สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M471_เลขา กพฐ. แจงชัด ปรับปรุงหลักสูตรเป็นเพียงแนวคิด

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รักษาราชการในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยถึง ตามที่มีข่าวว่าจะมีการร่างนโยบายที่จะปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จะมีการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะมาใช้นั้น เป็นการนำนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ มาจัดทำร่างนโยบายและจุดเน้นปี 2567 -2568 จำนวน 11 ข้อ นั้น ประกอบด้วย

 

1. ปลูกฝังความรักในสถาบันหลักของชาติ และ น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติ

2. ส่งเสริมการอ่าน

3. ส่งเสริม สนับสนุนความปลอดภัยในสถานศึกษา

4. เพิ่มโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 

5. ปรับปรุงหลักสูตร และการเรียนรู้ให้ทันสมัย 

6. จัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)  

7. จัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

8. พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา

9. เสริมสร้างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาดผู้บำเพ็ญประโยชน์ รักษาดินแดน จิตอาสา ชุมนุม ชมรม)

10. ลดภาระการประเมินของสถานศึกษา

11. จัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์หน้าที่พลเมือง ศีลธรรมและประชาธิปไตย 

ทังนี้ เพื่อมุ่งให้ สพฐ.เป็นองค์กรคุณภาพ สร้างคนดี มีความสุข สอดคล้องกับนโยบาย เรียนดี มีความสุข ของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 

โดย 1 ในนโยบายและจุดเน้น ของ สพฐ. คือ ข้อที่ 5 ปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย ซึ่งเป็นการนำเอาแนวคิดที่จะดำเนินการให้สอดรับตามนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล ที่ให้มีการจัดทำหลักสูตรและให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับความรู้ความสนใจของผู้เรียน 

จึงได้มอบหมายให้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. ไปทำประชาพิจารณ์ และเชิญผู้เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน นักเรียน ผู้ปกครอง ประชาชน อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษาครู รวมถึงผู้ผลิตแบบเรียน เป็นต้น มาให้ความเห็น 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ตนมองหลักสูตรที่เราใช้ปัจจุบัน คือ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ซึ่งต่อยอดจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ซึ่งใช้มาเป็นเวลานานแล้ว จึงมีแนวคิดที่จะตั้งทีมขึ้นมาวิเคราะห์ว่า หากจะใช้หลักสูตรนี้ต่อไป โดยให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศและในอนาคต หลักสูตรที่เหมาะสมจะต้องเป็นอย่างไร 

จึงมอบหมายให้ ดร.เกศทิพย์ ซึ่งดูแลด้านงานวิชาการของ สพฐ.เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันคิด วิเคราะห์ และออกแบบหลักสูตรรวมถึงพัฒนาการเรียนการสอนที่ต้องปรับให้เป็นแบบ Active Learning ที่สอดคล้องเหมาะสมกับการพัฒนาเด็กในปัจจุบันและมองถึงอนาคตที่ควรจะเป็นด้วย 

“จากนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล รวมถึงนโยบายและจุดเน้น ของ สพฐ.เรื่องการปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอนให้ทันสมัย ผมจึงคิดว่า ถ้าจะต้องปรับทั้งหลักสูตรและการเรียนการสอน ก็ควรดำเนินการไปพร้อมกัน โดยฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนและคุณภาพผู้เรียนให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาทั้งในปัจจุบันและอนาคต”  เลขาธิการ กพฐ. กล่าว 

ทั้งนี้ ให้นำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 มาวิเคราะห์ด้วยว่า ที่เรานำร่องใช้ไปแล้วดีหรือไม่อย่างไร จุดไหนจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาแก้ไขเพิ่มเติมก็ให้เสนอขึ้นมา แต่จะต้องไม่ทิ้งการเรียนการสอนแบบ Active Learning ที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง 

และที่สำคัญการปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอนจะต้องไม่เพิ่มภาระให้ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ตามเจตนารมณ์ นโยบายเรียนดี มีความสุข ของ รมว.ศึกษาธิการด้วย” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว 

