่างกันมากระหว่างโรงเรียนในเมืองและโรงเรียนห่างไกล
เร่งแก้การศึกษาเพื่อเศรษฐกิจระยะยาว
KKP Research ประเมินว่าไทยยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจังและต้องเร่งดำเนินการ การสนับสนุนการศึกษาไม่สามารถบรรลุได้จากการเพิ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียวแต่ต้องมีการใช้จ่ายที่ตรงจุด ควบคู่ไปกับการพัฒนาเชิงคุณภาพเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน คือ
· แก้ไขปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบ เพิ่มประสิทธิภาพของโรงเรียนขนาดเล็กผ่านการกระจายอำนาจสู่ระดับท้องถิ่น และพิจารณาควบรวมโรงเรียนหากจำเป็น
· ออกแบบกลไกให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพการสอนเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด การประเมินผลในระดับอาจารย์และผู้บริหารการศึกษาต้องยึดโยงกับผลลัพธ์ด้านการศึกษาของนักเรียน
· ปรับปรุงระบบคัดเลือกและเตรียมการสอนบุคลากรที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ
· ปรับปรุงหลักสูตรการสอนให้มีความทันสมัย และระบุถึงวิธีการและเป้าหมายของหลักสูตรอย่างชัดเจน
· การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 ธันวาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
23 ข้อ ทำไมผลสอบ PISA ไทยคะแนนต่ำสุดในรอบ 20 ปี
วันที่ 6 ธันวาคม 2566 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA ปี 2022 จากผลการประเมิน PISA 2022 ของประเทศไทย พบว่าเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี
ทางเพจ “วันนั้นเมื่อฉันสอน” โพสต์ข้อความโดยระบุว่า ทำไมคะแนน PISA ต่ำสุดในรอบ 20 ปีผมจะตอบให้
1.ครูคนเดียวสอนทุกวิชาไม่ให้ความสำคัญกับวิชาเอก อยู่กับฝันหลอก ๆ ว่าครูทำได้ทุกอย่างโดยที่ไม่สนความจริง เอาครูคณิตไปสอนไทยเอาครูไทยไปสอนอังกฤษ เอาครูอังกฤษไปสอนวิทยาศาสตร์ วิชา พละศึกษาไม่ให้ความสำคัญเล่นไปตามมีตามเกิดเด็กไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ
2.ครูไม่ครบชั้น ครูคนเดียวสอน 2 ชั้น 3 ชั้น สอนทุกวิชา ทุกชั่วโมงโดยไม่มีหยุดพัก
3.ครูต้องทำทุกอย่างในโรงเรียน เช้ายืนเวร เที่ยงตักข้าว ขายของสหกรณ์ บ่ายแปรงฟันเลิกแถวปล่อยเด็กกลับบ้าน งานภาคสนามซ่อมท่อ ตัดหญ้า ไฟฟ้าถ้าไม่มีภารโรงก็ต้องทำ
4.เด็กจะอ่านไม่ออกก็ได้เลื่อนชั้น บางครั้งเด็กไม่ได้เรียนกับครูที่เชี่ยวชาญตรงสาย สุ่มครูผู้สอน วัดดวงกับโชคชะตาไม่ใช่ทุกโรงที่จะมีเอกไทย
5.การทดสอบที่เอื้อให้เกิดการโกงสอบ เช่น ให้ครูคุมเอง ส่งข้อสอบมาให้ก่อนใน RT NT คุมเองตรวจเอง ไม่ได้ออกแบบระบบที่ดี เช่นสอบธรรมมะเอาข้อสอบมาให้ลอกตอบเลย ทำจนเป็นเรื่องปกติ
6.ระบบที่พูดความจริงไม่ได้ หากรายงานตามจริงว่ามีเด็กอ่านไม่ออกเยอะก็ถูกเพ่งเล็ง ปล่อยเกรดให้เกรดสูงจะได้จบปัญหาจนไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง
7.เวลาสอนของครูถูกดึงออกนอกห้องเรียนไปทำสิ่งต่าง ๆ เดินขบวน อบรมตรวจเยี่ยมร่วมถ่ายรูป ต้อนรับ ปฏิคม บริการ
8.ความเหลื่อมล้ำและแตกต่างกันของโรงเรียนราวฟ้ากับเหวจำนวนนักเรียนต่อห้องที่มากกว่า 25 คน คุมคุณภาพไม่ได้ ครูไม่มีเวลาตรวจงานหรือตรวจได้ไม่ละเอียดเพราะจำนวนที่มาก
9.จำนวนวิชาที่มากมายแต่ไม่มีครูผู้สอน นึกอยากให้สอนให้เสริมอะไรก็สั่งก็เน้นมาแต่ไม่ส่งคนมาให้ เพิ่มงานไม่เพิ่มคน
10.การเร่งเรียนความยากของวิชา ป.1 เจอข้อสอบที่อ่านแล้วตีความหมายวนไปวนมาจนออกเป็นข่าว แบบเรียนที่ยากบทแรก
