
ใครๆ ก็อยากมีความสุข และอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สายอาชีพของตัวเอง แต่บางครั้งเมื่อเข้าสู่โลกของการทำงานจริงๆ ภาวะกดดัน ความเครียดเกิดขึ้นมากมาย
ไม่ว่าจะด้วยภาระงานที่ไม่ว่าจะหักไปทางไหน ก็มีแต่งานๆ จนบางคนไม่มีเวลาใช้ชีวิต สุดสัปดาห์ วันหยุดต้องทำงาน พอจะเข้าวันจันทร์ เริ่มต้นสัปดาห์ก็รู้สึกซึมเศร้าขึ้นมาทันที หรือหัวหน้างานที่ไม่ได้รับฟังความคิดเห็น เอาแต่สั่งๆ งาน จนเกิดความเบื่อหน่ายในการทำงาน และสภาพแวดล้อมงานที่อึดอัด กดดัน เมื่อสะสมเข้าทุกวัน ทุกวัน หลายคนเริ่มมอบหางานใหม่ หรือ คิด ‘ลาออก’ จากงาน
ยิ่งสไตล์การทำงานของคนรุ่นใหม่ อยากทำงานไปด้วยใช้ชีวิตอิสระไปด้วย และอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ เมื่องานไม่ตอบโจทย์ รูปแบบการทำงานไม่ได้ พวกเขาก็มักจะอยากออกจากสภาพแวดล้อมเหล่านี้
วันนี้ ‘กรุงเทพธุรกิจ’รวบรวม ‘เหตุผลในการลาออก’ ที่ใช้ได้ทั้งในบริษัทเก่า กับบริษัทใหม่ที่อยากไปสมัครงาน การจะหาเหตุผล คลู ๆ เจ๋งๆ เพื่อใช้สนับสนุนในการลาออกจากงาน ถือเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน รักษาน้ำใจของทั้ง 2 ฝ่าย ให้คงมิตรภาพที่ดีต่อกันไว้ เพราะชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน อนาคตอาจจะกลับไปสมัครบริษัทเก่าก็เป็นได้
มาดู ปัจจัยที่ทำให้คนอยากออกจากงาน มีอะไรบ้าง
1.เงินเดือนน้อย ต้องการขอปรับเงินเดือนขึ้น
เงินเดือนเป็นปัจจัยหลักสำหรับบางคนที่จะเป็นตัวตัดสินว่าจะอยู่ต่อหรือจะลาออก อีกทั้งในปัจจุบัน การย้ายงานเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เงินเดือนเพิ่มได้เร็วที่สุด และหลายครั้งมักจะได้เยอะกว่าที่เดิมมาก ๆ
ถ้าเกิดมีพนักงานมาลาออกด้วยเหตุผลที่ว่าเงินเดือนของเขาน้อยเกินไป อยากให้ลองเปิดใจคุยกันว่า เงินเดือนที่ได้รับมันเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกันอย่างไรบ้าง แต่ถ้าเขาบอกว่างานเยอะขึ้น แล้วเขาสามารถสร้างอิมแพ็คให้กับบริษัทได้จริง แต่ก็ยังคงได้รับเงินเดือนเท่าเดิม การเพิ่มเงินเดือนให้กับเขาเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วที่ควรจะทำ และถูกกว่าการจ้างคนใหม่เข้ามาทำงานโดยที่ไม่รู้ว่าเขาเก่งจริงหรือเปล่าอีกด้วย
2.บริษัทลดโบนัส
บางครั้งช่วงแรกที่เข้ามาทำงาน บริษัทมีการแจกโบนัสดีอย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงหลัง บางบริษัทอาจมีการลดโบนัสลง หรือไม่มีโบนัสให้ ส่งผลให้พนักงานอาจไม่อยากทำงานต่อ ขณะที่ในมุมบริษัท โบนัสอาจจะเป็นจำนวนเงินที่น้อยมาก ๆ แต่สำหรับพนักงานบางคน มันเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลมากที่ทำให้เขาสามารถนำเงินไปต่อยอดลงทุน ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และแบ่งเบาภาระครอบครัวได้
ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทุกบริษัทมีการจ่ายโบนัสพนักงาน (ไม่จำเป็นต้องออกมาในรูปแบบเงิน) เพราะโบนัสจะเข้ามาเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้พนักงานรู้สึกอยากทำงานให้ออกมาดีอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จตามเวลาก็พอ
3.หมด Passion/ Burnout ไม่อยากทำงานแล้ว
หลายคนทำงานที่เดิมมานานอาจรู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่ ๆ มาท้าทาย หรือไม่รู้สึกว่าตัวเองเติบโตในสายงานนั้น อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกหมด Passion หรือ Burn out จนอยากรู้สึกลาออกได้ ซึ่งถ้าหากพนักงานกำลังรู้สึกแบบนี้ บริษัทควรต้องหาทางแก้ไขโดยด่วน
ให้ลองสังเกตว่าพนักงานคนนั้นมีอาการที่แสดงออกถึงความเครียด หมดพลัง หรือคิดอะไรใหม่ ๆ ไม่ออกแล้วหรือไม่ ถ้าเกิดว่าเป็นแบบนั้นอาจจะให้ Team Lead ลองเรียกพนักงานคนนั้นมาพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา ลองวาง Career Path ให้กับเขา สนับสนุนในสิ่งที่เขาอยากทำ ให้ลองทำชาเลนจ์อะไรใหม่ ๆ ที่หลากหลาย รวมถึงการชื่นชมให้กำลังใจเขาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยเติมไฟให้เขาได้อีกหนึ่งวิธี