ที่มา ; edunewssiam 

สรุปสาระสำคัญ 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รักษาราชการเลขาธิการ กพฐ. ชี้แจงกรณีข่าวการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะมาใช้ โดยระบุว่า สิ่งที่ สพฐ. จัดทำคือ “นโยบายและจุดเน้นปี 2567–2568 จำนวน 11 ข้อ” ที่จัดทำตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ใช่การประกาศใช้หลักสูตรใหม่ทันที จุดเน้นสำคัญ ได้แก่ การปลูกฝังสถาบันหลัก การอ่าน ความปลอดภัย การลดเหลื่อมล้ำ การเรียนรวม การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และการพัฒนาครู

หนึ่งในนโยบายสำคัญคือข้อ 5 “ปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย” จึงมอบหมายให้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช ทำประชาพิจารณ์ โดยเชิญทุกภาคส่วน เช่น ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง นักเรียน นักวิชาการ และผู้ผลิตแบบเรียน ร่วมให้ความเห็น 

ธนุย้ำว่าหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 (ปรับปรุง 2560) ใช้มานาน ควรทบทวนให้สอดคล้องอนาคต โดยต้องพัฒนาหลักสูตรและการสอนควบคู่ เน้น Active Learning ลงมือปฏิบัติจริง และต้องไม่เพิ่มภาระแก่ครู นักเรียน ผู้ปกครอง สอดคล้องนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ รมว.ศธ. 

ข้อสอบ

1. หากโรงเรียนจะออกแบบแผนพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องนโยบาย 2567–2568 สิ่งใดควรเป็นพื้นฐานที่สุด? 

ก. เพิ่มรายวิชานวัตกรรมดิจิทัลจำนวนมาก
ข. ยึดจุดเน้น 11 ข้อของ สพฐ. เป็นกรอบออกแบบ
ค. ลดชั่วโมงเรียนวิชาหลักลงเพื่อเปิดพื้นที่กิจกรรม
ง. จัดงบประมาณเพื่อซื้อสื่อเทคโนโลยีรุ่นใหม่ทุกปี

2. การทบทวนหลักสูตรแกนกลาง 2551 (ปรับปรุง 2560) เพื่อให้สอดคล้องอนาคต ต้องคำนึงสิ่งใดเป็นหลักที่สุด?

ก. ความพร้อมของครูด้านเอกสารและงานธุรการ
ข. ความสอดคล้องต่อการพัฒนาประเทศและทักษะอนาคต
ค. ความต้องการของผู้ผลิตแบบเรียน
ง. ความง่ายต่อการปรับในระบบการประเมิน

3. การทำประชาพิจารณ์ทุกภาคส่วนช่วยลดความเสี่ยงใดในการปรับหลักสูตรมากที่สุด?

ก. การต่อต้านของครูและผู้ปกครองเมื่อหลักสูตรใหม่ประกาศใช้
ข. การขาดงบประมาณสนับสนุนสื่อการเรียนรู้
ค. การไม่สามารถจัดทำ Active Learning ได้
ง. ความล่าช้าในการจัดพิมพ์หนังสือเรียน

4. หากโรงเรียนต้องการปรับการเรียนการสอนให้ตรงตามนโยบาย โดยไม่เพิ่มภาระครู ควรดำเนินการข้อใดมากที่สุด?

ก. เพิ่มแบบฝึกและเอกสารประกอบเพื่อให้ผู้เรียนมีงานทำต่อเนื่อง
ข. พัฒนากิจกรรม Active Learning จากทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว
ค. เพิ่มรายงานการประเมินผลให้ละเอียดขึ้น
ง. ขยายเวลาราชการครูเพื่อรองรับงานหลักสูตรใหม่

5. หากพบว่าหลักสูตรเดิมบางส่วนใช้ไม่ได้ผล การตัดสินใจที่เหมาะสมที่สุดตามแนวนโยบายคือข้อใด?

ก. ยกเลิกทั้งหมดและจัดทำหลักสูตรใหม่ทันที
ข. นำจุดที่ดีของหลักสูตรเดิมมาปรับปรุงร่วมกับข้อเสนอจากประชาพิจารณ์
ค. ใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะโดยไม่ต้องวิเคราะห์บริบท
ง. ปรับเฉพาะวิชาหลัก เช่น คณิต–วิทย์ เพื่อให้เห็นผลเร็ว
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น