
ความพยายามในการปรับเปลี่ยน การศึกษาไทย จากการผลิตคนตามหลักสูตรที่สถานศึกษาได้วางไว้ ที่ทำให้ได้ บุคลากร ไม่ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการหรือภาคอุตสาหกรรม ให้เป็น การจัดการศึกษา ที่สถาบันการศึกษาจับมือสถานประกอบการ เพื่อผลิตกำลังคนคุณภาพร่วมกัน เกิดขึ้นมาทุกยุค ทุกสมัย แต่เรากลับไม่ได้เห็นสัมฤทธิผลอย่างเด่นชัดนัก จนกระทั่งในที่สุดก็มีข่าวดีว่าความพยายามนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในพื้นที่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศอย่าง โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี
ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้สถาบันการศึกษาและสถานประกอบการในการจัดการเรียนการสอนร่วมกัน ก็ได้เกิดแนวทาง EEC Model ซึ่งเป็น การจัดการศึกษา ที่มาจากข้อตกลงระหว่างสถาบันการศึกษากับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ อีอีซี โดยสถาบันการศึกษาจะทำความตกลงร่วมกับสถานประกอบการว่ามีนักศึกษาที่กำลังศึกษาในแต่ละรุ่นมีจำนวนเท่าไหร่ แล้วแต่ละโรงงานต้องการเด็กจำนวนเท่าไหร่ มีคุณสมบัติแบบไหน โดยเมื่อทางสถาบันการศึกษาคัดเลือกเด็กเพื่อส่งไปฝึกงานที่โรงงานแล้ว โรงงานต้องจ่ายทุนค่าเล่าเรียน มีเงินเดือนระหว่างฝึกงาน จนถึงการการันตีรับเข้าทำงานหลังจบการศึกษา
ด้วยโมเดลนี้เองที่มาปรับสร้างการศึกษายุคใหม่ให้เกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซี ซึ่งในตอนนี้ ทุกฝ่ายให้การยอมรับว่า การจัดการศึกษา ในแบบ EEC Model สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่อีอีซี ที่มีความต้องการบุคลากรจำนวนมากเพื่อตอบสนองภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันนี้
และเพื่อเป็นการยืนยันว่า การจัดการศึกษา ร่วมกับสถานประกอบการ เป็นมิติใหม่ของการผลิต คน ที่สามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในการจัดการประชุมสัมมนาเรื่อง “เศรษฐกิจการตลาดเพื่อสังคมในการพัฒนาการศึกษาบนฐานความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม” ที่จัดขึ้นโดย มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ เยอรมนี และ ฟอรัม 21 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) จึงได้มีการจัดเวทีเสวนาในเรื่อง “บทเรียนการจัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ ตามความจริงของระบบงาน” ซึ่งมี Speaker ทั้งจากภาคการศึกษาและสถานประกอบการเข้ามาร่วมในเวทีนี้อย่างพร้อมเพรียง
การจัดการศึกษา ร่วมกับสถานประกอบการ ตามแนวทาง EEC Model ส่งบัณฑิตถึงฝั่ง มีงานทำ 100%
เวทีเสวนาเริ่มต้นด้วยการเปิดโอกาสให้ Speaker แต่ละท่านแชร์ประสบการณ์และโมเดลความสำเร็จของการนำการจัดการเรียนการสอนในแบบ EEC Model ไปปรับใช้ เริ่มจาก อาจารย์ทัศพันธุ์ สุวรรณทัต ประธานหลักสูตรวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ที่เกริ่นว่า
“จากประสบการณ์ที่ได้ไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ได้เห็นว่าที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการคิดค้นนวัตกรรมจำนวนมาก และงบวิจัยในการสร้างนวัตกรรมส่วนใหญ่ก็จะมาจากภาคเอกชนที่มาร่วมลงทุนในการการวิจัยและพัฒนากับทางภาคมหาวิทยาลัยเยอะมาก และเมื่อกลับมาที่ไทย ได้มาทำงานที่ราชมงคล ก็มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คือ ราชมงคลได้ไปทำความร่วมมือกับกองทุนเทมาเสก ที่สิงคโปร์ ส่งคณาจารย์ไปเรียนรู้เรื่องการจัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ ซึ่งเราได้ไปเรียนรู้โมเดลของ Nanyang Poly Technique ซึ่งมี 4 ประเด็นที่ทางวิทยาลัยสามารถดึงดูดให้สถานประกอบการมาร่วมมือกับสถาบันการศึกษาได้ คือ
“เหตุผลเบื้องหลังที่ทำเช่นนี้ ผู้บริหาร Nanyang Poly Technique ตอบว่า ก็เพื่อให้มีเด็กอยู่ในภาคอุตสาหกรรมตลอดเวลา ทางวิทยาลัยฯจะได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงก็มีอาจารย์ที่ทำงานศึกษา วิจัย ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมตลอดด้วย จนเกิดเป็นความไว้วางใจ สนิทสนมกัน ทำให้ทางภาคอุตสาหกรรมเชื่อมือทางวิทยาลัยฯ”
