
เมื่อวันที่ 2 เมษายน นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการติดตามข้อเท็จจริง กรณีมีผู้ร้องเรียนว่าโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น มีพฤติกรรมเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ จำนวน 1 แสนบาท เพื่อแลกกับการให้บุตรหลานเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567
สำหรับประเด็นดังกล่าว เลขาธิการ กพฐ. ได้รับทราบเรื่องแล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สั่งการ ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น เร่งติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกในทันที โดยในเบื้องต้นได้รับรายงานว่าทาง สพม.ขอนแก่น ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว หากได้ข้อสรุปหรือมีความคืบหน้าอย่างไรจะรายงานต่อ สพฐ. ให้ทราบโดยทันที
ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา สพฐ. ได้ประชุมชี้แจงทำความเข้าใจและมีหนังสือไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ให้ดำเนินการกำกับ ติดตาม และกำชับให้โรงเรียนในสังกัดต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2567 ด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เสมอภาค โปร่งใส และตรวจสอบได้ รวมทั้งข้อพึงระวัง กรณีการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ นอกเหนือจากที่ได้กำหนดไว้ โดยคณะกรรมการรับนักเรียนระดับโรงเรียน ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการรับ วิธีการคัดเลือกนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอย่างชัดเจน มีขอบเขตในการพิจารณาที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่เป็นการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง และต้องประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการรับ วิธีการคัดเลือก และขอบเขตในการพิจารณาดังกล่าวก่อนการพิจารณา ให้ผู้ปกครอง นักเรียน และสาธารณชนทราบ โดยการประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้ประกาศเฉพาะเลขประจำตัว และให้จัดทำข้อมูลรายชื่อไว้เป็นความลับ หากมีการขอตรวจสอบข้อมูลโดยผู้เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
“สำหรับประเด็นของโรงเรียนดังกล่าว สพฐ. ได้เน้นย้ำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบได้ข้อมูลครบถ้วน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และได้กำชับให้คณะกรรมการเร่งสืบสวนข้อเท็จจริงและรายงานผลต่อ สพฐ. โดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักเรียนและผู้ปกครอง รวมถึงสาธารณชนที่เกิดความกังวลใจต่อเหตุดังกล่าว อีกทั้งเรื่องความโปร่งใส ไร้ทุจริต ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการ กพฐ. ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม หากทางโรงเรียนกระทำการที่ไม่เหมาะสมเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชน ก็ยากที่จะพัฒนาการศึกษาให้เกิดคุณภาพกับผู้เรียนได้ ซึ่งก็ต้องมีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงให้กระจ่างเสียก่อน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งนี้ หากพบเหตุที่ไม่เหมาะสมใดๆ เกี่ยวกับการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2567 ขอให้แจ้งเหตุมายัง สพฐ. เราพร้อมดำเนินทุกมาตรการเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ ยุติธรรม แก่ทุกคนต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 2 เมษายน 2567
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช. ตรวจ 8 โรงเรียนขอนแก่น พบเรียกแป๊ะเจี๊ยะ 1 แสน แลกให้เด็กเข้าเรียน
เวลา 13.30 น. นายธีรัตน์ บางเพ็ชร รักษาการผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ปัญหาการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะเพื่อเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนชื่อดัง ที่มีอัตราการแข่งขันสูงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง
จากข้อมูลผู้ปกครองนักเรียนคนหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ระบุว่าในวันรายงานตัวเข้าเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา โรงเรียนแจ้งให้จ่ายเงินสด 100,000 บาท เนื่องจากหลานสาวสอบติดสำรอง ทั้งนี้หากผู้ปกครองติดต่อจ่ายเงินตั้งแต่ช่วงสมัครสอบ จะจ่ายเพียง 60,000 บาท ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่มีการมอบตัวและมีการเรียกรับเงิน
เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ได้เข้าทำการตรวจสอบและขอพบผู้มีอำนาจในสถานศึกษาดังกล่าว พร้อมขอข้อมูลการรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ที่ผู้ปกครองในคลิปอ้างถึง แต่ได้รับการปฏิเสธโดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ไม่อยู่ ต่อมาได้แจ้งว่าจะส่งข้อมูลเป็นไฟล์ ถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับ
โดย ป.ป.ช. ได้ติดตามข้อมูลและสืบสวนอย่างต่อเนื่อง หากการตรวจสอบแล้วเสร็จพบว่ากระทำผิดจริง ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องถูกดำเนินการใน 3 ข้อหาหลัก
· ผิดตามมาตรา 149 เรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่ง มีโทษจำคุกตลอดชีวิต,
· ผิดตามมาตรา 157 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โทษจำคุก 10 ปี และ
· ผิดตามมาตรา 162 ทำพยานหลักฐานเท็จ มีโทษจำคุก 10 ปี
ป.ป.ช. ตรวจ 8 โรงเรียนขอนแก่น พบเรียกแป๊ะเจี๊ยะ 1 แสน แลกให้เด็กเข้าเรียน โดยอยู่ระหว่างขอข้อมูลการรับสมัครนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4
ที่มา ; ข่าวสด
เกี่ยวข้องกัน
สพม.ขอนแก่น สั่งสอบ 8 โรงเรียนดังจังหวัด ปมผู้ปกครองโวยเรียกแป๊ะเจี๊ยะ 1 แสน
จากกรณีมีผู้ปกครองร้องเรียนสื่อมวลชนว่ามีโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะสูงถึงคนละ 1 แสนบาท ขณะเดียวกันทาง ป.ป.ช.ขอนแก่น ลงพื้นที่เฝ้าระวังสังเกตการณ์ตามมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินในโรงเรียนที่แข่งขันสูง 8 แห่ง เป็นโรงเรียนในตัวเมือง 3 แห่ง ที่เหลือเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดวันที่ 3 เม.ย.2567 นายทวีศักดิ์ สมนอก รองผู้อำนวยการ สพม.ขอนแก่น เปิดเผยว่า จากการร้องเรียนเรื่องการรับแป๊ะเจี๊ยะ และโรงเรียน 8แห่ง จากทั้งหมด 84 แห่ง ที่ป.ป.ช.ขอนแก่น เฝ้าระวังการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ คือโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดใหญ่พิเศษ และมีอัตราการแข่งขันสูง ประกอบด้วย
