สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ระบบการศึกษาไทยล้มเหลว ค่านิยม การชี้วัด และการปลูกฝังเด็กผิดวิธี

ความเก่ง ไม่ได้วัดที่เกรดเฉลี่ย ประเทศไทยให้ค่านิยมกับเกรด และปริญญา จนลืมคุณค่าของความเป็นมนุษย์” เกรดเฉลี่ยไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จทางการศึกษาของเด็กไทย

จากข่าวที่คุณแม่จะตัด internet เพราะลูกสอบได้เกรด 3.25 โดยที่มีตรรกะของวิธีคิดคือ การเปรียบเทียบลูกของเรา กับลูกคนอื่น นั่นเป็นที่มาที่ว่า บทความนี้ต้องบอกอะไรในสังคมเสียแล้ว เพราะเข้าใจผิดหลายส่วนทีเดียว

เนื่องจากอาจารย์เองก็จบมาอย่างหรูหรานะ 4.00 เกือบทุกเทอมที่เราเรียนหนังสือ อาจจะเล่าเรื่องนี้แล้วดูน่าหมั่นไส้ แต่นั่นเป็นเพราะความถนัดจาก "พหุปัญญา" ของเราต่างหาก ไม่ใช่คำว่าเก่งแล้วคำว่าเก่งก็ไม่ได้วันกันที่เกรดเฉลี่ยด้วย

มีสิ่งที่ควรแก้ไขในค่านิยมเมืองไทย เรื่องการศึกษาบ้านเรา ได้แก่

1) หยุดเปรียบเทียบศักยภาพบนผลการเรียนของคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง เพราะมันเทียบไม่ได้

ความถนัดของคนแตกต่าง เอาเกรดมาเทียบกัน แล้วบอกอีกคน เก่งกว่าอีกคน ด้วยตัวชี้วัดนี้ จึงไม่สำเร็จ เพราะเหมือนเอาเด็กถนัดเลข มาเทียบกับเด็กถนัดภาษาอังกฤษ ซึ่งวัดไม่ได้ มันไม่ควรวัดคุณค่าคนด้วยเกรดเฉลี่ยอยู่แล้ว

เด็กบางคนถูกสอนแบบให้เปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นตลอดเวลา (social competition) เป็นการสร้างความกดดันทางสังคม และพยายามยัดเยียดให้เด็กภาคภูมิใจกับการเอาชนะคนอื่น ผ่านการสอนทั้งครู และครอบครัว ที่ภาพออกมาจะให้ค่ากับ เด็กเรียนเก่งมากกว่าเด็กที่ไม่สนใจเรียน โดยมักให้คำจำกัดความว่า พวกไม่เอาไหน

ดังนั้นการปลูกฝังคุณค่าลักษณะนี้ หรือการแบ่งกลุ่มเด็กเรียนได้เกรดสูง กับเกรดต่ำออกจากกัน แล้วใช้คำว่า เด็กหัวดี เด็กหัวไม่ดี ผมบอกเลยว่า พลาด! เพราะนั่นเท่ากับเป็นการสร้างความเชื่อฝังหัวเด็กในทางที่ผิด

เด็กที่เติบโตมาแบบ ครูยัดเยียดคำว่า เก่งมาให้ตลอด เวลาเด็กพวกนี้ผิดพลาด มันคือความรู้สึกยิ่งใหญ่มากสำหรับเขา กลายเป็นเขาไม่เก่งแล้วเหรอตอนนี้ รู้สึกตกต่ำ มีโอกาสฆ่าตัวตาย เพราะผิดหวัง หรือนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้เลย

หรือเด็กที่เติบโตมาด้วยคำว่า ไม่เก่งถูกลดคุณค่ามาอยู่เสมอ ก็จะเป็นคนที่มีแนวโน้มไม่มั่นใจในตนเอง ไม่เชื่อในศักยภาพของตนเอง และคิดว่าตนเองห่วย ตามการปลูกฝัง จึงส่งผลเป็นแรงเสริมทางลบของหลายคนคือ การไม่พยายาม เพราะทำไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อตนเองเป็นได้แค่นี้

