สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ยอด นศ.ทั่วโลกทะลุ 269 ล้านคน แต่ความเหลื่อมล้ำยังสูง

องค์การยูเนสโก (UNESCO) เผยแพร่รายงานแนวโน้มการศึกษาระดับอุดมศึกษาโลก (Higher Education Global Trends Report) ฉบับแรก เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 โดยระบุว่าจำนวนนักศึกษาที่ลงทะเบียนในระดับอุดมศึกษาทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จากประมาณ 100 ล้านคนในปี 2543 พุ่งสูงถึง 269 ล้านคนในปี 2567 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43 ของประชากรในวัยเรียน (อายุ 18-24 ปี)

อย่างไรก็ตาม นายคาเลด เอล-เอนานี ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ชี้ให้เห็นว่าแม้ความต้องการเรียนต่อจะเพิ่มขึ้น แต่โอกาสเข้าถึงการศึกษายังมีความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์อย่างรุนแรง โดยพบว่าในยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือมีเยาวชนเข้าเรียนสูงถึงร้อยละ 80 ในขณะที่ภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารามีผู้เข้าเรียนเพียงร้อยละ 9 เท่านั้น ส่วนภูมิภาคอื่น ๆ มีสัดส่วนลดหลั่นกันไป ได้แก่ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียนร้อยละ 59 รัฐอาหรับร้อยละ 37 และเอเชียใต้และตะวันตกที่ร้อยละ 30

ในด้านรูปแบบสถาบัน ข้อมูลระบุว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนยังคงมีบทบาทสำคัญโดยครองสัดส่วน 1 ใน 3 ของการลงทะเบียนทั่วโลก โดยเฉพาะในลาตินอเมริกาและแคริบเบียนที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 49 ในปี 2566 ขณะที่ประเทศอย่างบราซิล ชิลี ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี มีนักศึกษาถึง 4 ใน 5 คนที่เข้าเรียนในสถาบันเอกชน

สวนทางกับสวัสดิการภาครัฐที่พบว่ามีเพียง 1 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกเท่านั้นที่มีกฎหมายกำหนดให้การอุดมศึกษาในสถาบันรัฐไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน

นอกจากนี้ อัตราการสำเร็จการศึกษายังเติบโตไม่ทันยอดการลงทะเบียน โดยอัตราการสำเร็จการศึกษาโดยรวมเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากร้อยละ 22 ในปี 2556 มาอยู่ที่ร้อยละ 27 ในปี 2567

สำหรับการเคลื่อนย้ายของนักศึกษาระหว่างประเทศ พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าจาก 2.1 ล้านคนในปี 2543 เป็นเกือบ 7.3 ล้านคนในปี 2566 แต่นักศึกษาที่ได้ประโยชน์จากการเรียนข้ามประเทศยังมีเพียงร้อยละ 3 ของนักศึกษาทั่วโลก โดยครึ่งหนึ่งของนักศึกษาต่างชาติยังคงกระจุกตัวอยู่ใน 7 ประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เยอรมนี แคนาดา สหพันธรัฐรัสเซีย และฝรั่งเศส

ขณะที่ตุรกีและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยยอดนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าในรอบทศวรรษ จนมีสถิติใกล้เคียงฝรั่งเศส ทั้งนี้มีแนวโน้มชัดเจนว่านักศึกษาเริ่มนิยมเรียนต่อในภูมิภาคของตนเองมากขึ้น เช่น ในลาตินอเมริกาและแคริบเบียนที่มีสัดส่วนการเคลื่อนย้ายภายในภูมิภาคเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 24 เป็นร้อยละ 43 ระหว่างปี 2543-2565

โดยมีอาร์เจนตินาเป็นจุดหมายหลัก เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศอาหรับที่เริ่มเปลี่ยนจากการไปยุโรปตะวันตกมาเป็นกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและจอร์แดนแทน ซึ่งยูเนสโกได้ส่งเสริมความร่วมมือผ่านอนุสัญญาว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (Global Convention) ที่มี 93 ประเทศร่วมลงนามเพื่อสร้างมาตรฐานสากล

ทางด้านความเท่าเทียมทางเพศ รายงานระบุว่าปัจจุบันผู้หญิงมีสัดส่วนการเข้าเรียนสูงกว่าผู้ชาย โดยในปี 2567 มีผู้หญิงเรียนต่อ 114 คนต่อผู้ชาย 100 คน และมีสัดส่วนหญิงชายใกล้เคียงกันในเกือบทุกภูมิภาคยกเว้นแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา โดยเฉพาะในเอเชียกลางและเอเชียใต้ที่ก้าวกระโดดจากผู้หญิง 68 คนในปี 2543 สู่ความเท่าเทียมในปี 2566

อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงยังคงมีสัดส่วนน้อยในระดับปริญญาเอกและครองตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในแวดวงวิชาการเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น นอกจากนี้ กลุ่มผู้ลี้ภัยยังคงเผชิญอุปสรรคแม้การเข้าเรียนจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1 ในปี 2562 เป็นร้อยละ 9 ในปี 2568 แต่ปัญหาการรับรองคุณวุฒิที่สูญหายยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยูเนสโกกำลังแก้ปัญหานี้ผ่านโครงการ "พาสปอร์ตคุณวุฒิ" (Qualifications Passport) ในอิรัก เคนยา ยูกันดา แซมเบีย และซิมบับเว

ยูเนสโกย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปงบประมาณ เนื่องจากรัฐบาลทั่วโลกลงทุนในการอุดมศึกษาเฉลี่ยเพียงร้อยละ 0.8 ของ GDP ขณะที่บางประเทศ เช่น ชิลี อิตาลี ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มอริเชียส เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ และแอฟริกาใต้ เริ่มมีการลดหรือยกเลิกค่าธรรมเนียมให้กลุ่มเปราะบางเพื่อสร้างความเท่าเทียม

อีกทั้งยังชี้ให้เห็นความท้าทายใหม่จากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการสอน แต่ในปี 2568 กลับมีมหาวิทยาลัยเพียง 1 ใน 5 เท่านั้นที่มีนโยบายรองรับ AI อย่างเป็นทางการ ยูเนสโกจึงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนประเทศสมาชิกผ่านกลไกความร่วมมือพหุภาคี เพื่อให้แน่ใจว่าการขยายตัวของการอุดมศึกษาจะเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ยั่งยืน 

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 13 พฤษภาคม 2569 

สรุปสาระสำคัญ

รายงานแนวโน้มการศึกษาระดับอุดมศึกษาโลกของ UNESCO สะท้อนว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนนักศึกษาเพิ่มจาก 100 ล้านคนในปี 2543 เป็น 269 ล้านคนในปี 2567 แสดงถึงความต้องการเรียนต่อที่สูงขึ้นและบทบาทของการศึกษาต่อการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังเกิด “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” อย่างชัดเจน ทั้งด้านภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ เพศ และโอกาสเข้าถึง โดยประเทศพัฒนาแล้วมีอัตราเข้าเรียนสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาอย่างมาก

รายงานยังชี้ให้เห็นบทบาทของสถาบันเอกชน การเคลื่อนย้ายนักศึกษาระหว่างประเทศ และความสำคัญของการรับรองคุณวุฒิในระดับสากล รวมถึงความจำเป็นในการสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ลี้ภัยและผู้มีรายได้น้อย ขณะเดียวกัน แม้ผู้หญิงมีโอกาสเข้าเรียนมากขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำทางวิชาการ

แนวทางสู่การปฏิบัติ คือ รัฐควรเพิ่มงบประมาณด้านอุดมศึกษา ลดอุปสรรคด้านค่าใช้จ่าย พัฒนานโยบายรองรับ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งเสริมความเท่าเทียมและคุณภาพการศึกษา ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้การขยายตัวของอุดมศึกษาเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนและทั่วถึง

ข้อสอบ

ข้อ 1

รายงานของ UNESCO สะท้อนแนวโน้มสำคัญใดของการอุดมศึกษาโลกมากที่สุด

ก. จำนวนนักศึกษาลดลงแต่คุณภาพเพิ่มขึ้น
ข. การเข้าถึงอุดมศึกษาขยายตัวแต่ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง
ค. ประเทศกำลังพัฒนามีโอกาสทางการศึกษามากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว
ง. การศึกษาระดับอุดมศึกษาถูกแทนที่ด้วย AI ทั้งหมด

เฉลย : ข
เหตุผล : รายงานชี้ว่าจำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นมาก แต่โอกาสเข้าถึงยังแตกต่างกันตามภูมิภาคและฐานะทางเศรษฐกิจ
 

ข้อ 2

หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ควรดำเนินการใดสอดคล้องกับรายงานมากที่สุด

ก. เพิ่มค่าเล่าเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพ
ข. จำกัดจำนวนผู้เรียนต่างชาติ
ค. สนับสนุนทุนและลดภาระค่าใช้จ่ายให้กลุ่มเปราะบาง
ง. ยกเลิกการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในห้องเรียน

เฉลย : ค
เหตุผล : รายงานเสนอให้ลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเพื่อสร้างความเท่าเทียม
 

ข้อ 3

ข้อใดสะท้อน “การใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนการศึกษา” ได้เหมาะสมที่สุด

ก. ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้บริหารเป็นหลัก
ข. จัดทำแผนโดยไม่คำนึงถึงบริบทโลก
ค. เน้นแข่งขันด้านจำนวนผู้เรียนเพียงอย่างเดียว
ง. วิเคราะห์ข้อมูลการเข้าถึงและอัตราสำเร็จการศึกษาเพื่อกำหนดนโยบาย

