
ทำไมข้าราชการไทย เมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว จึงได้รับเงินบำนาญต่อเป็นรายเดือนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำงานให้กับราชการแล้ว เป็นการเอาเปรียบสังคมหรือไม่ ?
ที่มาของการจ่ายเงินบำนาญ และ ทำไมไม่ควรตัดเงินบำนาญ
- ทำไมเงินบำนาญ จึงต้องจ่ายให้ข้าราชการประจำที่เกษียณอายุแล้ว
หลักการ ในการรับคนเข้าทำงาน เป็นข้าราชการประจำ คือ เมื่อเข้ารับราชการแล้ว ถ้าอยู่รับราชการมาจนครบ 25 ปีขึ้นไป จึงจะมีการดูแลกันไปจนตาย โดยมีสิทธิได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือน (ถ้ารับราชการประจำมายังไม่ครบ 25 ปี ไม่มีสิทธิได้เงินบำนาญนะครับ มิใช่ข้าราชการประจำทุกคน เมื่อออกจากราชการแล้ว ก็จะได้รับเงินบำนาญหมดทุกคน)
หลักการนี้ เกิดขึ้นมาก่อน ที่จะมี พรบ.ข้าราชการพลเรือน ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ด้วยหลักคิดที่ว่า งานราชการเป็นงานให้บริการสาธารณะ แก่ประชาชน เป็นงานที่ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อแผ่นดินไทย ที่มีผู้คนอาศัยอยู่รวมกันจำนวนมาก เงินรายได้ ที่ได้รับมาจากภาษี ก็นำมาพัฒนาประเทศ มาสร้างถนน โรงพยาบาล น้ำประปา ไฟฟ้า และ นำมาแบ่งเป็นเงินค่าตอบแทนรายเดือน ในรูปเงินเดือนให้กับทุกคนที่ทำงานราชการ ตามตำแหน่งหน้าที่การงาน
แต่เนื่องจาก รายได้ของรัฐ มาจากภาษี รัฐไม่ได้ประกอบธุรกิจที่แสวงหากำไร เอามาแบ่งปันกัน จึงไม่มีเงินผลกำไร จากการประกอบธุรกิจอย่างภาคเอกชน หรือ รัฐวิสาหกิจ เงินเดือนของข้าราชการ ที่เริ่มต้นและไต่ขึ้นไป จนเกษียณอายุราชการในอดีตจึงกำหนด ในอัตรา ให้จ่ายเพียง 1/2 หรือ 1/3 ของอัตราที่ภาคเอกชนจ่ายให้ลูกจ้างที่ได้รับเข้ารับราชการในขณะนั้น
ข้าราชการประจำในอดีต ที่จบปริญญาตรี จะเริ่มต้นที่ชั้นตรี ในอัตราเงินเดือนที่เดือนละ 450 บาท ในขณะที่เอกชน อัตราเริ่มต้นส่วนใหญ่ จะจ่ายในอัตราเงินเดือนๆละ 900 บาท หรือ ในอัตราเงินเดือนที่มากกว่าเดือนละ 900 บาท
ต่อมา ประมาณปี 2516 เมื่อเปลี่ยนเป็นระบบ พีซี (POSITION CLASSIFICATION) อัตราเงินเดือนระดับ ปริญญาตรี เริ่มต้นที่ อัตรา 1,250 บาท และ ต่อมา ในปี 2525 ปรับเป็นเงินเดือนๆละ 2,765 บาท หลายคนที่ทำงานในยุคนั้น คงพอจะจำได้ ในขณะที่เงินเดือนของภาคเอกชน ในบริษัท หรือ ในธนาคารต่างๆ จะได้รับเงินเดือน ในอัตราเดือนละ 4,000-4,500 บาท
หมายความว่า ทางราชการก็ควรจะจ่ายเงินเดือน ให้คนที่ทำงานราชการเหมือนกัน ในคนที่จบในคุณวุฒิเดียวกัน จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เท่ากัน กับภาคเอกชนในขณะนั้น
แต่รัฐไม่มีเงินมากพอ จึงจ่ายอย่างมาก แค่ครึ่งเดียว ของค่าแรงในภาคเอกชน ทั้งที่ ต้องทำงาน ไม่ได้แตกต่างกัน ในเวลาทำงาน และการใช้ความรู้ ใช้สมอง และ ใช้แรงงาน รวมทั้ง ความทุ่มเทในการทำงาน เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย และแผนงานเหมือนกัน