1.โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน 2.โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย 3.โรงเรียนกัลยาณวัตร 4.โรงเรียนบ้านไผ่ 5.โรงเรียนน้ำพองศึกษา 6.โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม 7.โรงเรียนหนองเรือวิทยา 8.โรงเรียนชุมแพศึกษา ซึ่งโรงเรียนทั้ง 8 แห่ง สามารถรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษได้
โดยเงื่อนไขพิเศษ มี 4 หลักเกณฑ์ คือ
1.นักเรียนที่อยู่ในอุปการะของผู้บริจาคที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างเพื่อจัดตั้งโรงเรียน ซึ่งเงื่อนไขนี้ เป็นไปตามมติครม. ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2562
2.นักเรียนยากไร้และด้อยโอกาส
3.นักเรียนที่เป็นบุตรผู้เสียสละเพื่อชาติหรือผู้ประสบภัยพิบัติที่ต้องได้รับการสงเคราะห์ดูแลเป็นพิเศษ
4.นักเรียนที่เป็นบุตรข้าราชการครูและบุคลากรในโรงเรียนนั้น
โดยในจำนวนนี้ มี โรงเรียน 4แห่ง ที่ขอเปิดรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษข้อที่ 5 คือนอกเหนือจากเงื่อนไขพิเศษทั้ง 4 ข้อ เช่น ผู้ที่มีอุปการคุณต่อโรงเรียนต่อเนื่อง เป็นต้น ซึ่งการเปิดรับสมัครนักเรียนเงื่อนไขพิเศษข้อที่ 5 นี้ เป็นเหตุผลและความจำเป็นของโรงเรียนนั้นๆ ในการขอเปิดรับนักเรียน
เบื้องต้น สพม.ขอนแก่น ยืนยันว่าไม่ได้ปล่อยปะละเลยให้มีการเรียกรับเงินหรือแป๊ะเจี๊ยะ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการรับเงินนักเรียนเข้าเรียน โดยวันนี้ได้มีการเชิญผู้บริหารโรงเรียน 8 แห่ง ที่ป.ป.ช.อ้างว่าเข้าข่ายเฝ้าระวังการเรียกรับเงิน มาสอบถามข้อเท็จจริงและกำชับแนวทางปฏิบัติตามระเบียบ และตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะโรงเรียนที่ถูกกล่าวหา หลังจากมีผู้ปกครองร้องเรียนต่อสื่อมวลชน
สพม.ขอนแก่น สั่งสอบ 8 โรงเรียนดังจังหวัด ปมผู้ปกครองโวยเรียกแป๊ะเจี๊ยะ 1 แสน ให้รายงานผลภายใน 1 สัปดาห์ พร้อมเชิญผู้บริหารโรงเรียน มาสอบถามข้อเท็จจริง
ที่มา ; ข่าวสด
เกี่ยวข้องกัน
คุก 18 ปี 24 เดือน อดีตผอ.-รองผอ. เรียกแป๊ะเจี๊ยะเข้าเรียน
เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ถนนเลียบรางรถไฟ ศาลกลางอ่านคำพิพากษา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นโจทก์ฟ้องนายวิโรฒ สำรวล อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลย ในกรณีร่วมกันกระทำความผิดด้วยการเรียกรับเงินบริจาคจากผู้ปกครองนักเรียนโดยไม่นำเข้าระบบการเงิน เพื่อเป็นรายได้ของโรงเรียน และร่วมกันเบียดบังเงินบริจาคไปโดยทุจริต
คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่า ในระหว่างเดือน ม.ค.-มิ.ย.2560 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษาสามเสนวิทยาลัย และจำเลยที่ 2 รองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษาสามเสนวิทยาลัยร่วมกันกระทำความผิดด้วยการเรียกรับเงินบริจาคจากผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 6 ราย โดยไม่นำเข้าระบบการเงินเพื่อเป็นรายได้ของโรงเรียน โดยร่วมกันเบียดบังเงินบริจาคไป เป็นของจำเลยทั้งสองโดยทุจริต
และยังร่วมกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาสามเสนวิทยาลัยใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจ ให้เจ้าหน้าที่การเงินเเละบัญชีของโรงเรียน กรอกข้อความลงในเอกสารใบเสร็จรับเงิน ซึ่งไม่ตรงต่อความจริงอันเป็นการกระทำโดยทุจริตต่อหน้าที่ ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1-2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 มาตรา 148 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1), (5) ประกอบมาตรา 86, 90, 91 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ฯ และขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1), (4) ประกอบมาตรา 86 มาตรา 90 และมาตรา 91 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 192 และขอให้ริบทรัพย์สินหรือประโยซน์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ในความผิดฐานร่วมกันเบียดบังเงินบริจาคนั้น โจทก์มีผู้ปกครอง 6 ราย ให้การยืนยันว่า จำเลยที่ 1, 2 ร่วมกันรับเงินบริจาคที่ประสงค์จะมอบให้โรงเรียนมัธยมศึกษาสามเสนวิทยาลัยเพื่อให้บุตรหลานของตนได้รับการพิจารณาให้เข้าศึกษาในโรงเรียน ประเภทเงื่อนไขพิเศษ แต่กลับไม่มีการออกใบเสร็จรับเงินให้ ซึ่งจำนวนเงินที่ผู้ปกครองกล่าวอ้างนั้นก็สอดคล้องกับหลักฐานการถอนเงินจากบัญชีธนาคารและต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1, 2 มาก่อน ที่จำเลยที่ 1, 2 นำสืบว่า เงินที่ได้รับมานั้น ได้นำไปมอบให้คณะกรรมการภาคีเครือข่ายการรับนักเรียนและการระดมทรัพยากรเพื่อมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาที่จำเลยที่ 2 ทำการแต่งตั้งนั้น แต่การจัดตั้งคณะกรรมการภาคีเครือข่ายดังกล่าว ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งไม่เป็นไปตามแนวทางในการปฏิบัติการระดมทรัพยากรของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
อีกทั้งการรับมอบเงินโดยคณะกรรมการดังกล่าวต้องปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง พ.ศ.2551 และระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานว่าด้วยการบริหารจัดเก็บเงินรายได้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคลในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ.2551 แต่คณะกรรมการดังกล่าวกลับทำผิดระเบียบทั้งหมด เนื่องจากเมื่อรับมอบเงินบริจาคมา ก็ไม่มีการออกใบเสร็จรับเงินให้และไม่นำเงินบริจาคไปเข้าบัญชีเงินฝากของโรงเรียนในทันที แต่นำเงินไปเก็บไว้ในตู้เซฟที่อยู่ในห้องทำงานของจำเลยที่ 2 ซึ่งไมใช่ตู้เซฟของทางราซการ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้มีหน้าที่รับเงินบริจาคไม่ใช่กรรมการเก็บรักษาเงินและตรวจนับเงินที่โรงเรียนแต่งตั้งขึ้นเงินที่เก็บไว้ในตู้เซฟตามระเบียบต้องเก็บไว้ได้ ไม่เกินวันละ 3 หมื่นบาท และเก็บไว้ในตู้เซฟได้ไม่เกิน 3 วันแต่กลับเก็บเงินไว้มากกว่า 3 วัน ไม่มีการตรวจนับของเงินบริจาคที่ได้รับมาในทันทีเพื่อนำเข้าระบบบัญชีของโรงเรียนเพื่อลงทะเบียนคุมรายรับเงินได้สถานศึกษา และยังเก็บเงินไว้เป็นจำนวนมากถึงหลักล้าน โดยไม่สามารถตรวจสอบยอดเงินที่แน่นอนได้