“เมื่อกลับจากการศึกษาดูงาน ผมก็จำโมเดลนี้มา ซึ่งในเวลานั้นในประเทศไทยก็มีโมเดลการจัดการเรียนการสอนแบบนี้อยู่ แต่ก็ยังน้อยมาก เช่น โครงการ Talent Mobility ที่สนับสนุนให้เด็กไปฝังตัวในสถานประกอบการ โครงการ Work Integrated Learning ไปจนถึง โครงการสหกิจศึกษา ซึ่งที่กล่าวมา ในกระบวนการดำเนินการยังไม่ได้ตรงกับที่ทางสิงคโปร์และญี่ปุ่นใช้มากนัก ส่วนทาง อาชีวศึกษา ก็จะมีโครงการทวิภาคี ที่นักศึกษาได้ไปฝึกงานในโรงงาน 5-6 เดือน โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาเข้าไปประเมิน”
“และในตอนนั้น เมื่อ 10 ปีก่อน ก็ลองคิดว่า เราจะทำอย่างที่สิงคโปร์ได้ไหม ก็พบความจริงว่า อาจารย์ของเราไม่ได้มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับสถานประกอบการถึงขนาดที่จะดึงให้สถานประกอบการให้ความไว้วางใจและเข้ามาร่วมมือได้ ต่อให้เรามีโมเดลที่ดี แต่ภาคอุตสาหกรรมจะเป็นแค่มาติดต่อเพื่อขอเด็กไปฝึกงานเฉยๆ เท่านั้น”
“เมื่อได้ข้อเท็จจริงเช่นนี้ ผมจึงลองนำตัวเองและนักศึกษาออกไปยังภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบของการ “รับจ็อบ” หรือพาตัวเองไปทำความรู้จักและสานสัมพันธ์กับสถานประกอบการ ด้วยการไปสร้างหุ่นยนต์เพื่อแก้ปัญหาในกระบวนการผลิตให้กับสถานประกอบการ หรือร่วมกันผลิตหุ่นยนต์ให้ทางสถานประกอบการไปจำหน่าย โดยใช้เวลาในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หรือในตอนเย็นหลังเลิกงาน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้ อย่างน้อยให้ได้ 4-5 ปีติดต่อกัน โดยในตอนนั้นเป็นรูปแบบของการบริการวิชาการ ที่สร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยได้ด้วย ซึ่งรูปแบบการทำงานกับสถานประกอบการที่บอกเล่ามานี้ก็ได้ทำมาจนถึงทุกวันนี้”
“มีโปรเจกต์ที่เป็นไฮไลต์มากมาย เช่น การไปทำงานร่วมกันกับภาคอุตสาหกรรม ที่ TMC Industrial Public Co.,Ltd ที่ต้องการหุ่นยนต์มาทำงานคู่กับเครื่อง Paste เพราะทางโรงงานมีโปรดักส์ ที่เกี่ยวกับ Hydraulic Paste ทางเราก็ไปร่วมกันออกแบบให้ โปรเจคนี้นับเป็นโปรเจคแรกๆ ที่ทาง มทร.ตะวันออก เริ่มขยับเข้าไปทำงานใกล้ชิดกับทางภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น”
“และมีอีกหนึ่งผลงานที่เราภาคภูมิใจ คือ การไปร่วมมือกับ บริษัท Toshiba ที่มาตั้งโรงงานการผลิตในไทยที่ บางกระดี่ ซึ่งที่นี่เราได้ร่วมกับบริษัท TMC ไปทำไลน์หุ่นยนต์การผลิต เพื่อผลิตประตูตู้เย็นโตชิบา โดยเราได้เข้าร่วมทั้งในทีมออกแบบและทีมผลิต และหุ่นยนต์ชุดนี้ ทางโตชิบา ญี่ปุ่น ได้สั่งทำขึ้นอีกชุดหนึ่งเพื่อไปติดตั้งที่โรงงานประเทศอียิปต์ด้วย”
“ทั้งนี้ เมื่อสถานประกอบการคุ้นเคยกับเรา ยอมรับในทักษะของนักศึกษาและคณาจารย์ นี่ก็ทำให้สถานประกอบการเปิดรับ พร้อมให้ความร่วมมือในการร่วมพัฒนาการศึกษาและหลักสูตรที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น จนถึงจุดที่ทางเราได้เสนอให้สถานประกอบการรับเด็กนักศึกษาทีมที่ทำนวัตกรรมร่วมกับบริษัทนั้น ฝึกสหกิจฯ หรือรับเข้าทำงานต่อเลย ทางบริษัทก็จะได้บุคลลากรที่รู้เรื่องระบบ กระบวนการ การใช้หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ ในโรงงานของเขา”
“เมื่อนำเสนอเช่นนี้ ทางสถานประกอบการก็เต็มใจตอบรับทันที จุดนี้เองที่ไปสอดคล้องกับแนวทางของ EEC Model Type A และทำให้ มทร.ตะวันออกเป็นมหาวิทยาลัยแรกๆ ที่ปรับการเรียนการสอนให้เป็น EEC Model Type A ได้สำเร็จ”
และในวันนี้ ที่ มทร.ตะวันออก อาจารย์ทัศพันธุ์ ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ของการริเริ่ม บุกเบิก เรื่อง การจัดการศึกษา ร่วมกับสถานประกอบการ ที่ได้ทำมากว่าทศวรรษ ได้ผลิดอกออกผลเป็นผลประโยชน์ ทั้งในรูปแบบของการพึ่งพางบประมาณภาครัฐน้อยลง โดยเฉพาะงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอนที่ลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากสถานประกอบการ รวมถึง มีสถานประกอบการที่มาช่วยลงทุนจัดตั้งศูนย์ฝึกงานในพื้นที่มหาวิทยาลัย ตอบสนองการผลิตบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย
วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ต้นแบบการต่อยอดระบบทวิภาคี สู่ EEC Model Type A อย่างมีประสิทธิภาพ
มาถึงวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ที่ อาจารย์ประทีบ จุฬาเลิศ ผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ ที่ได้เกริ่นโปรไฟล์แรกของวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่ายให้ผู้เข้าร่วมรับฟังงานเสวนาได้รู้ นั่นคือ “เราเป็นวิทยาลัยที่มีนักศึกษากว่า 3,000 คน อยู่ในระบบทวิภาคี ถือว่าเป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่มีนักศึกษาในระบบทวิภาคีมากที่สุดในประเทศไทย”
“ระบบทวิภาคีถือเป็นระบบการศึกษาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยมากที่สุด ยืนยันได้ด้วยผลการสำรวจทั้งในระดับโลก อย่างของ World Bank หรือ ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB และจาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 13 ที่ยืนยันว่า การจัดการศึกษาของประเทศไทยต้องก้าวเดินไปพร้อมกับสถานประกอบการ”
“เพราะการพัฒนาบุคลากรของไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง การดิสรัปของเทคโนโลยี ที่ทำให้เครื่องจักร เทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่มีราคาสูงมาก ซึ่งภาคการศึกษาไทยยังไม่มีงบประมาณมากพอที่จะจัดเครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้มาให้เด็กได้เรียนรู้ ด้วยเหตุนี้นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมเราต้องร่วมมือกับสถานประกอบการ”
“นอกจากนั้น การเรียนรู้ที่ดีที่สุดของเด็ก คือ การเปิดโอกาสให้เด็กได้ไปเรียนรู้ในสถานประกอบการ ในโรงงานอตสาหกรรมจริง ซึ่งเด็กจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำ ถึง ปลายน้ำ จนกระทั้งได้เป็นผลิตภัณฑ์ออกมา ด้วยเหตุนี้ววิทยาลัยบ้านค่าย จึงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้แบบทวิภาคี หรือ การจัดการเรียนการสอนที่ร่วมมือกับสถานประกอบการเป็นหลัก”
“โดยในปัจจุบัน ทางวิทยาลัยฯ มีความร่วมมือกับสถานประกอบการทุกสัญชาติทั่วโลก ไม่น้อยกว่า 10 ชาติ มากกว่า 300 โรงงาน ถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย และไม่ใช่แค่สถานประกอบการ แต่เราร่วมกับองค์กรที่มาช่วยอบรมทักษะต่างๆ ให้”
“ที่ผ่านมา เรามองว่าความสำเร็จของการจัดการอาชีวศึกษา ระบบทวิภาคี ต้องมาจากการมีงานดีๆ ทำโดยเร็วที่สุดของ “ลูกศิษย์” มีความสอดคล้องกับขีดความสามารถของผู้เรียน กับสถานประกอบการที่ไปฝึกอาชีพ หรือองค์กรต่างๆ ที่ดีๆ สามารถสร้างความเจริญก้าวหน้า ความมั่นคงให้กับชีวิตได้หลังจากจบการศึกษา”
“ดังนั้นความสัมพันธ์ ความร่วมมือที่ดีกับสถานประกอบการ ครูฝึก ครูนิเทศก์ ผู้ปกครอง นักเรียนนักศึกษา องค์กรต่างๆ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างมั่นคงและมีความต่อเนื่อง มีการพัฒนาร่วมกัน ช่วยส่งเสริม สนับสนุนการทำงาน ส่งผลดีต่อการพัฒนา ขีดความสามารถในการทำงาน ของผู้เรียน ต่อไป”
“และเมื่อเกิดโครงการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ขึ้น ก็มีความต้องการบุคลากรวิชาชีพในหลากหลายสาขาเพื่อตอบสนองภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC ทำให้เราก็สามารถต่อยอดทำงานร่วมกับสถานประกอบการ บริษัททั้งในและต่างประเทศที่มาตั้งโรงงานการผลิตในพื้นที่จังหวัดระยอง และปรับการเรียนการสอนได้ตามรูปแบบของ EEC Model Type A ได้ทันที”
“โดยแผนกวิชาที่โดดเด่นของทางวิทยาลัยฯ คือ แผนกวิชาเครื่องกล ที่มีนักศึกษาเรียนอยู่ประมาณ 600 คน ซึ่งในแต่ละปีเด็กจากแผนกวิชานี้ ก็ได้เข้าฝึกงานกับโรงงานในระดับโลกที่มาตั้งฐานการผลิตในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในอีอีซีเป็นส่วนใหญ่ ด้วยความร่วมมือกับ WHA Group ที่เป็นผู้ประสานงานให้ทางโรงงานระดับโลกประสานมาทางวิทยาลัยของเรา เพื่อส่งเด็กไปฝึกงาน ซึ่งเมื่อมีแนวทางการจัดการเรียนการสอนในแบบ EEC Model Type A เราก็ได้ต่อยอดกับทางโรงงานอุตสาหกรรมระดับโลกโดยใช้โมเดลนี้ได้ทันที ซึ่งได้รับการตอบรับจากทุกโรงงานอุตสาหกรรมค่อนข้างดีทีเดียว”
นอกจากนั้น ผอ.ประทีป ยังได้ถอดบทเรียนความสำเร็จของวิทยาลัย วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย เพิ่มเติมด้วยว่า
“ในขั้นต้นเราต้องสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสถานประกอบการ ครูฝึก ครูนิเทศก์ ผู้ปกครอง นักเรียนนักศึกษา อย่างในส่วนของสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม ทั้งไทยและต่างชาติ ทางคณะผู้บริหารและทีมคณาจารย์ของทางวิทยาลัยฯก็จะเป็นต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับผู้บริหารจากสถานประกอบการ”