แต่เมื่อเกษียณอายุงานแล้ว ภาคเอกชน หรือ รัฐวิสาหกิจ มักจะมีเงินก้อนใหญ่ตอบแทนให้อีก ทางราชการ มีระบบบำเหน็จ ถ้าทำงานไม่ครบ 25 ปี แต่ก้อนไม่ใหญ่ เท่าเอกชน หรือ รัฐวิสาหกิจ แต่ ถ้า รับราชการมาครบ 25 ปีขึ้นไป ถ้าไม่รับบำเหน็จ ก็จะมีระบบบำนาญ ไว้ให้ข้าราชการประจำ สำหรับมีรายได้เป็นรายเดือน เพื่อเลี้ยงชีพไปจนตาย
เนื่องจากก่อนเกษียณอายุ ข้าราชการประจำ ที่รับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มักไม่ได้มีทักษะอาชีพอะไร ที่จะสร้างความมั่นคงให้กับรายได้ในวัยชรา ได้ เนื่องจากใช้เวลาในชีวิตทั้งหมด ในวัยผู้ใหญ่ไปกับการทำงานให้ราชการจนหมดสิ้น เงินเดือนอย่างน้อย ครึ่งหนึ่ง ของข้าราชการที่ควรได้ เท่ากับภาคเอกชน ที่จบมาในระดับเดียวกัน จึงถูกนำมาชดเชยคืนให้ในวัยหลังเกษียณจนกว่าจะเสียชีวิต ใครตายเร็วก็ขาดทุนไป ใครอายุยืนก็มีเงินเลี้ยงชีพไป เหมือนกับว่า เป็นเงินที่รัฐเก็บไว้ให้ หรือ หักเอาไว้แล้ว และ จะทะยอยคืนให้หลังเกษียณอายุ ในระบบบำนาญรายเดือน จนกว่าจะสิ้นชีวิต
ถ้าผู้รับบำนาญ ได้รับราชการตั้งแต่มีอายุ 25 ปี เกษียณอายุงาน 60 ปี เท่ากับทำงานให้ราชการ เป็นเวลา 35 ปี ถ้ารัฐจ่ายคืนเงินเดือนที่ขาดไปครึ่งหนึ่ง ให้เท่าอายุงาน ที่เขารับราชการมา คือ จ่ายบำนาญให้เท่ากับ 35 ปี ก็น่าจะถือว่า เป็นธรรมแก่การใช้แรงงานที่เขาทำราชการประจำมา หรือ ถือว่า เป็นค่าแรงครึ่งหนึ่ง ที่ทางราชการ ค้างจ่ายอยู่ อย่างไรก็ดี มีข้าราชการบำนาญ จำนวนน้อยเท่านั้น ที่จะมีอายุยืนยาวหลังเกษียณไปอีก 35 ปี หรือ จะมีอายุถึง 60+35 = 95 ปี และ เมื่อข้าราชการบำนาญตายก่อนอายุ 95 เงินบำนาญก็หยุดจ่าย
ระบบเงินบำนาญนั้น จึงมีลักษณะ ที่เป็นเงินที่ทางราชการ ทะยอยจ่ายคืนให้ข้าราชการประจำ ที่รับราชการมาครบ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งก็คือ ค่าแรงรายเดือน ครึ่งหนึ่งที่ราชการ ค้างจ่ายไว้ หรือ เก็บไว้ให้ในช่วงหลังเกษียณอายุงานนั่นเอง
นี่เป็นการมองภาพรวม ในระดับมหภาคทั้งระบบ เพื่อทบทวน และทำความเข้าใจที่ว่า ข้าราชการบำนาญ สบาย นั่งนอนกิน แล้วรัฐ ยังต้องจ่ายเงินเลี้ยงดูนั้นเป็นการเข้าใจผิด แท้จริงแล้ว มันคือ ค่าแรงของข้าราชการประจำเอง ที่รับราชการมาครบ 25 ปีขึ้นไป ที่ทางราชการ เขาเก็บไว้ทะยอยจ่ายให้ หลังเกษียณตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่
ข้าราชการประจำ ที่รับราชการโดยสุจริต ส่วนใหญ่ ต้องดำรงชีพแบบพอเพียงจึงจะนำพา ครอบครัวให้อยู่รอดชีวิตได้ โดยไม่มีหนี้สินรุงรัง ดั่งเช่น ข้าราชการครู เป็นต้น ในขณะที่ ผู้ที่ทำงานในภาคเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่ พวกเขาจะมีความเป็นอยู่ ที่มีความสะดวกสบาย หรูหรามากกว่า ตลอดชีวิตในช่วงการทำงานของพวกเขา
แต่ข้าราชการประจำ ที่รับราชการโดยสุจริต นั้น ย่อมยากที่จะใช้ชีวิตเทียบเท่าผู้ที่ทำงานในภาคเอกชนได้เลย ข้าราชการประจำ ปกติ ก็จะมีแต่เงินเดือน เพื่อใช้ดำรงชีพ และ ใช้เลี้ยงครอบครัวอย่างอัตคัตขัดสนเป็นสำคัญ ทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่
ข้าราชการประจำ ที่รับราชการมาตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป จึงสมควรที่เขาจะได้ค่าแรง อีกครึ่งหนึ่ง ที่ขาดไป โดยที่ทางราชการ จัดสรรไว้เป็นระบบบำนาญหลังเกษียณมิใช่หรือ ?
