สมาชิกเข้าสู่ระบบ

กสศ.-ยูเนสโก-ยูนิเซฟ ระดมความคิดแก้การศึกษายุคโควิดถดถอย

วันที่ 19 ตุลาคม 2564 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ, มูลนิธิสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี, องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization – UNESCO) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย, องค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Ministers of Education Organization – SEAMEO) และ Save the Children

เปิดเวทีระดมมุมมองและความคิดเห็นในระดับภูมิภาคในงาน “การประชุมวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อครูและความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เร่งหาทางออกลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ฟื้นฟูการเรียนรู้ให้นักเรียน พร้อมจับมือผู้นำการศึกษา 11 ประเทศ ผลักดันแนวทางสนับสนุนศักยภาพครู โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 29-30 ตุลาคม 2564 

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากการติดตามผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ปัญหาการศึกษาที่น่ากังวลที่สุดคือ ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ โดยหากขาดการเรียนการสอนไปนานขึ้น ทักษะที่หายไปจะเป็นทักษะด้านคณิตศาสตร์ ด้านภาษา และที่สำคัญคือทักษะการอยู่ร่วมในสังคม

ผู้ที่มีบทบาทต่อการพัฒนาของเด็กรองจากพ่อแม่คือคุณครู ครูหนึ่งคนอาจสอนเด็กได้นับหมื่นคน ดังนั้น ครู คือบุคคลที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา แต่ในปัจจุบันบทบาทของครูต้องเปลี่ยนไป เพราะหากเด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ครูจะต้องเป็นผู้ที่เข้าหาเด็ก นำการเรียนรู้ไปให้

จากการสำรวจจากธนาคารโลกสำนักงานประเทศไทยระบุว่า สถานการณ์โควิด-19 สร้างผลกระทบให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ โดยการปิดสถานศึกษาส่งผลให้เด็กกว่า 369 ล้านคน จากจำนวนประชากรเด็ก 375 ล้านคนทั่วโลกได้รับผลกระทบ ซึ่งในจำนวนดังกล่าว มีเด็กที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ราว 50 ล้านคน

รายงานจาก OECD ร่วมกับคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า การศึกษาทางไกลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้ความรู้ของเด็กสูญหายไปราว 50% หรือเท่ากับเวลาประมาณครึ่งปี โดยในประเทศไทยมีเด็กไทยเพียงแค่ 57.8% ที่สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ และในบรรดาเด็กนักเรียนที่ยากจนที่สุด มีเพียง 57% เท่านั้นที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

ขณะเดียวกันข้อมูลของงานวิจัยหัวข้อความท้าทายในการเรียนรู้ออนไลน์ของนักเรียนในช่วงการระบาดใหญ่ และวิธีการรับมือ: กรณีศึกษาของฟิลิปปินส์ (โดย Jessie S. Barrot, Ian I. Llenares และ Leo S. del Rosario) ระบุว่า ในประเทศอินโดนีเซียมีเด็กกว่า 34.5% ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนทางไกล และในช่วงที่สถานศึกษาปิดตัวลงหรือปรับไปเป็นรูปแบบออนไลน์ มีนักเรียนฟิลิปปินส์อย่างน้อย 1.1 ล้านคนไม่ได้ลงทะเบียนในปีการศึกษาล่าสุดที่ผ่านมา

ดังนั้น โจทย์ข้อใหญ่ในการจัดงานประชุมครั้งนี้คือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถของ “ครู” เพื่อหาทางออกถึงการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาท่ามกลางความท้าทายในยุคโควิด-19 ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ไปจนถึงระดับท้องถิ่น ซึ่งในงานประชุมครั้งนี้ จะได้เห็นตัวอย่างที่น่าสนใจของแต่ละประเทศในการปรับตัวและพัฒนาการเรียนการสอนในยุคโควิด-19 ผ่านการพัฒนาครู

