สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ร้อนจนเรียนไม่รู้เรื่อง ส่งผลสมองช้าลง

ประเทศในเอเชียใต้และอาเซียนประกาศ “ปิดโรงเรียน” เนื่องจากอุณหภูมิพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ วิจัยเผย “ความร้อน” ทำให้สมองทำงานช้าลง เรียนไม่รู้เรื่อง และการหยุดเรียนนาน ๆ อาจทำให้เด็กต้องออกจากระบบการศึกษา ไปใช้แรงงานหาเงินแทน

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ยังคงเผชิญหน้ากับ “คลื่นความร้อน” ระดับรุนแรง และมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ทำให้แต่ละประเทศออกคำเตือนให้ประชาชนระวังปัญหาสุขภาพจากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ พร้อมประกาศหยุดเรียนให้หลายประเทศ หลังอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และทำให้ต้องประกาศ “หยุดเรียน”

ซูดานใต้ปิดโรงเรียนไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ อินเดีย และบังกลาเทศ ประกาศหยุดเรียนในช่วงปลายเดือนเมษายน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นถึง 45 องศาเซลเซียส

ทำให้เด็กนักเรียนกว่า 40 ล้านคน ไม่ได้ไปโรงเรียนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะอากาศร้อน ซึ่งเป็นผลมาจาก “ภาวะโลกร้อน” ที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ยิ่งจะทำให้คลื่นความร้อนอยู่นานขึ้น และมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น

 

ความร้อนอบอ้าว” ส่งผลต่อการเรียน

อุณหภูมิที่พุ่งสูง ยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างระดับความรู้ของเด็กระหว่างประเทศกำลังพัฒนาที่ตั้งอยู่ในเขตร้อน และประเทศที่พัฒนาแล้วจะยิ่งห่างขึ้นไปอีก แต่ขณะเดียวกันการส่งเด็กไปโรงเรียนที่ร้อนจัดก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพเช่นกัน

อุณหภูมิสูงจะทำให้การทำงานของสมองช้าลง ส่งผลต่อความสามารถในการจดจำและการประมวลผลข้อมูลลดลง การศึกษาในปี 2020 พบว่า นักเรียนมัธยมปลายในสหรัฐมีผลการเรียนแย่ลง หากพวกเขาอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงในช่วงก่อนการสอบ นอกจากนี้การศึกษายังระบุว่า ทุกอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 0.55 องศาเซลเซียส จะทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนลดลง 1%

จอช กู๊ดแมน ผู้ร่วมวิจัย และนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบอสตัน กล่าวว่า นักเรียนจะมีผลการเรียนที่ดีขึ้น เมื่อโรงเรียนติดตั้งเครื่องปรับอากาศ อีกทั้งทีมวิจัยพบว่าข้อมูลผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติในหลายประเทศก็มีรูปแบบการเรียนรู้ที่คล้ายคลึงกัน “เมื่อนักเรียนเผชิญกับความร้อนอบอ้าวมากขึ้น จะยิ่งทำให้พวกเขาจะเรียนรู้น้อยลง” เขากล่าว

ทั้งนี้กู๊ดแมนกล่าวเสริมว่า นี่เป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะในทุกวันนี้โลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ และประเทศที่ร้อนอยู่ก็จะต้องเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด จะต้องทนทุกข์ทรมานมากกว่าประเทศที่มีภูมิอากาศแบบอบอุ่น

 

ความร้อน” ทำให้เด็กต้องออกจากระบบการศึกษา

การศึกษาในปี 2019 พบว่า เด็ก ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย ตั้งแต่อยู่ในภรรค์ พอถึงวัยเรียนเด็กเหล่านี้ก็อาจจะถูกให้ออกจากโรงเรียนมาช่วยทำงาน