ดังนั้นการแต่งตั้งคณะกรรมการภาคีเครือข่ายดังกล่าวจึงเป็นการแต่งตั้งที่ไม่ชอบและไม่มีอำนาจในการระดมทรัพยากรเพื่อเก็บรักษาเงินไว้แทนโรงเรียนได้ และยังพบพิรุธว่า ระหว่างที่มีการเก็บเงินบริจาคไว้นั้น ปรากฏว่ามีคลิปวิดีโอที่ตัวแทนผู้ปกครองแอบบันทึกไว้ขณะที่มีการส่งมอบเงินบริจาคให้แก่จำเลยที่ 1, 2 เผยแพร่ทางสื่อสารมวลชน หลังจากจำเลยที่ 1 แถลงข่าวแล้ว จำเลยทั้งสามจึงรีบตามเจ้าหน้าที่การเงินมาออกใบเสร็จรับเงินย้อนหลังให้และในใบเสร็จไม่มีการระบุชื่อผู้บริจาค ซึ่งไม่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้แล้วรีบนำเงินบริจาคเข้าระบบบัญชีเงินฝากของโรงเรียน เป็นการกระทำเพื่อปกปิดความผิดของตน และความผิดสำเร็จลงแล้ว ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1, 2 จึงไม่อาจรับฟังได้
ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจหรือจูงใจให้เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีของโรงเรียน กรอกข้อความลงในเอกสารใบเสร็จรับเงินอันเป็นเท็จและฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารอันเป็นเท็จและมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงิน ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการออกใบเสร็จรับเงิน ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้ร่วมลงลายมือชื่อ และจำเลยที่ 3 ก็ไม่มีหน้าที่โดยตรงและไม่มีหน้าที่โดยทั่วไปเกี่ยวกับการออกใบเสร็จรับเงิน และการข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดนั้น การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันให้เจ้าหน้าที่การเงินกรอกข้อความในใบเสร็จรับเงิน มิใช่การมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด และการกระทำของจำเลยทั้งสามไม่ได้บังคับข่มขืนใจเจ้าหน้าที่การเงิน เป็นการกระทำโดยสมัครใจเอง การกระทำของจำเลยที่ 1, 2 จึงไม่เป็นความผิดตามข้อหาดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนด้วย
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1, 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91
จำคุกจำเลยที่ 1, 2 กระทงละ 5 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุกคนละ 30 ปี ทางนำสืบและคำรับของจำเลยที่ 1, 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1, 2 กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 1, 2 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 6 กระทง คงจำคุกคนละ 18 ปี 24 เดือน ให้จำเลยที่ 1, 2 ร่วมกันชำระเงินหรือแทนกันชำระเงินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เป็นเงิน 7 แสนบาท โดยให้ริบเงินจำนวนดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดิน ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ภายหลังฟังคำพิพากษาจำเลย 1, 2 ยื่นคำร้องขอประกันตัว ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง ส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งคาดว่าจะตกภายใน 1-3 วัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณา จำนวน 7 นัด รวมระยะเวลานับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 6 มิ.ย.2566) ถึงวันอ่านคำพิพากษาเป็นเวลา 10 เดือน 18 วัน
ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลางสั่งจำคุก อดีต ผอ.-รอง ผอ. สามเสนวิทยาลัย เรียกแป๊ะเจี๊ยะ เข้ากระเป๋าตัวเองคนละ 18 ปี 24 เดือน ใช้ชำระเงินตกเป็นของแผ่นดิน 7 แสนบาท



ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 24 เมษายน 2567
เกี่ยวข้องกัน
ปปช. บุกรวบ รองผู้อำนวยการโรงเรียนดังขอนแก่น เรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ
วันที่ 30 เม.ย.2567 นายประทีป จูฑะศร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 4 เปิดเผยว่า เมื่อวานที่ผ่านมา ( 29 เม.ย.67) ป.ป.ช. ได้รับแจ้งเบาะแสจากผู้เสียหายว่า โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น เรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะเป็นค่าย้ายนักเรียนระหว่างปีการศึกษารายละ 20,000 บาท
หลังทราบเรื่อง จึงส่งเจ้าหน้าที่เพื่อสืบหาข้อมูลหลังข้อมูลครบถ้วน ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ป.ป.ช. ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบหลังผู้เสียหายมอบเงินจำนวนดังกล่าว ให้กับบุคคลในระดับบริหารของโรงเรียน
ต่อมาลงพื้นที่ดำเนินการจับกุม รองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองขอนแก่น เรียกรับเงินจากผู้ปกครองนักเรียนเพื่อรับย้ายนักเรียนระหว่างปีการศึกษา โดยแจ้งค่าใช้จ่ายทั้งหมด 20,000 บาท แต่บุตรของผู้เสียหายอ่านออกเขียนได้จึงลดลงเหลือ 10,000 บาท และต้องจ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น และไม่ได้แจ้งว่าเงินที่บริจาคนั้นบริจาคด้านใดให้กับทางโรงเรียน ซึ่งถ้าบริจาคเงินจำนวนนี้จะได้เข้าเรียนที่โรงเรียน
ป.ป.ช. หลังจากรับทราบเรื่องร้องเรียนจึงนำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 15 ฉบับ รวมเป็นเงิน 15,000 บาท จากผู้เสียหายที่ร้องเรียนมาลงบันทึกประจำวัน ก่อนนำเงินจำนวนดังกล่าวไปมอบให้กับทางรองผู้อำนวยการโรงเรียนตามที่ได้นัดหมาย
โดยนำเอาธนบัตร 10,000 บาท วางไว้ให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนตามที่แจ้งไว้ หลังมอบเงินจำนวนดังกล่าวเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่พนักงานชุดจับกุม ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ป.ป.ช. จึงเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของรองผู้อำนวยการโรงเรียนพร้อมแจ้งสิทธิผู้ต้องหา
โดยรองผู้อำนวยการโรงเรียนรับว่าเป็นเงินที่ผู้ปกครองนำมามอบให้เพื่อบริจาคให้แก่โรงเรียน เจ้าพนักงานจึงนำธนบัตรชนิด 1,000 บาท จำนวน 10 ฉบับ มาเปรียบเทียบกับประจำวันที่ลงไว้ โดยรองผู้อำนวยการโรงเรียนยอมรับว่าธนบัตรดังกล่าว ตรงกับที่ลงประจำวันจริง
จากนั้น ทำการขอค้นบริเวณโต๊ะทำงานของรองผู้อำนวยการโรงเรียน พบแฟ้มเอกสารการรับเงินจากผู้ปกครอง ที่นำนักเรียนมามอบตัวในวันต่างๆและพบรายการบัญชีการจ่ายเงินดังกล่าว จำนวนหลายรายการ ทั้งปรากฏอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์และได้ขอให้ รองผู้อำนวยการโรงเรียน พิมพ์เอกสารดังกล่าวมอบให้เจ้าพนักงานชุดจับกุม