ปัญหาทั้งหมดเกิดจากการปลูกฝังในสถาบันการศึกษา หรือครอบครัว ที่ใส่ค่านิยมผิดๆให้เด็ก ทั้งๆที่เกรดไม่ได้มีไว้เปรียบเทียบ หรือทำหน้าที่แยกประเภทคน หรือวัดคุณค่าของคนได้ แต่เราเอาสิ่งนี้ เป็นเครื่องมือชี้วัดพวกเขา กำหนดอนาคตความสำเร็จของเขา ไปจนถึงการสร้างชุดความคิดฝังหัวที่ทำให้พวกเขาเข้าใจผิดติดตัว แล้วเกิดการอบรมสั่งสอนคนยุคต่อไป (socialization) ด้วยชุดความคิดผิดๆนี้ไม่รู้จบสิ้นควรเลิกได้แล้ว

 

2) แล้วเกรดทำหน้าที่อะไรเกรดวัดความเก่งไม่ได้ เกรดบอกได้เพียงความถนัดของนักเรียน

คนมีศักยภาพความถนัดที่แตกต่างกัน เกรดไม่สามารถวัดความเก่งได้

วาดรูปเก่ง ไม่จำเป็นต้องเลข 4 ฟิลิกส์ 4
ชอบรำ ชอบเต้น ไม่จำเป็นต้องได้ที่ 1 ของห้อง
แต่มันคือการยัดเยียดค่านิยมผิดๆไปเองที่ผ่านมา ว่าเด็กเก่ง ต้องเกรดสูงๆ โดยลืมมอง ความถนัด จากความเป็นมนุษย์ของเด็ก

หน้าที่ของเกรดเฉลี่ย...เกรดแค่พอบอกได้ว่า เด็กคนนั้นๆ ถนัดต่างกัน ในวิชาเรียนที่ชอบไม่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ความเก่ง และเกรดบอกถึง "ความรับผิดชอบชีวิต" ของเด็กคนหนึ่งๆ ที่จะเรียนให้รอด แค่นั้นแหละ

อาจารย์ที่ยังยัดเยียดว่า 4 หรือ A คือเด็กเก่ง ที่เก่งกว่าเด็กได้เกรดอื่น นั่นคือความเข้าใจผิดมหันต์ จริงๆมันเป็นเรื่องของ ความถนัดล้วนๆ คนที่ไม่ถนัดเลข ก็ทำคะแนนได้น้อย ก็ถูกแล้ว Logic ไม่แปลกอะไร เพียงแต่ดูแลตัวเองไม่ให้สอบตก นั่นคือความรับผิดชอบ

เด็กที่เรียนได้เกรดเฉลี่ยต่ำอย่างหนึ่ง เขาอาจจะมีความถนัดบางอย่าง ที่ไม่ได้ควรถูกวัดด้วยเกรดเฉลี่ย!!!

บ้านเรามีค่านิยมที่ส่งเสริมเด็กให้เรียนในหลักสูตรสามัญศึกษา เพื่อให้กดดันเด็กพยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ แล้วการันตีว่ากูเก่ง กูเป็นคนคุณภาพ ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ระบบการเรียนไม่ควรบังคับเด็กให้เข้าหลักสูตรใดๆ โดยที่ไม่รู้ความถนัดจริงของเด็ก

ยังมีหลักสูตรอาชีวะ หรือโรงเรียนสอนออกแบบเฉพาะด้าน หรือ Dancing School สำหรับเด็กรักการเต้น แต่บ้านเราถูกตรึงไว้กับคำว่าปริญญา เดี๋ยวหางานทำไม่ได้ ทั้งๆที่ ได้ปริญญา เพื่อเรียนในสิ่งที่ตนไม่ชอบ หรือไม่มีศักยภาพ ก็คือการพาเด็กไปผิดเส้นทางแห่งอนาคตอยู่ดีป่ะ??? แล้วจริงๆปริญญาที่ได้มา ก็พยายามป้อนเด็กให้เข้าสู่อุตสาหกรรมพนักงานกินเงินเดือน คำถามคือถ้าเด็กคนดังกล่าว โคตรเก่ง โคตรเทพ แล้วไม่จำเป็นต้องเติบโตมาด้วยระบบการศึกษานี้ ทำไมเขาต้องมีปลายทางเป็นพนักงานออฟฟิศล่ะ?