เฮเธอร์ แรนเดลล์ นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา ผู้เขียนรายงานการศึกษา ระบุว่า ประชากรส่วนใหญ่ในภูมิภาคเป็นเกษตรกร ซึ่งความแห้งแล้ง ความร้อน และอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ทำให้ครอบครัวไม่มีรายได้เพียงพอ เด็กเล็กอาจได้รับอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งอาจขัดขวางพัฒนาการของพวกเขา ส่วนเด็กในวัยเรียนอาจจะต้องออกจากโรงเรียน เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเรียน และออกมาช่วยทำงานหารายได้เพิ่มเติม

ในปี 2566 อากาศร้อนอบอ้าว ทำให้บังกลาเทศปิดโรงเรียนไป 6-7 วัน แต่ปีนี้รัฐบาลประเมินว่าอาจจะปิดโรงเรียนนานถึง 3-4 สัปดาห์ ด้วยระยะเวลาที่นานขนาดนี้ทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวลว่าผู้ปกครองอาจจะนำเด็กไปใช้แรงงาน หรือจับเด็กแต่งงาน

โมฮิบุล ฮาซัน ชาวดูรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของบังกลาเทศ หากมีความจำเป็นก็จะให้สถานศึกษาทั้งหมดเปิดทำการในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อให้มีเวลาเรียนครบตามหลักสูตร พร้อมระบุว่าต่อไปนี้ การออกคำสั่งปิดโรงเรียนจะเป็นหน้าที่ของแต่ละท้องถิ่น ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางอีกต่อไป

โมฮิบุล ฮาซัน ชาวดูรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของบังกลาเทศ หากมีความจำเป็นก็จะให้สถานศึกษาทั้งหมดเปิดทำการในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อให้มีเวลาเรียนครบตามหลักสูตร พร้อมระบุว่าต่อไปนี้ การออกคำสั่งปิดโรงเรียนจะเป็นหน้าที่ของแต่ละท้องถิ่น ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางอีกต่อไป 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ

 

เกี่ยวข้องกัน

ภาวะโลกร้อนส่งผลให้สมองทำงานแย่ลง 

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้โรคติดเชื้อและโรคทางเดินหายใจแย่ลง แต่ล่าสุดนักวิจัยพบว่าภาวะโลกร้อนส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทด้วยเช่นกัน

ในการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน พบว่า ภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีอิทธิพลต่อโรคทางระบบประสาทที่สำคัญ และความผิดปกติด้านสุขภาพจิต ซึ่งไม่ได้ทำให้คนป่วยเป็นโรคเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความรุนแรงของโรค จนทำให้ต้องรักษาในโรงพยาบาล ความพิการ และแม้กระทั่งการเสียชีวิตอีกด้วย 

สมองของเรามีหน้าที่จัดการกับความสมดุลสิ่งแวดล้อมที่เราเผชิญ เมื่ออุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้น ร่างกายของเราจะส่งสัญญาณ เช่น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ร่างกายจะกระตุ้นให้เหงื่อออกและบอกให้เราย้ายออกจากแสงแดดและไปอยู่ในที่ร่ม 

สมองจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม หากสมองมีความผิดปรกติ สมองจะควบคุมอุณหภูมิได้แย่ลง และจะยิ่งชัดเจนเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น” ซานเจย์ ซิโซดิยา ศาสตราจารย์จากสถาบันประสาทวิทยา UCL Queen Square ผู้นำการวิจัยกล่าว 

 

โลกร้อนทำสมองทำงานผิดปรกติ

เมื่อสภาพอากาศสุดขั้วเริ่มรุนแรงมากขึ้น จนกลายเป็นเรื่องปรกติ การหาความสัมพันธ์ระหว่างผิดปกติทางระบบประสาทกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากสำหรับการดูแลประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด กลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ 

สำหรับการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยได้ตรวจสอบรายงาน 332 ฉบับ โดยพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อสภาวะทางระบบประสาท 19 ประการ  รวมถึงโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมในรูปแบบอื่น ๆ ไมเกรน โรคหลอดเลือดสมอง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อีกทั้งนักวิจัยยังรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และโรคจิตเภท เนื่องจากความผิดปกติทางจิตเวชมักเกี่ยวข้องโรคทางระบบประสาทบ่อยครั้ง 

การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าสภาพอากาศส่งผลกระทบต่อแต่ละโรคในลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ภาวะส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องในวงกว้างกับความชุกสูงขึ้นและอาการที่แย่ลง 

ผลการวิจัยพบว่าผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมอื่น ๆ พยายามปรับตัวในช่วงที่อากาศร้อนจัด เช่น การขอความช่วยเหลือ การสวมเสื้อผ้าบาง และการดื่มน้ำมากขึ้น นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นยังมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตหรือทำให้พิการได้  

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ตอนกลางคืนมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ อาจส่งผลให้ผู้ป่วยโรคลมบ้าหมูมีอาการแย่ลงลงจากการอดนอน (การวิจัยยังพบว่าความเย็นจัดสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน)

 

โลกร้อนกระตุ้นปัญหาสุขภาพจิต

อุบัติการณ์ความผิดปกติด้านสุขภาพจิตและความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมีความสัมพันธ์อย่างมากกับอุณหภูมิแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น รายงานฉบับหนึ่งแสดงให้เห็นว่าการเรียกร้องค่าประกันสุขภาพของสหรัฐจากการเข้ารับการตรวจในห้องฉุกเฉิน ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต ระหว่างปี 2010-2019 เพิ่มขึ้นในวันที่อากาศร้อนจัด 

นอกจากนี้ภัยพิบัติจากสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น พายุ ไฟป่า คลื่นความร้อน น้ำท่วม สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการวิตกกังวล ความเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ ซึมเศร้า และความคิดฆ่าตัวตาย 

เบอร์ซิน อิคิซ ​​นักประสาทวิทยาที่ศึกษาผลกระทบของรูปแบบสิ่งแวดล้อมในสมองกล่าวว่า เมื่อความร้อนเพิ่มขึ้นสมองของเราตอบสนองต่อความเครียด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบและความเสื่อมในรูปแบบอื่น ๆ ทำให้การรับรู้ลดลง 

สิ่งที่ทำให้ฉันกลัวมากที่สุดเกี่ยวกับสถานการณ์นี้คือ ภายในปี 2050 ผู้คนจะมีความผิดปกติทางระบบประสาทเพิ่มมากขึ้น และคนที่ป่วยจะมีอายุลดลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่ 40-50 ปี แทนที่จะเป็น 70-80 ปี เพราะสมองของเราถูกโจมตีด้วยความเครียดที่แตกต่างกัน เช่น ความร้อน มลภาวะ และไมโครพลาสติก”

ผู้ที่มีภาวะทางระบบประสาทและจิตเวชที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกมีจำนวนมาก โดยคาดว่าภายในปี 2050 ทั่วโลกจะมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมและลมบ้าหมูเพิ่มขึ้นจนมากกว่า 150 ล้านคน โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่สองและเป็นสาเหตุสำคัญของความพิการทั่วโลก 

ซิโซดิยาและอิกิซ เรียกร้องให้มีการวิจัยเพิ่มเติมและการแทรกแซงเชิงนโยบายเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นต่อบุคคลและระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ยากจน 

ในขณะที่โลกเผชิญกับความร้อนระอุในฤดูร้อนที่ทำลายสถิติอีกรอบ ผู้คนก็สามารถดำเนินการเพื่อป้องกันความร้อนจัดได้เช่นกัน เช่นการอยู่ในที่ร่มระหว่างวัน ไม่ออกไปอยู่กลางแจ้ง ปิดหน้าต่างหรือบานประตูหน้าต่าง ใช้สิ่งของเพื่อให้เย็นและชุ่มชื้น และเก็บยาไว้ใกล้ตัว 