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับตามกฎหมายให้ทราบ จากนั้นได้ควบคุมตัวไปทำบันทึกจับกุม แล้วนำตัวส่งสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ส่วนของโรงเรียนดังกล่าวพบว่านักเรียนที่ย้ายในระหว่างปีการศึกษามีประมาณ 70 คน ซึ่งจะมีการทดสอบเด็กก่อน ถ้าเด็กไม่ผ่านเกณฑ์อ่านออกเขียนได้ จะมีการเรียกเงินแป๊ะเจี๊ยะจำนวน 20,000 บาท หากนักเรียนคนดังกล่าวผ่านเกณฑ์จะมีการเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะ 15,000 บาท
โดยจำนวน 10,000 บาท จะออกเป็นใบเสร็จให้ ในส่วนที่เหลือจะไม่ออกใบเสร็จและนำเงินส่วนที่เหลือไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งในจำนวนนักเรียน 70 กว่าคนนั้นพบว่า มีประมาณ 60 คน ที่จ่ายแป๊ะเจี๊ยะ และอีก 10 กว่าคนไม่ได้จ่ายแป๊ะเจี๊ยะ แต่ใช้ความสัมพันธ์กับรองผู้อำนวนการคนดังกล่าวเพื่อเข้าเรียน
ล่าสุด ป.ป.ช. ได้ข้อมูลมาพบว่า ขณะนี้ผู้เสียหายถูกกดดันให้กลับคำให้การ นอกจากนี้ยังพบว่าโรงเรียนดังกล่าวนั้นมีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองรายหนึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้ง และทาง ปปช.ส่วนกลาง พร้อมแจ้งข้อหาตามมาตรา 146 และมาตรา 157
หลังจากนั้นนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานภายใน 30 วัน เพื่อนำส่ง ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป โดยจะมีการแถลงรายละเอียดต่อไป
ปปช. บุกรวบ รองผู้อำนวยการโรงเรียนดังขอนแก่น เรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ ตรวจพบรับเงินมาแล้ว 70 คน คนละ 20,000 บาท เผยผู้เสียหายถูกกดดันให้กลับคำให้การ
ที่มา ; msn
เกี่ยวข้องกัน
รวบคาห้องทำงาน! จับสดรองผอ.โรงเรียนสนามบินขอนแก่น เรียกเงินแป๊ะเจี๊ยะ 1 หมื่น
ป.ป.ช. ประสาน ตร.สภ.เมืองขอนแก่น บุกรวบรองผอ.โรงเรียนสนามบิน เรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ ค่าห้องทำงาน เผยอ้างต้องมีการบริจาคเงิน 20,000 บาท ผ่านเกณฑ์อ่านออกเขียนได้ลดให้เหลือ 10,000 บาท แต่ขอรับเป็นเงินสดเท่านั้น ก่อนโดนวางแผนจับกุมตัว ส่ง สภ.ในพื้นที่ดำเนินการตามกม.ต่อไป
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2567 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ข่าวการจับกุมรองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น มีพฤติการณ์ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เรียกรับทรัพย์สินเป็นเงินจากผู้ปกครองนักเรียนเพื่อรับย้ายนักเรียนระหว่างปีการศึกษา โดยอ้างว่าจะต้องมีการบริจาคเงิน 20,000 บาท แต่เนื่องจากบุตรของผู้กล่าวหาผ่านเกณฑ์อ่านออกเขียนได้ จึงลดให้เหลือ 10,000 บาทจ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น ไม่ได้จ่ายที่ห้องการเงินเหมือนค่าเทอม
สำนักงาน ป.ป.ช.ระบุว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2567 ภายใต้การอำนวยการของนายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายประทีป จูฑะศร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 4 นายจักรกฤช ตันเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายสุขสันต์ ประสาระเอ ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ นายธีรัตน์ บางเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดขอนแก่น นายไพโรจน์ นิยมเดชา ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว 2 และนายธนิต สุวรรณากาศ หัวหน้ากลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว 1 พร้อมด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ และนักสืบสวนคดีทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 4 ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น และ กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.4 ร่วมดำเนินการจับกุมรองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น มีพฤติการณ์ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เรียกรับทรัพย์สินเป็นเงินจากผู้ปกครองนักเรียนเพื่อรับย้ายนักเรียนระหว่างปีการศึกษา อันถือเป็นการกระทำความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใด ในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการ
สืบเนื่องจากสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ได้รับประสานข้อมูลจากนายธีรัตน์ บางเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดขอนแก่น ว่ามีผู้กล่าวหาแจ้งเรื่องร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสทางเว็บไซต์ของสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ URL :https://wbs.nacc.go.th โดยเป็นกรณีแจ้งเรื่องกล่าวหารองผู้อำนวยการโรงเรียน แห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น มีพฤติการณ์ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เรียกรับสินบน เป็นเงินเพื่อรับย้าย นักเรียนระหว่างปีการศึกษา โดยรองผู้อำนวยการคนดังกล่าวแจ้งกับผู้กล่าวหา ซึ่งเป็นผู้ปกครองที่ต้องการ ย้ายบุตรเข้าไปเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนดังกล่าว ว่าต้องมีการบริจาคเงิน 20,000 บาท แต่เนื่องจากบุตรของผู้กล่าวหาผ่านเกณฑ์อ่านออกเขียนได้ จึงลดให้เหลือ 10,000 บาทจ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น ไม่ได้จ่ายที่ห้องการเงินเหมือนค่าเทอม
พร้อมแจ้งว่าเป็นเงินบริหารที่เป็นอัตราราคาตามที่คณะกรรมการคณะครู ของโรงเรียนได้ตกลงกันว่าจะเรียกรับเงินเป็นเงินสดเท่านั้น รวมถึงมิได้แจ้งว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นการรับบริจาคให้แก่โรงเรียนตามระเบียบ หรือเป็นเงินที่ขอเก็บไปเพื่อนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านใดของโรงเรียนหรือนักเรียน ทั้งยังมิได้แจ้งว่าจะทำการออกใบเสร็จรับเงินให้ หรือให้นำเงินไปจ่ายกับฝ่ายการเงินของโรงเรียนแต่อย่างใด เพียงแต่แจ้งว่าให้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาให้กับทางรองผู้อำนวยการคนดังกล่าวในห้อง ซึ่งเป็นห้องทำงานส่วนตัวโดยตรง และหากจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวแล้วจะได้เข้าเรียนที่โรงเรียนดังกล่าว ทั้งที่บุตรของผู้กล่าวหาก็ผ่านการทดสอบ และในใบสมัครเรียน หรือเอกสารอื่นใดของโรงเรียนก็มิได้มีการแจ้งให้ทราบ และเผยแพร่เป็นการทั่วไปถึงการเรียกเก็บเงินดังกล่าว