นั่นแหละ ประเทศไทยให้ค่านิยมกับเกรด และปริญญา จนลืมคุณค่าของความเป็นมนุษย์

เนื่องด้วยทำงานเกี่ยวกับด้านการพัฒนาสมองมาก่อน อยากชี้ประเด็นว่า งานวิจัยทุกชิ้น ระบุว่าเด็กมีพหุปัญญา ที่แตกต่างกันในระดับของสมอง บางคนตรรกะไม่ได้ แต่จินตนาการเลิศ บางคนชอบภาษาและดนตรี แต่ไม่สามารถเรียนคณิตศาสตร์

ดังนั้น ผมจะบอกว่า ถ้าเด็กวาดรูปเก่ง เต้นเก่ง ก็เสริมให้เขาเรียนด้านนั้นเป็นพิเศษ ในโรงเรียนที่เหมาะ แล้วให้เกรดเฉลี่ยเป็นการผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่เด็กควรมีความรู้ ไม่ใช่กดดันเด็ก บนค่านิยมของการวัดความเก่งที่เกรดเฉลี่ย เพราะมันวัดไม่ได้ บนความถนัดของคนที่แตกต่างกัน นั่นหมายความว่า พ่อแม่ที่เคารพเด็ก เคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์ของลูก พวกเขาควรมีสิทธิ์เลือกเรียนในสิ่งที่รัก และถนัด ด้วยตัวของเขาเอง ในสิ่งที่เขามีศักยภาพ และเคารพในความคิดของเด็ก

เด็กก็แค่ควรเก่งในเรื่องที่เขาถนัด ไม่ใช่เก่งบนอยู่บนเกรดเฉลี่ย

นั่นเป็นเหตุผลของการเติบโตของโรงเรียนกวดวิชา ที่ธุรกิจนี้โตวันโตคืน เพื่อตอบโจทย์แนวคิดเรื่องเกรดเฉลี่ยดีงาม ทำให้ต้องไปเรียนเกือบทุกวิชา เพื่อให้เกรดมันดีๆเข้าไว้ หมดไปกี่บาท เป็นเหยื่อการตลาดไปแล้วกี่สถาบันครับ

ณ ตอนนี้ พวกเด็ก ที่พยายามเรียนเก่งทุกวิชา เค้าอาจจะไม่ถนัดก็ได้ แต่สังคมกดดันมาว่า เกรดดีๆคือหน้าตาของเขา คือสิ่งที่สังคมยกย่องเขา ทั้งๆที่เขาไม่ได้มีความสุข และฝืนเรียนให้ได้ผลลัพธ์ที่ครูอาจารย์ พ่อแม่ยืดอกภูมิใจ แต่หารู้ไม่ว่ายืนอยู่บนความทุกข์ของเด็กไทยทั่วประเทศ

3) อย่าทำลายความสุขของการเรียนรู้ ด้วยการยัดความฝัน ความหวัง และค่านิยมผิดๆของพ่อกับแม่ใส่หัวลูก

มนุษย์เกิดมาพร้อมกับ "พหุปัญญา" (ความถนัดโดยกำเนิด) ที่แตกต่างกัน จะบังคับให้เรียนเหมือนกัน และชี้วัดด้วยเกณฑ์เดียวกัน ทั้งๆที่ถูกบังคับเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ใช่ทาง บ้านเราจึงมีระบบการศึกษาที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ผมยังคงยืนยันว่าเด็กจะโตมาได้เจ๋งโคตรๆ ถ้าเขารู้ความถนัด และเข้าใจตอนเองด้วยการได้ลองทักษะต่างๆ ด้วยการฝึกฝนที่ถูกเรื่องถูกทาง ไม่ใช่การบังคับตัวเองเรียนในหลักสูตรที่ชี้วัดคนคล้ายเครื่องจักร ให้เกรด คัดคุณภาพสินค้า เกรดต่ำกลุ่มหนึ่ง เกรดดีกลุ่มหนึ่ง ผมว่านั้นคือความทุกข์ของคนเรียน

