
19 เมษายน 2567 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กมว.ครั้งที่ 3/2567 ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา กับผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงจำนวน 20 ราย ซึ่งมีทั้งครูและผู้บริหาร โดยผลการพิจารณา ได้แก่ ตักเตือน 7 ราย พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 2 ราย เพิกถอนฯ 3 ราย และให้ทบทวนมติโดยแจ้งไปยังผู้กระทำผิดเพื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจงโต้แย้งได้ อีกจำนวน 8 ราย โดยกรณีการเพิกถอนใบอนุญาตส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการค้าประเวณี การกระทำอนาจารนักเรียน กรณีฉ้อโกง และคดียาเสพติด
“ช่วงเวลา 2 ปีนี้ คณะกรรมการ กมว.สามารถสะสางคดีที่ตกค้างมาตั้งแต่ ปี 2553 และคดีที่เกิดขึ้นใหม่รวมกว่า 1,000 คดี ให้เหลือเพียง 10 กว่าคดี ซึ่งบางคดีผลสอบทางคดีอาญายังไม่เสร็จสิ้น แต่ทางคุรุสภาได้สั่งพักใช้ไปอนุญาตไว้ก่อน ซึ่งในระหว่างพักใช้ใบประกอบวิชาชีพจะไม่สามารถประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้ ทั้งนี้ ถือว่าคณะกรรมการ กมว.สามารถเคลียร์คดีได้เกือบหมดตามที่ตั้งเป้าไว้แล้ว”ประธาน กมว. กล่าว
ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องการมอบรางวัลสำหรับครูที่ประพฤติ ปฏิบัติดี โดยคณะกรรมการพิจารณารางวัลได้เสนอแนะต่อที่ประชุมว่า ควรเพิ่มรางวัลให้แก่ระดับหน่วยงานที่ดูแลครูไม่ให้มีพฤติกรรมกระทำผิดจรรยาบรรณ เช่น สำนนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ สถานศึกษา โดยให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาเป็นการมอบรางวัลเฉพาะบุคคล จึงอยากให้รางวัลกับหน่วยงานที่ดูแลครูด้วย เพราะการดูแลครูอาจจะต้องมีการป้องปราม ซึ่งหน่วยงานที่ใกล้ครูที่สุด ก็คือ เขตพื้นที่การศึกษา และ สถานศึกษา ถ้าเขตพื้นที่ฯมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี มีระบบบริหารจัดการที่ดี เมื่อมีครูที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเกิดขึ้นแล้วมีการป้องกันและมีการป้องปรามหรือมีระบบเฝ้าระวังที่ดีก็จะช่วยไม่ให้เกิดการทำผิดที่ร้ายแรงขึ้นได้
ที่มา ; แนวหน้า วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2567
เกี่ยวข้องกัน
คุรุสภา จ่อพักตั๋วผอ.ร.ร. หื่น ซื้อบริการน.ร.12 พบผิดจริงเพิกถอนทันที
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนและครูในพื้นที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับกุมตัวในข้อหาซื้อบริการทางเพศเด็กนักเรียนหญิงอายุ 12 ปี พร้อมทั้งถูกตั้งข้อหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี, กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี, พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร, ชักจูง ยุยง ส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร, แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็กนั้น
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ปรากฏข้อมูลว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ถูกจับกุมนั้น มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและผู้บริหารสถานศึกษา และปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ส่วนครูที่ถูกจับกุมนั้นเกษียณอายุราชการไปแล้วและไม่พบข้อมูลการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
ผศ.ดร.อมลวรรณกล่าวต่อว่า กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าว สำนักงานเลขาธิการคุรุภา เตรียมเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ พิจารณาพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทไว้ก่อน จนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ เนื่องจากมีองค์ประกอบที่สามารถพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อนได้ หากเป็นความผิดเรื่องที่เกี่ยวกับทางเพศ ยาเสพติด หรือถูกฟ้องคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือทุจริตต่อหน้าที่ และหากผลตัดสินว่ามีความผิดจริง จะดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภททันที ส่วนกรณีของครูที่เกษียณไปแล้ว สำนักงานฯก็ได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดไว้ในระบบฐานข้อมูลทะเบียนและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อประกอบการพิจารณาลักษณะต้องห้ามของผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกประเภทเรียบร้อยแล้ว
“การกระทำของผู้อำนวยการโรงเรียนและครู ที่ประพฤติผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กนักเรียนนั้น ไม่สมควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง จึงขอย้ำเตือนให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู รวมถึงบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ต้องควบคุม ดูแล มิให้ใครก็ตามมีพฤติการณ์ดังกล่าวโดยเด็ดขาด เพราะเป็นความผิดจรรยาบรรณวิชาชีพทางการศึกษา ด้านจรรยาบรรณต่อผู้รับบริการอย่างชัดเจน ซึ่งครูและผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกคน จะต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้กำลังใจแก่ศิษย์ และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า และต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์และผู้รับบริการ” เลขาธิการคุรุสภากล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 20 พฤษภาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
