สมาชิกเข้าสู่ระบบ

อดีตพลังงานกาญจนบุรี เบิกเงินไปราชการเท็จ ให้รอลงอาญา

"...ผมไปราชการ ออกไปดูงานจริง ส่วนที่ไปเจอว่ามาเซ็นชื่อทำงานทุกวัน ก็เพราะเวลาออกไปดูงานไม่ได้เซ็นชื่อเข้าทำงาน แต่มีอยู่ช่วงหนึ่ง หัวหน้า(นายยุทธนา) เรียกให้มาเซ็นชื่อยืนยันเข้าทำงาน ผมก็เซ็นไปตามนั้น โดยที่ไม่ได้ดูรายละเอียดอะไร ซึ่งตรงจุดนี้เราอาจจะพลาดที่ไม่ดูรายละเอียดให้ครบถ้วน  ทำให้ สตง.ไม่เชื่อว่าเราออกไปดูงานจริง ทั้งที่ เราออกไปดูงานจริง..." 

ลงโทษ นายยุทธนา ขวัญเมือง  จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 147 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 5 ปี และปรับ 30,000  บาท

ลงโทษ นายสกนธ์ ลิมทโรภาส จำเลยที่ 2 และนายสิกขพงษ์ ศรีอภิวัตน์ หรือศรีอภิวัฒน์ จำเลยที่ 3 ตามมาตรา 147 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน และปรับ 20,000  บาท

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 78

คงจำคุกจำเลยที่ เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท และคงจำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 คนละ ปี เดือน และปรับ 10,000 บาท

รอการลงโทษไว้คนละมีกำหนด 2 ปี 

คือ บทสรุปคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ที่ตัดสินคดีกล่าวหา นายยุทธนา ขวัญเมือง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งพลังงานจังหวัดกาญจนบุรี กับพวก คือ นายสกนธ์ ลิมทโรภาส นายสิกขพงษ์ ศรีอภิวัตน์ หรือศรีอภิวัฒน์ เบิกเงินค่าเดินทางไปราชการเพื่อตรวจติดตามโครงการนำร่องนำเทคโนโลยีพลังงานทดแทนมาใช้ในระบบสูบน้ำและกระแสไฟฟ้าสำหรับชุมชน และค่าจ้างเหมาพาหนะเป็นเท็จ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 162 (1) (4) ประกอบ มาตรา 86 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542  มาตรา 123/1 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2565 ที่ผ่านมา 

จากข้อสังเกตข้างต้น เห็นได้ว่า ผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ 2 ราย ของสำนักงานพลังงานจังหวัดกาญจนบุรี เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการโดยไม่ได้มีการปฏิบัติราชการจริง เป็นเหตุให้ทางราชการเสียหาย จำนวนเงิน 92,520 บาท เบื้องต้น สตง. ได้รับมอบหมายให้ กลุ่มตรวจสอบสืบสวนได้รับเรื่องไว้เพื่อดำเนินการสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป 

ขณะที่ สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบข้อมูลในรายงานผลการตรวจสอบ สตง. พบว่า ผู้บริหารระดับสูงในสำนักงานพลังงานจังหวัดกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่อีก 2 ราย ที่ถูก สตง.ตรวจสอบพบปัญหาจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จเพื่อเบิกจ่ายเงินเดินทางไปราชการดังกล่าว คือ นายยุทธนา ขวัญเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานจังหวัดกาญจนบุรี นายสกนธ์ ลิมทโรภาส นายช่างเทคนิคชำนาญงาน และนายกิตติพงษ์ สานุวงศ์ นักวิชาการพลังงานปฏิบัติการ

ทั้งนี้ ในช่วงสายวันที่ 25 มิ.ย.2561 สำนักข่าวอิศรา ได้ติดต่อไปยัง สำนักงานพลังงานจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อขอสัมภาษณ์ นายยุทธนา ขวัญเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานจังหวัดกาญจนบุรี  ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องนี้  

แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า ปัจจุบัน นายยุทธนา เกษียณอายุราชการไปแล้ว เมื่อเดือน ต.ค.2560 ที่ผ่านมา 

ขณะที่ นายสกนธ์ ลิมทโรภาส นายช่างเทคนิคชำนาญงาน ให้สัมภาษณ์ชี้แจงสำนักข่าวอิศราว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ สตง. ได้เข้ามาตรวจสอบและแจ้งผลการตรวจสอบมาให้ทราบ เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา เท่าที่ทราบ นายยุทธนา  ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับ สตง.ไปแล้ว ส่วนผลการชี้แจงจะออกมาเป็นอย่างไรก็คงต้องว่าไปตามนั้น ถ้าจะให้คืนเงินก็ต้องคืน 