ดร.กฤษณพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมวันที่ 29 ตุลาคม จะเริ่มด้วยพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 ปี 2564 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ให้กับสุดยอดครูทั้ง 11 ประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ซึ่งเป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา

และทรงปาฐกถาพิเศษแก่ผู้เข้าร่วมประชุมระดับภูมิภาคเรื่อง “การทรงงานในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) และการพัฒนาครูและสถานศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

สำหรับวันที่ 30 ตุลาคม จะเป็นเวทีระดมผู้นำทางนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ครูดีเด่นจากประเทศต่าง ๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ในหัวข้อสำคัญ อาทิ บทเรียนที่ได้จากการทำงานของประเทศต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคในช่วงโควิด-19 กรณีศึกษาและนวัตกรรมทางการศึกษา วิธีการรับมือกับความรู้ถดถอยของนักเรียน ระบบสนับสนุนครูเพื่อรับมือกับปัญหา กลยุทธ์การจัดการวิกฤตการเรียนการสอนระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ เช่น

การเรียนการสอนในประเทศที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย พื้นที่สงคราม หรือพื้นที่วิกฤตที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการเรียนการสอน การสนับสนุนครูอย่างเป็นระบบผ่านสถาบันพัฒนาครูของประเทศสิงคโปร์ รวมถึงมุมมองจากประเทศสหรัฐอเมริกา ฟินแลนด์ และญี่ปุ่น เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (Social-emotional learning) ประเด็นการศึกษายุคใหม่ โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการประชุม ได้ที่ www.afe2021.eef.or.th 

สยามรัฐ วันที่ 20 ตุลาคม 2564

สรุปสาระสำคัญ 

บทความกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง กสศ. กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรนานาชาติ ได้แก่ UNESCO UNICEF SEAMEO และ Save the Children เพื่อจัดการประชุมวิชาการระดับภูมิภาคด้านความเสมอภาคทางการศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญวันที่ 29–30 ตุลาคม 2564 โดยมีเป้าหมายหลักในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการฟื้นฟูการเรียนรู้หลังสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย โดยเฉพาะทักษะสำคัญ ได้แก่คณิตศาสตร์ ภาษา และทักษะการอยู่ร่วมในสังคม ครูถูกย้ำว่าเป็นบุคลากรสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา และต้องปรับบทบาทจากผู้สอนในห้องเรียนเป็นผู้เข้าถึงผู้เรียนเชิงรุก เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการเรียนรู้ ผลการศึกษาพบว่าเด็กทั่วโลกกว่า 369 ล้านคนได้รับผลกระทบจากการปิดโรงเรียน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 50 ล้านคน OECD และ Harvard ระบุว่าการเรียนทางไกลทำให้ความรู้สูญเสียประมาณ 50% ในไทยมีเด็กเข้าถึงคอมพิวเตอร์ 57.8% และเด็กยากจนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพียง 57% ขณะที่บางประเทศมีข้อจำกัดสูง การประชุมมุ่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาครู นวัตกรรม และทักษะ SEL พร้อมพิธีมอบรางวัลครูสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีแก่ครู 11 ประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1

เป้าหมายสำคัญที่สุดของการประชุมในบทความคือข้อใด
A) ลดความเหลื่อมล้ำและฟื้นฟูการเรียนรู้หลังโควิด-19
B) เพิ่มงบประมาณการศึกษาในประเทศสมาชิก
C) จัดอันดับคุณภาพครูในอาเซียน
D) พัฒนาหลักสูตรระดับโลกแบบเดียวกัน

เฉลย: A
เหตุผล: เนื้อหาชี้ชัดว่าจุดเน้นคือ “ความเสมอภาคและการฟื้นฟูการเรียนรู้หลังโควิด”

ข้อ 2

ข้อมูลเด็ก 369 ล้านคนได้รับผลกระทบ สะท้อนปัญหาใดเชิงนโยบายมากที่สุด
A) การขาดครู
B) การขาดงบประมาณ
C) ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา
D) ปัญหาหลักสูตรล้าสมัย