4.ชอบการทำงานแบบ Remote Working มากกว่าเข้าออฟฟิศ
ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมาที่มีเหตุการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ครั้งใหญ่ก็ทำให้หลายบริษัทมีนโยบายให้พนักงานทำงานแบบ Remote Working หรือทำงานจากที่บ้านได้ แต่เมื่อเหตุการณ์เริ่มกลับมาดีขึ้น บางบริษัทก็เรียกให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศแบบ 100% ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พนักงานหลายคนไม่อยากกลับไปทำงานแบบนั้นอีกแล้ว จนบางคนตัดสินใจลาออก
สำหรับวิธีแก้ไข บริษัทควรมีนโยบายการทำงานแบบ Hybrid หรือแบบผสมระหว่างการ Remote Working และการเข้าออฟฟิศ
5.ไม่มี Work Life Balance ที่ดี
พอนอกเวลางานแล้วทุกคนอยากมีเวลาเป็นของตัวเอง เพื่อไปใช้ชีวิตส่วนตัว ไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ พักผ่อน หรือหาความรู้เพิ่มเติมในส่วนอื่น ๆ มากขึ้น Work Life Balance จึงเป็นสิ่งที่พนักงานส่วนใหญ่ต้องการ
บริษัทจึงควรมีการคำนึงถึง Work Life Balance ของพนักงานแต่ละคนไว้ด้วย เพราะช่วยให้การทำงานออกมาอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกัน หากชีวิตมีแต่งาน พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่มีเวลาไปทำสิ่งใหม่ ๆ หรือหาความรู้เพิ่มเติม การสร้างสรรค์ก็จะเกิดขึ้นได้ยาก สิ่งที่จะตามมาคือ ภาวะหมดไฟในการทำงาน นำไปสู่การลาออกนั่นเอง
และจากการที่ JobsDB ได้ออกมาแนะนำการให้เหตุผลในการลางานที่สามารถนำไปยื่นแจ้งในการลาออกที่ทำงานเก่า และการเขียนในใบสมัครงาน หรือตอบสัมภาษณ์เวลาสมัครงานใหม่ อีกทั้งอันนำไปเสียงสะท้อนจากพนักงานกลับไปปรับปรุงองค์กร พบว่า มี 20 เหตุผลที่ใช้ลาออกจากงาน เริ่มด้วย
1. อยากเปลี่ยนสายงาน
คนเราย่อมมีความถนัดหลายด้าน บางครั้งเมื่อทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวันเป็นเวลานาน ก็อาจเกิดอาการ Burn out หรือรู้สึกอิ่มตัวได้ ดังนั้นการแจ้งเหตุผลในการออกว่าอยากเปลี่ยนสายงาน จึงถือเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น แถมบางคนเมื่อเรียนจบมาแล้ว กลับได้ทำงานที่ไม่ตรงสายก็มี เมื่อโอกาสใหม่ที่ตรงกับสิ่งที่ถนัดหยิบยื่นเข้ามาก็ต้องคว้าเอาไว้ แต่ถ้าหากโชคดีที่บริษัทปัจจุบันมีตำแหน่งว่างที่ตรงกับสายงานใหม่ที่ต้องการ ก็อาจได้รับโอกาสใหม่ในการขยับขยายแบบที่ไม่ต้องหางานใหม่
2.มองหาเงื่อนไขการทำงานที่ยืดหยุ่น
ในยุคที่เทรนด์เรื่อง Work Life Balance เป็นเรื่องสำคัญ เพราะชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่เรื่องงานอย่างเดียว ไหนจะสภาวะทางเศรษฐกิจหรือสังคมต่างๆ ที่ก่อให้ความเครียดได้เช่นกัน ดังนั้นหากรู้สึกว่างานปัจจุบันส่งผลให้คุณเครียดเป็น 2 เท่า แล้วอยากได้ความยืดหยุ่นที่มากขึ้นจากที่ทำงานใหม่ ก็สามารถใช้เหตุผลนี้ได้
3.ต้องการความก้าวหน้าในสายอาชีพ
เหตุผลนี้จริงๆ แล้วอาจดูค่อนไปทางเชิงลบกับบริษัทเก่าอยู่เช่นกัน จึงอาจต้องหาวิธีที่ดีในการพูด เพราะโดยปกติแล้ว คนทำงานทุกคนย่อมต้องการความก้ามหน้าในสายอาชีพ หากงานเก่ามาถึงทางตันและไม่สามารถขยับให้สูงขึ้นได้ ก็ควรต้องแจ้งความจริงกับที่ทำงานเก่า บางบริษัทก็อาจเข้าใจได้ เพราะมีขั้นตอนต่าง ๆ มากมายในเรื่องของการปรับตำแหน่ง หรืออาจต้องใช้เวลาหลายปี รวมถึงบางบริษัทก็ไม่มีตำแหน่งในระดับดังกล่าวที่เราต้องการ
4.ต้องการเงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้น