จึงไม่ควรกล่าวว่า ข้าราชการบำนาญ เมื่อไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรแล้ว หากประเทศเกิดปัญหาทางการเงิน ต้องตัดเงินบำนาญ ของข้าราชการบำนาญก่อน
ขอย้ำว่า ในอดีตที่ผ่านมา ระบบการจ่ายค่าตอบแทนการทำงาน ของข้าราชการประจำนั้น แม้จบคุณวุฒิเดียวกัน จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ถ้ารับราชการประจำ มักจะได้ค่าตอบแทนต่ำกว่าการทำงานภาคเอกชน หรือ ได้รับเพียง 1 ใน 2 หรือ 1 ใน 3 ของภาคเอกชนเท่านั้น
ในปัจจุบัน ระบบราชการไทยเปลี่ยนแปลงไป คือ ถ้าเป็นพนักงานราชการ จะได้เงินเดือนสูงกว่า ข้าราชการประจำ แบบนี้ ก็ถือว่า มิได้เป็นข้าราชการประจำอีกแล้ว ก็ไม่มีระบบบำนาญรองรับอีกต่อไป เพราะ อัตราเงินเดือน ได้ใกล้เคียงกับภาคเอกชน เหมือนกับ พนักงานในองค์กรมหาชนของรัฐ ก็ไม่มีระบบบำนาญรองรับ หรือ ได้ยกเลิกระบบบำนาญไปโดยปริยายไปแล้ว
สำหรับข้าราชการบำนาญในปัจจุบันนั้น คือ ข้าราชการประจำ ที่รับราชการมาตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่า ภาคเอกชน และ ภาครัฐวิสาหกิจมานานแล้ว ไม่สมควรที่จะไปตัด หรือ ไปลดอัตราเงินบำนาญใดๆ อีก เพราะ เป็นอดีตข้าราชการประจำ ที่อุทิศตนทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จนเกษียณอายุราชการโดยปราศจากความผิด หรือ ไม่มีมลทินใดๆ
ข้าราชการบำนาญท่านใด ที่อ่านบทความนี้แล้วถูกใจ ก็ขอให้ส่งต่อไปยังเพื่อนๆ ให้ได้อ่านต่อกัน ครับ
พล.ต.ท.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผู้บัญชาการ สตส.สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ข้อความส่งต่อ
ที่มา ; ข้อมูลส่งต่อทาง LINE
เกี่ยวข้องกัน
หนีไม่ได้! “ทุกคนต้องเกษียณ” ข้าราชการ-พนักงานบริษัทเอกชน-อาชีพอิสระ
@ภาครัฐช่วยเหลือการเงินอะไรบ้าง?