'คุรุสภา'สั่งพักใช้ใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาบ้า หากผิดจริงสั่งเพิกถอน หมดสิทธิ์ประกอบวิชาชีพ
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน กรณีผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.ขอนแก่น ถูกจับกุมตัว ข้อหาค้ายาเสพติด พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) จำนวน 369 เม็ด ณ บริเวณห้องพักใน อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น นั้น
ล่าสุดวันที่ 26 ม.ค.2568 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นข่าว พบว่า เป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หมดอายุใบอนุญาต 30 พ.ค.2568 และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา หมดอายุใบอนุญาต 25 มิ.ย.2570 และจากการประสานข้อมูลกับศูนย์บริหารความสุข และความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทราบว่า หน่วยงานต้นสังกัด ได้ตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง และมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว
ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ และเร่งเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทไว้ก่อนโดยไม่รอผลการสอบสวน เนื่องจากเป็นกรณีร้ายแรง และหน่วยงานต้นสังกัดมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว พร้อมทั้งมีหนังสือไปยังหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อขอทราบข้อเท็จจริง เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป
ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวด้วยว่า หลังจากพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาแล้ว คณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพจะเร่งดำเนินการพิจารณาการประพฤติผิดฯ ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และหากดำเนินการครบขั้นตอนตามกฎหมายกำหนดแล้วพบว่ามีความผิดจริง ก็จะเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทของผู้บริหารสถานศึกษาคนดังกล่าวต่อไป
“ขอเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้บริหารสถานศึกษา รวมไปถึงบุคลากรทางการศึกษาทุกคน จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และไม่ประพฤติตนไปในทางที่เสื่อมเสีย ในกรณีนี้ที่มีผู้บริหารสถานศึกษาไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ยอมรับไม่ได้ ต้องรีบดำเนินการเอาผิดทางด้านจรรยาบรรณของวิชาชีพทันที เพราะผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเป็นที่เคารพและศรัทธาของลูกศิษย์และสังคม อีกทั้งโรงเรียนก็จะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยของนักเรียนทุกคน” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว
ที่มา ; แนวหน้าออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568
เกี่ยวข้องกัน
‘คุรุสภา’ เผยสถิติปี 67 เพิกถอนใบอนุญาตฯ 43 ราย
ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ในรอบปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ได้พิจารณากรณีผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาถูกกล่าวหา/กล่าวโทษที่ประพฤติผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวม 166 ราย โดยวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว 159 ราย ในจำนวนนี้ลงโทษสูงสุดขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จำนวน 43 ราย พักใช้ใบอนุญาตฯ มีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกิน 5 ปี จำนวน 18 ราย ภาคทัณฑ์ จำนวน 43 ราย ตักเตือน จำนวน 49 ราย ยกข้อกล่าวหา/กล่าวโทษ จำนวน 6 ราย และได้พักใช้ใบอนุญาตฯ ทุกประเภทไว้ก่อนตลอดระยะเวลาการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนฯ จำนวน 7 ราย
เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า เรื่องร้องเรียน กล่าวหา/กล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพที่กระทำความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพมีหลากหลายกรณี เช่น ความผิดเกี่ยวกับเพศ กระทำอนาจาร ทุจริตต่อหน้าที่ ชู้สาว ยาเสพติด ลงโทษนักเรียนไม่เหมาะสม ละทิ้งหน้าที่ ลักทรัพย์ ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม หมิ่นประมาท รายงานเท็จ แอบอ้างผลงานผู้อื่น และเปลี่ยนแปลงข้อความสำเนาเอกสาร เป็นต้น ซึ่งกรณีความผิดที่ได้รับโทษสูงสุดขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จะเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับเพศ กระทำอนาจาร ค้าประเวณี การทุจริตต่อหน้าที่ และความผิดเรื่องชู้สาว โดยเฉพาะกรณีการล่วงละเมิดทางเพศกับนักเรียน คุรุสภาได้ย้ำเตือนมาโดยตลอดว่าจะลงโทษอย่างจริงจัง หากความผิดปรากฏหลักฐานชัดเจนจะพิจารณาลงโทษขั้นสูงสุด คือ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันที และบันทึกประวัติความผิดไว้ในระบบสารสนเทศฯ ด้านทะเบียนและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อประกอบการพิจารณาลักษณะต้องห้ามในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพต่อไป
“ ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ทุกสังกัด ช่วยกันกำกับดูแลให้ทุกพื้นที่ในสถานศึกษาเป็นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนและครู อย่าเพิกเฉยต่อการกระทำอันไม่เหมาะสมของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใดก็ตาม หากพบว่าบุคคลนั้นประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพควรแจ้งข้อกล่าวหา/กล่าวโทษ ซึ่งคุรุสภาพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการทางจรรยาบรรณกับผู้ประกอบวิชาชีพอย่างเด็ดขาด” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว
“อมลวรรณ” เปิดสถิติปีงบฯ 2567 “คุรุสภา” พิจารณาโทษ 166 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทำความผิดทางจรรยาบรรณ ชี้ขาดลงโทษรุนแรงเพิกถอนใบอนุญาตฯ 43 ราย หมดสิทธิประกอบวิชาชีพอีกต่อไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568
เกี่ยวข้องกัน
กมว.เข้มโทษจรรยาบรรณ เตือนครูทำผิดมีผลพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ-ขั้นเงินเดือน-การขอรับรางวัล
เมื่อที่ 15 ก.ค.2568 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.)ครั้งที่ 7/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และ ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม ที่ห้องประชุมมาลากุล ชั้น 3 สำนักงานเลขาธิกาาคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting
ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาและมีมติเห็นชอบการอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 36,356 ราย ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต และขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
กลุ่มขึ้นทะเบียนใหม่รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 13,634 ราย แบ่งเป็น ครู 12,782 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา 658 ราย , ผู้บริหารการศึกษา 108 ราย, ศึกษานิเทศก์ 86 ราย และ
กลุ่มต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 22,722 ราย แบ่งเป็น ครู 20,807 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา 1,651 ราย, ผู้บริหารการศึกษา 130 ราย, ศึกษานิเทศก์ 134 ราย
นอกจากนี้ที่ประชุม กมว.ได้อนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น ให้ผู้ประกอบวิชาชีพครู จำนวน 1 ราย โดยให้ใบอนุญาตมีอายุนับตั้งแต่วันที่ กมว. มีมติอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้ และที่ประชุมได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อกระทำการอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ กมว. ตามมาตรา 25 (5) แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546
“ประธานอนุกรรมการฯ แต่งตั้งโดยประธาน กมว.และ มีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา มีนักกฏหมายเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ เพื่อทำการกลั่นกรองคุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาตฯ ในเบื้องต้น เมื่อนำเข้าที่ประชุม กมว.จะได้ไม่ต้องไปเริ่มต้นพิจารณาใหม่ จะทำให้การพิจารณาเร็วขึ้นและได้จำนวนมากขึ้น ต่อไปนี้การต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จะต้องขอดูใบ ก.พ.7 ซึ่งในใบ ก.พ.7 มีประวัติของข้าราชการทุกคน ดังนั้น ถ้าใครเคยถูกลงโทษ การพิจารณาก็จะดูว่าสมควรต่อใบอนุญาตฯให้ได้หรือไม่ เนื่องจากมีลักษณะต้องห้าม“
ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้พิจารณา อนุญาตให้คนที่เคยมีประวัติ มีโทษทางวินัย ทั้งครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีคดีความตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546-2547 ที่ไม่สามารถต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ ซึ่งขณะนี้คดีถูกตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว จึงได้รับการต่อใบอนุญาตฯได้ จำนวน 4 ราย
ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องจรรยาบรรณ
· มีการยกข้อกล่าวหา กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนเคยได้รับการร้องเรียนว่ามีลักษณะข่มขู่ผู้ปกครองนักเรียน ในปี 2566 สอบสวนแล้วไม่เป็นไปตามที่มีการร้องเรียน กมว.จึงยกข้อกล่าวหาดังกล่าว รวมถึงกรณีครูส่งข้อความลงในไลน์กลุ่มคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา โดยใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม หรือใช้คำต่อต้าน(สามกลีบ) และใช้คำไม่สุภาพกับนักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษามองว่าครูมีพฤติกรรมการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม จึงลงโทษด้วยการตักเตือน 2 ราย และภาคทัณฑ์ 1 ราย