ข้อนี้ถือเป็นอีกเหตุผลยอดฮิตของคนที่คิดอยากลาออกจากงานเก่าเช่นเดียวกัน การลาออกเพื่ออัพเงินเดือนจึงถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะบริษัทส่วนใหญ่แล้ว กว่าจะมีการปรับเงินเดือนก็ต้องใช้เวลา 6 เดือน – 1 ปี เป็นอย่างต่ำ ดังนั้นการไปทำงานที่ใหม่เพื่ออัพเงินเดือน ถือเป็นทางลัดที่หลายคนเลือก อีกทั้งเรื่องเงินถือเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิต ทุกคนต่างมีภาระที่ต่างกัน อย่างไรแล้วบริษัทเก่าก็สามารถเข้าใจเหตุผลข้อนี้ได้
5. วางแผนในการเรียนต่อ
การวางแผนเรียนต่อ ถือเป็นเหตุผลที่ดีเลยทีเดียว เพราะเรื่องของการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด แถมบางครั้งการทำงานในบางตำแหน่งที่สูงขึ้น อาจต้องใช้วุฒิการศึกษาที่สูงตามไปด้วย บริษัทจึงเข้าใจได้ว่าพนักงงานต้องการพัฒนาตัวเอง และมีความมุ่งมั่นใจที่ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อการเติบโตในสายงาน
6. สไตล์การทำงานไม่ตรงกับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมทีม
ปัญหาสุดคลาสสิกที่สามารถเจอได้ในทุกออฟฟิศ หากจะว่าไปแล้ว เรื่องของคนก็ถือเป็นหนึ่งเหตุผลหลักลำดับต้น ๆ ที่มนุษย์เงินเดือนอยากลาออกเพื่อหนีปัญหานี้ เหตุผลนี้ค่อนข้างต้องระมัดระวังและใช้เหตุผลที่เหมาะสมมากพอเพื่อไม่ให้เกิดผิดใจกัน
7. ต้องใช้เวลาดูแลครอบครัว
ครอบครัว ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ดังนั้นหากในครอบครัวมีเราแค่คนเดียวที่สามารถทำหน้าที่นั้นได้ หรือสามารถออกจากงานเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคนในครอบครัวได้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือการออกจากงานเพื่อเป็นแม่บ้านเต็มตัวและดูแลลูก ดังนั้นเหตุผลข้อนี้จึงมีความสมเหตุสมผลในการลาออก
8. ต้องย้ายกลับต่างจังหวัด
สำหรับคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างถิ่นกับออฟฟิศ เช่นคนที่อยู่จังหวัดอื่น แต่มาทำงานในกรุงเทพฯ ก็อาจแจ้งเหตุผลในการลาออกได้ว่า มีเหตุผลทางครอบครัวหรือเหตุผลส่วนตัวอื่น ๆ ที่ต้องย้ายไปกลับอยู่ที่ถิ่นฐานบ้านเกิด ฉะนั้นแล้วการย้ายที่อยู่จึงเป็นเหตุผลในการลาออกที่เหมาะสม
9. ประสบกับปัญหาสุขภาพ
เรื่องโรคภัยไข้เจ็บก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกำหนดได้เช่นกัน ยิ่งในยุคนี้ที่โรคภัยใหม่ ๆ อุบัติขึ้นมากมาย การใช้เหตุผลนี้จึงถือว่าเหมาะสม โดยโรคที่ใช้เป็นเหตุผลควรมีความสมเหตุสมผล ที่สามารถนำมาประกอบเหตุผลในการลาออกได้
10. ต้องไปรับช่วงต่อในการดูแลธุรกิจของครอบครัว
บางครอบครัวก็เป็นครอบครัวที่มีกิจการเป็นของตัวเองอยู่แล้ว และมักจะให้ลูกออกไปหาประสบการณ์ในการทำงานจากการทำงานในองค์กรสักระยะ เพื่อตักตวงความรู้และทักษะต่าง ๆ แล้วกลับมาปรับใช้กับธุรกิจของครอบครัว เมื่อถึงเวลาหนึ่งลูก ๆ จึงต้องกลับไปดูแลกิจการของที่บ้านต่อ จึงสามารถใช้เป็นเหตุผลในการลาออกได้
11. มีเป้าหมายในชีวิตที่ต่างจากองค์กร
คนที่ทำงานไปสักระยะ ก็มักจะได้เรียนรู้ถึงเป้าหมายขององค์กรได้มากขึ้น หากสุดท้ายแล้วเป้าหมายของตัวเราเองไม่ตรงกับสิ่งที่องค์กรตั้งไว้ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะมองหาเป้าหมายใหม่ของตัวเอง เพราะอย่างไรเสียเป้าหมายขององค์กรก็เป็นสิ่งที่ตั้งไว้มานานและยากที่จะเปลี่ยนแปลง การจะรั้งพนักงานไว้ ก็อาจจะเป็นการเสียเวลาทั้งสองฝ่าย
12.อยากเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง
บางคนเมื่อทำงานเก็บเงินไปสักระยะ อาจรู้สึกว่าอิ่มตัวกับงานในระบบบริษัท เบื่อกับการเป็นลูกน้องและอยากออกมาเป็นเจ้านายตัวเอง ด้วยการเริ่มต้นธุรกิจสักอย่างของตัวเองอย่างจริงจัง อีกทั้งยุคนี้ที่หลายคนหันมาค้าขายออนไลน์กันมากขึ้น การเริ่มธุรกิจของตัวเองจึงถือเป็นการลาออกจากงานที่สมหตุสมผลอีกข้อหนึ่ง
13. เวลาทำงานส่งผลต่อชีวิตประจำวัน
เหตุผลนี้เหมาะสำหรับคนที่ทำงานเป็นกะหรือต้องทำงานล่วงเวลาบ่อย ๆ เช่น บางคนต้องเข้ากะดึก หรือเลิกงานดึกมาก ๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตรวมไปถึงเรื่องสุขภาพได้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อหางานใหม่ที่มีเวลาทำงานแบบปกติ ข้อนี้จึงสามารถใช้ในการแจ้งลาออกแก่องค์กรได้