ถ้าเอ่ยถึงการออมเงินเพื่อวัยเกษียณของคนไทย หลายคนอาจกังวลว่าจะมีเงินพอใช้เมื่อเกษียณเพียงพอหรือไม่ เพราะเงินที่เก็บในแต่ละเดือนก็ไม่มากนัก ยิ่งนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 จนถึงวันนี้ ผลตอบแทนที่ได้รับก็ปรับลดลง หรือเงินที่นำไปลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทก็ขาดทุน
นอกจากนี้ หลายคนอาจมองว่าช่องทางการออมเงินเพื่อเกษียณ มีเพียงการออมส่วนตัว เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ประกันชีวิต
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือการออมเงินโดยสมัครใจเพื่อเตรียมไว้ใช้หลังเกษียณแล้ว ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “สวัสดิการ” บางประเภทที่ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในการช่วยให้เงินออมงอกเงยให้เร็วขึ้น ดังนั้น หากใช้ประโยชน์จากสวัสดิการเต็มสิทธิ ก็สามารถลดความกังวลด้านการเงินหลังเกษียณ
“สวัสดิการ” หมายถึง ผลประโยชน์ที่ภาครัฐจัดให้ข้าราชการ พนักงานในฐานะที่เป็นสมาชิก (รวมถึงอาชีพฟรีแลนซ์และคนไทยทุกคน) เพื่อช่วยให้มีความมั่นคงในชีวิต และเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแรงจูงใจในการเก็บออม และจะได้รับเพิ่มเติมเมื่อเกษียณไปแล้ว ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ดังนั้น ควรใช้ประโยชน์จากสวัสดิการเป็นช่องทางออมเงินอย่างเต็มที่
ก.ข้าราชการ
1. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
นอกจากจะต้องแบ่งเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือนไปเก็บออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เรียกว่า DCA แล้ว ข้าราชการก็มีช่องทางการออมเงินที่สำคัญ คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งหากข้าราชการต้องการออมเงินเพื่อเกษียณผ่าน กบข. ก็ต้องสมัครเป็นสมาชิกก่อน
เมื่อเป็นสมาชิกแล้วก็ต้องจ่าย “เงินสะสม” เข้ากองทุน (จะถูกหักจากเงินเดือน) 3% ของเงินเดือน และรัฐจะส่ง “เงินสมทบ” 3% ของเงินเดือน แล้วรัฐก็ให้ “เงินชดเชย” อีก 2% ที่จ่ายให้สมาชิกที่รับบำนาญ
นอกจากนี้ยังมี “เงินประเดิม” ที่จ่ายให้สำหรับผู้ที่เป็นข้าราชการอยู่ก่อนวันที่ 27 มีนาคมปี 2540
เงินจาก กบข. สมาชิกจะได้รับเงินคืนเมื่อเกษียณอายุ (หรือลาออกจากราชการ) ดังนั้น เงินออมจาก กบข. ไม่เกี่ยวข้องกับเงินบำเหน็จหรือบำนาญที่ข้าราชการจะได้รับตามสิทธิ์จากภาครัฐ หมายความว่า เมื่อข้าราชการเกษียณและเป็นสมาชิก กบข. ก็จะได้รับเงินเกษียณสองทาง
ตัวอย่าง เมื่อเกษียณอายุข้าราชการและเป็นสมาชิก กบข.
1) กรณีเลือกบำเหน็จ
...สูตรคำนวณบำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย X เวลาราชการ (รวมวันทวีคูณ)
...สูตรคำนวณ กบข. = เงินสะสม + เงินออมเพิ่ม + เงินสมทบ + ดอกผล
2) กรณีเลือกบำนาญ
...สูตรคำนวณบำเหน็จ = เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย X เวลาราชการ (รวมวันทวีคูณ) หารด้วย 50 (ไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย)
...สูตรคำนวณ กบข. = เงินสะสม + เงินออมเพิ่ม + เงินสมทบ + เงินประเดิม* + เงินชดเชย** + ดอกผล
*เงินประเดิม: จ่ายให้ผู้เลือกเป็นสมาชิกก่อน 27 มีนาคม 2540,
**เงินชดเชย: จ่ายให้สมาชิกที่เลือกรับบำนาญเท่านั้น
2. เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญ (ช.ค.บ.)