ต่อมาเมื่อได้มีการนัดหมายให้เข้าไปจ่ายเงินดังกล่าว เมื่อวันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2567 เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น และ กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.4 จึงได้ร่วมกันวางแผนจับกุม โดยได้มีการเฝ้าสังเกตการณ์จนกระทั่งผู้กล่าวหาเข้าพบ และนำเงินสดจำนวนดังกล่าวส่งมอบให้รองผู้อำนวยการ คนดังกล่าวในห้องทำงานส่วนตัว โดยหลังจากปรากฏพฤติการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น และ กก.สืบสวน1 บก.สส.ภ.4 จึงได้เข้าแสดงตัวและเข้าจับกุมรองผู้อำนวยการ คนดังกล่าว พร้อมได้แจ้งสิทธิผู้ต้องหาและข้อกล่าวหาว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 มาตรา 157”
จากนั้นได้ควบคุมตัวไปทำบันทึกจับกุมแล้วนำตัวส่งสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ต่อไป
ขณะที่สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันข้อมูลว่า โรงเรียนที่รองผู้อำนวยการรายนี้ ทำงานอยู่ คือ โรงเรียนสนามบิน ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น
อย่างไรก็ดี คดีนี้ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาชี้ขาด ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอังคาร ที่ 30 เมษายน 2567
เกี่ยวข้องกัน
สั่งย้าย รองผอ.โรงเรียน รับเงินแป๊ะเจี๊ยะ หลังถูกบุกจับคาห้องทำงาน
โดนแล้ว สั่งเด้ง รองผอ.โรงเรียน ดังขอนแก่น รับเงินแป๊ะเจี๊ยะ หลังถูก ป.ป.ช. บุกจับคาห้องทำงาน ปมเรียกรับเงินผู้ปกครองรายละ 20,000 บาท
จากกรณีที่ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ภาค 4 เข้าทำการจับกุม รองผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ในเขต อ.เมือง จ.ขอนแก่น หลังเรียกรับเงินจากผู้ปกครองนักเรียนเพื่อรับย้ายนักเรียนระหว่างปีการศึกษา รายละ 20,000 บาท ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 พ.ค.2567 ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อขอพบกับ นายอารยันต์ แสงนิกุล ผอ.สพป.ขก.เขต 1 แต่ติดราชการในพื้นที่ต้องไปประเมินโรงเรียนต่าง ๆ ตามตารางงานราชการที่กำหนดไว้
จากการสอบถามทราบว่า ภายหลังจาก ป.ป.ช. ลงพื้นที่จับกุม รองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น และปรากฏเป็นข่าวเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังจากทางเขตทราบเรื่องก็ได้ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง ลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากทางโรงเรียนทันที
โดยพบว่าเป็นผู้บริหารในโรงเรียน จึงได้สืบข้อมูลก่อนนำมาประมวลผลว่าการสืบข้อเท็จจริงนั้นมีมูลหรือไม่ หากพบมีมูลก็จะตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมาอีกขั้น โดยทุกขั้นตอนต้องเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจ และได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามขั้นตอนแล้ว
กระทั่งมีคำสั่งย้าย รอง ผอ. คนดังกล่าว มาประจำสำนักงานเขตการศึกษาเป็นการชั่วคราว เพื่อให้คณะกรรมการสืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นไปด้วยความโปร่งใส และเกิดความเป็นธรรม
ที่ผ่านมาในส่วนของทางสำนักงานเขตฯ ได้มีการร่วมมือกันในการป้องกันและป้องปรามอย่างเข้มงวด กับทาง ป.ป.ช. และ สตง. และมีการจับกุมแต่ไม่เป็นข่าวมาหลายคน ทั้งผู้บริหารและครูในโรงเรียน ยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนการลงโทษให้ออกหรือไล่ออกนั้น จะต้องรอผลการสอบสวนทางคดีอาญาควบคู่ไปกับการพิจารณาเอาผิดในเรื่องของวินัยด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ป.ป.ช.ภาค 4 ได้แจ้งข้อหากับทางรอง ผอ.โรงเรียนที่ถูกกล่าวหารับเงินในคดีอาญาแล้ว โดยได้ประกันตัวในวันที่ถูกแจ้งข้อหา ประกอบด้วยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ
เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำ คุก ตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำ คุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 400,000 บาท หรือประหารชีวิต
และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่มา ; ข่าวสด 1 พ.ค. 2567
เกี่ยวข้องกัน
ด่วน! ธนุ สั่งเด้ง ผอ.ร.ร.ดังขอนแก่น พร้อมสอบวินัยร้ายแรง รอง.ผอ.รับแป๊ะเจี๊ยะ
เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้รับรายงานจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น(สพป.ขอนแก่น)เขต1 ว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ช.) เขต4 จังหวัดขอนแก่น ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น และกองบังคับการสืบสวนสอบสวน (บก.สส.)เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.4 เข้าร่วมจับกุมรองผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งใน จังหวัดขอนแก่น ระหว่างผู้ปกครองนัดหมายจ่ายเงินที่ รองผู้อำนวยการโรงเรียนเรียกรับเงินจากผู้ปกครองนักเรียนที่ขอย้ายนักเรียนชั้น ป.3 เข้าไปเรียนระหว่างปีการศึกษา เป็นเงิน จำนวน 20,000 บาท แต่เนื่องจากนักเรียนผ่านเกณฑ์ทดสอบอ่านออกเขียนได้ จึงลดเหลือ 10,000 บาท ป.ป.ช.เขต4 และเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนเข้าจับกุมขณะผู้ปกครองนำเงินสดมาให้ รองผู้อำนวยการโรงเรียนที่ห้องทำงานส่วนตัว เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หลังจากได้รับรายงานตนก็ได้สั่งการให้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น (สพป.ขอนแก่น) เขต1 ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 1 วัน เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจน และวันนี้กรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานมาถึงตนแล้วว่าได้กระทำความผิดจริง จึงได้สั่งให้ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต1 สั่งพักราชการและตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง รองผู้อำนวยการคนดังกล่าว
ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียนในฐานะผู้บังคับบัญชา ตนก็ให้สั่งย้ายให้มาสำรองราชการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เพื่อสอบสวนเชิงลึก ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่
ที่มา ; มติชนออนไลน์ 1 พ.ค. 2567
เกี่ยวข้องกัน
สั่งพักราชการ รองผอ.ร.ร. รีดแป๊ะเจี๊ยะ ป.ป.ช.พบหลักฐานมัดตัว ‘สมุดรายชื่อ 70 น.ร.’ จ่ายสูงสุด 2 หมื่น
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดขอนแก่น นายธีรัตน์ บางเพ็ชร รักษาการผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ร่วมกับตำรวจ เข้าจับกุมรองผู้อำนวยการโรงเรียน(รองผอ.ร.ร.)แห่งหนึ่งในขอนแก่น ขณะเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะจากผู้ปกครอง 10,000 บาท เพื่อรับย้ายนักเรียนระหว่างปีการศึกษา โดยนัดมอบเงินในห้องทำงานส่วนตัวในโรงเรียน เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมานั้น ว่าจุดเริ่มต้นของการจับกุม เนื่องจากมีผู้เสียหายร้องเรียนในระบบติดตามตรวจสอบการทุจริตและการแจ้งเบาะแสของเว็บไซต์ สำนักงานป.ป.ช. จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา และได้เข้ามาพบกันในวันที่ 25 เมษายน
