สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เปิด 3 เหตุการณ์สำคัญกระทบทิศทางการศึกษาไทย

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้มีสถาการณ์ 3 ใหญ่ๆ ที่มีกระทบต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปการศึกษาไทย คือ

1.โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อเริ่มต้นกระบวนการยกเลิกกระทรวงศึกษาธิการ สาเหตุการยุบส่วนหนึ่งมาจาก “การเมือง” ที่เคยหาเสียงไว้ อีกส่วนหนึ่งคือทรัมป์มองว่าใช้งบจำนวนมาก และคุณภาพต่ำสู้จีนและยุโรปไม่ได้ นอกจากนี้ปรับงบประมาณเจ้าหน้าที่ของส่วนกลางลง พร้อมกระจายอำนาจไปยังแต่ละรัฐ ซึ่งทำให้เห็นว่าทีมป์ดำเนินนโยบายการศึกษาเด็ดขาด ปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อให้เด็กของตนฉลาดขึ้น 

นอกจากนี้ ยังพบว่า ประเทศเวียดนาม ที่ปรับขนาดกระทรวงศึกษาธิการลง พร้อมกับปฏิรูปการศึกษามาถึง 2-3 ครั้ง จะเห็นว่าทั่วโลกเริ่มมีการปรับปรุงคุณภาพการศึกษามุ่งจัดระบบการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น โดยทุกประเทศทั่วโลกจะมีการปฏิรูปการศึกษา 1-3 ครั้ง แต่ไทยไม่ได้ปฏิรูปการศึกษามา 28 ปี ตั้งแต่ปี 2540 มีแค่ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา 11-12 ชุด มีเอกสารเป็นหมื่นหน้า แต่ไม่มีการขับเคลื่อน ไม่มีนโยบาย ไม่เอาจริงเอาจริง คำถามคือแล้วเมื่อไหร่ประเทศไทยจะทำ? 

2.การจัดอันดับของ world population review ที่จัดอันดับการศึกษาของแต่ละประเทศ โดยพบว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 107 และเป็นอันดับ 8 ของอาเซียนนำลาว และกัมพูชา การสำรวจดังกล่าวจะดูระบบเศรษฐกิจ และระบบการศึกษาเป็นสำคัญ โดยดู 3 ประเด็น คือ 1.ระบบการศึกษาของแต่ละประเทศมีพัฒนาการดีมากน้อยแค่ไหน 2.ผู้ตอบแบบสำรวจมีความต้องการเข้ามหาวิทยาลัยที่ประเทศนั้นจัดมากน้อยแค่ไหน 3.ประเทศนั้นมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากน้อยเพียงใด ดังนั้นการสำรวจนี้มีผลกับสังคมไทยค่อนข้างสูง ทำให้สังคมไทยตื่นตระหนก ทั้งนี้สิ่งที่เป็นจุดอ่อนของการจัดอันดับ คือ เป็น “ธุรกิจ” ที่ต้องจ่ายเงิน และเราต้องให้ข้อมูลกับเขา ดังนั้นต้องมีสติ อ่านอย่างรอบคอบ และต้องรู้เท่าทัน อย่างไรก็ตามการจัดอันดับนี้มีประโยชน์คือทำให้มาคิดทบทวน และกลับมาดูตัวเราเองด้วย 

นายสมพงษ์ กล่าวว่า เมื่อดูจากระบบเศรษฐกิจควบคู่กับระบบการศึกษาที่มีงานวิจัยอยู่ พบว่า คนไทยมีอายุการเรียนหนังสือเฉลี่ย 9.32 ปี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,349.07 บาท ขณะที่ เกาหลี ซึ่งถึงเป็นอันดับหนึ่งจากการจัดอันดับดังกล่าว มีอายุเรียนหนังสือเฉลี่ย 13.68 ปี มีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 93,843.89 บาท ด้านสิงคโปร์ มีอายุการเรียนเฉลี่ย 13.06 ปี มีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ยกว่า 200,080.39 บาท ส่วน ญี่ปุ่น มีอายุการเรียนเฉลี่ย 12.83 ปี มีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 95,671.83 บาท และ มาเลเซีย มีอายุการเรียนเฉลี่ย 11.09 ปี มีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 23,240 บาท ซึ่งทำให้ค้นพบว่าประเทศไทยมีรายได้ปานกลาง จมปลักอยู่กับที่เป็นเวลากว่า 10 ปี อีกทั้งผลการสอบ PISA ล่าสุดที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี คะแนนโอเน็ตเฉลี่ย30-50%ทุกวิชา ประกอบกับมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาหลักล้านคน 