คือ เงินที่รัฐจ่ายให้กับข้าราชการเกษียณที่เลือกรับแบบบำนาญ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยมีเงื่อนไขว่าข้าราชบำนาญต้องได้รับเงินบำนาญปกติต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น เช่น ได้รับบำนาญปกติ 8,000 บาทต่อเดือน รัฐก็จะโอนเงิน ช.ค.บ. อีก 2,000 บาทต่อเดือน
3. เงินบำเหน็จดำรงชีพ
เป็นเงินส่วนหนึ่งของบำเหน็จตกทอด ซึ่งเป็นเงินที่ทายาทจะได้รับหลังจากที่ผู้รับบำนาญเสียชีวิต โดยรัฐให้สิทธิในการขอรับเงินส่วนหนึ่งก่อน เรียกว่า เงินบำเหน็จดำรงชีพ เป็นเงิน 15 เท่าของเงินบำนาญ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
วิธีคำนวณ = เงินบำนาญ (ไม่รวม ช.ค.บ.) คูณ 15 เท่า โดยแบ่งจ่าย เป็น 3 ครั้ง
ครั้งที่ 1 เมื่อเกษียณอายุราชการ รับไม่เกิน 200,000 บาท
ครั้งที่ 2 เมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ที่เหลือไม่เกิน 200,000 บาท
ครั้งที่ 3 เมื่ออายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ที่เหลือไม่เกิน 100,000 บาท
4. เงินช่วยพิเศษ (ค่าทำศพ)
เมื่อข้าราชการบำนาญเสียชีวิต รัฐจะจ่ายเงินช่วยเหลือเพื่อใช้ในการจัดการงานศพ
วิธีคำนวณ = (เงินบำนาญ + ช.ค.บ. (ถ้ามี)) คูณ 3 เท่า
5. สวัสดิการอื่นๆ
นอกจากนี้ ข้าราชการบำนาญยังมีสวัสดิการจากภาครัฐอื่น ๆ อีก เช่น บำเหน็จตกทอด โดยจะจ่ายให้กับทายาท (เมื่อข้าราชการบำนาญเสียชีวิต), สิทธิกู้เงินบำเหน็จค้ำประกัน, สวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและการศึกษาบุตร
ข.พนักงานบริษัทเอกชน
1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
เป็นกองทุนที่ภาครัฐได้กำหนดขึ้น สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ โดยที่การจัดตั้งขึ้นอยู่กับความสมัครใจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งเปรียบเสมือนบริษัทจะมีสวัสดิการที่เป็นกระปุกออมเงิน โดยลูกจ้างจะเก็บออมเงิน เรียกว่า “เงินสะสม” (ในอัตรา 2 - 15% ขึ้นอยู่กับข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัท)
หลังจากลูกจ้างเลือกเก็บออมเงินแล้ว นายจ้างจะช่วยเก็บออมเงินอีกแรง เรียกว่า “เงินสมทบ” (ในอัตรา 2 - 15% ขึ้นอยู่กับข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัท) ซึ่งนายจ้างจะช่วยเก็บออมเงินแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน จนถึงวันที่ลูกจ้างออกจากงานหรือเกษียณอายุ
โดยความพิเศษของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ ได้เงินสมทบของนายจ้าง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการได้เงินเพิ่มพิเศษจากการทำงานก็ได้ เพราะในการลงทุนประเภทอื่นจะไม่มีทางได้เงินส่วนนี้
เช่น เริ่มต้นทำงานได้เงินเดือน 15,000 บาท เลือกออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเดือนละ 5% (750 บาท) และบริษัทจ่ายเงินสมทบให้อีก 5% (750 บาท) หมายความว่าทำงาน 1 ปี จะได้เงินเพิ่มจากนายจ้างอีก 9,000 บาท
นอกจากนี้เงินในกองทุนก็จะถูกนำไปบริหารให้เกิดดอกผลงอกเงยโดยผู้บริหารมืออาชีพ ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น
2. กองทุนประกันสังคม (มาตรา 33)
หากทำงานพนักงานบริษัทเอกชน นายจ้างก็จะทำการสมัครให้พนักงานทุกคนเป็นสมาชิกประกันสังคมมาตรา 33 จากนั้นนายจ้างก็จะส่งเงินสมทบประกันสังคมแต่ละเดือนในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (สูงสุดไม่เกิน 750 บาท) และนายจ้างจะสมทบเพิ่ม 5% รัฐบาลสมทบเพิ่ม 2.75%
ประกันสังคมก็ถือเป็นแหล่งเงินออมเพื่อเกษียณที่สำคัญ โดยเงื่อนไขการรับสิทธิก็ต่อเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ซึ่งกรณีเกษียณ หรือเรียกว่า กรณีชราภาพ สามารถเลือกรับเงินได้ 2 วิธี
1) เงินบำนาญชราภาพ (จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน)
จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หากจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน ประบเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพขึ้นอีก 1.5% ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน
2) เงินบำเหน็จชราภาพ (จ่ายเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือน)
