
เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่พรรคก้าวไกล นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย นายปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ น.ส.ภัสริน รามวงศ์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล แถลงข่าวเรื่องนโยบายการศึกษา
นายพริษฐ์กล่าวว่า นโยบายปฏิรูปการศึกษา พรรคก้าวไกลต้องการเห็นระบบการศึกษาที่ตอบสนองต่อ 3 เป้าหมายหลัก ประกอบด้วย 1) การพัฒนาทักษะ-สมรรถนะ 2) ความเสมอภาค และ 3) ความสุขหรือสุขภาวะทางร่างกายและทางสภาพจิตใจที่ดีของผู้เรียน โดยที่ทั้งสามเป้าหมายต่างสัมพันธ์กัน จะบรรลุแค่เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งไม่ได้
ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลมี 6 ข้อเสนอต่อการปฏิรูปการศึกษาของไทย ประกอบด้วย
1) ควรมีการจัดทำหลักสูตรใหม่ที่เน้นทักษะสมรรถนะ ทำให้เด็กได้ใช้เวลาในการเรียนอย่างคุ้มค่า แปรเวลาเรียนให้เป็นทักษะที่ตอบโจทย์ในปัจจุบันมากขึ้น เนื่องจากระบบการศึกษาไทยอยู่ในสภาวะที่เรียนมากได้น้อย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับแต่ละประเทศ ประเทศไทยมีจำนวนชั่วโมงเรียนอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันระบบการเรียนการสอนของไทยไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการแปรเวลาเรียนเหล่านั้นให้ออกมาเป็นทักษะที่ตอบโจทย์ สาเหตุหนึ่งก็คือปัญหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยที่ไม่ได้เน้นหรือวางเป้าหมายในการพัฒนาทักษะสมรรถนะอย่างเพียงพอ โดยที่ยังไม่มีคำยืนยันว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีการผลักดันหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ให้สำเร็จภายในวาระ 4 ปี ทั้งจากคำแถลงนโยบายของรัฐบาล คำแถลงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และในการตอบคำถามในสภาเมื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณในปี 2567 ซึ่งหากไม่มีการจัดทำหลักสูตรใหม่นี้ให้สำเร็จภายในวาระ 4 ปีก็เท่ากับว่าประเทศไทยจะอยู่กับหลักสูตรการศึกษาเดิมเป็นเวลาถึง 20 ปีจากครั้งล่าสุดที่มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาครั้งใหญ่
สำหรับพรรคก้าวไกล หลักสูตรฉบับใหม่ที่เน้นทักษะสมรรถนะควรประกอบด้วย การปรับเป้าหมายและวิธีการสอน (เช่น วิชาประวัติศาสตร์ที่เน้นทักษะการวิเคราะห์ วิชาภาษาอังกฤษที่เน้นทักษะสื่อสาร) การลดชั่วโมงเรียน การบ้าน หรือการสอบแข่งขันที่หนักจนเกินไป การเพิ่มเสรีภาพในการเรียนรู้ (เช่น ลดวิชาบังคับ เพิ่มวิชาทางเลือก) และการเพิ่มการตรวจสอบโดยประชาชน (เช่น การสร้างแพลตฟอร์มให้นักเรียนสามารถประเมินคุณภาพหนังสือเรียน รวมถึงการเปิดเผยข้อสอบย้อน TCAS หลังพร้อมเกณฑ์การให้คะแนนเพื่อให้มีความโปร่งใสมากขึ้น)
2) ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการสอน เพื่อคืนครูให้ห้องเรียน และให้นักเรียนมีเวลาอยู่กับครูมากขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะสมรรถนะที่สำคัญ มีการวิเคราะห์ออกมาว่าประมาณ 40% ของเวลาครูถูกใช้ไปกับงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน เช่น งานธุรการ การนอนเวร รวมถึงการต้องเขียนรายงานผลดำเนินงานตามนโยบายหรือโครงการต่างๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการตั้งขึ้นมา
3) ป้องกันการตกหล่นออกจากระบบการศึกษา ปัจจุบันการศึกษายังไม่ได้ฟรีจริง มีค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองทั่วประเทศต้องแบกรับอยู่ในการส่งลูกหลานเข้าสู่การศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เคยวิเคราะห์ไว้ว่ากลุ่มนักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจน ที่มีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะตกหล่นจากระบบการศึกษา ปัจจุบันต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแอบแฝงในการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ ค่าชุดต่างๆ ถึงประมาณ 2,000-6,000 บาทต่อปี