เมื่อถามว่า มีการเดินทางไปดูงานจริงหรือไม่ ถ้าไปดูแล้วทำไม่เช็นชื่อมาปฎิบัติราชการตามปกติทุกวัน นายสกนธ์ กล่าวว่า "ผมไปราชการ ออกไปดูงานจริง ส่วนที่ไปเจอว่ามาเซ็นชื่อทำงานทุกวัน ก็เพราะเวลาออกไปดูงานไม่ได้เซ็นชื่อเข้าทำงาน แต่มีอยู่ช่วงหนึ่ง หัวหน้า(นายยุทธนา) เรียกให้มาเซ็นชื่อยืนยันเข้าทำงาน ผมก็เซ็นไปตามนั้น โดยที่ไม่ได้ดูรายละเอียดอะไร ซึ่งตรงจุดนี้เราอาจจะพลาดที่ไม่ดูรายละเอียดให้ครบถ้วน  ทำให้ สตง.ไม่เชื่อว่าเราออกไปดูงานจริง ทั้งที่ เราออกไปดูงานจริง" 

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับ นายยุทธนา เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือยัง นายสกนธ์ ตอบว่า "ผมติดต่อไม่ได้เลย หลังจากที่หัวหน้าเกษียณอายุไปแล้ว ก็เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ ไม่สามารถติดต่อได้"  

ด้านแหล่งข่าวจาก สตง. ยืนยันว่า ในการตรวจสอบการดำเนินงานโครงการนำร่องการนำเทคโนโลยีพลังงานทดแทนมาใช้ในระบบสูบน้ำเพื่อผลิตน้ำประปาหมู่บ้านและผลิตไฟฟ้าสำหรับชุมชน ของสำนักงานพลังงานจังหวัดกาญจนบุรี ยังตรวจสอบพบปัญหาในขั้นตอนการดำเนินงานอีกหลายส่วน รวมถึงขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบงานของเอกชนที่เข้ามารับจ้างงานก่อสร้างด้วย   

หลังจากนั้นเรื่องนี้ ก็เงียบหายไป จนกระทั่งปรากฏข่าวว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีคำพิพากษาตัดสินคดีนี้เป็นทางการตามที่เสนอข่าวไปแล้ว 

เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 18 ก.ย.2566 ได้พิจารณาแล้วมีมติให้ขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุด (อสส.) อุทธรณ์คำพิพากษา 

แต่ไม่ว่าบทสรุปสุดท้ายการต่อสู้คดีจะออกมาเป็นอย่างไร กรณีนี้นับเป็นบทเรียนสำคัญอีกกรณีหนึ่ง ของผู้บริหารและข้าราชการ หน่วยงานด้านพลังงานไทย 

เพื่อไม่ให้ใครเดินย้ำซ้ำรอยเอาเป็นเยี่ยงอย่างในอนาคตอีกต่อไป ดังที่เคยระบุไปแล้วในหลายคดีก่อนหน้านี้  

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม 2566 

เกี่ยวข้องกัน

ป.ป.ช. ฟันอดีตผอ.-รองผอ. โรงเรียนวัดสุทธิวราราม เบิกจ่ายเงินมิชอบ 

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยชี้มูลความผิด นายคงวุฒิ ไพบูลย์ศิลป เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม และนางลัดดาวรรณ โควาเจริญธรรม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธิวราราม กับพวก กรณีนำเงินบริจาคจากผู้ปกครองในการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง ปีการศึกษา 2551 ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และเบิกจ่ายเงินบริจาคจากกองทุนต่างๆ ของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม โดยมิชอบ 

 

จากการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากมีการประกาศรายชื่อนักเรียนที่ผ่านการสอบเข้า ม.1 ปีการศึกษา 2551 มีผู้ปกครองของนักเรียนที่สอบไม่ผ่านแต่ประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าเรียน ติดต่อผ่านคณะครูและสมาคมผู้ปกครอง โดยแสดงความประสงค์ขอบริจาคเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนของโรงเรียน อย่างไรก็ตาม ปีการศึกษาที่ผ่านๆ มา จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการรับเด็กนักเรียนที่สอบไม่ผ่านเพิ่มเติม โดยมีฝ่ายบริหารของโรงเรียน ตัวแทนครู คณะกรรมการสถานศึกษา ตัวแทนจากสมาคมผู้ปกครองและครู ตัวแทนจากผู้ปกครองเครือข่าย เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งในระหว่างนั้นนายคงวุฒิล้มป่วยและเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล-บ้านพัก จึงมอบหมายให้นางลัดดาวรรณ เป็นผู้รับผิดชอบการรับนักเรียนเพิ่มเติม ต่อมานางลัดดาวรรณได้รับเงินบริจาคจากผู้ปกครองของนักเรียนที่บริจาคเงินเข้าสถานศึกษา ถือเป็นเงินรายได้สถานศึกษา จะต้องออกใบเสร็จรับเงินตามแบบที่ทางราชการกำหนดให้แก่ผู้ชำระเงินทุกครั้ง 