· พิจารณาโทษวินัยไม่ร้ายแรง กรณีครูนำเงินของสหกรณ์โรงเรียนไปใช้ในลักษณะไม่เหมาะสม จึงมีคนร้องเรียนมา และถูกลงโทษด้วยการภาคทัณฑ์ และมีครูดึงกระโปงเด็กจึงถูกโทษภาคทัณฑ์
· การลงโทษด้วยการตัดเตือน กรณีโครงการอาหารกลางวันที่ทำหลักฐานจ้างทำอาหารกลางวันในวันหยุดราชการ ต้นสังกัดมีการสอบสวนมาแล้ว และกมว.ได้ลงโทษตักเตือน
· ลงโทษกรณีอื่น ครูที่มีพฤติกรรมคุกครามทางเพศ ซึ่งต้นสังกัดสอบสวนมาแล้วมีโทษทางวินัยไม่ร้ายแรง กมว.จึงพิจารณาโทษเป็นภาคทัณฑ์ และพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไปแล้ว ส่วนครูลงโทษนักเรียนไม่เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น ตบศีรษะนักเรียน กมว.จึงลงโทษด้วยการภาคทัณฑ์ รวมถึงมีครูพรากผู้เยาว์เด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งที่ผ่านมา กมว.พักใช้ใบอนุญาตฯไว้แล้ว แต่วันนี้ กมว.ได้พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย กรณีการล่วงละเมิดทางเพศถือเป็นเรื่องสำคัญ กมว.จะพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อนแล้ว เพื่อเข้าสู่ขบวนการสืบสวนสอบสวน และเมื่อผลสอบออกมาว่าผิดจริง กมว.จึงพักใช้ใบอนุญาตฯทันที
“ยืนยันว่าคุรุสภาได้มีการลงโทษคนที่ทำผิดอย่างจริงจัง การภาคทัณฑ์จะมีผลกับการเลื่อนขั้นเงินเดือน และจะมีผลกับเรื่องการพิจารณาความดีความชอบ ไม่สามารถไปขอรับรางวัลต่างๆได้แล้ว เพราะถือว่าคุณเคยมีโทษมาแล้ว ดังนั้น ครูต้องระมัดระวังการทำผิด ซึ่งเรื่องนี้ทุกรัฐมนตรีศธ.ที่เข้ามาให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณครู จึงอยากเน้นย้ำผู้ที่ประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเป็นอาชีพควบคุม เป็นวิชาชีพชั้นสูง และเป็นวิชาชีพที่สังคมคาดหวังมาก ครูจึงต้องระมัดระวัง ซึ่งก็ต้องเริ่มตั้งแต่การคัดคนเข้ามาเรียนครู จนกระทั้งการคัดเลือกเข้าไปเป็นครู และการเลื่อนวิทยฐานะความดีความชอบระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ถึงแม้ครูจะเหนื่อยแต่ความเหนื่อยจะเห็นผลที่เด็ก จึงอยากให้กำลังใจคุณครู ซึ่งขณะนี้ สพฐ. และ ก.ค.ศ. ซึ่งนำทีมโดยท่านรัฐมนตรีศธ. ที่จะเอางานที่ไม่จำเป็นออก เพื่อช่วยให้ครูมีเวลาในการสอนมากขึ้นจะได้เห็นชิ้นงานจริงๆของครู ก็ขอเอาใจช่วยซึ่งกันและกัน“ เลขาธิการ คุรุสภา กล่าว
ที่มา ; แนวหน้า วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568
เกี่ยวข้องกัน
คุรุสภา สั่งพักใช้ตั๋วครูสระบุรี ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน
กรณีครูชายในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หนองแค จ.สระบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง อายุ 7 ขวบ จำนวน 3 ราย และข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล๊กเมล์นั้น
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม นางอมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของบุคคลที่เป็นข่าวพบว่า เป็นผู้ประกอบวิชาชีพครู มีใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู ออกให้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 และจะหมดอายุในวันที่ 22 มิถุนายน 2570
นางอมลวรรณกล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว ซึ่งการกระทำผิดดังกล่าวนั้นเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ในเบื้องต้นได้เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ พิจารณาพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไว้ก่อนโดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน โดยหากการสอบสวนแล้วเสร็จ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะพิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งกรณีความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรงที่มีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ส่วนการดำเนินการด้านความผิดคดีอาญานั้นให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
“การที่ครูประพฤติผิดด้วยการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเป็นเรื่องร้ายแรงที่จะต้องเร่งจัดการทันที เพราะครูทุกคนจะต้องเป็นที่เคารพและศรัทธาของลูกศิษย์และโรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยของนักเรียนทุกคน ซึ่งในขั้นแรกคุรุสภาจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน แต่หากผลการสอบสวนออกมาแล้วปรากฏว่ามีความผิดจริง ครูคนนี้จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาต ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ครูได้อีกต่อไป” เลขาธิการคุรุสภากล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 สิงหาคม 2568