ปัจจุบันมีสองโครงการที่พยายามเพิ่มเงินอุดหนุนให้กับนักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจน คือ (1) ทุนเสมอภาค ซึ่งเป็นโครงการที่ กสศ. คัดกรองและจัดสรรโดยตรง และ (2) โครงการทุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน ที่ กสศ.มาช่วยคัดกรอง โดย สพฐ.เป็นคนจัดสรรงบประมาณให้
ในส่วนของทุนเสมอภาค แม้งบประมาณปี 2567 มีการปรับอัตราต่อหัวขึ้นให้ก็จริง แต่เป็นการปรับขึ้นแบบขั้นบันได จาก 3,000 บาทต่อหัวเป็น 4,200 บาทต่อหัว แต่ไม่ได้ขึ้นทั้งหมดทันทีในปี 2567 แต่ใช้เวลา 3 ปีขึ้นเป็นขั้นบันได พรรคก้าวไกลจึงเสนอว่าแทนที่จะขึ้นแบบขั้นบันไดควรเป็นการขึ้นทันทีให้เป็น 4,200 บาท ในส่วนทุนปัจจัยขั้นพื้นฐานฯ พรรคก้าวไกลเสนอว่าควรมีการขยายสองด้าน คือ ขยายให้เด็กยากจนที่ตกสำรวจ 1 ล้านคน และขยายจากปัจจุบันที่ได้แค่เพียงชั้นประถมกับมัธยมต้น ให้เด็กในระดับก่อนประถมและมัธยมปลายได้รับด้วย ซึ่งข้อเสนอสำหรับทั้งหมดนี้จะใช้งบประมาณรวมกันไม่เกิน 3-5 พันล้านบาทต่อปี
4) การลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน เนื่องจากปัจจุบันโรงเรียนเกินครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ที่หลายครั้งขาดแคลนอุปกรณ์และขาดแคลนครู ปัญหาที่เจออยู่ในปัจจุบันเป็นปัญหาครูกระจุกโรงเรียนกระจัดกระจาย แม้สัดส่วนนักเรียนต่อครูในระบบทั้งหมด (16.9 : 1) ดูเหมือนว่าครูในภาพรวมจะเพียงพอที่ แต่ปัญหาคือการกระจายตัวของครูมีปัญหาจนทำให้มีครูไม่ครบทุกระดับชั้น
ดังนั้น จึงควรต้องมีการเพิ่มการกระจายตัวของครู เช่น การใช้แรงจูงใจและค่าตอบแทนพิเศษให้ครูในการไปทำงานในพื้นที่ที่อาจจะขาดแคลนครูมากขึ้น รวมถึงการลดความกระจัดกระจายของโรงเรียน โดยการหาทางออกร่วมกันในการบริหารกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็ก ปรับการจัดสรรงบประมาณให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น แก้ระเบียบให้โรงเรียนแบ่งปันทรัพยากรได้ง่ายขึ้น และรับประกันค่าเดินทางและบริการรับ-ส่งที่เพียงพอ เป็นต้น
5) คุ้มครองสุขภาพกาย-สุขภาพใจ-ความปลอดภัยของนักเรียน ปัจจุบันยังคงมีข่าวเรื่องความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง เช่น ในกรณีโรงเรียนที่แม่ฮ่องสอน ที่มีกลุ่มนักเรียนประท้วงการปฏิบัติหน้าที่ของ ผอ. จากกรณีอาหารกลางวันในโรงเรียนมีปริมาณและคุณภาพให้สอดคล้องกับงบประมาณ โดยมีการตั้งคำถามว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่ รวมถึงท่าทีของ ผอ.ที่ตอนแรกมีเจตนาจะฟ้องนักเรียนด้วย พ.ร.บ.คอมพ์ อีก
ดังนั้น ในส่วนของปัญหาสุขภาพกาย พรรคก้าวไกลเสนอให้-ขยายเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันให้นักเรียนมัธยม โดยอาจเริ่มต้นจากการขยายให้นักเรียน ม.ต้น ในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัด สพฐ.ทุกแห่ง ซึ่งจะใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท/ปี
ส่วนในด้านปัญหาสุขภาพจิต สิ่งที่ทำได้คือการเสริมทักษะให้คุณครูสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ว่านักเรียนที่มีอาการแบบใดมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสุขภาพจิต เพื่อช่วยคัดกรองให้นำไปสู่การรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญ หรือการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น การมีคลินิกเยาวชนให้สามารถขอคำปรึกษาเรื่องปัญหาสุขภาพจิตได้โดยไม่ต้องรายงานต่อผู้ปกครองหรือครู เป็นต้น
และในส่วนของความปลอดภัย ควรยกระดับกลไกเอาผิดทางวินัยกับครูที่ใช้ความรุนแรงกับนักเรียน ปรับเกณฑ์ประเมินผลงานของผู้บริหารในระดับเขตพื้นที่ให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าว และเพิ่มการรับรู้และประสิทธิภาพของ MoE Safety Center ในการรับมือกับเรื่องร้องเรียน