“ด้วยการไปเยี่ยมชมถึงสถานประกอบการเหล่านั้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความเอาจริงเอาจัง พร้อมทั้งต้องรับฟังความต้องการของผู้บริหารของสถานประกอบการแต่ละแห่งเพื่อนำมาวางแผนคัดเลือกนักศึกษาที่จะเข้าร่วมโครงการ EEC Model Type A ที่ตอบโจทย์และเหมาะสมกับสถานประกอบการนั้นจริงๆ”
“ส่วนครูฝึกและครูนิเทศก์ ทางวิทยาลัยฯก็ต้องทำการอบรม เพื่อพัฒนาและยกระดับมาตรฐาน การจัดการอาชีวศึกษาที่ต่อยอดมาจากระบบทวิภาคี มาเป็นการจัดการเรียนการสอนในแบบ EEC Model Type A ให้กับครูผู้สอน ครูนิเทศก์ เพื่อสร้างแบบประเมินผลรายวิชาในสถานประกอบการที่มีประสิทธิภาพ และแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการอย่างแท้จริง”
“โดยล่าสุดทางวิทยาลัยฯ ได้ประชุมร่วมกับ มูลนิธิ สยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี การนิเทศก์การฝึกอาชีพของครูนิเทศก์ และการรายงานผลการฝึกอาชีพของนักศึกษาในระบบทวิภาคี รูปแบบ EEC Model Type A”
“นอกจากนั้น ยังมีการเข้าร่วมการอบรมเพื่อพัฒนา สถาบันอาชีวศึกษาต้นแบบการใช้ภาษาต่างประเทศ ในเขตพื้นที่ EEC โดยความร่วมมือกับ สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งจะมีส่วนช่วยยกระดับทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศให้กับบุคลากรทางการศึกษาอย่างได้ผล”
“ต่อมาคือกลุ่มผู้ปกครอง ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนความสำเร็จของโครงการจัดการเรียนการสอนในระบบทวิภาคี รูปแบบ EEC Model Type A ทางวิทยาลัยฯจึงต้องสื่อสาร สร้างความตระหนัก ความรู้ ความเข้าใจ ร่วมกันในโครงการฯ ด้วยการเชิญผู้ปกครองมาประชุมทุกภาคเรียน เชิญผู้ปกครองไปดูสถานที่ฝึกงานในโรงงานต่างๆ เพื่อให้ผู้ปกครองมีความมั่นใจ”
“ส่วนตัวเด็กเอง ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการ ต้องมีความเข้าใจว่า พวกเขามีภารกิจ มีหน้าที่อะไร ในฐานะนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปฝึกงาน ทำงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยระหว่างที่ทำงาน เด็กต้องมีความพยายามที่จะเก็บเกี่ยวความรู้จากบริษัทชั้นนำ โดยเฉพาะเด็กที่มีโอกาสได้ไปฝึกงานจริงในโรงงานในต่างประเทศ ต้องไปเรียนรู้ในคอนเทนต์ที่มีความสำคัญสามารถนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศชาติเราได้”
หลังจบการถอดบทเรียนของวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่ายถึงการจัดการเรียนโดยร่วมมือกับสถานประกอบการแล้ว บนเวทีเสวนานี้ยังมีตัวแทนของอาจารย์จาก มหาวิทยาลัยบูรพา อีกหนึ่งกำลังหลักของการผลิตและพัฒนาบุคลากรตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอีอีซี และตัวแทนของสถานประกอบการที่มีความรู้ ความเข้าใจ ในอุตสาหกรรมมาแรง อย่าง ยานยนต์ไฟฟ้า และยายนต์ไฟฟ้าดัดแปลง มาร่วมแสดงมุมมองที่น่าสนใจด้วย
ที่มา ;SALIKA
การจัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ คือทางรอดของ การศึกษาไทยยุคใหม่ (ตอนที่ 2)
บนเวทีเสวนาเรื่อง “บทเรียนการจัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ ตามความจริงของระบบงาน” จัดโดย มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ เยอรมนี และ ฟอรัม 21 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ยังมีอีก 2 Speakers ที่มาบอกเล่าและยืนยันถึงแนวคิดการจัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการว่าเป็นคำตอบสำคัญของการจัด การศึกษาไทยยุคใหม่ อย่างแท้จริง
เปรียบเทียบ การศึกษาไทย-เยอรมนี เพื่อรู้ถึงความแตกต่างที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง สร้าง การศึกษาไทยยุคใหม่
ดร.ณัฐพันธ์ ถนอมสัตย์ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงเขตอีอีซี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อธิบายว่า
“จากประสบการณ์การได้ไปศึกษาที่เยอรมนี พบว่าที่นั่น เด็กที่จบมัธยมปลาย หรือจบอาชีวะก็จะมีหน้าที่ไปเกณฑ์ทหารหรือทำงานบริการเพื่อส่วนรวมประมาณ 6 เดือน ต่อจากนั้น เด็กก็จะตัดสินใจว่าจะประกอบอาชีพอะไร ในช่วงนี้ เขาจะมีโอกาสไปทำงานจริงๆ ในสถานประกอบการ จึงไม่น่าแปลกใจที่วุฒิภาวะของเด็กเยอรมันจะมีมากกว่าเด็กไทย เพราะพวกเขามีความรับผิดชอบต่อตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย”
