สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M291_‘สุภัทร’ ห่วงแก้คำสั่ง คสช.กระทบแผนการศึกษาจังหวัด

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม นายสุภัทร  จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า  ตามที่สภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีสาระสำคัญคือ 

ให้อำนาจหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ. ) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูฯ ในเขตพื้นที่ฯ ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อํานวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุฯ นั้น 

ภาพรวมต้องรอความเห็นชอบจากวุฒิสภาก่อน ทั้งนี้เชื่อว่า การแก้ไขคำสั่งคสช. จะไม่กระทบกับการทำงานในส่วนภูมิภาค เพราะแก้เฉพาะในส่วนการคืนอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายจากเดิมให้กศจ. 77 จังหวัดดำเนินการ มาเป็นให้สพม. และสพป. รวม 245 เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการเช่นเดิม 

นายสุภัทร กล่าว ส่วนตัวมองว่า การโยกอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายให้ 245 เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการ อาจจะทำให้เกิดปัญหาวุ่นวาย โดยเฉพาะย้ายข้ามเขตหรือย้ายข้ามจังหวัด เพราะไม่สามารถบริหารภาพรวมของทั้งจังหวัดได้ ซึ่งเดิมการแต่งตั้งโยกย้าย ทางเขตพื้นที่ฯ ทั้งสพม. และสพป.จะจัดทำรายละเอียด หารือกับศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เพื่อดูภาพรวมทั้งจังหวัด ก่อนเสนอให้คณะกรรมกศจ. พิจารณา ดังนั้นหากแก้ตามที่สภาฯ เสนอ เขตพื้นที่ฯ ยังคงดำเนินการในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายเช่นเดิม แต่ตัดงานในส่วนของศธจ.และกศจ.ออกไปช่วงหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อแผนพัฒนาจังหวัดในบางเรื่อง ตรงนี้เป็นจิ๊กซอที่ต้องมีคำตอบว่าจะทำอย่างไร 

การแก้ปัญหานี้ สามารถทำได้ โดยเพิ่มงานดูภาพรวมการแต่ตั้งโยกย้ายให้ ศธจ. เท่ากับว่า เขตพื้นที่ฯ ยังคงทำงานเท่าเดิม มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย แต่ ศธจ.อาจมีงานมากขึ้นเพราะต้องประสานกับแต่ละเขตพื้นที่ฯ เพื่อให้เป็นไปตามแผนการดำเนินเนินภาพรวมของทั้งจังหวัด ซึ่งต่างจากเดิมที่ให้เป็นอำนาจหน้าที่แต่ครั้งนี้เป็นการขอความร่วมมือ ช่วยเป็นตัวตรวจสอบ สอบทานโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทำให้ไม่เกิดการทุจริต แต่หากไม่ดำเนินการตามนี้งานของศธจ. และกศจ. งานจะน้อยลง เหลือเพียงงานวางแผนและการติดตามงาน ขณะที่ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ทำหน้าที่กำกับการจัดการศึกษาในส่วนภูมิภาคอยู่แล้ว จึงไม่กระทบอะไร  ทั้งหมดอยู่ที่การวางแผน ซึ่งในส่วนของศธ. ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เพราะต้องรอให้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาฯ ก่อน” ปลัดศธ. กล่าว 

 

สรุปสาระสำคัญ 

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 19/2560 ซึ่งมีสาระสำคัญคือการปรับโครงสร้างอำนาจการบริหารงานบุคคลทางการศึกษา โดยโอนอำนาจด้านการบรรจุ แต่งตั้ง และโยกย้ายข้าราชการครูจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปยังคณะอนุกรรมการ ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา รวม 245 เขตพื้นที่ พร้อมกำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอความเห็นชอบจากวุฒิสภา โดยปลัด ศธ. แสดงความกังวลว่าการกระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่อาจก่อให้เกิดปัญหาการบริหารภาพรวมของจังหวัด โดยเฉพาะการย้ายข้ามเขตหรือข้ามจังหวัด ซึ่งเดิม กศจ. ทำหน้าที่พิจารณาภาพรวมทั้งจังหวัด เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด ทางออกที่เสนอคือให้ศึกษาธิการจังหวัดมีบทบาทประสาน ตรวจสอบ และสอบทานเชิงนโยบาย แม้ไม่ใช่อำนาจสั่งการโดยตรง เพื่อรักษาความสมดุล ระหว่างการกระจายอำนาจ ความโปร่งใส และประสิทธิภาพการบริหารบุคลากรทางการศึกษา 

ข้อสอบ 

ข้อที่ 1 

เจตนารมณ์หลักของการแก้ไขคำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 ตามบทความนี้คือข้อใด
ก. รวมศูนย์อำนาจการบริหารงานบุคคลไว้ที่กระทรวง
ข. คืนอำนาจการบริหารงานบุคคลจากจังหวัดสู่เขตพื้นที่การศึกษา
ค. ลดบทบาทผู้อำนวยการสถานศึกษาในการบริหารงานบุคคล
ง. เพิ่มอำนาจกำกับให้ศึกษาธิการภาค

ข้อที่ 2 

ความกังวลสำคัญของปลัด ศธ. ต่อการกระจายอำนาจไปยัง 245 เขตพื้นที่ คือประเด็นใด
ก. การเพิ่มภาระงานของผู้อำนวยการเขตพื้นที่
ข. ความล่าช้าในการบรรจุแต่งตั้งครูใหม่
ค. การขาดกลไกบริหารภาพรวมในระดับจังหวัด
ง. การลดบทบาทของวุฒิสภาในการกำกับนโยบาย

ข้อที่ 3 

หากดำเนินการตามร่างกฎหมายใหม่โดย “ตัดบทบาท กศจ. และ ศธจ. ออกทั้งหมด” ผลกระทบใดมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากที่สุด
ก. การรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น
ข. การขาดความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาจังหวัด
ค. การเพิ่มความโปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้าย
ง. การลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้างองค์กร

ข้อที่ 4 

แนวทางแก้ไขเชิงบริหารที่ปลัด ศธ. เสนอ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอำนาจเขตพื้นที่และภาพรวมจังหวัด คือข้อใด
ก. คืนอำนาจทั้งหมดให้ กศจ.
ข. ให้ ศธภ. เป็นผู้สั่งแต่งตั้งแทน
ค. ให้ ศธจ. มีบทบาทประสาน ตรวจสอบ และสอบทาน
ง. ตั้งคณะกรรมการกลางใหม่ระดับประเทศ

 

ข้อที่ 5 

ในมุมมองเชิงนโยบาย การปรับโครงสร้างอำนาจครั้งนี้สะท้อนแนวคิดการบริหารภาครัฐแบบใดมากที่สุด
ก. การรวมศูนย์อำนาจ (Centralization)
ข. การกระจายอำนาจเชิงพื้นที่ (Decentralization)
ค. การบริหารแบบเครือข่ายเอกชน
ง. การกำกับแบบสั่งการจากส่วนกลาง

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น