เรื่องนี้มีผู้ปกครองนักเรียนบริจาคเงินให้แก่โรงเรียนเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนคนละ 30,000-50,000 บาท แต่ไม่มีการออกใบเสร็จรับเงิน ต่อมาเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2551 นางลัดดาวรรณ ได้นำเงินที่ได้รับจากการบริจาคส่งมอบให้เจ้าหน้าที่การเงินจำนวนรวม 1,168,500 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่การเงินมีความสงสัย ว่ายอดเงินบริจาคที่ส่งมอบมีจำนวนน้อยกว่าปีการศึกษาก่อนๆ เป็นจำนวนมาก และภายหลังจากที่มีผู้สอบถามเรื่องเงินบริจาคทั้งหมดนางลัดดาวรรณ จึงได้นำเงินบริจาคส่งมอบให้อีกครั้งจำนวน 1,200,000 บาท 

เมื่อพิจารณาแล้วคณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่า การกระทำของนายคงวุฒิ ไม่มีมูลความผิดทางอาญาให้ข้อกล่าวหาตกไป ส่วนการกระทำของนางลัดดาวรรณ มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง สำหรับความผิดตามมาตรา 157 ได้ขาดอายุความแล้วสิทธิการดำเนินคดีอาญาย่อมระงับ จึงให้ยุติการดำเนินคดีตามฐานความผิดดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (6) 

ส่วนข้อร้องเรียนกรณีการเบิกจ่ายเงินบริจาคจากบัญชีกองทุนต่างๆ ของโรงเรียนวัดสุทธิวรารามโดยมิชอบ

1. กรณีกล่าวหาเบิกถอนเงินจากบัญชีกองทุนหลวงพ่อสุทธิมงคลชัย ของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม จำนวน 1,493,550 บาท เพื่อจ่ายเป็นค่าทาสีอาคารของโรงเรียน โดยนายคงวุฒิมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เบิกเงินจากกองทุนให้นางลัดดาวรรณนำไปจ่ายค่าทาสีอาคาร อันเป็นการเบิกจ่ายผิดวัตถุประสงค์ของกองทุน นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของนายคงวุฒิและนางลัดดาวรรณ ไม่มีมูลความผิดทางอาญา แต่มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง 

และ 2.กรณีกล่าวหาเรื่องการเบิกถอนเงินจากบัญชีกองทุนพัฒนา 2546 ของโรงเรียนจำนวน 500,000 บาทเพื่อใช้จัดงานรับเสด็จ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ที่เสด็จเป็นประธานในการเปิดห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียน วันที่ 28 สิงหาคม 2551 โดยมิชอบ ซึ่งนางลัดดาวรรณ เสนอให้นายคงวุฒิ อนุมัติเบิกค่าใช้จ่าย จำนวน 500,000 บาท ให้กับ นายศุภชัย มณีเลิศสมบัติ และนางพรนิชา แซ่โค้ว ทั้งที่การดำเนินงานเตรียมความพร้อมดังกล่าวไม่มีค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนต้องจ่าย ให้แก่บุคคลดังกล่าว ประกอบกับโรงเรียนได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะครูในโรงเรียนเป็นคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ให้มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องงานรับเสด็จแล้ว อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการเตรียมงานรับเสด็จสำนักพระราชวังเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของนายคงวุฒิ และนางลัดดาวรรณ มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนการกระทำของนายศุภชัย และนางพรนิชานั้น มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 สำหรับความผิดตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ได้ขาดอายุความแล้วสิทธิการดำเนินคดีอาญาย่อมระงับ ให้ยุติการดำเนินคดีตามฐานความผิดดังกล่าว

และ 3. กรณีอนุมัติให้ดำเนินการจัดหารถบัสโรงเรียน โดยไม่ได้ตรวจสอบว่าเงินงบประมาณของโรงเรียนไม่เพียงพอทำให้โรงเรียนมีภาระผูกพันค้างชำระค่ารถ โดยนางลัดดาวรรณเสนอให้นายคงวุฒิ อนุมัติเบิกเงินจากโครงการหลักสูตรเพชรสุทธิของโรงเรียนจำนวน 700,000 บาทเพื่อจ่ายเป็นค่าจัดหารถบัสโรงเรียน อันเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของโครงการแต่เนื่องจากมีการโต้แย้งในเรื่องการตรวจรับรถจึงยังไม่ได้เบิกจ่ายเงินดังกล่าว 

ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของนายคงวุฒิและนางลัดดาวรรณ ไม่มีมูลความผิดทางอาญา แต่มีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง 

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาล และส่ง คำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1)(2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป พร้อมกันนี้ให้แจ้งผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อีกด้วย 

 

มติชนออนไลน์ วันที่ 21 ตุลาคม 2566

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น