สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ระดมสมองกูรูการศึกษา ฝ่าวิกฤติการศึกษาช่วงโควิด-19

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุมหารือ ประเด็น ทิศทางการศึกษาเพื่อฝ่าวิกฤติโควิด” ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า

การประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมหารือร่วมกับภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP - Thailand Education Partnership ) นำโดย นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ TEP พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของประเทศไทย อาทิ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร  ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภาคประชาสังคม) ในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รวมถึง รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. คณาจารย์, เครือข่ายครูในพื้นที่ต่าง ๆ และหน่วยงานภาคเอกชนที่ทำงานร่วมกับ TEP โดยการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะ แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งตนขอขอบคุณทุกท่านและทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสะท้อนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์กับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มีแนวโน้มว่าจะยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้

            โดยมุมมองสำคัญเกี่ยวกับประเด็นด้านการศึกษาที่วงประชุมได้แลกเปลี่ยนกันในวันนี้นั้น ถือเป็นเรื่องน่าสนใจที่ต้องนำมาคิดและปรับการดำเนินงานในภาพของ ศธ. โดยเฉพาะประเด็นของผลกระทบที่เกิดกับเด็กในช่วงที่การจัดการเรียนรู้ไม่เป็นไปตามปกติ ก่อให้เกิดการสูญเสียโอกาสทางการเรียนรู้ (Learning Losses) ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ทั่วโลกพบเจอ การที่โรงเรียนไม่สามารถวางแผนการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสถานการณ์ผกผันตลอดเวลา ปัญหาด้านการเรียนรู้ด้วยตัวเองของเด็ก (Self-management) และผลกระทบที่เกิดจากการเรียนผ่านหน้าจอ เป็นต้น

นอกจากนี้ วงประชุมยังได้ร่วมกันวิเคราะห์และหาแนวทางที่จะ “เปลี่ยนวิกฤตที่เกิดขึ้นตอนนี้ ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูประบบการศึกษา” ที่สอดรับกับการเรียนรู้ในอนาคต และมองว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 ระบบการศึกษาไทยต้องปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง รวมถึงสะท้อนภาพของการจัดการศึกษาที่ต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปเป็น Digital learning platform และสิ่งหนึ่งที่มีการแสดงความคิดเห็นตรงกันนั้น คือ การได้เห็นว่าเมื่อเกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ ควรปรับการจัดการให้มีความยืดหยุ่น ปลดล็อกระบบของราชการ ไม่เน้นการเรียนการสอนเพื่อวัดผล แต่ต้องปรับมาเรียนเฉพาะวิชาสำคัญ ให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งรอบตัว เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) ให้มากที่สุด จากทั้งในชุมชน ครอบครัว

              รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากประเทศไทยยังคงเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบกับระบบการศึกษา ทำให้ไม่สามารถเปิดทำการเรียนการสอนได้ตามปกติ  ดังนั้น ศธ. จึงจำเป็นต้องปรับทิศทางระบบการศึกษาให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และทันสถานการณ์ ตนมีความกังวลและมีความห่วงใยในการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงต้องการรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้ที่ติดตามประเด็นการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา ศธ. ได้มีนโยบายการจัดการเรียนการสอนแบบ 5 On (Online/On Air/On Demand/On Hand/On Site) โดยได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งได้พบปัญหาและอุปสรรคส่วนหนึ่งจากพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน สำหรับการเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่ตนได้แลกเปลี่ยนปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมา เข้าร่วมหารือกับที่ประชุม ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งจากผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน โดยหลังจากนี้ ศธ. จะได้นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้ประมวลผลร่วมกับการเก็บข้อมูลของกลุ่มอาสาสมัครของครูนักประเมินที่ได้มีการปฐมนิเทศและวางแผนในการจัดเก็บข้อมูลเพื่อฟังเสียงสะท้อนปัญหาและอุปสรรคไปก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อที่จะได้ประเมินสถานการณ์ วางแผนการแก้ไขปัญหา ปรับระบบการศึกษาล่วงหน้า ตลอดจนปรับนโยบายให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตามบริบทของพื้นที่มากที่สุด