แต่วิธีจะลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ดีและได้ผลมากที่สุด คือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอากาศ

บทความโดย กฤตพล สุธีภัทรกุล 

แหล่งข้อมูล : BloombergFast CompanyThe Conversation  

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 24 พ.ค. 2024

เกี่ยวข้องกัน

ภาวะโลกร้อน’ ส่งผลให้สมองทำงานแย่ลง คนเป็นโรคระบบประสาทเร็วมากขึ้น 

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้โรคติดเชื้อ และโรคทางเดินหายใจแย่ลง แต่ล่าสุดนักวิจัยพบว่าภาวะโลกร้อนส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทด้วยเช่นกัน

ในการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน พบว่า ภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีอิทธิพลต่อโรคทางระบบประสาทที่สำคัญ และความผิดปกติด้านสุขภาพจิต ซึ่งไม่ได้ทำให้คนป่วยเป็นโรคเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความรุนแรงของโรค จนทำให้ต้องรักษาในโรงพยาบาล ความพิการ และแม้กระทั่งการเสียชีวิตอีกด้วย 

สมองของเรามีหน้าที่จัดการกับความสมดุลสิ่งแวดล้อมที่เราเผชิญ เมื่ออุณหภูมิ และความชื้นที่สูงขึ้น ร่างกายของเราจะส่งสัญญาณ เช่น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ร่างกายจะกระตุ้นให้เหงื่อออก และบอกให้เราย้ายออกจากแสงแดด และไปอยู่ในที่ร่ม 

 

สมองจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม หากสมองมีความผิดปรกติ สมองจะควบคุมอุณหภูมิได้แย่ลง และจะยิ่งชัดเจนเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น” ซานเจย์ ซิโซดิยา ศาสตราจารย์จากสถาบันประสาทวิทยา UCL Queen Square ผู้นำการวิจัย กล่าว

 

โลกร้อนทำสมองทำงานผิดปรกติ

เมื่อสภาพอากาศสุดขั้วเริ่มรุนแรงมากขึ้น จนกลายเป็นเรื่องปรกติ การหาความสัมพันธ์ระหว่างผิดปกติทางระบบประสาทกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากสำหรับการดูแลประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด กลุ่มเด็ก และผู้สูงอายุ 

สำหรับการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยได้ตรวจสอบรายงาน 332 ฉบับ โดยพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อสภาวะทางระบบประสาท 19 ประการ  รวมถึงโรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อมในรูปแบบอื่นๆ ไมเกรน โรคหลอดเลือดสมอง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อีกทั้งนักวิจัยยังรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และโรคจิตเภท เนื่องจากความผิดปกติทางจิตเวชมักเกี่ยวข้องโรคทางระบบประสาทบ่อยครั้ง 

การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าสภาพอากาศส่งผลกระทบต่อแต่ละโรคในลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ภาวะส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องในวงกว้างกับความชุกสูงขึ้น และอาการที่แย่ลง 

ผลการวิจัยพบว่าผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ และโรคสมองเสื่อมอื่นๆ พยายามปรับตัวในช่วงที่อากาศร้อนจัด เช่น การขอความช่วยเหลือ การสวมเสื้อผ้าบาง และการดื่มน้ำมากขึ้น นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นยังมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตหรือทำให้พิการได้  

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ตอนกลางคืนมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ อาจส่งผลให้ผู้ป่วยโรคลมบ้าหมูมีอาการแย่ลงจากการอดนอน (การวิจัยยังพบว่าความเย็นจัดสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน)

 

โลกร้อนกระตุ้นปัญหาสุขภาพจิต

อุบัติการณ์ความผิดปกติด้านสุขภาพจิต และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมีความสัมพันธ์อย่างมากกับอุณหภูมิแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น รายงานฉบับหนึ่งแสดงให้เห็นว่าการเรียกร้องค่าประกันสุขภาพของสหรัฐจากการเข้ารับการตรวจในห้องฉุกเฉิน ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต ระหว่างปี 2010-2019 เพิ่มขึ้นในวันที่อากาศร้อนจัด