3.ผลสำรวจการอ่านของคนไทย ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) สำรวจร่วมกับ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่คาดว่าผลการอ่านของคนไทยอาจจะเป็นที่ 1 ของอาเซียน อัตราการรู้หนังสือเกือบ 99% ซึ่งเรื่องนี้มีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือคนไทยมีอัตราการอ่านสูงขึ้น และ สกร.จะกลับมาทำที่อ่านหนังสือพิมพ์หมู่บ้าน ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะในอดีตที่อ่านหนังสือพิมพ์ของหมู่บ้าน เป็นผลงานที่โดดเด่น และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และยูเนสโก โดยเฉพาะปรัชญา “คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น” ตนเห็นด้วยในการฟื้นขึ้นมา แต่ควรจัดกิจกรรมให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้ชุมชนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ 

อย่างไรก็ตาม หากเคลิ้มไปกับการสำรวจนี้ เราอาจจะลืมจุดอ่อนที่คนไทยอ่านตะกุกตะกัก อ่านแบบพออ่านได้ อ่านแบบคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์ไม่ได้ เพราะจากงานวิจัยคนไทย 20 ล้านคนจบการศึกษาแค่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่อจบการศึกษาออกมาไม่เกิน 6 เดือน ความสามารถในการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็นลดไปครึ่งหนึ่ง ดังนั้นหากไปผลสำรวจอาจจะลืมข้อเท็จจริงควรที่จะรอบคอบ พร้อมกับคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์นำข้อมูลที่มีอยู่ทำให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นอย่าเชื่อว่า 98% เป็นสภาพการศึกษาที่แท้จริง 

 

” 3 เหตุการณ์สำคัญทางการศึกษา มีทั้งข้อดี ข้อเด่น และข้อด้อย แต่มองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการตั้งคำถามว่า

1. เราจะปฏิรูป ปฏิวัติการศึกษา เมื่อไหร่ และทำกี่โมง

2.กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะมีการปรับให้เล็กลงแบบใด เพราะทุกประเทศปรับทั้งนั้น เราจะปล่อยให้ ศธ.ใหญ่โต เทอะทะ อุ้ยอ้ายแบบนี้หรือ จะกระจายอำนาจลงไปที่สถานศึกษาหรือไม่? 

3.มีความชัดเจนหรือยังว่าเราต้องการพลเมืองแบบไหน ในการสร้างเด็กของเรา หลักสูตรการศึกษา ที่ไม่ได้ปรับมา 20 ปี มีการประกาศเปลี่ยนหลักสูตรไม่รู้กี่หน แต่ต่อไปก็ยกเลิกอีก ใครจะเป็นคนให้ความชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นกับสังคม ไม่ใช่เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนสังคมเปลี่ยน ก็เปลี่ยนนโยบายการศึกษาอีกแล้ว การศึกษาเป็นการสร้างคุณภาพประชากรที่ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่การหักเหลี่ยมทางหารเมือง และ 4ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ผ่านมา เราเห็นการอภิปรายหลายเรื่อง แล้วก็ทำไมเรื่องการศึกษาหายไป เพราะเหตุใดทำไมไม่มีการอภิปราย” นายสมพงษ์ กล่าว 

นักวิชาการ เปิด 3 เหตุการณ์สำคัญกระทบทิศทางการศึกษาไทย ถามจะปฏิวัติ-ปฏิรูปการศึกษากี่โมง? 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 31 มีนาคม 2568

สรุปสาระสำคัญ

บทความนี้กล่าวถึงสถานการณ์สำคัญ 3 ประการที่ส่งผลต่อการปฏิรูปการศึกษาไทย ได้แก่ แนวโน้มการยกเลิกหรือปรับลดบทบาทกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐฯ และการกระจายอำนาจสู่รัฐ ซึ่งสะท้อนทิศทางโลกที่มุ่งลดความรวมศูนย์ ขณะเดียวกันเวียดนามและหลายประเทศมีการปฏิรูปการศึกษาหลายครั้ง แต่ไทยไม่ได้ปฏิรูปจริงจังมานานกว่า 28 ปี มีเพียงคณะกรรมการจำนวนมากแต่ไม่เกิดการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม ต่อมาคือผลการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาที่ไทยอยู่ลำดับ 107 ของโลก และอันดับ 8 อาเซียน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านวิธีการและอาจมีผลประโยชน์เชิงธุรกิจ แต่สะท้อนภาพการแข่งขันด้านคุณภาพทุนมนุษย์ โดยไทยมีระยะเวลาเรียนเฉลี่ยต่ำกว่าประเทศชั้นนำและมีรายได้เฉลี่ยต่ำ อีกทั้งผลสอบ PISA และ O-NET ต่ำ รวมถึงปัญหาเด็กหลุดระบบจำนวนมาก สุดท้ายคือผลสำรวจการอ่านที่แม้อัตราการรู้หนังสือสูง แต่ยังขาดทักษะการคิดวิเคราะห์จริง คนไทยจำนวนมากมีทักษะพื้นฐานต่ำและเสื่อมถอยหลังจบการศึกษาไม่นาน บทความจึงชี้ให้เห็นความจำเป็นในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การกระจายอำนาจ การพัฒนาหลักสูตร และการสร้างผู้เรียนที่คิดวิเคราะห์ได้อย่างแท้จริง โดยตั้งคำถามต่ออนาคตการศึกษาไทยอย่างจริงจัง เน้นให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบายและลดการเปลี่ยนแปลงตามการเมือง รวมถึงการสร้างความชัดเจนว่าต้องการพลเมืองแบบใด และการให้ความสำคัญกับชุมชนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน สรุปว่าการศึกษาไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อแข่งขันและลดความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพการเรียนรู้