             ศธ. พยายามปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้ทันตามสถานการณ์อยู่เสมอ แต่ท่ามกลางความผันผวนของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้จากเดิมที่เราสามารถเปิดการเรียนการสอนแบบ On Site ได้กว่า 20,000 โรงเรียน แต่ในปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ทั้งนี้ ศธ. พบว่า โรงเรียนประจำหลายแห่งมีความพร้อมสำหรับการเรียนการสอนแบบ On Site ได้ จึงร่วมมือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดเตรียมแนวทาง Sandbox Safety Zone in School (SSS) เพื่อช่วยวางมาตรการด้านความปลอดภัยให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียน ซึ่งจะเริ่มนำร่องในโรงเรียนประจำประมาณ 20 โรงเรียน ต่อจากนั้น จึงจะเปิดโอกาสให้โรงเรียนประจำแห่งอื่น ๆ ที่มีความพร้อมสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนและต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองจึงจะสามารถดำเนินการได้ โดยการเปิดเรียนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ตลอดจนจะเร่งจัดหาวัคซีนให้ครอบคลุมแก่นักเรียน ครู และบุคลากรทุกท่านในโรงเรียนด้วย นอกจากนี้ ดิฉันยังให้ความสำคัญกับการจัดการเรื่องการลดภาระนักเรียน ครู การปรับการประเมิน และการนับชั่วโมงเรียนเฉพาะประเด็นที่มีความจำเป็นเท่านั้นอีกด้วย ซึ่งดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและยินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศ” นางสาวตรีนุช กล่าว

ที่มา ; สำนักงาน ก.ค.ศ.

 ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พิษโควิด ทำยอดรร.เปิดOn Site เหลือ 2 พันโรง จากช่วงแรก2หมื่น เตรียมทำแซนด์บ๊อกซ์

16 ส.ค.64- นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ประชุมหารือ ประเด็น “ทิศทางการศึกษาเพื่อฝ่าวิกฤติโควิด” ผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP - Thailand Education Partnership ) นำโดย นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์  ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ TEP พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของประเทศไทย  โดยการประชุมครั้งนี้มีมุมมองสำคัญเกี่ยวกับประเด็นด้านการศึกษา โดยเฉพาะประเด็นของผลกระทบที่เกิดกับเด็กในช่วงที่การจัดการเรียนรู้ไม่เป็นไปตามปกติ ก่อให้เกิดการสูญเสียโอกาสทางการเรียนรู้ (Learning Losses) ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ทั่วโลกพบเจอ การที่โรงเรียนไม่สามารถวางแผนการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ   เพราะสถานการณ์ผกผันตลอดเวลา ปัญหาด้านการเรียนรู้ด้วยตัวเองของเด็ก (Self-management) และผลกระทบที่เกิดจากการเรียนผ่านหน้าจอ เป็นต้น 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันวิเคราะห์และหาแนวทางที่จะ “เปลี่ยนวิกฤตที่เกิดขึ้นตอนนี้ ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูประบบการศึกษา” ที่สอดรับกับการเรียนรู้ในอนาคต และมองว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 ระบบการศึกษาไทยต้องปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง รวมถึงสะท้อนภาพของการจัดการศึกษาที่ต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปเป็น Digital learning platform และสิ่งหนึ่งที่มีการแสดงความคิดเห็นตรงกันนั้น คือ การได้เห็นว่าเมื่อเกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ ควรปรับการจัดการให้มีความยืดหยุ่น ปลดล็อกระบบราชการ ไม่เน้นการเรียนการสอนเพื่อวัดผล แต่ต้องปรับมาเรียนเฉพาะวิชาสำคัญ ให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งรอบตัว เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) ให้มากที่สุด จากทั้งในชุมชน ครอบครัว

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ศธ.ได้มีนโยบายการจัดการเรียนการสอนแบบ 5 On (Online/On Air/On Demand/On Hand/On Site) โดยได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งได้พบปัญหาและอุปสรรคส่วนหนึ่งจากพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน สำหรับการเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่ตนได้แลกเปลี่ยนปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมา เข้าร่วมหารือกับที่ประชุม ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งจากผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน โดยหลังจากนี้ ศธ. จะได้นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้ประมวลผลร่วมกับการเก็บข้อมูลของกลุ่มอาสาสมัครของครูนักประเมินที่ได้มีการปฐมนิเทศและวางแผนในการจัดเก็บข้อมูล เพื่อฟังเสียงสะท้อนปัญหาและอุปสรรคไปก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อที่จะได้ประเมินสถานการณ์ วางแผนการแก้ไขปัญหา ปรับระบบการศึกษาล่วงหน้า ตลอดจนปรับนโยบายให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตามบริบทของพื้นที่มากที่สุด

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ศธ. พยายามปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้ทันตามสถานการณ์อยู่เสมอ แต่ท่ามกลางความผันผวนของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้จากเดิมที่เราสามารถเปิดการเรียนการสอนแบบ On Site ได้กว่า 20,000 โรงเรียน แต่ในปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ทั้งนี้ ศธ. พบว่า โรงเรียนประจำหลายแห่งมีความพร้อมสำหรับการเรียนการสอนแบบ On Site ได้ จึงร่วมมือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดเตรียมแนวทาง Sandbox Safety Zone in School (SSS) เพื่อช่วยวางมาตรการด้านความปลอดภัยให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียน ซึ่งจะเริ่มนำร่องในโรงเรียนประจำประมาณ 20 โรงเรียน ต่อจากนั้น จึงจะเปิดโอกาสให้โรงเรียนประจำแห่งอื่น ๆ ที่มีความพร้อมสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนและต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองจึงจะสามารถดำเนินการได้

 "โดยการเปิดเรียนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ตลอดจนจะเร่งจัดหาวัคซีนให้ครอบคลุมแก่นักเรียน ครู และบุคลากรทุกท่านในโรงเรียนด้วย นอกจากนี้ ดิฉันยังให้ความสำคัญกับการจัดการเรื่องการลดภาระนักเรียน ครู การปรับการประเมิน และการนับชั่วโมงเรียนเฉพาะประเด็นที่มีความจำเป็นเท่านั้นอีกด้วย ซึ่งดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและยินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศ"นางสาวตรีนุชกล่าว


;
ไทยโพสต์ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ข่าวเกี่ยวกัน

เสมา 1 เร่งนำร่อง 20 รร. Sandbox Safety Zone
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุมหารือ ประเด็น “ทิศทางการศึกษาเพื่อฝ่าวิกฤติโควิด” ผ่านระบบออนไลน์ ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการหารือร่วมกับภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP - Thailand Education Partnership ) รวมถึงคณาจารย์ , เครือข่ายครูในพื้นที่ต่าง ๆ และหน่วยงานภาคเอกชนที่ทำงานร่วมกับ TEPโดยที่ประชุมได้พูดถึงผลกระทบที่เกิดกับเด็กในช่วงที่การจัดการเรียนรู้ไม่เป็นไปตามปกติ ก่อให้เกิดการสูญเสียโอกาสทางการเรียนรู้ (Learning Losses) ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ทั่วโลกพบเจอ การที่โรงเรียนไม่สามารถวางแผนการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาด้านการเรียนรู้ด้วยตัวเองของเด็ก (Self-management)และผลกระทบที่เกิดจากการเรียนผ่านหน้าจอ เป็นต้น            

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้วงประชุมยังได้ร่วมกันวิเคราะห์และหาแนวทางที่จะเปลี่ยนวิกฤตที่เกิดขึ้นตอนนี้ ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูประบบการศึกษา ที่สอดรับกับการเรียนรู้ในอนาคต และมองว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 ระบบการศึกษาไทยต้องปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง รวมถึงสะท้อนภาพของการจัดการศึกษาที่ต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปเป็น Digital learning platform และสิ่งหนึ่งที่มีการแสดงความคิดเห็นตรงกันนั้น คือการได้เห็นว่าเมื่อเกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ ควรปรับการจัดการให้มีความยืดหยุ่น ปลดล็อกระบบของราชการ ไม่เน้นการเรียนการสอนเพื่อวัดผล แต่ต้องปรับมาเรียนเฉพาะวิชาสำคัญ ให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งรอบตัว เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) ให้มากที่สุด จากทั้งในชุมชน ครอบครัว          

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากประเทศไทยยังคงเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบกับระบบการศึกษา ทำให้ไม่สามารถเปิดทำการเรียนการสอนได้ตามปกติ ดังนั้น ศธ.จึงจำเป็นต้องปรับทิศทางระบบการศึกษาให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และทันสถานการณ์ โดยช่วงแรกเราเปิดการเรียนการสอนแบบ On Site ได้กว่า 20,000โรงเรียน แต่ในปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก

ทั้งนี้ ศธ.พบว่าโรงเรียนประจำหลายแห่งมีความพร้อมสำหรับการเรียนการสอนแบบ On Site ได้ จึงร่วมมือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดเตรียมแนวทาง Sandbox Safety Zone in School (SSS) เพื่อช่วยวางมาตรการด้านความปลอดภัยให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียน ซึ่งจะเริ่มนำร่องในโรงเรียนประจำประมาณ 20 โรงเรียน จากนั้น จึงจะเปิดโอกาสให้โรงเรียนประจำแห่งอื่น ๆ ที่มีความพร้อมสามารถเข้าร่วมโครงการได้. 

 ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสาระสำคัญ

การประชุมร่วมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ได้หารือแนวทาง “ทิศทางการศึกษาเพื่อฝ่าวิกฤตโควิด-19” โดยมีผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนร่วมสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะ พบประเด็นสำคัญคือผลกระทบต่อผู้เรียนจากการหยุดชะงักของการเรียนปกติ ทำให้เกิดภาวะการสูญเสียโอกาสทางการเรียนรู้ (Learning Losses) และปัญหาด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมถึงข้อจำกัดของการเรียนผ่านระบบออนไลน์

ที่ประชุมเสนอให้ใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการปฏิรูปการศึกษา โดยปรับระบบให้ยืดหยุ่น ลดความเป็นทางราชการ เน้นการเรียนวิชาสำคัญ และส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) ผ่านครอบครัวและชุมชน รวมทั้งพัฒนาไปสู่ Digital Learning Platform

กระทรวงศึกษาธิการดำเนินนโยบาย 5 On ได้แก่ Online, On Air, On Demand, On Hand และ On Site แต่พบปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ จึงต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ มีการเตรียม Sandbox Safety Zone in School (SSS) สำหรับโรงเรียนประจำเพื่อทดลองเปิดเรียนอย่างปลอดภัย พร้อมมาตรการสาธารณสุขและการฉีดวัคซีน ขณะเดียวกันยังเน้นการลดภาระครูและนักเรียน ปรับระบบประเมิน และใช้ข้อมูลจริงมาวางแผนนโยบายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1

ประเด็นสำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้คือข้อใด
ก. การเพิ่มจำนวนครูในโรงเรียน
ข. การสร้างหลักสูตรใหม่ทั้งหมด
ค. การแก้ปัญหาผลกระทบโควิดต่อการศึกษา
ง. การลดงบประมาณการศึกษา

เฉลย: ค
เหตุผล: การประชุมมุ่งแก้ปัญหาโควิดที่กระทบระบบการศึกษาโดยตรง

ข้อ 2

“Learning Losses” หมายถึงข้อใด
ก. การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ข. การสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้
ค. การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี
ง. การสอบตกของนักเรียน

เฉลย: ข
เหตุผล: หมายถึงการสูญเสียโอกาสและประสบการณ์การเรียนรู้

ข้อ 3

แนวคิดสำคัญที่เสนอเพื่อพัฒนาผู้เรียนคือข้อใด
ก. การท่องจำ
ข. การสอบแข่งขัน
ค. การเรียนรู้ด้วยตนเอง
ง. การเรียนพิเศษเพิ่ม

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น Self-Directed Learning เป็นแกนสำคัญ

ข้อ 4

นโยบาย “5 On” ของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวข้องกับอะไร
ก. การประเมินครู
ข. รูปแบบการจัดการเรียนการสอน
ค. การจัดงบประมาณ
ง. การบริหารโรงเรียน

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้หลายช่องทาง

ข้อ 5

ปัญหาสำคัญของการจัดการเรียนออนไลน์คือข้อใด
ก. ครูไม่พอ
ข. เด็กไม่มีอินเทอร์เน็ต
ค. ความเหลื่อมล้ำและข้อจำกัดพื้นที่
ง. ไม่มีหลักสูตร

เฉลย: ค
เหตุผล: มีความแตกต่างของบริบทพื้นที่และความพร้อม

ข้อ 6

Sandbox Safety Zone in School (SSS) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร
ก. เพิ่มคะแนนนักเรียน
ข. เปิดโรงเรียนแบบปลอดภัย
ค. ลดจำนวนครู
ง. ปรับหลักสูตร

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นมาตรการเปิดเรียนภายใต้ความปลอดภัย

ข้อ 7

แนวคิด “Digital Learning Platform” สื่อถึงอะไร
ก. การเรียนแบบใช้กระดาษ
ข. การเรียนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล
ค. การเรียนในชุมชนเท่านั้น
ง. การสอบออนไลน์เท่านั้น

เฉลย: ข
เหตุผล: คือการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้

ข้อ 8

การปรับระบบราชการในการศึกษามีเป้าหมายเพื่ออะไร
ก. เพิ่มขั้นตอน
ข. ลดความยืดหยุ่น
ค. เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการ
ง. เพิ่มงานเอกสาร

เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องการให้ระบบคล่องตัวและเหมาะกับสถานการณ์

ข้อ 9

แนวทางการประเมินผลการเรียนในสถานการณ์โควิดควรเป็นอย่างไร
ก. เพิ่มการสอบ
ข. ลดเฉพาะวิชาสำคัญ
ค. งดประเมินทั้งหมด
ง. ใช้คะแนนพิเศษ

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นเฉพาะวิชาจำเป็น ลดภาระการวัดผล

ข้อ 10

ข้อมูลที่ใช้ในการวางนโยบายการศึกษาหลังโควิดควรมาจากแหล่งใด
ก. ความคิดเห็นนักเรียนเท่านั้น
ข. ข้อมูลเชิงระบบและผู้มีส่วนร่วมหลายฝ่าย
ค. ครูคนเดียว
ง. ผู้บริหารส่วนกลางเท่านั้น

เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องใช้ข้อมูลรอบด้านเพื่อความแม่นยำและเหมาะสม


ความเห็นของผู้ชม