จ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบเฉพาะส่วนของผู้ประกันตน, จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน, กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน นับตั้งแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของบำนาญชราภาพรายเดือน ที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย
สูตรคำนวณ เงินบำนาญชราภาพ
1.กรณีจ่ายครบ 180 เดือน = 20 x 15,000 ÷ 100 = 3,000
2.กรณีจ่ายเกิน 180 เดือน = [20+(1.5 x จำนวนปี)] x 15,000 ÷ 100
เช็คเงินสมทบเงินบำนาญ
ระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ (ปี) กับ เงินบำนาญที่จะได้รับ
15 – 20 ปี ได้รับ 3,000 – 4,125 บาทต่อเดือน
21 – 25 ปี ได้รับ 4,350 – 5,250 บาทต่อเดือน
26 – 30 ปี ได้รับ 5,475 – 6,375 บาทต่อเดือน
31 – 35 ปี ได้รับ 6,600 – 7,500 บาทต่อเดือน
หมายเหตุ: ตัวอย่างการคำนวณจากเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุด 15,000 บาท
*เงื่อนไขการนับบำนาญ*
1.จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือน หรือ 15 ปีขึ้นไป
2.อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
3.สิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน
ค.อาชีพอื่น ๆ
1. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ ไม่อยู่ในระบบสวัสดิการบำเหน็จบำนาญของรัฐ หรือเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ก็สามารถเก็บออมเงินเพื่อวัยเกษียณได้ ด้วยการแบ่งเงินมาออมกับกองทุนการออมเงินแห่งชาติ (กอช.) เพราะเป็นรูปแบบการออมที่ให้สิทธิ์ผู้ประกอบอาชีพอิสระได้ออมเงินเพื่อรับเงินสมทบจากรัฐบาลสูงสุด 100% และเมื่อออมเงินจนถึงอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ก็จะได้เงินกลับคืนมาในรูปแบบเงินบำนาญไว้ใช้ยามเกษียณ สูงสุดถึง 7,200 บาทต่อเดือน
การออมเงินกับ กอช. เหมาะกับผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ไม่จำเป็นต้องออมทุกเดือน เดือนไหนมีน้อย ออมน้อย เดือนไหนมีมากค่อยออมมาก เริ่มต้นออมเงินเพียง 50 บาท สูงสุดปีละไม่เกิน 13,200 บาท ดังนั้น หากมีอายุ 15 - 60 ปี เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบ เกษตรกร แม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา ต้องการสร้างความมั่นใจว่ามีเงินบำนาญใช้ในยามเกษียณแน่นอน ควรออมเงินผ่าน กอช. โดยก็จะให้เงินสมทบตามสัดส่วนเงินสะสมและตามช่วงอายุด้วย
อายุสมาชิก 15 -30 ปี = รัฐสมทบให้ 50% ของเงินสะสม ไม่เกินปีละ 1,800 บาท
อายุสมาชิก มากกว่า 30 – 50 ปี = รัฐสมทบให้ 80% ของเงินสะสม ไม่เกินปีละ 1,800 บาท
อายุสมาชิก 50 ปีขึ้นไป = รัฐสมทบให้ 100% ของเงินสะสม ไม่เกินปีละ 1,800 บาท
เมื่อเกษียณก็รับเงินบำนาญเท่ากับเงินที่เก็บออมเอาไว้กับ กอช. พร้อมกับเงินที่รัฐสมทบให้ และดอกผลที่งอกเงยขึ้น
2.กองทุนประกันสังคม (มาตรา 40)
ออกแบบขึ้นมาสำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ (ไม่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือผู้ประกันตนมาตรา 39) โดยนอกจากจะได้รับสิทธิต่าง ๆ เช่น รักษาตัวที่โรงพยาบาลก็สามารถเบิกเงินทดแทนการขาดรายได้ หรือเสียชีวิตก็ได้รับเงินค่าทำศพ ประกันสังคมมาตรา 40 ก็เป็นอีกช่องทางสำหรับการออมเงินเพื่อเกษียณ
หากเป็นสมาชิกและต้องการการออมเงินผ่านประกันสังคมมาตรา 40 เพื่อเกษียณ สำหรับผู้ประกันตนที่เลือกส่งประกันสังคมแบบทางเลือก ส่ง 100 บาทต่อเดือนหรือส่ง 300 บาทต่อเดือน เมื่ออายุ 60 ปี และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนจะได้รับเงินชราภาพตามจำนวนงวดที่จ่ายเงินสมทบ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน และสิทธิประโยชน์ตามที่กองทุนประกันสังคมแจ้งเอาไว้
3. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
นอกจากสวัสดิการที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ภาครัฐให้กับผู้สูงอายุคนไทยทุกคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้น เรียกว่า เบี้ยยังชีพ โดยรัฐจะโอนเข้าบัญชีทุกเดือน หากอายุ 60 – 69 ปี ได้รับ 600 บาทต่อเดือน, อายุ 70 – 79 ปี ได้รับ 700 บาทต่อเดือน, อายุ 80 – 89 ปี ได้รับ 800 บาทต่อเดือน และอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับ 1,000 บาทต่อเดือน