“ส่วนเมื่อถึงวัยที่ต้องศึกษาในมหาวิทยาลัย ทางเยอรมนีก็มีการศึกษาในมหาวิทยาลัย 2 รูปแบบ หนึ่ง คือ แบบเฉพาะทาง หรือสายเทคนิค สายอาชีพ และ สอง คือ สาย การทำวิจัยและพัฒนา หรือ Research and Development โดยในการฝึกงาน ส่วนใหญ่ก็จะไปฝึกในบริษัทที่เป็นระดับ SME ซึ่งในบริษัทแทบทุกระดับของเอรมนี จะให้ความสำคัญกับงาน R&D ที่ทำให้เด็กของเขาได้มีโอกาสได้ปูพื้นฐานแนวคิดในการคิดค้น สร้างสรรค์ นวัตกรรม ตั้งแต่ 6 เดือนก่อนที่จะเริ่มเรียนในมหาวิทยาลัย”
“และต่อมาในการเรียน วิชาที่ต้องเรียนในมหาวิทยาลัยจะไม่มากเท่าที่ประเทศไทยกำหนดให้เรียน เพราะที่เยอรมนีจะเว้นช่วงระหว่างปิดเทอมไว้ค่อนข้างนาน เพื่อให้เด็กมีโอกาสที่จะคิดทบทวน ถ้าสิ่งที่เขาได้เรียน ไม่ตรงกับที่เขาสนใจ ก็มีสิทธิที่จะเข้าไปฝึกงานในภาคอุตสาหกรรมได้โดยอัตโนมัติ และการไปเรียนรู้กับภาคอุตสาหกรรมนี้ ยังสามารถนำมาเทียบโอนในระบบเครดิตแบงค์ในวิชาสหกิจศึกษาได้อีกด้วย ดังนั้นกระบวนการศึกษาที่นั่นจึงมีการวางแผนรองรับสิ่งที่กล่าวมานี้ไว้แล้วทั้งหมด”
“ดังนั้น ในแต่ละชั้นปี จะมีเด็กออกไปยังภาคอุตสาหกรรมตลอด ไม่ใช่รอว่าถึงปี 3 แล้วค่อยไปฝึกงาน โยในสายที่เรียนทางด้านการทำวิจัยและพัฒนา จะแตกต่างตรงที่ มีการเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในเรื่องการเรียนที่เน้นในเชิงปฏิบัติมากขึ้น เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการเรียน บริษัทต่างๆจะเป็นผู้สนับสนุนให้กับสถาบันการศึกษา ขณะที่ มีบางงาน ที่ทางบริษัทก็จะส่งมาให้ทางคณาจารย์ นักศึกษา เป็นผู้ทำ โดยอาจารย์ที่เยอรมนี มีไม่น้อยที่สอนแค่เทอมเดียว ส่วนอีกเทอมก็ไปฝังตัวในภาคอุตสาหกรรม”
“เมื่อมาเทียบกับการเรียนการสอนของมหาวิยาลัยในไทย จึงมีความแตกต่างอย่างมาก อย่างตัวผมเอง สอนทั้ง 2 เทอม มีภาระในการสอนมากจนไม่มีเวลาไปฝังตัวในภาคอุตสาหกรรม นี่จึงเป็นข้อแตกต่างที่การศึกษาไทยยังคงมี และแตกต่างจากการเรียนการสอนในต่างประเทศ ต้องยอมรับว่า เรานำรูปแบบของทางต่างประเทศมา แต่ “ไม่ตกผลึก” ในเรื่องของการนำไปใช้”
ความเปลี่ยนแปลงจากกระแส Globalization เป็น Anti-globalization มีผลอย่างไร ต่อการปรับการศึกษาไทย
ด้าน ปริพัตร บูรณสิน ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการ บริษัท Gawinn Consulting จำกัด ได้มาให้มุมมองความคิดเห็นในฐานะตัวแทนภาคเอกชนว่า
“ต้องยอมรับว่าตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ระบบการศึกษาของเราเป็นการสร้างผู้ใช้งานที่ลอกสหรัฐอเมริกาและอังกฤษมา ที่ต้องการให้เราเป็นผู้ตาม เป็นผู้ใช้สินค้าที่ดี และเป็นระบบการศึกษาที่ Commercialize หรือเชิงพาณิชย์ จนกระทั่งตนเองได้ไปเรียนที่เยอรมนี ก็พบว่า ระบบการศึกษาไทยนั้นแตกต่างกับทางเยอรมนีโดยสิ้นเชิง เพราะระบบการศึกษาทั้งในเยอรมนี จีน ญี่ปุ่น เป็นระบบการศึกษาที่ “สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ” ไม่มุ่งเชิงพาณิชย์ เพราะที่เยอรมนีมีการให้เรียนฟรี ดังนั้น ระบบการศึกษาในไทยจึงมุ่งสร้างผู้ใช้งาน ผู้สินค้าของประเทศอื่นอีกที อย่างที่กล่าวมา”
“อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า ระบบการศึกษา ที่ทางเยอรมนีสร้างขึ้นมา ก็เป็นระบบการศึกษาเฉพาะที่นำมาปรับใช้กับบริบทของหลายประเทศได้ยาก ไม่เหมือนระบบการศึกษาของทางอเมริกัน ที่ปรับเอามาใช้ได้ง่ายกว่า”
“ยิ่งในยุค Globalization การศึกษาไทย ยังคงผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองภาคการผลิต ทำงานในสายการผลิต ไม่ได้ผลิตคนให้ไปทำงานอยู่ภาคการศึกษาวิจัยและพัฒนา แต่ในปัจจุบัน ต้องบอกว่าเราไม่ได้อยู่ในกระแส Globalization อีกต่อไปแล้ว เราอยู่ในกระแส Anti-globalization ที่เกิดปรากฏการณ์การย้ายฐานการผลิตจากประเทศเจ้าของเทคโนโลยีไปยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่า ภาษีถูกกว่า ทำให้เกิดภาวะการสวนกระแส กลับทิศทาง Anti-globalization ขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา”
“ขณะที่ระบบการศึกษาไทยก็ยังดำเนินไปในแบบในยุค Globalization สร้างคนขึ้นมาให้อยู่ในสายการผลิต ไม่ได้ให้อยู่ในสายการออกแบบ ทั้งที่ กระแส Anti-globalization เกิดในหลายประเทศ และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ระบบการศึกษาเรามีปัญหามาก ขณะที่ในอีกประเทศหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างจากเรา นั่นคือ ประเทศจีน”