และนำเรื่องที่ตนเองถูกเรียกรับเงินจากผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ก่อนจะวางแผนจับกุมเมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา โดยผู้เสียหาย ได้ให้ข้อมูล กับ ป.ป.ช.ว่า ทางโรงเรียนดังกล่าวได้เรียกรับเงินมา 2 จำนวน คือ 10,000 บาท กับ 20,000 บาท โดยดูจากผลการทดสอบการเรียนของเด็กนักเรียนที่ย้ายมา ถ้าเด็กอ่านออกเขียนได้จะเรียกเก็บ 10,000 บาท แต่ถ้าหากอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้หรือได้เล็กน้อย ก็จะถูกเรียกเก็บแพงขึ้นคือ 20,000 บาท แต่ลูกของผู้เสียหายผ่านเกณฑ์อ่านออกเขียนได้จึงได้จ่าย 10,000 บาท
แต่เมื่อกลับไปตรวจสอบประกาศของโรงเรียนกลับ พบว่า ไม่มีเรื่องการเงินค่าย้ายโอนอยู่ในประกาศ และไปสอบถามเพื่อนบ้าน บอกว่าเคยพาหลานไปแต่ไม่ได้เสียค่าย้ายโรงเรียน และเมื่อตรวจสอบลงลึกไปอีกก็พบว่า โรงเรียนไม่ได้มีประกาศว่าจะเก็บค่าธรรมเนียมในราคานี้ เมื่อไปดูเรื่องเงินบริจาค โรงเรียนก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องบริจาคเท่าไหร่ จึงเชื่อได้แน่ว่าถูกเรียกเงินอย่างไม่เป็นธรรม จึงเป็นที่มาของการจับกุมคาห้องทำงานของรองผอ.ร.ร
นายธีรัตน์ กล่าวว่า ในช่วงที่เข้าไปจับกุม รองผอ.ร.ร. คนดังกล่าวในห้องทำงาน พบสมุดบันทึกนักเรียนที่ย้ายเข้ามา ตรวจสอบพบว่า มีรายชื่อนักเรียนแต่ละชั้นปี ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 ที่ย้ายเข้ามา เป็นรายชื่อที่จ่ายเงินแล้วทั้งหมดกว่า 70 คน ดูจากยอดบันทึกมีตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท ในขณะที่เข้าจับกุมก็ได้พบเงินแป๊ะเจี๊ยะวางอยู่บนโต๊ะข้างหน้าผู้บริหาร เบื้องต้น รอง ผอ.ร.ร. คนดังกล่าวยอมรับว่ารับเงินจริง จึงเก็บเป็นหลักฐานเพื่อดำเนินคดี ที่ สภ.เมืองขอนแก่น
สำหรับพฤติการณ์ก็เหมือนการรับสมัครทั่วไป เหมือนการสอบเข้า การโอนย้าย มีระเบียบอยู่แล้วว่าต้องดำเนินการอย่างไร ก็มีเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกัน หลังจากประเมินนักเรียนเสร็จจะมีการให้คะแนน และให้ผู้ปกครองถือใบประเมินไปพบกับผู้บริหาร ในการแจ้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะแจ้งในห้องผู้บริหาร ไม่ได้มีการบอกผู้ปกครองก่อน ซึ่งตามความจริงแล้วค่าเทอมของเด็กทั่วไป ป.1-ป.6 อยู่ที่ 2,500 บาทและ เงินประกัน 200 บาท รวมเป็น 2,700 บาท แต่ค่ารับย้ายจะไม่ได้บอกอะไรไว้เลย เพราะระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)จะให้เป็นอำนาจของโรงเรียนเป็นผู้ประกาศค่าธรรมเนียม แต่ครั้งนี้โรงเรียนไม่ได้ประกาศ ผู้ปกครองจึงคิดว่าค่าธรรมเนียมไม่น่าจะมี เมื่อถูกเรียกเก็บจึงคิดว่าไม่เป็นธรรม
ตอนนี้อำนาจการสอบสวนอยู่ที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เมื่อครบ 30 วัน ก็ต้องส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ เพราะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งความผิดในลักษณะนี้จะเข้าข่ายมาตรา 149 เรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ กับมาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ขณะที่นายอารยันต์ แสงนิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) ขอนแก่น เขต 1 กล่าวว่า หลังจากทราบเรื่องในวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ทางสพป.ขอนแก่น เขต 1 ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ขึ้นมาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวทันที พร้อมกับมีคำสั่งให้รอง ผอ.ร.ร. ที่ถูกกล่าวหา เข้ามาประจำที่สพป.ขอนแก่น เขต 1 ทันที เมื่อวานนี้ทางโรงเรียนรอง ผอ.ร.ร. ที่ถูก ป.ป.ช. จับกุมหลังรับเงินแป๊ะเจี๊ยะจากผู้ปกครองนักเรียน ได้มีการตั้งคณะกรรมสืบสวนข้อเท็จจริง จนกระทั่งทางโรงเรียนได้ส่งหนังสือสรุปการผลการสืบสวนเรื่องดังกล่าว มาให้รับทราบแล้ว
เบื้องต้นคณะกรรมการมีการชี้มูลว่าผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดวินัยร้ายแรง ตามกระบวนการของ ป.ป.ช. เพียงคนเดียว ทำให้ในวันนี้ได้มีคำสั่งพักราชการ กับทางรอง ผอ.ร.ร. จะทำให้ไม่สามารถมีบทบาทในโรงเรียน รวมทั้งเงินเดือนและค่าตอบแทนที่จะได้รับในทันที พร้อมตั้งคณะกรรมการสืบสวนวินัยร้ายแรงขึ้นมา เพื่อดำเนินการตามกระบวนการให้เร็วที่สุด ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียน การย้ายเด็กเข้าเรียนจะมีระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการที่ชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะถือว่าผิดวินัยร้ายแรง และเพิ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ของสพป. ขอนแก่น เขต1
อึ้ง! ป.ป.ช. ขอนแก่น พบหลักฐานสมุดรายชื่อนักเรียนจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะกว่า 70 ราย จ่าย 5,000-20,000 บาท สพป.ขอนแก่น เขต 1 สั่งพักราชการ ตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรง
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 2 พฤษภาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
เสมา 1 ย้ำทุกหน่วยงานเร่งชี้แจงดราม่า สอบทุจริตโปร่งใส พร้อมวางไทม์ไลน์ติดตามงบชัดเจน
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารศธ. ว่า ที่ประชุมติดตามผลการเบิกจ่ายงบประมาณ 2567 ของศธ. ซึ่งยังเหลือระยะเวลาดำเนินงาน 5 เดือน โดยให้ทุกหน่วยงานเร่งทำไทม์ไลน์ พร้อมระบุรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินแต่ละช่วงเวลาที่ชัดเจน และได้มอบนโยบาย ถ้ามีงบประมาณเหลือจ่ายขอให้นำมาใช้ในการปรับปรุงสุขาก่อนเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ได้มอบให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปติดตามผลการดำเนินการจ้างเหมาบริการนักการภารโรง จำนวน 13,751 อัตรา รองรับการเข้ามาปฏิบัติงานได้ทันในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เพื่อช่วยลดภาระครูและโรงเรียน ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”
พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้เน้นย้ำทุกหน่วยงาน เร่งชี้แจงประเด็นด้านการศึกษาต่าง ๆ ที่เป็นกระแสของสังคม อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป เช่น โรงเรียนสังกัด สพป.ขอนแก่น เขต 1 เรียกรับเงินเพื่อให้นักเรียนเข้าเรียนกว่า 70 คน คนละ 20,000 บาท เป็นต้น ฯลฯ เร่งย้ายเข้าส่วนกลาง หากมีความผิดชัดเจนก็ให้ออกจากราชการไว้ก่อน และเร่งชี้แจงให้ประชาชนได้รับรู้เร็วยิ่งขึ้น
ยืนยันว่า จากนี้การตรวจสอบทุจริตจะมีความรวดเร็ว โดยขอให้ทุกหน่วยงานเปิดช่องทางในการแจ้งเบาะแส หากใครพบข้อมูลต้องสงสัยก็สามารถแจ้งข้อมูลเข้ามาได้
ส่วนการย้ายผู้อำนวนการโรงเรียน ในสังกัดสพป.ขอนแก่น เขต 1 เข้าสพฐ. แม้จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียนนั้น เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ให้การสอบสวนมีปัญหา ตรงไปตรงมาทั้งสองฝ่าย ผู้อำนวยการโรงเรียนจะมีความผิด หรือไม่ผิด ก็ดึงออกจากพื้นที่ก่อน หากไม่พบข้อมูลว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ถือว่า มีความบริสุทธิ์จริง ๆ เพราะผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ได้มีการไปข่มขู่ในพื้นที่ ถือเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ ให้การสอบสวนมีความยุติธรรมอย่างแท้จริง
รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าวต่อว่านอกจากนี้ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ยังจัดโครงการ “อาชีวะรวมพลังคลายร้อน ลดการใช้พลังงาน สร้างอากาศสะอาด OVEC. empowers, saves energy, breathes cleaner air”
โดยขอเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมมือร่วมใจประหยัดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เป็นการส่งเสริมการพัฒนาทักษะและเพิ่มพูนประสบการณ์วิชาชีพแก่นักเรียนนักศึกษาอาชีวะ ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง โดยใช้ทักษะจากการเรียนช่วยล้างแอร์ให้กับประชาชน ทั่วประเทศ ซึ่งการล้างแอร์ทุก ๆ 6 เดือน พบว่า ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 10% ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจ สามารถลงทะเบียนได้ ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 2 พฤษภาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
‘คุรุสภา’ แจงผลสอบผอ.ร.ร.รับเงินแป๊ะเจี๊ยะแลกเข้าเรียน
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า กรณีผู้บริหารสถานศึกษาเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการให้นักเรียนเข้าเรียน ทั้งในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและกรุงเทพมหานคร รวมทั้งกรณีข่าวฉาวชู้สาวครู ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ นั้น คุรุสภาได้ติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกกล่าวหา โดยประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานต้นสังกัด พร้อมดำเนินการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาแล้วพบว่าบุคคลดังกล่าว เป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพเรียบร้อยแล้ว
ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาแต่งตั้งได้รวบรวมข้อเท็จจริง อาทิ สำเนาสำนวนการสืบสวนข้อเท็จจริง/สอบสวน และเอกสารพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต้นสังกัด สำเนาสำนวนการสอบสวนคดีอาญาหรือเอกสารอื่นทางคดี รวมถึงสำเนาคำพิพากษาศาล เพื่อใช้ประกอบการชี้มูลการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และนำเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพให้ความเห็น ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพอาจพิจารณาให้พักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อนโดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนก็ได้ หากเป็นกรณีที่ถูกกล่าวหา/กล่าวโทษว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างร้ายแรง ส่วนราชการหน่วยงานบังคับบัญชามีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงและพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือหน่วยงานบังคับบัญชาที่มิใช่ส่วนราชการให้ออกจากหน้าที่การปฏิบัติงานและมีการแจ้งข้อกล่าวหาในการดำเนินคดีอาญาแล้ว เช่น มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การค้าประเวณีการกระทำล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนหรือนักศึกษา และกรณีถูกฟ้องคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ หรือทุจริตต่อหน้าที่ เป็นต้น
เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อด้วยว่า ในส่วนของการดำเนินการพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ หากพบว่ากรณีใดมีมูลเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณ เพื่อดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุอื่น ๆ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหา/กล่าวโทษได้รับทราบข้อกล่าวหา/กล่าวโทษและพยานหลักฐานต่าง ๆ รวมทั้งให้โอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหา/กล่าวโทษ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา/กล่าวโทษ ก่อนเสนอรายงานผลการสอบสวนต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพพิจารณาให้ความเห็น และเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาด อย่างไรก็ตามคุรุสภาได้ตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามข่าวพฤติกรรมของครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกวัน หากพบผู้ใดกระทำผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ ก็จะพิจารณาโทษอย่างเร่งด่วน เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของเด็ก เยาวชน และประชาชน รวมถึงพิทักษ์เกียรติศักดิ์ศรีของวิชาชีพให้สมกับความเป็นวิชาชีพชั้นสูง
“ขอย้ำให้ผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา นักศึกษาวิชาชีพครู และคณาจารย์ในสถาบันผลิตครู พึงตระหนักและให้ความสำคัญอย่างเคร่งครัดกับการประพฤติปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา และต้องป้องกันมิให้มีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจกระทำฝ่าฝืนจรรยาบรรณของวิชาชีพตามนโยบายของพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้ครูเป็นครูที่ดี และจะส่งผลให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข” เลขาธิการคุรุสภากล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 9 พฤษภาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
ผู้ปกครองโรงเรียนดังร้องเก็บเงินผู้ปกครองติดแอร์