14. ไม่สะดวกในการเดินทาง
เรื่องของการเดินทางอาจใช้เป็นข้ออ้างได้ยาก เพราะตอนเริ่มต้นทำงานทางบริษัทจะระบุสถานที่ตั้งของออฟฟิศไว้ให้อยู่แล้ว แต่กรณีที่ออฟฟิศซึ่งเคยทำงานแบบ work from home มาก่อน และจ้างพนักงานที่ทำงานแบบ remote work ทำให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงระยะทางในการเดินทางเข้าออฟฟิศ แต่หลังจากมีการเปลี่ยนนโยบายให้เข้าออฟฟิศ จึงทำให้เดินทางไม่สะดวก จุดนี้สามารถใช้เป็นเหตุผลในการลาออกได้
15. เริ่มต้นชีวิตครอบครัวกับชาวต่างประเทศ
หลายคนที่แต่งงานและมีครอบครัวแล้ว นอกจากเรื่องลูกที่ต้องดูแล อาจมีการตกลงกันในครอบครัวเพื่อย้ายถิ่นฐานไปอาศัยในต่างประเทศ หรือสามีจำเป็นต้องย้ายไปประจำการทำงานในต่างประเทศ ทำให้จำเป็นต้องลาออกจากงานในประเทศไทย ข้อนี้จึงถือเป็นอีกเหตุผลที่สามารถแจ้งได้โดยตรง
16. ต้องออกไปเลี้ยงลูก
ผู้หญิงหลายคนเมื่อแต่งงาน สร้างครอบครัว และมีลูกแล้ว อาจจะพูดคุยกับคนในครอบครัวเพื่อออกมาทำหน้าที่แม่บ้านและเลี้ยงลูก รวมถึงไปรับส่งลูกที่โรงเรียน โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกมากกว่า 1 คนขึ้นไป อีกทั้งไม่มีใครช่วยดูแล ข้อนี้ก็เป็นเหตุผลที่สามารถใช้แจ้งลาออกได้
17. วางแผนไปทำงานต่างประเทศ
การไปทำงานในต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งกระแสที่มาแรงในยุคนี้ สำหรับการหาโอกาสใหม่ ๆ ให้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตหรือการฝึกภาษา รวมทั้งการเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่บางครั้งการทำงานในประเทศอาจไม่ตอบโจทย์
18. อยากไปทำตามความฝันของตัวเอง
บางครั้งเรื่องของการทำงานและเรื่องความฝัน อาจไม่ได้มาคู่กันเสมอไป งานแรกที่หลายคนทำอาจไม่ใช่สิ่งที่ตรงใจ แต่ต้องทำไปก่อนเพื่อรายได้ของตัวเอง แต่สุดท้ายแล้วบางคนอาจฝันอยากเป็นแอร์โฮสเตส เชฟ นักร้อง หรือนักแสดง เมื่อมีโอกาสเหล่านี้เข้ามา หลายคนจึงตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำอยู่แล้วเลือกอาชีพในฝันเฟล่านั้นแทน
19. อยากเกษียณอายุตัวเองก่อนกำหนด
เหตุผลนี้อาจเหมาะกับคนที่ทำงานมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งในปัจจุบันก็มีคนจำนวนมากที่อยากเกษียณตัวเองเพื่อออกมาใช้ชีวิตก่อนอายุ 55 ปีหรือ 60 ปี โดยอาจมีเหตุผลส่วนตัวอื่น ๆ ประกอบด้วย
20. ได้งานใหม่
ปิดท้ายด้วยเหตุผลที่ง่ายและคลาสสิกสุด ๆ อีกหนึ่งข้อ นั่นก็คือการแจ้งเหตุผลที่ออกจากงานไปตรง ๆ ว่าได้งานใหม่ ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดใจกัน เพราะเป็นเหตุผลที่เกิดขึ้นได้และเป็นเรื่องปกติ หากมีการถามข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถแจ้งได้ตามจริงเท่าที่เราอยากจะแจ้ง ทั้งนี้อาจะเสริมด้วยเหตุผลอื่นด้วย เช่น การได้งานในตำแหน่งที่ต้องการและที่เก่าไม่มีตำแหน่งนี้ ฯลฯ
อ้างอิงจาก : JobsDB , indeed, thebalancemoney ,thegrowthmaster
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 14 พ.ค. 2566
เกี่ยวข้องกัน
6 ต้นตอ ที่ก่อให้เกิด วงจรลาออกจากงาน ที่ไม่จบสิ้น
การลาออก ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิตการทำงานที่เรามักเห็นกันอยู่ทั่วไป ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีตำแหน่งเล็กไปจนถึงตำแหน่งใหญ่ในบริษัท
บางครั้ง การลาออก ก็เป็นการลาจากกันด้วยดี ระหว่างตัวพนักงานเองหรือบริษัท แต่ก็มีหลายครั้งเช่นกันที่ การลาออกนั้น จะเป็นการจากลากันที่ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งก็มีทั้งออกไปแล้วไม่ได้ทำงานต่อ และออกไปเพื่อไปทำงานที่บริษัทอื่น
แล้วสาเหตุสำคัญที่ทำให้พนักงานลาออกจากบริษัท เข้าสู่วงจรการลาออกจากงาน ที่ไม่จบสิ้นคืออะไร ?