นอกจากนี้ภัยพิบัติจากสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น พายุ ไฟป่า คลื่นความร้อน น้ำท่วม สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการวิตกกังวล ความเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ ซึมเศร้า และความคิดฆ่าตัวตาย 

เบอร์ซิน อิคิซ ​​นักประสาทวิทยาที่ศึกษาผลกระทบของรูปแบบสิ่งแวดล้อมในสมองกล่าวว่า เมื่อความร้อนเพิ่มขึ้นสมองของเราตอบสนองต่อความเครียด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบ และความเสื่อมในรูปแบบอื่นๆ ทำให้การรับรู้ลดลง 

สิ่งที่ทำให้ฉันกลัวมากที่สุดเกี่ยวกับสถานการณ์นี้คือ ภายในปี 2050 ผู้คนจะมีความผิดปกติทางระบบประสาทเพิ่มมากขึ้น และคนที่ป่วยจะมีอายุลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ 40-50 ปี แทนที่จะเป็น 70-80 ปี เพราะสมองของเราถูกโจมตีด้วยความเครียดที่แตกต่างกัน เช่น ความร้อน มลภาวะ และไมโครพลาสติก” 

ผู้ที่มีภาวะทางระบบประสาท และจิตเวชที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกมีจำนวนมาก โดยคาดว่าภายในปี 2050 ทั่วโลกจะมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม และลมบ้าหมูเพิ่มขึ้นจนมากกว่า 150 ล้านคน โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่สอง และเป็นสาเหตุสำคัญของความพิการทั่วโลก 

ซิโซดิยาและอิกิซ เรียกร้องให้มีการวิจัยเพิ่มเติม และการแทรกแซงเชิงนโยบายเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นต่อบุคคลและระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ยากจน 

ในขณะที่โลกเผชิญกับความร้อนระอุในฤดูร้อนที่ทำลายสถิติอีกรอบ ผู้คนก็สามารถดำเนินการเพื่อป้องกันความร้อนจัดได้เช่นกัน เช่น การอยู่ในที่ร่มระหว่างวัน ไม่ออกไปอยู่กลางแจ้ง ปิดหน้าต่างหรือบานประตูหน้าต่าง ใช้สิ่งของเพื่อให้เย็น และชุ่มชื้น และเก็บยาไว้ใกล้ตัว 

แต่วิธีจะลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ดี และได้ผลมากที่สุด คือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอากาศ 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ

เกี่ยวข้องกัน

สมองล้าบ่อย เสี่ยงสมองเสื่อมก่อนวัย

·    มีงานวิจัยพบว่า ในผู้ที่ต้องใช้ความคิดหรือทำงานหลายทักษะไปพร้อมกัน หากไม่สามารถปรับตัวกับงานได้ จะทำให้ประสิทธิภาพและคุณภาพในงานลดลง เกิดปัญหาสุขภาพเช่น ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ภาวะสมองล้า (Brain Fog) อีกทั้งยังมีผลต่อระดับไอคิวที่ลดลงในบางคนด้วย

·    ภาวะสมองล้า หรือ Brain Fog เกิดจากสมองทำงานหนักมาก อาการที่พบบ่อยคือ รู้สึกหัวตื้อ มึนงง ปวดหัว คิดช้า จำเรื่องราวหรือสิ่งที่เพิ่งจะทำลงไปไม่ได้ เหนื่อยล้าทางจิตใจง่าย อารมณ์แปรปรวน หากปล่อยไว้เรื้อรัง อาจมีโอกาสเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อมก่อนวัยได้

