
หนังสือ “101 essays that will change the way you think” (แปลไทย : 101 บทความเปลี่ยนชีวิตที่จะเปลี่ยนความคิดคุณ) ที่เขียนโดย บริอันนา วีสต์ (Brianna Wiest) ถือว่าเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากบนโลกออนไลน์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
อารมณ์คล้ายกับการอ่านบล็อกโพสต์พัฒนาตัวเองที่ถูกจับมาเรียงร้อยเป็นหนังสือเพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกมีกำลังใจ ฮีลใจ ผ่อนน้ำหนัก ความกดดัน ความคาดหวังที่แบกไว้บนบ่าให้เบาลง
กระตุ้นต่อมความคิด ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนว่าตอนนี้เป็นยังไง ดึงให้เราไปสำรวจภายในจิตใจว่าสิ่งที่กำลังรู้สึกนั้นคืออะไรกันแน่
เปิดใจให้เรายอมรับและครุ่นคิดช้าๆ แบบไม่เร่งรีบ ถ้าจะให้เปรียบก็คงคล้ายๆ กับหนังสือของพี่เอ๋-นิ้วกลม ที่ละเมียดละไม อบอุ่น โอบกอด และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้เราเข้มแข็งและพร้อมลุกขึ้นเดินไปต่อข้างหน้า
เธอเล่าในการสัมภาษณ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่าเหตุผลที่ทำให้หนังสือของเธอเป็นที่ชื่นชอบของคนอ่านก็เพราะความรู้สึกที่ผู้อ่านรับรู้ผ่านตัวหนังสือนั้นก็เป็นความรู้สึกของเธอที่เผชิญอยู่ด้วย เป็นการเปิดเผยส่วนที่เปราะบางให้คนอื่นได้เห็น ยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเองที่สะท้อนกับผู้อ่านได้เป็นอย่างดี
มีตอนหนึ่งของหนังสือที่ส่วนตัวรู้สึกชอบมากเลยอยากนำมาสรุปแชร์ (ซึ่งถ้าใครสนใจหนังสือเล่มนี้สามารถซื้อเป็นแปลไทยได้แล้วนะครับ)
ชื่อตอนว่า “20 สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังทำได้ดีกว่าที่คิด” ซึ่งเหตุผลที่รู้สึกถูกใจบทนี้เป็นพิเศษเพราะสิ่งที่วีสต์ เขียนมาล้วนเป็นสิ่งธรรมดาๆ ‘ที่ดี’ ในชีวิตที่เรากลับมองข้าม ไม่ให้คุณค่ากับมันเพราะมัวแต่ไปวิ่งตามหาสิ่งที่มากกว่านี้ ดีกว่านี้ แทนที่จะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ซึ่งการมองหาความสุขไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในขณะเดียวกันก็อย่ามองข้ามสิ่งที่เรามีอยู่แล้วในปัจจุบันด้วย
แล้ว ’20 สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังทำได้ดีกว่าที่คิด’ มีอะไรบ้าง?
1. คุณสามารถจ่ายใบแจ้งหนี้ของเดือนนี้ไปแล้ว และยังมีเงินเหลือซื้อของที่ไม่จำเป็น : มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ถ้าเราจัดการเรื่องเงินและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นได้หมดแล้ว (รวมไปถึงลงทุน เก็บออมเผื่อฉุกเฉินอะไรด้วยนะ) แล้วยังมีเงินเหลือใช้อีกหน่อยเพื่อซื้อของที่ไม่จำเป็นด้วย
2. คุณตั้งคำถามกับตัวเอง กังขากับชีวิต และรู้สึกสิ้นหวังเป็นบางวัน : ที่เราตั้งคำถามนั่นหมายความว่าเรายังเปิดโอกาสให้ตัวเองเติบโต ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้อยู่ไปวันๆ มองหาทางที่ดีกว่าเพื่อสร้างโอกาสใหม่
3. คุณมีงานทำ : อันนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก มีงานทำ (รักหรือไม่รัก ลำบากมากน้อย นั่นอีกเรื่อง) ก็ยังมีรายได้เพื่อซื้ออาหาร มีบ้านให้นอน มีเสื้อผ้าใส่ ถ้างานมันไม่ใช่ก็ลองหาลู่ทางใหม่ มันไม่ใช่ความล้มเหลวแต่อย่างใด
4. คุณมีเวลาทำสิ่งที่ชอบ แม้ ‘สิ่งที่ชอบ’ จะหมายถึงการนั่งดูเน็ตฟลิกซ์บนโซฟาพลางโทรสั่งมื้อเย็น : แค่นี้ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเล็กๆ ของวันแล้ว