1. หนีปัญหาเรื่องคนในบริษัท
พนักงานหลายคนรักงานที่ตนเองทำ เพราะมีรายได้ดี มีความถนัดกับงานที่ทำ
แต่หลายคนก็เลือกที่จะลาออก เพื่อไปทำงานแบบเดิมกับบริษัทใหม่ เพราะว่าตัวพนักงานเองมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน มีความขัดแย้งกับเจ้านาย หรือทะเลาะกับคนอื่น ๆ ในบริษัท
หลายคนที่เจอบรรยากาศแบบนี้นานเข้า จึงไม่มีความสุขในการทำงาน สุดท้าย พวกเขาจึงเลือกที่จะลาออกจากงานที่ทำ เพื่อหนีปัญหาเรื่องคนในบริษัท
2. ต้องการเงินเดือน และสวัสดิการที่ดีกว่าเดิม
ต้องยอมรับว่า “เงิน” กลายเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต ถ้าพนักงานรู้สึกว่า เขาได้รับเงินเดือนน้อยกว่าปริมาณงานที่ได้รับ หรือน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมนั้น จึงทำให้เขาเลือกที่จะลาออกเพื่อไปรับเงินที่ใหม่ที่ให้มากกว่าที่เก่า หรือแม้แต่เรื่องของสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสุขภาพ การรักษาพยาบาล ประกันชีวิต วันหยุด การให้ทุนการศึกษา ค่าเดินทาง และค่าล่วงเวลา
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พนักงานตัดสินใจลาออกไปทำงานที่อื่น หากพวกเขาได้รับข้อเสนอสวัสดิการที่ดีกว่าในที่ใหม่
3. ทำงานหนักเกินไป จนมีอาการหมดไฟในการทำงาน
ขณะที่หลายบริษัทต้องการคนทำงานได้หลายหน้าที่ (Multi-functions) หรือต้องการให้พนักงานสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitaskings) ซึ่งทำให้พนักงานที่ทำงานหลายหน้าที่ หรือทำงานหลายอย่างพร้อมกัน นำไปสู่ภาวะที่มีงานมากเกินไป (Work Overload) ต้องทำงานล่วงเวลา ต้องกลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป จึงทำให้พนักงานมีอาการหมดไฟ และต้องการลาออกไปหางานที่ไม่หนักจนเกินไป
4. ไม่มีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน
Lack of Career Growth หรือ ขาดโอกาสในการเติบโตในหน้าที่การงาน เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้พนักงานเลือกที่จะลาออก เพราะบางบริษัทก็ให้พนักงานทำงานไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้วางเป้าหมายการเติบโตในหน้าที่การงานไว้อย่างชัดเจน เรื่องนี้ก็ส่งผลให้พนักงาน ทำงานไปโดยไม่มีเป้าหมาย เพราะไม่รู้ว่าหน้าที่การงานในอนาคตจะเป็นอย่างไร
สุดท้ายจึงส่งผลให้พนักงานขาดแรงจูงใจในการพัฒนาตัวเอง ขาดการใฝ่หาความรู้เพิ่มประสบการณ์ทำงาน ซึ่งในระยะยาว เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อตัวพนักงานเอง แต่ยังรวมไปถึงบริษัทด้วย
5. ต้องการสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีกว่าเดิม
สภาพแวดล้อมและบรรยากาศในสถานที่ทำงานที่สะอาด ปลอดภัย เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่บริษัทต้องคำนึงถึง เพราะแม้ว่าพนักงานจะได้ผลตอบแทนดี สวัสดิการที่เหมาะสม ได้ทำงานที่ชอบ แต่ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีที่เสี่ยงมาก มีอันตรายสูง ไม่ปลอดภัย จนส่งผลต่อชีวิตและสุขภาพของพนักงาน ก็ไม่แปลกใจ หากพนักงานเลือกที่จะลาออกไปหาสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีกว่า
6. ความต้องการส่วนตัวของพนักงาน
แม้ว่าบริษัทจะให้ผลตอบแทนดี มีการมอบโอกาสในการเติบโตในหน้าที่การงานที่ชัดเจน รวมไปถึงมีสภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการทำงานที่ดี แต่สุดท้าย พนักงานเลือกที่จะลาออก เพราะความต้องการส่วนตัวก็ได้เช่นกัน เช่น การไปเรียนต่อ การไปดูแลครอบครัว รวมไปถึง ปัญหาด้านสุขภาพของพนักงานเอง
มาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่า การลาออกของพนักงานนั้น มีทั้งปัจจัยที่บริษัทสามารถควบคุมได้ ขณะที่บางปัจจัยก็ไม่สามารถควบคุมได้
อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ต้องพยายามค้นหาสาเหตุและหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมไปถึงวิธีป้องกันเพื่อลดปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกิดมาจากบริษัทเอง โดยบางบริษัท อาจใช้วิธี Exit Interview คือการสัมภาษณ์พนักงานที่กำลังจะลาออก เพื่อรับทราบเหตุผลของพนักงานที่ต้องการจะลาออก พร้อมทั้งนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และหาแนวทางแก้ไขต่อไป