· “ใบโบก ใบบัว” แทนที่จะสอนให้อ่านแบบไม่มีตัวสะกดก่อน เช่น ” ตา มา นา” ส่งผลให้เด็กเกิดความเครียด บางคนร้องไห้หากไม่มีผู้ปกครองสอนการบ้าน
11.ครูอนุบาลบางแห่งคนเดียวเลี้ยงเด็ก 3 ระดับ 1-3 ทั้งที่เด็กมีพัฒนาการต่างกันเพราะครูไม่ครบชั้น ลองจินตนาการว่าเด็ก 3 ขวบ 5 ขวบอยู่ในห้องเดียวกันจะสอนยังไงเอาแค่ลูกหลานตัวเองเป็นอย่างไร แต่ครูต้องรับทั้งหมด
12.ครู ป.1 จะเป็นใครก็ได้ ไม่มีระบบฝึกหัดมีแต่ระบบจับยัดและคาดหวังว่าครูจะสอนได้ บรรจุใหม่ ย้ายมา จับลงป.1 ให้หมดโดยไม่มีครูพี่เลี้ยง
13.ไม่มีระบบฝึกงานที่ดี การเงิน พัสดุ ต้องทำแต่มหาลัยไม่มีสอน เรียนอีกอย่างทำงานอีกแบบ ลองผิดลองถูกเองงมเอง จนเกิดความเครียดทำให้ครูย้ายมากกว่าจะอดทนต่อสู้กับความบิดเบี้ยวเพราะเปลี่ยนมันไม่ได้
14.ความก้าวหน้าในวิชาชีพที่ไม่ได้ผูกติดกับการสอน สอนดีไม่สู้รายงานดีประเมินเด่น ไม่สอนไม่ติดคุก ไม่ทำเอกสารตามระเบียบติดคุก ไม่มีคนช่วยถนนทุกสายวิ่งมาที่ครู
15.กิจกรรมดึงครูออกนอกห้องเรียนมีมหาศาลมีแต่เพิ่มไม่มีลด ทุกอย่างสำคัญหมด ยกเว้นการเรียนในห้องเดี๋ยวหยุดครึ่งวันเต็มวัน รับนโยบายใหม่แต่ไม่ได้ปล่อยนโยบายเก่า
16.ภาระงานอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการสอนเช่น เวรยามไม่เคยยกเลิกได้ ไม่เคยคิดว่ามันเป็นปัญหา ไม่สนว่าประเทศอื่นเป็นอย่างไรวันหยุดครูต้องมาทำสิ่งพวกนี้ยิ่งโรงเรียนเล็กจับหารวันเวรแล้วได้มากเพราะไม่มีคนมาแบ่ง คิดว่าราชการอื่นก็ต้องทำแบบเดียวกันทั้งที่เนื้องานเวรของครูไม่มีนักเรียนเป็นเพียงแค่ยาม สนับสนุนถึงการอยู่เวร แต่เมื่อพูดถึงค่าตอบแทนไม่ให้
17.อาหารกลางวันให้ครูทำ ไม่ทำก็ต้องมีส่วนร่วมไม่ทางหนึ่งก็ทางใด ไม่เตรียมหั่นประกอบก็ต้องทำเอกสาร ไม่เคยตั้งคำถามว่าเมื่อครูต้องไปทำงานข้างนอกครูบางคนต้องไปเบิกเงินที่ธนาคารเวลานั้นใครสอนแทน
18.เด็กพิเศษที่ไม่มีการช่วยเหลือที่ทั่วถึง ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการก็สอนเหมือนครูปกติเพราะครูไม่พอจะเอาไปลงแค่เด็กพิเศษไม่ได้เกิดเป็นปัญหาไม่ได้รับการพัฒนาเฉพาะด้านเป็นปัญหาสังคม ก่อกวนและอยู่ร่วมเด็กปกติไม่ได้
19.ไม่มีบุคลากรสายสนับสนุน รัฐไม่กล้าลงทุน ภารโรงธุรการเกษียณตัดตำแหน่ง เมื่อไม่มีคนทำครูก็ต้องมาจัดการ การสอนเอาไว้ทีหลัง ครูสอนควบชั้น ผอ.ควบโรงเรียน ธุรการควบโรงเรียน ภารโรงรอวันตัดตำแหน่ง
20.ครูไม่ได้ต่อสู้แค่กับความไม่รู้ของเด็ก แต่ต่อสู้กับระเบียบ ระบบ เอกสารการประเมิน สำรวจ รายงาน โครงการต่าง ๆ ที่ลงมาโรงเรียนต้องให้เด็กใส่เสื้อสีนั่นนี่เพื่อสร้างภาพเพื่อรายงานตามตัวชี้วัด
21.เทคโนโลยีสนับสนุนการสอนไม่มี ครูใช้เงินส่วนตัวซื้อคอมพิวเตอร์ไอแพดมาช่วยสอน ปากกาปลั๊กพ่วง ไมโครโฟนอยากสบายหาเองแอพตรวจข้อสอบ เครื่องถ่ายเอกสารดีดี ไม่ได้มีทุกโรงครูต้องหาเครื่องพรินต์เองพรินต์จนเครื่องพัง
22.หวังพึ่งแต่ความเสียสละของครู ครูต้องใช้รถส่วนตัวมาวิ่งรับส่งนักเรียนตามงาน อุทิศเวลาให้ราชการ ไม่ได้มองครูในฐานะมนุษย์
23.การโยกย้าย หล่นหายก่อนได้เติบโต ไม่มีสวัสดิการบ้านพักหลายคนต้องเช่าบ้านอยู่ในโรงเรียนเล็ก ไม่มีแรงจูงใจให้พัฒนา ภาระงานที่หนักเมื่อเจอปัญหาทำได้เพียงอย่างเดียวคือถึงเวลาก็โยกย้าย โรงเรียนเผชิญการเปลี่ยนแปลงทุก 2 ปีขาดความต่อเนื่อง
ใครมีตรงไหนเพิ่มได้เลยครับ ไม่รู้ว่าจะต้องส่งเสียงอีกกี่ครั้งจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเราต้องยอมรับสภาพจริง ๆ ว่าการศึกษาบ้านเรามาได้เท่านี้
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 6 ธันวาคม 2566