เฉลย: C
เหตุผล: ตัวเลขสะท้อน “ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของการเข้าถึงการศึกษา”

ข้อ 3

บทบาทใหม่ของครูตามบทความควรเป็นอย่างไร
A) ผู้ควบคุมวินัยในห้องเรียน
B) ผู้เข้าถึงและนำการเรียนรู้ไปหาผู้เรียน
C) ผู้ประเมินผลเพียงอย่างเดียว
D) ผู้ผลิตสื่อการสอนเท่านั้น

เฉลย: B
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าครูต้อง “เข้าหาเด็กและนำการเรียนรู้ไปให้”

ข้อ 4

ข้อมูล 57.8% การเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของเด็กไทย สะท้อนปัญหาใด
A) คุณภาพครูต่ำ
B) หลักสูตรไม่ทันสมัย
C) การบริหารโรงเรียน
D) ช่องว่างดิจิทัล (Digital Divide)

เฉลย: D
เหตุผล: เป็นความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีการศึกษาโดยตรง

ข้อ 5

แนวทางเชิงนโยบายที่ควรนำไปใช้มากที่สุดจากบทความคือข้อใด
A) เพิ่มความร่วมมือและพัฒนาครูเป็นศูนย์กลาง
B) ลดจำนวนโรงเรียนในชนบท
C) ใช้การสอบมาตรฐานเดียวทั้งภูมิภาค
D) เน้นการเรียนแบบออนไลน์เท่านั้น

เฉลย: A
เหตุผล: บทความเน้น “ครูเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของความเสมอภาค”

ข้อ 6

ผลการวิจัย OECD และ Harvard ที่ระบุว่า learning loss 50% หมายถึงอะไร
A) เด็กสอบตกครึ่งหนึ่ง
B) ความรู้ลดลงเทียบเท่าครึ่งปีการเรียน
C) ครูสอนไม่ครบหลักสูตร
D) โรงเรียนปิดครึ่งปี

เฉลย: B
เหตุผล: ระบุชัดว่าความรู้สูญเสีย “ประมาณครึ่งปีการเรียน”

ข้อ 7

หากผู้บริหารต้องแก้ปัญหาเด็กเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต ควรเลือกแนวทางใด
A) เพิ่มการสอบ
B) ลดเวลาเรียน
C) จัดระบบสนับสนุนเทคโนโลยีและการเข้าถึง
D) ยกเลิกการเรียนออนไลน์

เฉลย: C
เหตุผล: แก้ “รากปัญหาการเข้าถึงทรัพยากรดิจิทัล”

ข้อ 8

วัตถุประสงค์ของเวทีแลกเปลี่ยนระดับนานาชาติคือข้อใด
A) จัดอันดับประเทศ
B) เปรียบเทียบคะแนนสอบ
C) ลดค่าใช้จ่ายการศึกษา
D) แลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาครูและนวัตกรรม

เฉลย: D
เหตุผล: เน้น “การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรม”

ข้อ 9

ประเทศที่ยกมาเป็นตัวอย่างแนวปฏิบัติด้านการศึกษา ได้แก่ข้อใด
A) ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา
B) จีน เกาหลีเหนือ รัสเซีย
C) อินเดีย บราซิล เม็กซิโก
D) ลาว กัมพูชา พม่า

เฉลย: A
เหตุผล: บทความระบุประเทศพัฒนาแล้วที่ใช้เป็นกรณีศึกษา

ข้อ 10

การพัฒนา SEL (Social-emotional learning) มีความสำคัญอย่างไร
A) เน้นทักษะสอบ
B) พัฒนาทักษะอารมณ์และสังคมของผู้เรียน
C) ลดจำนวนวิชาเรียน
D) เพิ่มเวลาเรียนพิเศษ

เฉลย: B
เหตุผล: SEL คือการพัฒนาทักษะ “อารมณ์และสังคม” เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณภาพ

ความเห็นของผู้ชม