ในยุคที่องค์กรใหญ่หรือบริษัทเอกชนไม่ว่าที่ไหน ต่างก็นิยมพนักงานที่สามารถทำงานได้หลากหลายทักษะในคนเดียวกัน เรียกว่า มัลติทาสกิ้ง (MULTI-TASKING EMPLOYEE) ซึ่งคนที่ทำงานแบบนี้ได้ดีโดยสามารถจัดสรรเวลาเองได้แบบลงตัว หาไม่ง่าย หลายคนที่ต้องทำงานภายใต้สภาวะเช่นนี้ อาจเกิดความล้าของร่างกายและจิตใจ เพราะการที่จะทำได้ดีจริงๆ มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้องได้แก่ นิสัยพื้นฐานในการยอมรับและปรับตัว ความฉลาดทางสติปัญญาและอารมณ์

ในผู้ที่ต้องใช้ความคิดหรือทำงานหลายทักษะไปพร้อมกัน เช่น เช็กอีเมล คุยโทรศัพท์ พิมพ์ไลน์ ประชุม คิดกลยุทธ์ ประสานงานกับผู้อื่น ทำสรุปและนำเสนอเจ้านาย ซึ่งพบเจอได้ในหลายสายงาน เช่น สายการตลาดดิจิตอล สายวางแผน สายวิเคราะห์ สายออกแบบ ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า หากไม่สามารถปรับตัวกับงานได้ จะทำให้ประสิทธิภาพและคุณภาพในงานลดลง เกิดปัญหาสุขภาพเช่น ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ภาวะสมองล้า (Brain Fog) อีกทั้งยังมีผลต่อระดับไอคิวที่ลดลงในบางคนด้วย

 

สมองล้า (Brain Fog) อาการเป็นอย่างไร

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Burnout Syndrome หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน ซึ่งเกิดจากความเครียดสะสมเรื้อรังจากการทำงาน จนคุกคามชีวิต ส่งผลต่อสภาพจิตใจ และมีผลต่อการลาออกของพนักงาน แต่หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า Brain Fog หรือภาวะสมองล้า ซึ่งเกิดจากสมองทำงานหนักมากเนื่องจาก

·       พักผ่อนน้อย จนมีอาการอ่อนล้า

·       ขาดการดูแลด้านโภชนาการที่ดี

·       มีการสะสมของสารพิษโลหะหนัก สารพิษจากยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนมากับอาหาร

·       ความเครียดสะสม

·       อนุมูลอิสระในร่างกาย

·       การอักเสบซ่อนเร้น

·       ขาดการออกกำลังกาย

·       ความไม่สมดุลของฮอร์โมนต่างๆ

·       ขาดน้ำหรือดื่มน้ำไม่เพียงพอ

·       มีอาการทางจิตประสาทหรือโรคเรื้อรังอื่นๆ ร่วมด้วย

สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ความสามารถในการทำงานของร่างกายถดถอย ต่อมหมวกไตจึงทำงานหนักขึ้น สารสื่อประสาทในสมองเริ่มแปรปรวน การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองเริ่มลดลง จึงมักจะรู้สึกหัวตื้อ มึนงง ปวดหัว คิดช้า จำเรื่องราวหรือสิ่งที่เพิ่งจะทำลงไปไม่ได้ เหนื่อยล้าทางจิตใจง่าย อารมณ์แปรปรวน หากปล่อยไว้อาจมีโอกาสเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อมก่อนวัยได้

ปรับพฤติกรรมลดความเสี่ยงภาวะสมองล้า

·       จัดลำดับงานที่สำคัญจากมากไปน้อย

·       หยุดเล่นโทรศัพท์สักพักหรือหยุดเสพติดข่าวหรือสื่อที่ทำให้เครียดในช่วงที่กำลังเครียดจากงาน

·       มองโลกในแง่บวก และหาเวลาทำกิจกรรมโปรด เพื่อปรับอารมณ์และผ่อนคลาย

·       นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมง

·       รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารเช้า

·       ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์

·       หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือบุหรี่ ในช่วงที่มีความเครียด เพราะยิ่งทำให้สมองล้า