5. คุณไม่ต้องกังวลว่าอาหารมื้อต่อไปจะมาจากไหน : มีเงินซื้ออาหาร มีของกินในตู้เย็น มีเพียงพอที่จะเลือกว่าอยากทานอาหารอะไรได้จริงๆ
6. คุณกินอาหารเพื่อความสุข ไม่ใช่เพื่ออยู่รอด
7. คุณมีเพื่อนจริงๆ อยู่หนึ่งหรือสองคน : อย่าไปสนปริมาณ สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจเราและรักเรา
8. เมื่อเช้ามีเงินจ่ายค่าโดยสารรถไฟใต้ดิน ค่ากาแฟ หรือค่าน้ำมันรถยนต์ : ไม่ต้องคอยลุ้นว่าจะมีเงินเพียงพอเพื่อเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก (และสิ่งจำเป็นในชีวิต) รึเปล่า
9. คุณเปลี่ยนไปจากเดิมเมื่อเทียบกับตัวเองเมื่อปีก่อน : นั่นแสดงว่าคุณกำลังเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ รวมถึงระบุได้ว่าตัวเองดีขึ้นหรือแย่ลงแบบไหนบ้าง
10. คุณมีเวลาและมีเงินในการทำสิ่งต่างๆ ที่มากกว่าแค่การทำงานไปวันๆ : อาจจะมีโอกาสไปดูคอนเสิร์ต ซื้อหนังสืออ่าน หรือไปเที่ยวช่วงวันหยุด ไปต่างจังหวัด ต่างประเทศ บางครั้งคราว ไม่จำเป็นต้องทำงานทุกวันเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น
11. มีเสื้อผ้าให้เลือกใส่ได้ตามต้องการ : ไม่ต้องกังวลว่าอากาศหนาวจะมีเสื้อใส่ไหม ฝนตกจะใส่รองเท้าอะไร หน้าร้อนมีกางเกงขาสั้นที่ช่วยให้ไม่อบอ้าวเกินไปรึเปล่า คุณไม่ได้มีเสื้อผ้าเพียงแค่ปกปิดหรือแค่สวมใส่ร่างกายเท่านั้น
12. คุณสามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ยังไม่ลงตัวในชีวิต ขั้นตอนแรกและขั้นตอนสำคัญคือการตระหนักรู้ : คุณเริ่มรู้ว่ามีบางอย่างที่ไม่ลงตัว แม้ยังไม่แน่ใจว่าต้องเปลี่ยนแปลงตรงไหน แต่ก็เริ่มเห็นว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น
13. ถ้าพูดกับตัวเองตอนอายุยังน้อยได้ คุณจะบอกว่า ‘เราทำได้ เราทำสำเร็จ เราผ่านพ้นเรื่องเลวร้ายมาแล้ว
14. คุณมีพื้นที่ของตัวเอง : ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านหรืออะพาร์ตเมนต์ของตัวเอง แค่เป็นพื้นที่ส่วนตัว โต๊ะทำงานที่เอาไว้สร้างสรรค์สิ่งที่คุณต้องการ ห้องสักห้องหนึ่ง หรือพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ที่คุณสามารถควบคุมและจัดการมันได้อย่างเต็มที่
15. คุณสูญเสียความสัมพันธ์ : เราพบเจอและจากลา ความสัมพันธ์ที่จบไปเปิดโอกาสให้เราและคนอื่นๆ พบเจอกับความเป็นไปได้ใหม่เสมอ
16. คุณรู้สึกสนใจบางสิ่ง : ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นการพัฒนาตัวเอง ทำให้ชีวิตตัวเองมีความสุขมากขึ้น รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนให้แน่นแฟ้นกว่าเดิม หนังสือ ภาพยนตร์ ประเด็นสังคม ฯลฯ ประเด็นอะไรก็ตามที่กระตุ้นให้เราอยากค้นหาและสำรวจมันมากขึ้นเรื่อยๆ
17. คุณรู้วิธีดูแลตัวเอง : รู้ว่าต้องนอนกี่ชั่วโมงถึงจะสดชื่น ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ใครที่พึ่งพาได้เวลาไม่สบายใจ ต้องทำอะไรเวลารู้สึกกังวล เครียด
18. คุณกำลังมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย : แม้จะเหนื่อยและหนทางยังอีกยาวไกล แต่คุณก็ยังพยายามทำตามความฝันที่ตั้งเอาไว้
19. แต่คุณก็ไม่ได้มุ่งหน้าสู่อนาคตโดยไม่รู้จักยืดหยุ่น : การวางแผนเป็นเรื่องที่ดี แต่การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
20. คุณผ่านเรื่องแย่ๆ มาแล้ว : หลายต่อหลายครั้งในอดีต เราเคยคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเราจะไม่มีทางผ่านมันมาได้ แต่พอถึงตรงนี้มองย้อนกลับไป เราเห็นได้เลยว่าเราเข้มแข็งขึ้นมาก ‘ชีวิตไม่ได้ง่ายขึ้น คุณฉลาดขึ้นต่างหาก’