นั่นก็เพราะว่า “การหาพนักงานใหม่” เพื่อมาแทนพนักงานที่ออกไป บริษัทจะมีต้นทุนหลายอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหาคน การต้องจัดสรรเวลามาสัมภาษณ์ รวมถึงการสูญเสียเวลาในการเรียนรู้ระบบการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรของพนักงานใหม่ ๆ โดยบางบริษัท อาจใช้วิธี Exit Interview คือการสัมภาษณ์พนักงานที่กำลังจะลาออก เพื่อรับทราบเหตุผลของพนักงานที่ต้องการจะลาออก พร้อมทั้งนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และหาแนวทางแก้ไขต่อไป
นั่นก็เพราะว่า “การหาพนักงานใหม่” เพื่อมาแทนพนักงานที่ออกไป
บริษัทจะมีต้นทุนหลายอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหาคน การต้องจัดสรรเวลามาสัมภาษณ์ รวมถึงการสูญเสียเวลาในการเรียนรู้ระบบการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรของพนักงานใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน ตัวพนักงานเอง ไม่ว่าสาเหตุของการลาออกจะเกิดมาจากเรื่องอะไร ก่อนที่จะตัดสินใจลาออก ก็ควรคิดให้รอบคอบ อย่าตัดสินใจโดยใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เพราะทุกการลาออกไม่ได้การันตีว่า เหตุการณ์หรือบุคคลที่เป็นสาเหตุของการลาออกครั้งนี้ จะไม่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนอีกครั้งในอนาคต เพราะทุกการลาออกไม่ได้การันตีว่า เหตุการณ์หรือบุคคลที่เป็นสาเหตุของการลาออกครั้งนี้ จะไม่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนอีกครั้งในอนาคต
สุดท้ายแล้ว การลาออกจากบริษัทที่ดีที่สุด ควรเป็นการจากลากันด้วยดี นั่นเอง..
อ้างอิงจาก:
-https://th.hrnote.asia/tips/th-190123-resignjobreason/
-https://th.jobsdb.com/th-th/articles/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99-%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81/
-https://www.workstars.com/recognition-and-engagement-blog/2020/03/19/why-employees-quit-11-evidence-based-reasons/
-https://www.myempeo.com/blog/how-to-prevent-turnover/
ที่มา ; Blockdit
เกี่ยวข้องกัน
สาเหตุที่อัตราการลาออกที่เพิ่มขึ้น(ฉบับบริษัทญี่ปุ่น)
มีปัญหาหลายอย่างในการบริหารบริษัท แต่ปัญหาหนึ่งที่ผู้จัดการมักมี คือ "อัตราการลาออกที่เพิ่มขึ้น" เมื่ออัตราการลาออกเพิ่มขึ้น ผลผลิตลดลง ต้นทุนและเวลาที่ต้องจ้างเพื่อเติมเต็มช่องว่างก็ส่งผลกระทบต่อบริษัทเช่นกัน ผู้จัดการจำนวนมากต้องการจัดการกับปัญหานี้
สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของอัตราการลาออก ที่ทั้งคนไทยและญี่ปุ่นประสบกัน สาเหตุของการลาออกที่เพิ่มขึ้น
จากการสำรวจของกระทรวงแรงงาน/สวัสดิการ(ญี่ปุ่น) และสถานที่จัดหางานหลัก พบว่า "ความไม่พอใจต่อบริษัท สภาพแวดล้อมในการทำงาน" และ "มนุษยสัมพันธ์ในที่ทำงาน" เป็นสาเหตุการออกจากงานส่วนใหญ่ ดังนั้น เพื่อที่จะทราบสาเหตุของการลาออกในรายละเอียดเราได้พิจารณาสาเหตุทั่วไป 3 ประการสำหรับการเพิ่มขึ้นของการลาออก
สาเหตุที่ 1 ช่องว่างระหว่างงานที่คุณจินตนาการกับความเป็นจริง
นี่เป็นปัญหาที่มักอ้างว่า เป็นสาเหตุให้พนักงานรุ่นใหม่ออกจากงาน แม้ว่าจะเข้าบริษัทหลังจากการหางานอย่างเข้มงวด(ยากลำบาก) แต่ก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานในแผนกที่แตกต่างจากที่ต้องการ และสถานที่ทำงานก็ห่างไกลจากเมือง (ต่างจังหวัด)
ยิ่งไปกว่านั้น หากช่องว่างระหว่างอุดมคติและความเป็นจริง ยังคงไร้ซึ่งการเติมเต็ม หลายคนจะรู้สึกไม่สบายใจและลาออกไป โดยไม่เห็นการเติบโตและศักยภาพของตนเองในอนาคต
สาเหตุที่ 2 ปัญหาสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ความไม่พอใจกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ยกตัวอย่างปัญหาทั่วไป (การทำงานล่วงเวลาและสวัสดิการ) เงินเดือนน้อยไม่คุ้มกับงาน สวัสดิการไม่เพียงพอและระบบภายในองค์กร ทำงานล่วงเวลามากเกินไป