6) เพิ่มการมีส่วนร่วมของนักเรียน ทั้งในและนอกสถานศึกษา โดยมาตรการในสถานศึกษาอาจรวมถึงการที่คณะกรรมการสถานศึกษามีตัวแทนนักเรียนให้มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงเปิดให้นักเรียนสามารถร่วมประเมินครูหรือโรงเรียนในฐานะผู้ได้รับบริการทางการศึกษาได้
สำหรับมาตรการเพิ่มการมีส่วนร่วมนอกโรงเรียน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ กำลังศึกษาอยู่ รวมถึงการปฏิรูปสภาเด็กและเยาวชนให้ตอบโจทย์เยาวชนมากขึ้น โดยมีที่มาจากการเลือกตั้งจากเด็กและเยาวชนโดยตรง มีความเป็นอิสระจากรัฐ เพิ่มอำนาจในการผลักดันนโยบาย-เสนอร่างกฎหมายไปที่สภา-ตั้งกระทู้ถามไปที่ฝ่ายบริหาร เป็นต้น
นายพริษฐ์กล่าวว่า สำหรับพรรคก้าวไกล ในช่วงต้นปีต่อจากนี้ มีอยู่ 3 เรื่องที่เราจะทำในฐานะฝ่ายค้านเชิงรุกเพื่อผลักดันนโยบายการศึกษา นั่นคือการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อวางหลักประกันในการแก้ปัญหาที่พูดมาข้างต้น รวมถึงการใช้กลไกกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการงบประมาณหรือกรรมาธิการการศึกษา และการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของเด็ก เช่น การนำเสนอ พ.ร.บ.ห้ามตีเด็ก เป็นต้น
“คำขวัญนายกฯที่มีข้อความว่า ‘มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย’ เป็นเป้าหมายที่ดี แต่จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ เด็กจะ ‘มองโลกกว้าง’ ได้ หากเด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษา ได้เรียนหลักสูตรใหม่ที่เท่าทันโลก และมีเวลาพักผ่อนหรือค้นพบตนเองเพียงพอ เด็กจะ ‘คิดสร้างสรรค์’ ได้ หากเด็กได้เรียนหลักสูตรใหม่ที่เน้นทักษะ-สมรรถนะ ครูมีเวลาแลกเปลี่ยนความเห็นกับนักเรียน และเด็กรู้สึกปลอดภัยในโรงเรียน เด็กจะ ‘เคารพความแตกต่าง’ ได้ หากเด็กมีเสรีภาพในการเรียนรู้ในวิชาที่แตกต่างกัน รวมถึงเรียนกับครูและภายใต้กฎโรงเรียนที่โอบรับและเคารพความแตกต่างของนักเรียน เด็กจะ ‘ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย’ ได้ หากเด็กมีส่วนร่วมในการออกแบบกติกาในโรงเรียน และมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ” นายพริษฐ์กล่าว
“พริษฐ์” แถลงเสนอ 6 นโยบายการศึกษา แนะยกเครื่องหลักสูตรการศึกษาใหม่-คืนครูให้ห้องเรียน-ป้องกันการตกหล่น
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 13 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
เด็กไทยที่เราอยากเห็น
ประชากรไทยในอุดมคติของดิฉัน ต้องเป็นคนดี มีศีลธรรม มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป มีความรู้รอบตัวที่จะช่วยให้เอาตัวรอดได้ในทุกยุคทุกสมัย ทุกสถานการณ์ สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆและนำมาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี
มีการสำรวจ เด็กและครู เกี่ยวกับความสุข และจัดอันดับความสุขที่อยากได้ที่สุดในปี 2567 โดยสวนดุสิตโพล ผลออกมาน่าเศร้าใจ เพราะสิ่งที่ทำให้เด็กไทยมีความสุขอันดับหนึ่งคือ ครอบครัวมีเงินส่งค่าเล่าเรียน ไม่ลำบาก โดยมีเด็กเลือกข้อนี้ถึง 57.08% ถัดไปคือ ครูและผู้ปกครองมีความสุขกับการเรียนของบุตรหลาน ซึ่งมีเด็ก ถึง 52.5% เลือกข้อนี้ ถัดไปอันดับสามเป็น เรื่องครอบครัวสุขภาพแข็งแรง 50.21% ถัดไปอันดับสี่เป็นเรื่อง พ่อแม่มีเวลา ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน พาไปเที่ยว 48.54% และความสุขอันดับที่ห้า คือ ครูเข้าใจเด็ก ให้อิสระ ได้คิด ตัดสินใจเอง ซึ่งได้ 41.04%
การที่เด็กเลือกอันดับความสุข ก็อาจจะอนุมานได้ว่า เด็กยังไม่ค่อยมีสิ่งเหล่านี้ และจะมีความสุขเพิ่ม หากมีสิ่งเหล่านี้
ถ้าเป็นสมัยที่ดิฉันเป็นเด็กและไม่มีนโยบายให้การศึกษาฟรี ดิฉันจะไม่แปลกใจอะไรเลย แต่นี่รัฐบอกว่าการศึกษาของเด็กไทยต้องฟรี มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 แล้วทำไม 26 ปีผ่านไป เด็กยังกังวลว่าพ่อแม่จะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน?