พออ่านบทความนี้ของวีสต์จบ ผมรู้สึกเลยว่า ‘เออ…ชีวิตเราก็ไม่ได้แย่นะ’ ดูแล้วค่อนไปทางดีด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่กลับรู้สึกมีความสุขมากขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว
โสภณ ศุภมั่งมี สรุปจากหนังสือ "101 บทความเปลี่ยนชีวิตที่จะเปลี่ยนความคิดคุณ"
ที่มา ; blockdit
เกี่ยวข้องกัน
8 ทักษะชีวิตยิ่งทำยิ่งทำให้ชีวิตก้าวหน้าขึ้น
1.ใช้ชีวิตให้เป็นตัวของตัวเอง
สิ่งที่พบบ่อยในชีวิตของใครหลายคนก็คือ การไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่ดันกลายเป็นคนที่ถูกผู้อื่นคาดหวังแทน ซึ่งคุณเป็นผู้เขียนชะตาชีวิตของคุณ ดังนั้น จงเขียนเรื่องราวชีวิตในแบบที่คุณต้องการ โดยไม่ต้องคำนึงว่ามันจะเป็นอย่างไร และจงใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง ฝันให้ไกลและอย่าคิดว่าจะทำไม่ได้
2. แสดงอารมณ์ความรู้สึกของคุณออกมา
ไม่เห็นเป็นไร หากจะปล่อยให้ตัวเองได้รู้สึกถึงความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แทนการแสร้งว่าไม่ได้เป็นอะไรเลยแม้แต่นิด เพราะสิ่งสำคัญคือ การแสดงอารมณ์ของคุณให้ผู้อื่นรับรู้ ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงหรือเก็บซ่อนมันไว้ เนื่องจากว่าคุณอับอายหรอก
3. ค้นหาสิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้คุณ
เมื่อคุณผลักดันตัวเองให้ทำอะไรสักอย่าง คุณจะรู้สึกเหมือนว่านี่เป็นเรื่องที่คุณ ‘ต้องทำ’ แต่ถ้าคุณมีสิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้ตัวคุณทำ คุณจะรู้สึกว่าได้ทำมันอย่าง ‘จริงใจ’ และรู้สึกดีต่อตัวเองมากกว่า
4.บางครั้งความสุขก็เกิดจากการแก้ปัญหา
ไม่ใช่ความทุกข์จากปัญหาที่นำไปสู่ความสุข แต่การแก้ปัญหาความทุกข์ได้ต่างหากที่ทำให้เกิดความสุข เราสามารถเลือกมีความสุขได้กับทุกวันของชีวิต ควรหยุดพูดว่า ‘สักวันเราจะมีความสุขเมื่อได้ทำสิ่งๆ นี้’ แต่จงเลือกที่จะมีความสุขในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคุณ
5. พัฒนาความคิดให้เติบโต
คนที่ชอบบ่น ตำหนิ และปฏิเสธความรับผิดชอบอยู่ตลอดเวลามักไม่ค่อยมีความคิดที่ดีนัก คนที่มุ่งเน้นการพัฒนาจะไม่กล่าวโทษเศรษฐกิจ เนื่องจากขาดความมั่งคั่ง แต่พวกเขาจะหยิบหนังสือขึ้นมาเพื่อเรียนรู้วิธีการสร้างมัน หากคุณต้องการพัฒนาแนวคิดตัวเอง จงมุ่งเน้นเฉพาะสิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้ อะไรที่ควบคุมไม่ได้ก็ปล่อยมันไปซะ
6. ชำนาญและฝึกทักษะการสื่อสาร
ความสามารถในการสื่อสารความคิดของคุณกับผู้อื่นอย่างชัดเจน ถือเป็นทักษะที่มีค่ามากที่สุดที่คุณสามารถพัฒนาได้ จงเรียนรู้ที่จะสื่อสารความคิดของคุณ ทั้งในรูปแบบที่เป็นลายลักษณ์อักษร เรียนรู้เทคนิคให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่วิธีการเขียนข้อความอย่างกะทัดรัด วิธีการเขียนข้อความยาวๆ วิธีการใช้ภาษามือ การออกเสียง โทนเสียง ฯลฯ เป็นต้น
7. หมั่นจดบันทึก และทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ
เขียนเป้าหมายของคุณทุกๆ วัน ลองจดบันทึกและจดสิ่งที่คุณต้องการ เนื่องจากในแง่ของการรับรู้ มันจะทำให้จิตใจของคุณตระหนักถึงสิ่งที่คุณต้องการ ส่วนในแง่แรงจูงใจในตัวเอง การจดบันทึกเป้าหมายของคุณทุกวัน จะช่วยให้คุณมีความรับผิดชอบต่อการทำมันให้เกิดขึ้นได้
8. จงอ่านและเรียนรู้อยู่ทุกวัน