รร.เทศบาล 2 หนองบัว จ.เชียงราย เรียกเก็บค่าติดแอร์จากเด็กตั้งแต่อนุบาลยันประถม ให้ผู้ปกครองเซ็นใบสนับสนุนเงินคนละ 1,000 บาท แบ่งจ่ายเทอมละ 500 บาท
ผู้ปกครองโดนคุณครูประจำชั้นของลูกทวงค่าแอร์ ทวงแล้วทวงอีก ไม่พอยังพูดกับเด็กว่าบอกให้จ่ายสิ้นเดือน สิ้นเดือนเด็กไม่จ่าย ครูบอกตกลงจะจ่ายมั้ย
ผู้ปกครองเด็กคนไหนยังไม่จ่ายก็ใช้มาตรการอีกขั้น ไปหักค่าชุด-อุปกรณ์การเรียนที่เป็นเงินสนับสนุนรายหัวจากรัฐคนละ 620 บาทต่อเทอม เอาไปเป็นค่าแอร์เทอมละ 500 ทอนให้ 120
โรงเรียนดังเชียงราย เก็บผู้ปกครอง 1,000 ค่าติดแอร์ ใครไม่จ่ายหักจากเงินสนับสนุนรัฐ
โรงเรียนดังเชียงราย เก็บผู้ปกครอง 1,000 ค่าติดแอร์ พร้อมให้เซ็นใบสนับสนุน ใครไม่จ่ายหักจากเงินสนับสนุนรัฐ ที่จ่ายให้คนละ 620 บาทต่อเทอม
แฟนเพจเฟซบุ๊ก ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ตีแผ่เรื่องราวที่เกิดขึ้น ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จ.เชียงราย หลังทางครู เก็บเงินผู้ปกครอง 1,000 บาท เป็นค่าติดแอร์ หากไม่ให้ จะหักเงินอุดหนุนรายหัว โดยระบุดังนี้
โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เรียกเก็บค่าติดแอร์จากเด็กตั้งแต่อนุบาลยันประถมศึกษา ให้ผู้ปกครองเซ็นใบสนับสนุนเงินคนละ 1,000 บาท แบ่งจ่ายเทอมละ 500 บาท
ผู้ปกครอง โดนคุณครูประจำชั้นของลูกทวงค่าแอร์ ทวงแล้วทวงอีก ไม่พอยังพูดกับเด็กว่าบอกให้จ่ายสิ้นเดือน สิ้นเดือนเด็กไม่จ่าย ครูบอกตกลงจะจ่ายมั้ย
ผู้ปกครองเด็กคนไหนยังไม่จ่าย ก็ใช้มาตรการอีกขั้น ไปหักค่าชุด-อุปกรณ์การเรียน ที่เป็นเงินสนับสนุนรายหัวจากรัฐคนละ 620 บาทต่อเทอม เอาไปเป็นค่าแอร์เทอมละ 500 ทอนให้ 120
ต่อมาแฟนเพจได้เปิดเผยภาพเอกสารเพิ่มเติม เป็นภาพใบสนับสนุนเงินค่าติดแอร์ ที่เรียกเก็บจากผู้ปกครองเด็กคนละ 1,000
ที่มา ;ช่าวสดออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช.ชี้มูล อดีต ผอ.ร.ร.เตรียมอุดมฯเรียกเก็บเงินค่าสมัครสอบมิชอบ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นายไพศาล มีสวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นครราชสีมา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เรียกเก็บเงินค่าสมัครสอบจากนักเรียนที่สมัครสอบคัดเลือก และเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองค่าพัฒนาศักยภาพผู้เรียนเป็นค่าบำรุงการศึกษาโดยมิชอบ
โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์เห็นว่า นายเจริญ บัวหลวงงาม มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 157 ประกอบมาตรา 91 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงด้วย
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นชอบให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย และแจ้งให้ อบจ.นครราชสีมา เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายด้วย
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
เผยมติ ป.ป.ช.ชี้มูล 'ไพศาล มีสวัสดิ์' อดีตผอ.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า โคราช เรียกเก็บเงินค่าสมัครสอบนักเรียน-ค่าพัฒนาศักยภาพจากผู้ปกครองโดยมิชอบ - ส่งสำนวน อสส.ฟ้องศาลดำเนินคดีอาญาแจ้งผู้บังคับบัญชาลงโทษวินัย เรียกชดใช้ค่าเสียหาย -ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอาทิตย์ ที่ 15 มิถุนายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
เปิดข้อกล่าวหาอดีตผอ.ร.ร.เตรียมอุดมฯโคราช คดีเรียกเก็บค่าสมัครสอบมิชอบ
จากกรณีสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานข่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นายไพศาล มีสวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นครราชสีมา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา เรียกเก็บเงินค่าสมัครสอบจากนักเรียนที่สมัครสอบคัดเลือก และเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองค่าพัฒนาศักยภาพผู้เรียนเป็นค่าบำรุงการศึกษาโดยมิชอบโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์เห็นว่า นายเจริญ บัวหลวงงาม มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 157 ประกอบมาตรา 91 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงด้วย
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นชอบให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย และแจ้งให้ อบจ.นครราชสีมา เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายด้วย
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบยืนยันข้อมูลว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของ นายไพศาล มีสวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นครราชสีมา ในคดีนี้ มี 2 ข้อกล่าวหา คือ
1. กรณีเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองนักเรียนที่สอบเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายรายละ 15,000 บาทต่อภาคเรียน ระหว่างปี 2554-2559 ซึ่งมีลักษณะเป็นค่าบำรุงการศึกษาโดยมิชอบ รวมเป็นเงินสูงกว่า 75,000,000 บาท
2. กรณีเรียกเก็บเงินค่าสมัครสอบจากนักเรียนที่สมัครสอบคัดเลือกเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2559 รายละ 100 บาท ซึ่งมีลักษณะเป็นค่าบำรุงการศึกษาโดยมิชอบ รวมเป็นเงิน 197,300 บาท
ขณะที่ แหล่งข่าวจาก อบจ.นครราชสีมา เปิดเผยสำนักข่าวอิศราว่า การเรียกเก็บเงินดังกล่าวอยู่ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบนักเรียนหอพัก ตามนโยบายที่จะให้โรงเรียนมีศักยภาพเป็นโรงเรียนชั้นนำในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีการให้ชำระให้แก่ชมรมผู้ปกครองและครูโรงเรียน ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2552
"กรณีนี้ทาง อบจ.นครราชสีมา มีการสอบสวนทางวินัยและมีคำสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือน นายไพศาล ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ไปแล้ว และโดนแจ้งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินกว่า 57,126,954.67 ล้านบาทด้วย" แหล่งข่าวระบุ
ปิดข้อกล่าวหา 'ไพศาล มีสวัสดิ์' อดีตผอ.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า โคราช โดน ป.ป.ช.ชี้มูลคดีเรียกเก็บเงินค่าสมัครสอบนักเรียน-ค่าพัฒนาศักยภาพจากผู้ปกครองโดยมิชอบ ยอดเงินรวมสูง 75 ล้าน - อบจ.โคราช ตั้งสอบวินัยลงโทษลดขั้นเงินเดือน-พร้อมแจ้งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกว่า 57 ล้านด้วย
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน 2568