ฝึกสมาธิ

อาหารเสริมที่ช่วยบำรุงสมอง

·    น้ำมันปลา (Fish Oil) ซึ่งประกอบด้วย ดีเอชเอ (DHA) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 ช่วยเสริมความแข็งแรงของสมอง ระบบเส้นประสาท และระบบการมองเห็นของจอประสาทตา (Retina)

·    สารสกัดจากแปะก๊วย (Ginkgo Biloba Extract) ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนเลือดให้ไปเลี้ยงสมองและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้ดีขึ้น ป้องกันภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน นอกจากนั้นยังมีสารจำพวกกลุ่มฟลาโวนอยด์ช่วยป้องกันความเสื่อมของสมองและหลอดเลือด

·    สารสกัดจมูกข้าว (Gamma Oryzanol) ซึ่งมีสาร GABA ช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมองที่ได้รับการกระตุ้นอยู่ตลอดเวลาให้เกิดการผ่อนคลาย

·    กรดอะมิโนแอลธีอะนีน (L – Theanine) ช่วยเพิ่มสารซีโรโทนิน (Serotonin) โดพามีน (Dopamine) และกาบา (GABA) ทำให้เกิดความผ่อนคลาย (Relaxation) และลดความเครียดได้

·    ฟอสฟาติดิลซีรีน (Phosphatidylserine) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในสมอง จึงช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ประสาทในสมอง ลดความเครียด ลดความอ่อนล้าของสมอง

·       โคลีน (Choline Bitartrate) และอิโนซิทอล (Inositol) ทั้ง 2 ชนิดเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มสมอง กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท อีกทั้งยังเป็นสารตั้งต้นในการสร้างอะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ใช้ในการจดจำ ช่วยป้องกันภาวะความจำเสื่อมได้

·    วิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและระบบประสาท กระตุ้นระบบการย่อยอาหาร เผาผลาญและดูดซึมอาหาร ทำให้สมองได้รับพลังงานจากสารอาหารอย่างเต็มที่

การตรวจวินิจฉัย ภาวะสมองล้า

ปัจจุบันมีการตรวจสุขภาพในกลุ่มที่เริ่มมีภาวะสมองล้า เพื่อป้องกันความเสื่อมของสมองก่อนที่จะเกิดโรค ซึ่งจะมีการตรวจดังนี้ (รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก)

ฮอร์โมนไทรอยด์ (TSH, Free T3, Free T4) เนื่องจากฮอร์โมนไทรอยด์ช่วยทำให้สมองทำงานได้ปกติ กระฉับกระเฉง และกระตุ้นระดับการเผาผลาญในร่างกาย

ฮอร์โมนดีเอชอีเอ (DHEA: Dehydroepiandrosterone) หรือฮอร์โมนต้านความเครียด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ และชะลอความเสื่อมของร่างกาย ผู้ที่มีความเครียดสะสมนานๆ ระดับฮอร์โมนตัวนี้จะลดลง

ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนแห่งความเครียด หากมีมากจนเกินไปจะส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

การตรวจหากรดอินทรีย์ในปัสสาวะ (Urine Organic) เป็นการตรวจการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย โดยมีรายการตรวจดังนี้

·       ระบบการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต, กรดไขมัน, วิตามินบี, โปรตีน

·       สมดุลสารสื่อประสาทในสมอง

·       สมดุลแบคทีเรียในลำไส้

·       การสัมผัสสารพิษในร่างกายและการดีท็อกซ์

การตรวจสารพิษโลหะหนักสะสมในปัสสาวะ (Toxic Heavy Metal) เพราะอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะสมองล้า จนมีอาการสับสน และสูญเสียความจำ เกิดจากสารพิษโลหะหนักที่สะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น สมอง ดังนั้นการหาสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย จึงต้องอาศัยการตรวจจากปัสสาวะ 

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์