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

แนวโน้มการยกเลิกกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐฯ สะท้อนแนวคิดสำคัญใดมากที่สุด
ก. การเพิ่มงบประมาณการศึกษา
ข. การรวมศูนย์อำนาจทางการศึกษา
ค. การกระจายอำนาจการบริหารการศึกษา
ง. การลดบทบาทภาคเอกชน

เฉลย: ค
เหตุผล: แนวคิดหลักคือการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปยังรัฐ

 

ข้อ 2

เหตุใดบทความจึงกล่าวถึงเวียดนามในการปฏิรูปการศึกษา
ก. เพื่อเปรียบเทียบความสำเร็จด้านเศรษฐกิจ
ข. เพื่อชี้ให้เห็นการปฏิรูปต่อเนื่องหลายครั้ง
ค. เพื่อแสดงว่าประเทศเล็กไม่ต้องปฏิรูป
ง. เพื่อเน้นการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม

เฉลย: ข
เหตุผล: เวียดนามเป็นตัวอย่างประเทศที่ปฏิรูปการศึกษาหลายครั้ง

 

ข้อ 3

ข้อใดสะท้อนปัญหาการปฏิรูปการศึกษาไทยตามบทความ
ก. ขาดงบประมาณสนับสนุน
ข. ไม่มีหลักสูตรระดับชาติ
ค. มีเอกสารจำนวนมากแต่ไม่ขับเคลื่อน
ง. ครูไม่มีคุณวุฒิ

เฉลย: ค
เหตุผล: ไทยมีคณะกรรมการและเอกสารมาก แต่ไม่เกิดผลจริง

 

ข้อ 4

ผลการจัดอันดับการศึกษาไทย (World Population Review) ควรตีความอย่างไร
ก. เชื่อถือได้ทั้งหมด
ข. ไม่ควรใช้ประกอบการวิเคราะห์เลย
ค. ต้องพิจารณาอย่างมีวิจารณญาณ
ง. เป็นข้อมูลทางการที่สมบูรณ์

เฉลย: ค
เหตุผล: มีข้อจำกัดและอาจเป็นเชิงธุรกิจ ต้องวิเคราะห์อย่างรอบคอบ

 

ข้อ 5

ข้อใดเป็นตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาที่ใช้ในการจัดอันดับ
ก. จำนวนครูต่อโรงเรียน
ข. ความต้องการเข้ามหาวิทยาลัย
ค. จำนวนโรงเรียนในประเทศ
ง. ค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน

เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้ความนิยม/ความต้องการเข้ามหาวิทยาลัยร่วมประเมิน

 

ข้อ 6

ปัญหาหลักของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วคือข้อใด
ก. จำนวนประชากรน้อย
ข. ระยะเวลาเรียนเฉลี่ยต่ำ
ค. ไม่มีมหาวิทยาลัย
ง. ไม่มีระบบประเมินผล

เฉลย: ข
เหตุผล: ไทยมีปีการศึกษาเฉลี่ยต่ำกว่าประเทศชั้นนำ

 

ข้อ 7

ผลสอบ PISA และ O-NET ที่ต่ำสะท้อนปัญหาใดมากที่สุด
ก. การบริหารโรงเรียน
ข. คุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
ค. จำนวนครู
ง. โครงสร้างงบประมาณ

เฉลย: ข
เหตุผล: สะท้อนผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนโดยตรง

 

ข้อ 8

ข้อใดเป็นจุดอ่อนของผลสำรวจการรู้หนังสือ 99%
ก. ใช้ข้อมูลไม่ครบ
ข. ไม่วัดการอ่านเชิงวิเคราะห์
ค. เก็บข้อมูลเฉพาะเมือง
ง. ไม่รวมเด็กนักเรียน

เฉลย: ข
เหตุผล: วัดเพียงอ่านออก แต่ไม่สะท้อนการคิดวิเคราะห์

 

ข้อ 9

แนวคิด “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” เน้นอะไรเป็นสำคัญ
ก. การแข่งขันทางวิชาการ
ข. การสอบมาตรฐาน
ค. การมีส่วนร่วมของชุมชน
ง. การเพิ่มจำนวนโรงเรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการมีส่วนร่วมและเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน

 

ข้อ 10

ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดจากบทความคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนข้อสอบ
ข. ลดจำนวนครู
ค. ปฏิรูปเชิงโครงสร้างและกระจายอำนาจ
ง. ลดงบประมาณการศึกษา

เฉลย: ค
เหตุผล: แก่นสำคัญคือการปฏิรูปโครงสร้างและกระจายอำนาจเพื่อยกระดับคุณภาพ