หากสภาพแวดล้อมในการทำงานและการรักษาแตกต่างจากที่ได้ยินมาก่อนมาร่วมงานกับบริษัทหรือหากระบบสวัสดิการหรือระบบภายในองค์กรไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้ไม่เพียงแต่ความรู้สึกไม่ไว้วางใจในบริษัทเท่านั้น แต่ยังลดลงอีกด้วย ในด้านแรงจูงใจ
สาเหตุที่ 3 มนุษยสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับที่ทำงาน
ในการสำรวจอัตราการลาออกของสถานที่จ้างงานใหญ่ๆ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในการลาออกคือ "มนุษยสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับที่ทำงาน"
สิ่งที่พบได้บ่อยที่สุดคือ "การใช้อำนาจจากหัวหน้าและการละเมิดต่างๆ" เช่นการละเมิดทางเพศ หรือการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ความสัมพันธ์กับผู้คนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทำงาน ซึ่งความสัมพันธ์นี้แหละอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการลาออก เพราะ คุณไม่สามารถแก้ไขนิสัยของใครได้ .
การเข้าใจปัญหาสาเหตุเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดอัตราการลาออก แทนที่จะโทษพนักงานที่ลาออกว่าไม่ดี บริษัทต้องยอมรับความคิดเห็นของพนักงานอย่างจริงจัง และกำหนดมาตรการปรับปรุงด้วย
ที่มา ; Blockdit
เกี่ยวข้องกัน
‘สภาพัฒน์’ เปิดเหตุผลนายจ้าง 89% ปฏิเสธจ้างเด็กจบใหม่?
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 1/2568 ว่าสถานการณ์แรงงานไตรมาสหนึ่ง ปี 2568 โดยในช่วงหนึ่งมีการกล่าวถึงตัวเลขการว่างงานของผู้จบการศึกษาใหม่โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษานั้นมีโอกาสที่จะตกงานสูง สอดคล้องกับข้อมูลการว่างงานตามระดับการศึกษาที่มีอัตราว่างงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ โดยคิดเป็นสัดส่วน 1.84% หรือว่างงานอยู่ที่ 131,600 คน
สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Hult International Business School ร่วมกับ Workplace Intelligence ที่พบว่าผู้บริหาร 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่
· เด็กจบใหม่ยังขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง ๖๐%
· ไม่ทีทักษะการทำงานที่เหมาะสม 51%
· ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม 55%
· ยังมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก 50%
สำหรับข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จบการศึกษาใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานทำเลขาธิการสภาพัฒน์ระบุว่า ความสามารถในเชิงวิชาชีพที่จบมาต้องทำงานได้ต้องเป็นคุณสมบัติหลัก นอกจากนั้นส่วนที่ต้องมีก็คือเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ความสร้างสรรค์ในการคิดการทำงานของตัวเอง ถือเป็นทักษะที่สำคัญที่จะทำให้เด็กที่จบใหม่สามารถหางานได้เพิ่มขึ้น
แม้ในการทำงานของคนรุ่นใหม่นั้นอาจจะให้ความสำคัญกับ “Work life balance” หรือการเป็นเจ้าของกิจการ แต่กลุ่มที่จะเข้าไปทำงานในระบบ เข้าสู่การจ้างงานในองค์กร และบริษัทต่างๆนั้นต้องเข้าใจว่าการทำงานจริง เรารับเงินเดือนเขามาแล้ว การทำงานจริงต้องทำงานอย่างเต็มที่
อีกเรื่องทักษะการทำงานเป็นทีมก็สำคัญ รวมทั้งการสื่อสารกับคน และมารยาททางธุรกิจในการติดต่อก็เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องซอฟต์สกิลที่เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน
“คนรุ่นใหม่ อาจจะให้ความสำคัญกับ “Work life balance” แต่เมื่อเข้าไปทำงานในระบบ เข้าสู่การจ้างงานในองค์กร บริษัทต่างๆ ต้องเข้าใจว่าเป็นการทำงานจริง เรารับเงินเดือนเขามาแล้วการทำงานต้องทำอย่างเต็มที่ ..ต้อง Work ก่อน แล้วค่อยไปดูเรื่อง balance ทีหลัง”
‘สภาพัฒน์’ เปิดเหตุผลนายจ้าง ไม่จ้างเด็กจบใหม่? ชี้ขาดทักษะทำงานเป็นทีม – มารยาทธุรกิจไม่เหมาะสม ชี้คนรุ่นใหม่ต้องเข้าใจ Work life balance ยังไม่เกิดในช่วงแรก