เราอยากเห็นประชากรไทยในอนาคตเป็นอย่างไร เราต้องออกแบบการเลี้ยงดูและให้เด็กเรียนรู้ที่จะเป็นแบบนั้นในวันนี้
ผู้ใหญ่หลายคนไม่อยากอดทนกับเด็ก Generation Z (กลุ่มที่เกิดในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2010 บางตำราฟันธงเลยว่า 1997-2010 หรืออายุประมาณ 13 ถึง 27 ปีในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ชีวิตบนโลกดิจิตัลสูง อ่านหนังสือน้อยกว่าเด็กรุ่นอื่นๆ และมีความอดทนต่ำกว่ารุ่นอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด สหประชาชาติประมาณว่า โลกปัจจุบันมีประชากรกลุ่มนี้ 2,470 ล้านคน หรือ 32% ของประชากร 7,700 ล้านคนของโลก ในปีหน้านี้ (ค.ศ. 2025) ประชากรกลุ่มนี้ จะมีสัดส่วนถึงหนึ่งในสี่ของประชากรโลก เพราะฉะนั้น เราจะละเลยคนกลุ่มนี้ไม่ได้
คนดังที่ออกมาวิจารณ์เด็กกลุ่มนี้อย่างไม่เกรงใจคือ โจดี้ ฟอสเตอร์ ดาราภาพยนตร์ผู้ได้รับรางวัลออสการ์ เธอกล่าวว่า เธอรำคาญคน Gen Z เพราะทำงานด้วยยาก พวกเขาทำงานตามใจของตัวเอง ยึดความสบายใจของตัวเองในการทำงาน ไม่ทำงานหนัก หรืองานที่เกินขอบข่ายความรับผิดชอบของตัวเอง
แม้ประชากร Gen Z ของไทยจะมีส่วนของการดำรงชีวิตและอิทธิพลด้านความคิดความอ่านคล้ายกับประชากรในส่วนอื่นๆของโลก แต่เราก็สามารถปรับสอนและสร้างค่านิยมที่ดีให้แก่คนเหล่านี้ได้ค่ะ และดิฉันอยากให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายช่วยกันด้วย เพราะเขาเป็นกลุ่มคนที่จะดูแลประเทศชาติของเราในยามที่เราเป็นประชากรที่ต้องพึ่งพิง หากเขาทำได้ไม่ดี นอกจากเขาจะเดือดร้อนแล้ว เราก็จะเดือดร้อน และรุ่นลูกของเขาก็จะยิ่งเดือดร้อนไปด้วยค่ะ
ประชากรไทยในอุดมคติของดิฉัน ต้องเป็นคนดี มีศีลธรรม มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป มีความรู้รอบตัวที่จะช่วยให้เอาตัวรอดได้ในทุกยุคทุกสมัย ทุกสถานการณ์ หมายถึงถ้ามีสิ่งใหม่ๆเข้ามาที่ต้องเรียนรู้ ก็ต้องสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆและนำมาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี ต้องรู้จักคิด ไม่เชื่อคนง่าย มีการคิดแบบวิเคราะห์ “ทำไม” และ “อย่างไร” เป็นคำถามที่ต้องติดอยู่ในความคิด และให้พูดติดปากตลอดเวลา ไม่อายที่จะยอมรับว่าไม่รู้ แต่ต้องอยากเรียนรู้ด้วยนะคะ เพราะการเรียนรู้ ไม่ได้อยู่เฉพาะแต่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่อยู่ในทุกๆวันของชีวิตเรา
นอกจากนั้น ควรจะต้อง “ใจกว้าง” คิดถึงส่วนรวมก่อน เคารพในสิทธิของผู้อื่นและพยายามหลีกเลี่ยงไม่ก้าวก่ายกับสิทธิของผู้อื่น เว้นแต่เห็นว่าผู้ใช้สิทธินั้น ใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องและเบียดเบียนผู้อื่น และเมื่อเกิดการกระทบกระทั่งในสิทธิต่างๆ ต้องสามารถ “ให้อภัย” ได้
คนไทยต้องรัก “ความยุติธรรม” มีมนุษยธรรม
ถ้าถามว่าจะสอนเด็กอย่างไร ก็ต้องขออิงจากวิธีที่คนมีลูกแนะนำนะคะ numberworksnwords แนะนำว่า การสอนเด็กที่ดีนั้นควรใช้เทคนิคห้าอย่างคือ
1. เป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็ก พ่อแม่อยากให้ลูกขยัน ต้องทำตัวขยันด้วย ทำตัวตรงต่อเวลา มีความคิดสร้างสรรค์ มีความซื่อสัตย์
2. ให้โอกาสเด็กเรียนรู้และใช้ทักษะในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่าง การฝึกทำอาหาร จะทำให้รู้จักการ ชั่ง ตวง วัด การนับ และการจัดการบริหารเวลา