“โดยในยุค Globalization จีนก็เกาะกระแสจนได้ชื่อว่าเป็น “โรงงานของโลก” ทำหน้าที่รับผลิตสินค้าให้กับบริษัทต่างๆ ทั่วโลก แต่ทันทีที่เกิดกระแส Anti-globalization จีนก็ประสบปัญหาด้านการส่งออก ทางออกที่จีนทำตอนนั้น คือออก มาตรการ One belt One road เพื่อปล่อยสินค้าออก ขณะที่ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราเจอปัญหาการกีดกันทางการค้า เจอสงครามการค้า และล่าสุด คือ สงครามรัสเซีย-ยูเครน เหล่านี้ล้วนเป็นจุดเปลี่ยนให้ประเทศที่เกาะกระแส Globalization มาเป็นสิบๆ ปีต้องปรับตัว เพราะประเทศผู้ผลิตจะเลือกที่จะสร้างฐานการผลิตในประเทศที่มี Domestic Demand หรือการบริโภคภายในประเทศเพียงพอ ประชาชนมีกำลังซื้อ และมีอีโคซิสเตม มี Raw material มีระบบการซ่อมบำรุงที่ดี เป็นต้น”
“ยกตัวอย่าง จะสร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ก็จะต้องดูว่าประเทศนั้นมี Domestic Demand เท่าไร ก็ลงทุนเท่านั้น แล้วก็ไปสร้างฐานที่อื่นต่อ ดังนั้นยุทธศาสตร์การเลือกประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก ไม่มีอีกแล้ว เพราะกระแสนี้ไปกันไม่ได้กับกระแส Anti-globalization และ สงครามการค้าที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้”
“ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เกี่ยวเนื่องกับการวางระบบการจัดการศึกษายุคใหม่อย่างมาก เพราะการผลิตคนเพื่อตอบสนองระบบการผลิตในภาคอุตสาหกรรมในภาพรวมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ จำเป็นต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เราจะทำตัวเป็น Outlet ในการปล่อยสินค้าไม่ได้ เพราะถ้าเรายังคงผลิตบุคลากรตามแนวทางเดิมเพื่อตอบสนอง Globalization เด็กเราก็จะจบไปแล้วไม่มีงานทำ”
“และประเด็นต่อมา จากประสบการร์การเป็นที่ปรึกษาในการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้กับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ พบวว่า เราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกฎเกณฑ์การวางหลักสูตรตามกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตอนนี้การศึกษาในหลักสูตรใหม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ทั้งหมด และต้องไปให้ความสำคัญกับการวางแผน วางแนวทาง ว่าเราจะกำหนดหลักสูตรขึ้นมาอย่างไร เพราะในตอนนี้เราไม่สามารถก็อปเอาโมเดลจากเยอรมนี จากญี่ปุ่นมา เพราะมันหมดยุคการผลิตคนตามกระแส Globalization แบบเป็นบล็อกเดียวกันหมดแล้ว ดังนั้น เราจึงต้องรู้ว่าจุดแข็งของเด็กไทยอยู่ตรงไหน”
“ดังนั้น การวางระบบการศึกษาที่ร่วมมือกับสถานประกอบการนั้น เราจะไปเอารูปแบบของระบบทวิภาคีมาทั้งหมดไม่ได้ ต้องสร้างคอนเทนต์ หรือสร้างระบบของเราขึ้นมาเอง มิเช่นนั้น เราก็จมอยู่ในกับดักเดิม คือการเดินตามพี่ใหญ่ ตามกระแส Globalization”
บทสรุป การศึกษาไทยยุคใหม่ กับการจับมือสถานประกอบการเพื่อสร้างระบบการผลิตกำลังคนคุณภาพ
ดร.ณัฐพันธ์ กล่าวต่อในประเด็นเรื่องการปรับสร้าง การศึกษายุคใหม่ เพื่อผลิตกำลังคน โดยเฉพาะเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่หรือยานยนต์ไฟฟ้า ที่ ดร.ณัฐพันธ์ ได้ดูแลอยู่ว่า
“การพัฒนาบุคลากรเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เป็นการคิดใหม่แบบกลับทิศกันเลยกับการวางแผนผลิตกำลังคนแบบเดิม จากเดิมที่ต้องใช้วิศวกรเครื่องกล หรือวิศวกรยานยนต์ ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์ฟ้า ต้องเปลี่ยนเป็นการใช้ วิศวกรไฟฟ้า 95 เปอร์เซ็นต์ และวิศวกรรมยานยนต์แค่ 3-4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดนเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของ คอนโทรลเลอร์ coding หรือ โปรแกรมมิ่ง ต่างๆ เราต้องปูพื้นฐานเด็กในหลักสูตรใหม่ทั้งหมด”
“ตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร ซึ่งโจทย์แรกที่ได้รับมาคือ การทำวิจัยต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Technical และมีการขอทุนวิจัยเพื่อพัฒนาตัวต้นแบบและจัดตั้งศูนย์เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น โดยเราได้รับการสนับสนุนจาก EEC HDC ให้จัดการศึกษาเป็น EEC Model Type B โดยมีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม”