บทความกล่าวถึงปัญหาการลาออกจากงานของพนักงานในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากความกดดันในการทำงานที่สูงขึ้น ทั้งภาระงานมาก เวลาส่วนตัวลดลง สภาพแวดล้อมการทำงานไม่เอื้อต่อการเติบโต รวมถึงความสัมพันธ์กับหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานที่อาจไม่ราบรื่น ส่งผลให้เกิดความเครียด เบื่อหน่าย และภาวะหมดไฟ (Burnout) จนนำไปสู่การตัดสินใจลาออก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนลาออก ได้แก่ เงินเดือนและสวัสดิการไม่เหมาะสม โบนัสลดลง ขาดโอกาสก้าวหน้าในสายอาชีพ งานไม่ตรงความถนัด หรือไม่ตอบโจทย์ชีวิตการทำงานยุคใหม่ เช่น ต้องการความยืดหยุ่นหรือ Work from Home รวมถึงปัญหาสุขภาพ การดูแลครอบครัว และการย้ายถิ่นฐาน
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ภาระงานหนักเกินไป ความไม่สมดุลระหว่างชีวิตและงาน (Work-Life Balance) และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม บางกรณีเกิดจากความคาดหวังที่แตกต่างระหว่างงานจริงกับที่คิดไว้
บทความสรุปว่า การลาออกเป็นเรื่องปกติในโลกการทำงาน แต่ทั้งพนักงานและองค์กรควรสื่อสารกันอย่างเข้าใจ เพื่อหาทางปรับปรุง ลดการลาออกที่ไม่จำเป็น และสร้างความยั่งยืนในองค์กร
สาเหตุหลักเชิงโครงสร้างที่ทำให้พนักงานลาออกในบทความคือข้อใด
ก. การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี
ข. ความไม่สมดุลระหว่างชีวิตและงาน
ค. การแข่งขันทางการตลาด
ง. นโยบายภาษีใหม่
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้น Work-Life Balance และภาระงานมากเกินไปเป็นสาเหตุหลัก
ข้อใดสะท้อนแนวคิด “Burnout” ได้ชัดเจนที่สุด
ก. อยากเปลี่ยนสายงาน
ข. เงินเดือนไม่พอ
ค. หมดแรง หมดไฟในการทำงาน
ง. ต้องการโบนัสเพิ่ม
เฉลย: ค
เหตุผล: Burnout คือภาวะหมดพลังจากการทำงานต่อเนื่อง
องค์กรควรทำอย่างไรเพื่อลดการลาออกตามบทความ
ก. เพิ่มชั่วโมงทำงาน
ข. ลดจำนวนพนักงาน
ค. ปรับสภาพแวดล้อมและฟังความคิดเห็นพนักงาน
ง. เพิ่มกฎระเบียบเข้มงวด
เฉลย: ค
เหตุผล: การสื่อสารและปรับปรุงองค์กรช่วยลดการลาออกได้ดีที่สุด
เหตุผลใด “มีความเป็นกลางและยอมรับได้สูง” ในการลาออก
ก. ไม่ชอบหัวหน้า
ข. ได้งานใหม่
ค. เบื่องาน
ง. ไม่อยากทำงาน
เฉลย: ข
เหตุผล: การได้งานใหม่เป็นเหตุผลปกติและเป็นมืออาชีพ
ข้อใดเป็นปัจจัยดึงดูดให้พนักงานอยู่ต่อในองค์กร
ก. เงินเดือนลดลง
ข. ไม่มีโบนัส
ค. เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ
ง. งานหนักขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: Career Path ที่ชัดเจนช่วยรักษาพนักงาน
การทำงานแบบ Remote Working เกี่ยวข้องกับประเด็นใดมากที่สุด
ก. การตลาดดิจิทัล
ข. Work-Life Balance
ค. ระบบบัญชี
ง. การผลิตสินค้า
เฉลย: ข
เหตุผล: Remote Working เพิ่มความยืดหยุ่นชีวิต
ข้อใดเป็นผลเสียของการทำงานหนักเกินไป
ก. เพิ่มประสิทธิภาพเสมอ
ข. ลดต้นทุนบริษัท
ค. เกิดภาวะหมดไฟ
ง. เพิ่มความคิดสร้างสรรค์
เฉลย: ค
เหตุผล: Work Overload นำไปสู่ Burnout
ข้อใดเป็น “ปัจจัยส่วนตัว” ในการลาออก
ก. ระบบองค์กรไม่ดี
ข. ความสัมพันธ์กับหัวหน้า
ค. ต้องดูแลครอบครัว
ง. โบนัสลดลง
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นเหตุผลส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับองค์กรโดยตรง
การ Exit Interview มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร
ก. สอบสวนพนักงาน
ข. ลดเงินเดือนพนักงาน
ค. เก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาองค์กร
ง. เพิ่มงานให้พนักงาน
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้เก็บข้อมูลสาเหตุการลาออกเพื่อปรับปรุงองค์กร
แนวคิดสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด
ก. การลาออกเป็นเรื่องผิด
ข. องค์กรไม่ควรเปลี่ยนแปลง
ค. การลาออกเป็นเรื่องปกติและควรบริหารอย่างเข้าใจ
ง. พนักงานต้องยอมรับทุกเงื่อนไข
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นความเข้าใจร่วมกันระหว่างองค์กรและพนักงาน