วิธีที่ดีที่สุดในการมีความคิดที่ดี นั่นก็คือการอ่าน และยิ่งคุณอ่านมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยขยายความคิดของคุณให้เป็นแง่บวกมากขึ้น ดังนั้น เราทุกคนจึงควร ‘อ่าน’ แม้มันจะใช้เวลาเพียง 20 นาทีก็ตาม
หวังว่าบทความนี้จะทำให้ชีวิตของทุกท่านเติบโตขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อนะครับ
ที่มา ; blockdit
เกี่ยวข้องกัน
15 ข้อจากหนังสือไม่ใช่ก็ก้าวออกมา
1 ทุกคนต่างมีชีวิตนี้เป็นครั้งแรก จึงไม่แปลกถ้าเรายังทำอะไรได้ไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเจอเรื่องราวอะไร อย่าโทษตัวเอง แต่จงโอบกอดตัวเองไว้ เพราะไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด
2 หนังสือเล่มนี้เกิดจากคุณจีซู ผู้เขียนที่ไม่รอคอยให้ตัวเองพร้อมมากกว่านี้ก่อน แต่กลับลงมือทำเลยในวันที่ไม่พร้อม เพราะหากรอวันที่พร้อม อาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้
3 เมื่อเราพยายามอย่างเต็มที่ เมื่อเราไม่ลังเลที่จะลงมือทำ ความสุขของเราจะชัดเจนขึ้นแน่นอน
4 อยากให้พรุ่งนี้เป็นเช่นไร จงทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อน
5 ใครที่รู้สึกกดดันจากการตามตัวผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ลองค่อยๆ ลดการแจ้งเตือนลงดู
แล้วจะรู้ว่าชีวิตจะสงบมากขึ้นอย่างไร
6 มีวิธีหนึ่งในการหักห้ามเวลาที่เราอยากซื้อชิ้นใดชิ้นหนึ่งมาก ๆ อยู่ครับ นั่นคือ หากเราซื้อ 1 ต้องทิ้ง 2
หมายความว่า เวลาจะซื้อของอะไร สิ่งนั้นมันมีคุณค่า มันมีความหมายพอจะให้ทิ้งของ 2 อย่างได้หรือไม่
7 อาหารแสนอร่อย บางทีมันก็เป็นวิธีที่เยียวยาที่ดีที่สุดได้เหมือนกัน เมื่อหัวใจเราอ่อนล้า หยิบจับหรือทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง ลองเปิดตู้เย็นและคว้าวัตถุดิบมาทำอาหารดูสิ
8 เวลาเรารักหรือเราคลั่งไคล้อะไรสักอย่าง ชีวิตจะดูสมบูรณ์มากขึ้น แม้คนรอบข้างจะมองว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องเว่อร์แค่ไหน
9 การแสดงอารมณ์ตามใจเราเองเป็นเรื่องยาก แต่การสร้างเหตุการณ์ที่สนุกสามารถสร้างได้ด้วยตนเอง
วิธีง่ายสุด ลองตั้งชื่ออะไรก็ได้ให้กับวันธรรมดาของเรา เช่น วันรับเงินเดือน วันกินตามใจปาก เท่านี้ความสุขก็มาหาเราได้แล้วครับ
10 ความสัมพันธ์ของมนุษย์แท้จริง ความรู้สึกเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการสื่อสารด้วยภาษา เป็นสิ่งที่ผู้เขียนได้จากตอนที่ไปเรียนอยู่ต่างประเทศ
11 หนึ่งในความรักที่น่าสนใจจากเล่มนี้ คือการแนะนำด้วยใจที่หวังให้อีกฝ่ายเหนื่อยน้อยลงจากเส้นทางชีวิตที่ยากลำบาก
12 สิ่งที่สร้างความพิเศษให้กับเราได้ คือ การ ใส่ใจ ในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ นั่นเอง
13 อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เราตัดสินใจยอมอดทนอยู่กับสิ่งที่เอาแน่เอานอนทางเวลาไม่ได้ จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องของความอดทน แต่เป็นการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ เท่านั้น ผู้เขียนเล่าถึงเพื่อนที่ อยากใช้ชีวิตในการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต และเรียนต่อปริญญาโท
14 ยิ่งมองผ่านชีวิตของผู้อื่น จะยิ่งรู้ว่าชีวิตนั้น มันช่างหลากหลายเหลือเกิน
15 อยากเป็นสิ่งใด จงใช้ชีวิตให้เหมือนกับเป็นสิ่งนั้นในทุก ๆ วัน อยากเป็นนักเขียน ก็จงใช้ชีวิตแบบนักเขียนทุกวัน
ที่มา ; blockdit