เฉลย : ง
เหตุผล : การวางแผนที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจ
 

ข้อ 4

สถานศึกษาพบว่านักเรียนขาดโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ผู้บริหารควรดำเนินการอย่างไรจึงสอดคล้องกับแนวคิดของรายงาน

ก. ลดการใช้เทคโนโลยีทั้งหมด
ข. ส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม
ค. ให้เฉพาะนักเรียนผลการเรียนดีใช้ AI
ง. ให้ครูใช้เทคโนโลยีแทนนักเรียนทั้งหมด

เฉลย : ข
เหตุผล : รายงานชี้ว่าเทคโนโลยีและ AI เป็นความท้าทายสำคัญ จึงต้องสร้างโอกาสการเข้าถึงอย่างทั่วถึง
 

ข้อ 5

ข้อใดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราสำเร็จการศึกษาเติบโตไม่ทันยอดผู้เข้าเรียน

ก. ผู้เรียนมีแรงจูงใจสูงเกินไป
ข. การศึกษามีคุณภาพเท่าเทียมกันทุกประเทศ
ค. ยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพ โอกาส และการสนับสนุนผู้เรียน
ง. ทุกประเทศยกเลิกการสนับสนุนทางการศึกษา

เฉลย : ค
เหตุผล : แม้ผู้เข้าเรียนเพิ่มขึ้น แต่ระบบสนับสนุนและคุณภาพยังไม่ทั่วถึง ส่งผลต่อการสำเร็จการศึกษา
 

ข้อ 6

ครูต้องการพัฒนาผู้เรียนให้พร้อมต่อโลกอนาคต แนวทางใดสอดคล้องกับรายงานมากที่สุด

ก. สอนเฉพาะการท่องจำ
ข. หลีกเลี่ยงการใช้ AI ในการเรียนรู้
ค. เน้นการสอบแข่งขันเพียงอย่างเดียว
ง. พัฒนาทักษะดิจิทัล การคิดวิเคราะห์ และการใช้ AI อย่างเหมาะสม

เฉลย : ง
เหตุผล : รายงานชี้ว่าดิจิทัลและ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน จึงควรพัฒนาทักษะที่สอดคล้อง
 

ข้อ 7

ข้อใดสะท้อนแนวคิด “ความร่วมมือระหว่างประเทศ” ทางการศึกษาได้ดีที่สุด

ก. ปิดกั้นการเทียบโอนคุณวุฒิ
ข. จำกัดนักศึกษาต่างชาติ
ค. ส่งเสริมการรับรองคุณวุฒิร่วมกันระหว่างประเทศ
ง. ใช้หลักสูตรเฉพาะประเทศตนเองเท่านั้น

เฉลย : ค
เหตุผล : UNESCO ส่งเสริมอนุสัญญาการรับรองคุณวุฒิเพื่อสร้างมาตรฐานสากล
 

ข้อ 8

หากครูพบว่านักเรียนหญิงไม่กล้าแสดงออกในกิจกรรม STEM ควรดำเนินการอย่างไร

ก. ให้เฉพาะนักเรียนชายเป็นผู้นำกิจกรรม
ข. ลดกิจกรรม STEM สำหรับนักเรียนหญิง
ค. แยกนักเรียนหญิงออกจากชั้นเรียน
ง. สร้างโอกาสและบรรยากาศที่ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ

เฉลย : ง
เหตุผล : รายงานเน้นความเท่าเทียมทางเพศและการเปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค
 

ข้อ 9

การที่หลายประเทศลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาแก่กลุ่มเปราะบาง มีเป้าหมายสำคัญที่สุดคือข้อใด

ก. เพิ่มรายได้ของมหาวิทยาลัย
ข. ลดการแข่งขันทางการศึกษา
ค. สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา
ง. ลดจำนวนนักศึกษาในระบบ

เฉลย : ค
เหตุผล : การลดภาระค่าใช้จ่ายช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น
 

ข้อ 10

หากสถานศึกษาต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ยั่งยืนตามแนวคิดของรายงาน ควรให้ความสำคัญกับข้อใดมากที่สุด

ก. เพิ่มจำนวนผู้เรียนโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ
ข. มุ่งแข่งขันด้านอันดับเพียงอย่างเดียว
ค. จำกัดการมีส่วนร่วมของชุมชน
ง. พัฒนาคุณภาพ ควบคู่ความเท่าเทียมและการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

เฉลย : ง
เหตุผล : รายงานเน้นว่าการขยายตัวของอุดมศึกษาต้องดำเนินควบคู่คุณภาพ ความเท่าเทียม และความยั่งยืนทางเทคโนโลยี