3. รับรู้อุปสรรค หลายครั้งที่เด็กอยากจะตามเพื่อนไม่ทัน จึงทำให้ขาดความมั่นใจ เด็กๆดิฉันย้ายโรงเรียนบ่อย และแต่ละโรงเรียนก็มีหลักสูตรแตกต่างกัน ดิฉันไปเรียนประถมปีที่สองด้วยพื้นฐานภาษาอังกฤษเท่ากับศูนย์ โชคดีที่ครูเข้าใจ จัดติวให้ในช่วงพักเที่ยงทุกวัน จนตามเพื่อนทัน และตอนประถมปีที่สาม ย้ายจากโรงเรียนคริสต์ ไปโรงเรียนพุทธ มีการสวดมนต์ออกเสียงในห้องก่อนเข้าเรียนทุกเช้า ดิฉันไปวันแรก เกือบร้องไห้ เพราะสวดไม่เป็นค่ะ เสียความมั่นใจไปเยอะ เพียงแค่ผู้ปกครองหาบทสวดมนต์ให้ เด็กก็จะสามารถไล่ตามเพื่อนได้ทัน
4. สร้างค่านิยม มุ่งไปที่ “การเรียนรู้” ไม่ใช่ “การศึกษา” ไม่ใช่เรียนเพื่อมีคะแนนดี ทำให้พ่อแม่พอใจ แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจ และเอาไปใช้ประโยชน์ได้ การออกไปทัศนศึกษาในที่ต่างๆ และการทำกิจกรรมแบบเวิร์คช้อปจึงทำให้เด็กได้ฝึกทักษะจริงๆ มิใช่เรียนแต่ทฤษฎี ตอนอยู่ประถมปีที่สี่ โรงเรียนดิฉันเป็นแบบสหศึกษา เด็กต้องเรียนการฝีมือที่เป็นงานไม้ ต้องเลื่อยไม้ ขัดไม้ ทาแลคเกอร์ ดิฉันก็ผ่านมาได้อย่างยากลำบาก มาประถมปีที่ห้า ย้ายมาเรียนโรงเรียนหญิงล้วน การฝีมือคือถักโครเชต์ ดิฉันน้ำตาเล็ดจริงๆ มือที่เคยเลื่อยไม้ ต้องมาจับไม้ถักโครเชต์ ไม่ถนัดเอาเสียเลย แต่การเรียนรู้แบบนี้มีข้อดีคือ พอโตขึ้น เราก็ไม่กลัวที่จะอ่านคู่มือเพื่อทำอะไรใหม่ๆ เช่นต่อสายลำโพงเครื่องเสียง เปลี่ยนหลอดไฟ ซ่อมสิ่งของต่างๆ และทำให้เรามีทัศนคติ “ทำได้” แม้บางอย่างจะทำได้ดี บางอย่างจะทำไม่ได้ดี แต่ก็ “ทำได้”
5. เรียนรู้จากที่อื่นที่ไม่ใช่โรงเรียนด้วย การเล่นเกมส์ การเข้าร่วมการแข่งขัน การสอนศีลธรรมจากภาพยนตร์หรือข่าว การทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการไปเที่ยว ล้วนแล้วแต่ทำให้เด็กสามารถมีพัฒนาการที่ดี และสามารถเติบโตใช้ชีวิตที่ดีได้
ถ้าถามดิฉันว่าให้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง อยากเติบโตและเรียนรู้อย่างไร
ตอบว่า อยากมีคุณธรรมและความใจกว้างเผื่อแผ่ แบบที่สอนในศาสนาพุทธ อยากเผื่อแผ่ความรักแก่ผู้อื่นเหมือนที่สอนในศาสนาคริสต์ เกรงกลัวและละอายต่อบาปแบบที่สอนกันในทุกศาสนา มีวินัยและความอดทนเหมือนคนญี่ปุ่นและเยอรมัน มีสัมมาคารวะและความเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่เหมือนคนไทย กล้าแสดงความคิดเห็นแบบคนอเมริกัน มีความรักในศิลปะแบบคนฝรั่งเศสและอิตาลี มีความรู้ทางการเงินและการค้าแบบคนจีน มีเหตุมีผล และมีความคิดสร้างสรรค์ เหมือนผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลายในโลกนี้
ขอให้คนรุ่นใหม่ได้รับทราบความเป็นห่วงและความหวังดีของผู้ใหญ่ ขอให้เขามีการเรียนรู้ ที่จะช่วยให้เอาตัวรอดในอนาคตที่อยู่ยากยิ่งขึ้น และขอให้เป็นคนดี มีคุณธรรมค่ะ
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ
เกี่ยวข้องกัน
สภานักเรียน เสนอ 4 ประเด็น แก้ปัญหาการศึกษา ต่อ ศธ.ในงานวันเด็กแห่งชาติ
วันที่ 13 มกราคม 2567 ในงานวันเด็กแห่งชาติ ที่กระทรวงศึกษาธิกาา พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดโอกาสให้คณะสภานักเรียน ซึ่งเป็นตัวแทนสภานักเรียนจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูที่ปรึกษาและคณะทำงานกว่า 200 คน เข้ารับโอวาท พร้อมนำเสนอข้อคิดเห็นจากแนวความคิดของเด็กในขอบเขตของกฎ กติกา ที่สามารถปฏิบัติได้ จากการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สัมมนาสภานักเรียนระดับประเทศ ประจำปี 2567