“และที่ผ่านมา การวางหลักสูตรด้านยานยนต์สมัยใหม่นี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นเหมือนที่คุณปริพัตรบอกมา คือ เป็นการเริ่มต้นจากศูนย์ ซึ่งข้อดีคือเราสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ของเราเองได้ ไม่ต้องไปแข่งกับใคร เพราะฉะนั้น การกำหนดหลักสูตรเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงนี้เราจะกำหนดโจทย์ต่างๆ จากผู้ประกอบการในช่วงปีที่ผานมาประมาณ 80 โจทย์ จากนั้นเราได้มา วิเคราะห์ สังเคราะห์ จนออกแบบ EV Conversion Platform โดยที่เรามีความร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชน ภาครัฐ ในเรื่องของการทำวิจัยร่วมกัน เมื่อพร้อมแล้ว ก็จะกระจายไปสู่ภาคการศึกษา เพื่อรองรับผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน”
“และเป้าหมายสำคัญที่ทางศูนย์ และ EEC HDC ได้ร่วมกันวางไว้ คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะในขั้นตอนกระบวนการทำแพลตฟอร์มนี้ ทุกอย่างยังต้องนำเข้าทั้งหมด อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เรายังไม่มีซัพพลายเชนในประเทศเราเลย เมื่อยานยนต์มีปัญหา ก็ต้องพึ่งพาบริษัทเจ้าของเทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนทั้งชุด ถ้าเราไม่ปูทักษะพื้นฐานนี้ให้กับคนรุ่นใหม่ หรือคนที่จะเข้ามาสู่ตลาดแรงงานนี้ เพราะต้องบอกว่าประเทศไทยยังมีโอกาสที่เกี่ยวข้องในการผลิตในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอีกมากมาย”
ต่อมา คุณปริพัตร สรุปเกี่ยวกับโซลูชั่นที่จะนำประเทศไทยให้ก้าวสู่ การศึกษายุคใหม่ได้อย่างภาคภูมิว่า
“ที่ผ่านมา ประเทศไทยมักได้รับประโยชน์ทุกครั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมา ถ้าเราตีโจทย์กันออก ดังนั้นในภาคการศึกษาไทย จำเป็นต้องสร้าง Best Practice ขึ้นมาเอง โดยอย่างแรก ต้องสร้างจุดขายของสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งให้ได้ก่อน และจำไว้ว่ายุคนี้เป็นยุคของ Specialize อย่าง อินโดนีเซีย มีแร่ธรรมชาติ ทางสิงคโปร์โดเด่นในเรื่อง Research ประเทศไทยก็ต้องหาความเป็น Specialize ของเราให้ชัดเจนเช่นกัน”
“อย่างวิทยาลัยเทคนิคหรือวิทยาลัยอาชีวศึกษาแต่ละแห่งจำเป็นต้องรู้จุดแข็ง จุดเด่น ของการเรียนการสอนในวิทยาลัยของตนเองเสียก่อน เพราะบริบทของพื้นที่มีความแตกต่างกันอยู่แล้ว ดังนั้น ต้องเน้น Specialize อย่างเป็น Generalize เมื่อได้แล้ว ก็ต้องพัฒนาไปให้สุด เก่งในเรื่องนั้นให้ได้”
“ต่อมา เด็กของวิทยาลัยของท่านต้องเก่งภาษาอังกฤษ เพราะภาษาอังกฤษจะเปิดโลกการเรียนรู้ของทุกคนได้ในยุคนี้ และบุคลากรการศึกษารวมถึงนักเรียน นักศึกษา ต้องรู้ว่าองค์ความรู้ที่อยู่ในสื่อโซเชียล หรือ Youtube วันนี้มีสองแบบใหญ่ๆ นั่นคือ Generalize ที่กดเข้าไปดูก็จะเสียเวลามาก”
“ขณะที่องค์ความรู้บางอย่างเป็นองค์ความรู้ในเชิงลึก ควรต้องตามและเรียนรู้จากคอนเทนต์แบบนี้ให้มากที่สุด ยกตัวอย่าง อาจารย์ควรรู้ว่าในแพลตฟอร์มออนไลน์ตอนนี้มีการสอนในหลักสูตรออนไลน์มากมายจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในโลก เด็กเราไม่จำเป็นต้องได้ไปเรียนต่อต่างประเทศทุกคน ก็สามารถเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยชั้นนำเหล่านี้ได้แล้วผ่านหลักสูตรออนไลน์ที่เปิดให้เรียนฟรี เป็นต้น”
“สุดท้าย ผมอยากเสนอให้อาจารย์เป็นพี่เลี้ยง ที่ปรึกษา และผู้สนับสนุนให้เด็กลองเข้าสู่วงการสตาร์ทอัพ เพราะการเป็นสตาร์ทอัพจะสอนให้เขาได้เรียนรู้จากการลงมือทำ จากความล้มเหลว ซึ่งถ้าเกิดความล้มเหลวขึ้นในระดับที่เขาอายุสัก 20 ปี เขาจะลุกขึ้นมาได้เร็ว และได้ประสบการณ์จากความล้มเหลวครั้งนั้น นอกจากนั้น เขายังได้โปรไฟล์ที่นอกเหนือจากสิ่งที่เรียนมา อย่างการทำบัญชี การวิ่งหาซัพพลายเออร์ ซึ่งนี่เป็นทักษะที่จะเพิ่มลงไปในเรซูเม่ของเขาได้ด้วย”
ที่มา ;SALIKA
บทความกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านการศึกษาไทยจากการผลิตบัณฑิตตามหลักสูตรของสถานศึกษา ไปสู่การจัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการเพื่อผลิตกำลังคนที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่นำ “EEC Model” มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคนรูปแบบใหม่ โดยสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการร่วมกำหนดจำนวนและคุณสมบัติของนักศึกษา พร้อมสนับสนุนทุน การฝึกงาน และการรับเข้าทำงานหลังจบการศึกษา
โมเดลนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ (Nanyang Polytechnic) ที่เน้นการเรียนรู้ควบคู่การทำงานจริง การมีอาจารย์ที่มีประสบการณ์อุตสาหกรรม การปรับหลักสูตรอย่างรวดเร็ว และการสลับเรียน–ฝึกงานอย่างต่อเนื่อง
กรณีศึกษาจากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในไทย เช่น มทร.ตะวันออก และวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย แสดงให้เห็นความสำเร็จในการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพางบรัฐ และเพิ่มโอกาสการมีงานทำของผู้เรียน
บทความยังวิเคราะห์บริบทโลกจาก Globalization สู่ Anti-globalization ที่ทำให้การผลิตแรงงานต้องเปลี่ยนจาก “ผู้ปฏิบัติ” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” พร้อมเสนอให้การศึกษาไทยต้องออกแบบระบบของตนเอง เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะ (specialization) การใช้เทคโนโลยี และการส่งเสริมผู้เรียนเป็นผู้ประกอบการในอนาคต
เป้าหมายสำคัญของ EEC Model คือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนผู้เรียนในมหาวิทยาลัย
ข. ผลิตแรงงานตามความต้องการของสถานประกอบการ
ค. ลดบทบาทภาคเอกชนในการศึกษา
ง. เน้นการเรียนเชิงทฤษฎีเป็นหลัก
เฉลย: ข
เหตุผล: EEC Model มุ่งผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการอุตสาหกรรมจริง ผ่านความร่วมมือรัฐ–เอกชน
แนวคิดสำคัญที่ทำให้ Nanyang Polytechnic ประสบความสำเร็จคือข้อใด
ก. จำกัดการฝึกงานเฉพาะปีสุดท้าย
ข. ใช้อาจารย์ที่ไม่มีประสบการณ์ภาคอุตสาหกรรม
ค. ปรับหลักสูตรช้าเพื่อความมั่นคง
ง. สลับการเรียนและฝึกงานอย่างต่อเนื่อง
เฉลย: ง
เหตุผล: การสลับเรียน–ทำงานช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์จริงตลอดหลักสูตร
เหตุผลสำคัญที่ต้องให้สถานประกอบการร่วมพัฒนาหลักสูตรคือข้อใด
ก. ลดภาระการสอนของครู
ข. เพิ่มรายได้สถานศึกษา
ค. ทำให้หลักสูตรตรงกับความต้องการจริง
ง. ลดจำนวนผู้เรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้บัณฑิตมีทักษะตรงกับตลาดแรงงาน
ข้อใดสะท้อนปัญหาของการศึกษาไทยในอดีตตามบทความ
ก. ขาดสถานศึกษา
ข. ผลิตคนไม่ตรงกับตลาดแรงงาน
ค. ไม่มีหลักสูตรวิทยาศาสตร์
ง. ขาดนักเรียนเรียนต่อ
เฉลย: ข
เหตุผล: ระบบเดิมผลิตคนไม่สอดคล้องความต้องการอุตสาหกรรม
การเปลี่ยนจาก Globalization สู่ Anti-globalization ส่งผลต่อการศึกษาอย่างไร
ก. ต้องเน้นผลิตแรงงานราคาถูก
ข. ต้องผลิตคนสายวิจัยและนวัตกรรมมากขึ้น
ค. ลดการใช้เทคโนโลยี
ง. ยกเลิกการฝึกงาน
เฉลย: ข
เหตุผล: โลกเปลี่ยนทำให้ต้องสร้างคนด้าน R&D และนวัตกรรม
บทบาทใหม่ของครูตามแนวคิดในบทความคือข้อใด
ก. ผู้ควบคุมวินัย
ข. ผู้บรรยายหลักสูตร
ค. ผู้ผลิตข้อสอบ
ง. พี่เลี้ยงและที่ปรึกษา
เฉลย: ง
เหตุผล: ครูต้องเป็นโค้ชและสนับสนุนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ
จุดเด่นของวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่ายคือข้อใด
ก. ไม่มีความร่วมมือภายนอก
ข. ใช้เฉพาะงบรัฐ
ค. มีระบบทวิภาคีเข้มแข็งกับสถานประกอบการจำนวนมาก
ง. เน้นทฤษฎีเป็นหลัก
เฉลย: ค
เหตุผล: มีเครือข่ายโรงงานจำนวนมากและระบบฝึกงานจริง
เหตุผลที่ต้องพัฒนา EEC Model Type A คือข้อใด
ก. ลดจำนวนนักศึกษา
ข. เพิ่มเวลาเรียนในห้องเรียน
ค. สร้างแรงงานที่พร้อมทำงานจริงทันที
ง. ลดการใช้เทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: Type A เน้นความพร้อมทำงานในอุตสาหกรรมทันที
แนวคิด “Specialization” ในบทความหมายถึงข้อใด
ก. ทุกสถาบันต้องเหมือนกัน
ข. เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละสถาบัน
ค. ลดการเรียนรู้ทักษะใหม่
ง. ใช้หลักสูตรเดียวทั้งประเทศ
เฉลย: ข
เหตุผล: แต่ละสถาบันต้องสร้างจุดแข็งเฉพาะของตนเอง
แนวทางสำคัญในการเตรียมผู้เรียนสู่อนาคตตามบทความคือข้อใด
ก. จำกัดการใช้สื่อออนไลน์
ข. เน้นท่องจำเป็นหลัก
ค. ส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ
ง. ลดการฝึกงานในสถานประกอบการ
เฉลย: ค
เหตุผล: สร้างทักษะจริงผ่านการลงมือทำและประสบการณ์ผู้ประกอบการ