นายธนกฤต พิพัฒน์รัตนกุล ประธานสภานักเรียนระดับประเทศ และคณะสภานักเรียนฯ นำเสนอแนวคิดในการจัดการศึกษาของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน โดยการจัดการศึกษาควรคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการสร้างความเข้าใจและพัฒนาตามวิถีประชาธิปไตย ตามที่สภานักเรียนระดับประเทศ มีการระดมความคิดเห็นในเรื่องของวิถีประชาธิปไตยในบริบทของสถานศึกษา สังคม ชุมชน และประเทศชาติ จึงเสนอประเด็นสำคัญ 4 ประเด็น คือ
1.ให้สภานักเรียนเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
2. มีส่วนร่วมในการวางแผนและออกแบบการจัดการศึกษา และ
3. เข้าไปมีส่วนร่วมในการวัดผลและประเมินผลในการจัดการศึกษาและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ฯ
1. ขอส่งเสริมให้เพื่อนนักเรียนและคนในชุมชนตระหนักรู้ถึงประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง
2. ขอส่งเสริมให้เพื่อนนักเรียนและผู้คนในชุมชนศึกษาประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งและสร้างสรรค์
3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านโลกประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และ
4. การให้คณะสภานักเรียน มีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาประวัติศาสตร์
1. ขอรับการส่งเสริมให้มีโครงการงดใช้โทรศัพท์ในห้องเรียน
2. สนับสนุนให้โรงเรียนนั้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับปัญหาในการใช้โทรศัพท์ในเวลาเรียน และ
3. ขอส่งเสริมให้มีการติดตามอย่างต่อเนื่องในการแก้ปัญหาการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียน
1. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการนำประเด็นปัญหาการบูลลี่นำเข้ามติคณะรัฐมนตรีเพื่อออกกฎเกณฑ์ หรือร่างกฎหมายฯ ที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการบูลลี่
2. จัดหาผู้เชี่ยวชาญ นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน เพื่ออบรมให้ความรู้และเยียวยาสภาพจิตใจนักเรียนที่ตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่
3. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ ออกกฎหรือระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแจ้งไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ ให้แก้ไขเรื่องของการบูลลี่ในสถานศึกษาอย่างเข้มงวด และ
4. มีโครงการในการรวบรวมผลของการบูลลี่ ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบูลลี่ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ
ทั้งนี้ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน กล่าวให้โอวาท ตอนหนึ่งว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน และเน้นย้ำให้ รมว.ศธ. มาร่วมรับฟังทุกคนในวันนี้ ต้องขอบคุณคณะสภานักเรียนทุกคนที่ได้ร่วมแสดงความเห็น ถือเป็นการแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย กระทรวงศึกษาธิการเปิดโอกาสให้นักเรียนและประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น
ซึ่งประเด็นสำคัญใน 4 ประเด็น คือเรื่องการมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผลหรือการสอบนั้น จะต้องมีการหารือผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากนักเรียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการสอบ จึงอาจจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการคิดหรือกระบวนการเข้ามามีส่วนร่วมในรูปแบบอื่น
เรื่องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ควรที่จะเรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน บุคคลสำคัญในท้องถิ่น หรือผู้มีความรู้โดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ตรงตามประวัติศาสตร์ท้องถิ่น นอกเหนือจากการศึกษาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ก็ควรเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์สากล อีกประการหนึ่งคือการเรียนรู้การดำเนินตามเบื้องพระยุคลบาท ถือเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์จากบุคคลสำคัญของชาติ
ส่วนการรักษามารยาทการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนนั้น ถือเป็นอีกปัญหาที่มีผลสะท้อนมากจากนักเรียน ในฐานะเยาวชนยุคใหม่ อยากให้ทุกคนร่วมกันเป็นแบบอย่างที่ดี ประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างมารยาทในการใช้โทรศัพท์ แต่ถ้าเกินกว่าจะดำเนินการได้ก็ต้องหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อ โดยในฐานะ รมว.ศธ. ไม่อยากให้มีการบังคับ หรือบังคับใช้กฎต่าง ๆ ในเรื่องนี้ แต่อยากให้ใช้วิถีของประชาธิปไตยมาดำเนินการ
“ประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนคือการบูลลี่ในสถานศึกษา ก็ได้มีการเร่งรัดและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา ขอฝากน้องสภานักเรียนช่วยดูแลน้อง ๆ คอยสอดส่อง ช่วยเหลือและประสานครู อาจารย์ ในการหาวิธีการแก้ไข
ในส่วนของ ศธ. ก็จะเร่งดำเนินการในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป และขอฝากให้ทุกคนร่วมใจกันในการดำเนินงานต่าง ๆ ในโรงเรียนด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ พี่ดูแลน้อง เพื่อนดูแลเพื่อน ดำเนินตามแนวทางประชาธิปไตย เพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า เป็นอนาคตที่ดีของชาติต่อไป“
สภานักเรียน เสนอ 4 ประเด็น แก้ปัญหาการศึกษา ต่อกระทรวงศึกษาธิการ ในงานวันเด็กแห่งชาติ ด้าน “เพิ่มพูน” รมว.ศึกษา รับฟังความเห็น เร่งดำเนินการหาแนวทางแก้ไขต่อไป พร้อมฝากให้ทุกคนเรียนรู้ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 มกราคม 2567
บทความสะท้อนแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาไทยที่มุ่ง 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ การพัฒนาทักษะสมรรถนะ ความเสมอภาค และความสุขของผู้เรียน ซึ่งต้องดำเนินไปพร้อมกัน โดยเสนอ 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) ปรับหลักสูตรเน้นทักษะ ลดภาระการเรียน เพิ่มเสรีภาพและความโปร่งใส (2) ลดงานธุรการครู เพื่อคืนเวลาให้การสอน (3) ลดการหลุดออกจากระบบ โดยเพิ่มเงินอุดหนุนและขยายโอกาสทางการศึกษา (4) ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน ผ่านการกระจายครูและทรัพยากร (5) ดูแลสุขภาพกาย ใจ และความปลอดภัยของนักเรียน (6) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียนในระบบการศึกษาและสังคม
บทความยังสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ยังมีอยู่จริง แม้การศึกษาจะถูกกำหนดให้ “ฟรี” และชี้ว่าความสุขของเด็กผูกกับฐานะครอบครัวและความเข้าใจจากครูและผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางพัฒนาเด็กให้มีคุณธรรม คิดวิเคราะห์ เรียนรู้ตลอดชีวิต และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความรับผิดชอบ โดยเน้นบทบาทของครอบครัว ครู และสังคมในการสร้างค่านิยมและทักษะชีวิต พร้อมทั้งย้ำความสำคัญของการมีส่วนร่วมของนักเรียนและการปลูกฝังประชาธิปไตยในสถานศึกษา
เป้าหมายหลักของการปฏิรูปการศึกษาตามบทความคือข้อใด
ก. เพิ่มคะแนนสอบแข่งขันระดับนานาชาติ
ข. พัฒนาทักษะ สมรรถนะ ความเสมอภาค และความสุขของผู้เรียน
ค. เพิ่มจำนวนครูและโรงเรียน
ง. ลดงบประมาณด้านการศึกษา
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดถึง 3 เป้าหมายหลักที่ต้องดำเนินควบคู่กัน
ข้อใดสะท้อนแนวคิด “เรียนมากได้น้อย” ได้ชัดเจนที่สุด
ก. นักเรียนมีคะแนนสอบสูง
ข. ชั่วโมงเรียนมากแต่ไม่เกิดทักษะ
ค. ครูมีเวลาสอนมากขึ้น
ง. โรงเรียนมีอุปกรณ์ครบ
เฉลย: ข
เหตุผล: ปัญหาหลักคือเวลาเรียนมากแต่ไม่แปรเป็นสมรรถนะ
การลดภาระงานครูมีเป้าหมายสำคัญที่สุดคืออะไร
ก. ลดงบประมาณ
ข. เพิ่มเวลาว่างครู
ค. คืนครูสู่ห้องเรียน
ง. ลดจำนวนครู
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้ครูมีเวลาเน้นการสอนและพัฒนาผู้เรียน
แนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. เพิ่มข้อสอบกลาง
ข. กระจายครูและทรัพยากรอย่างเป็นธรรม
ค. ยุบโรงเรียนทั้งหมด
ง. เพิ่มค่าเล่าเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: ปัญหาหลักคือการกระจายทรัพยากรไม่สมดุล
ข้อใดเป็น “ค่าใช้จ่ายแอบแฝง” ที่ทำให้การศึกษาไม่ฟรีจริง
ก. ค่าอาหารกลางวัน
ข. ค่าเดินทางและอุปกรณ์
ค. ค่าเรียนพิเศษเท่านั้น
ง. ค่าไฟโรงเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่ามีค่าใช้จ่ายเหล่านี้
หากต้องการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน ควรดำเนินการอย่างไร
ก. เพิ่มการสอบแข่งขัน
ข. ลดเสรีภาพในการเรียน
ค. ใช้หลักสูตรเน้นทักษะและเปิดโอกาสแสดงความคิดเห็น
ง. เน้นท่องจำ
เฉลย: ค
เหตุผล: การเรียนรู้เชิงสมรรถนะส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
การมีส่วนร่วมของนักเรียนในสถานศึกษาสะท้อนหลักการใด
ก. เศรษฐกิจพอเพียง
ข. ประชาธิปไตย
ค. ทุนนิยม
ง. อนุรักษ์นิยม
เฉลย: ข
เหตุผล: การมีส่วนร่วมคือหัวใจของประชาธิปไตย
จากบทความ ปัจจัยใดมีผลต่อ “ความสุขของนักเรียน” มากที่สุด
ก. เทคโนโลยี
ข. ฐานะครอบครัวและความเข้าใจจากครู
ค. จำนวนวิชาเรียน
ง. ขนาดโรงเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: ผลสำรวจชี้ว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์สำคัญที่สุด
แนวทางพัฒนาเด็กให้ “เรียนรู้ตลอดชีวิต” ควรเน้นสิ่งใด
ก. คะแนนสอบ
ข. การจำเนื้อหา
ค. การคิดวิเคราะห์และเรียนรู้จากประสบการณ์
ง. การแข่งขัน
เฉลย: ค
เหตุผล: การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องอาศัยทักษะคิดและประยุกต์ใช้
ข้อใดเป็นแนวทางแก้ปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียนที่สอดคล้องกับบทความ
ก. เพิกเฉย
ข. ลงโทษอย่างเดียว
ค. ใช้ผู้เชี่ยวชาญและสร้างระบบป้องกัน
ง. ให้เด็กแก้กันเอง
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเสนอทั้งการป้องกัน ดูแล และเยียวยาอย่างเป็นระบบ