ถ้ารู้ว่าเด็กอยากลองเรียนอะไร หรือสามารถวัดศักยภาพเด็กบนเครื่องมือต่างๆ ตั้งแต่เล็ก เราจะเสียเวลาโง่กับการเรียนในระบบแบบเดิมน้อยลง ลองให้ลูกสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้อันหลากหลายตั้งแต่วัยเยาว์ เขาจะรู้จักตนเองดีขึ้นว่าตนเองชอบอะไร

ผมยกตัวอย่าง เพื่อนรุ่นพี่ผมปัจจุบัน ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนกีฬา เพราะเคยพาลูกไปวัดศักยภาพทางปัญญาที่มีมาโดยกำเนิด (inborn intelligence) ผ่านโปรแกรมสแกนลายนิ้วมือ (ลายผิวมือเชื่อมกับการขดของสมองนะครับ เดี๋ยวนี้วิวัฒนาการไปไกล ไม่ใช่ศาสตร์ดูดวงใดๆครับ) พอวัดแล้วลูกเด่นมากเรื่องการเคลื่อนไหว และกิจกรรมสัมพันธ์ต่างๆ พอเรียนถูกด้าน ตอนนี้น้องมีความสุขมาก เล่นกีฬาได้ดีมากๆ ตามแนวทางที่เขาถนัด คำถามคือไหนวะเกรดเฉลี่ย???

ที่ผมอยากเน้นย้ำคือ หาให้เจอให้ได้ว่าลูกถนัด หรือสุขกับการทำอะไร ไม่ใช่พาเด็กไปเรียน แบบสมัยยุคของฉัน แล้วกวดขันจะเอาเกรดสูงๆไปแขวนคอ เป็นภาระเด็ก อย่าไปยัดเยียดให้เค้าเป็นไอ้ที่เราอยากให้เป็น เป็นหมอให้แม่หน่อยนะลูก พาไปติวสอบ บ้าบอเค้าควรโตมาแบบเลือกได้ และมีสิทธิ์บนชีวิตของเขา ถ้าคุณให้เขาโตมาแบบที่คุณละเมิดความสุขของเขา พอเขาโตขึ้น เขาก็จะเก็บกด ก้าวร้าว และไม่เคารพใครเช่นกัน

วิธีเดียวที่ทำให้เด็กเรียนแล้วสำเร็จคือคำว่า เป็นธรรมชาติเพราะมันจะพาเขาไปถูกทางเสมอ นั่นแหละคือพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกเป็น และครูอาจารย์ที่สอนเป็น จะหยุดเปรียบเทียบเด็ก และกดดันความเก่งบนเกรดโง่ๆ ที่ไม่ได้ชี้วัดความเก่งได้เลย

ความสนใจ และการศึกษาเด็กต้องมีสิทธิ์เลือกเองได้

การให้เด็กเรียนสิ่งที่ตนรัก อย่างเป็นธรรมชาติ เค้าจะทำสิ่งนั้นได้ดี และมีความสุข เติบโตมาเป็นมนุษย์ที่เคารพความคิดตนเอง เห็นคุณค่าในศักยภาพและความสามารถของตนเอง และสามารถใช้ศักยภาพความสามารถของตนเองได้อย่างชาญฉลาด และถูกทาง โดยปราศจากความกดดันทางสังคม เด็กกลุ่มนี้ จะสุขภาพจิตดี 

 

ระบบการศึกษาไทยว่าล้าหลังแล้วนะ แต่ค่านิยมการศึกษาบ้านเราเต่าคลานกว่ามาก

เลี้ยงลูก และสอนพวกเขาด้วยความสุขเถอะครับ แล้วเค้าจะเจริญก้าวหน้าในทางที่เหมาะกับเค้า ไม่ใช่แบบที่เราไปตีกรอบ แต่เป็นแบบที่ อยู่บนธรรมชาติของเด็กเคารพความเป็นมนุษย์ของเด็กดูบ้าง ให้เติบโตมาบนความถนัด ไม่ใช่การยัดเยียด และเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา

เก่งได้ ไม่ได้วัดด้วยเกรด

logic ง่ายๆ ก็ลองเอาคนเก่ง คนดัง คนดี ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตตอนนี้ เอาเกรดเฉลี่ยสมัยเรียนมาเปรียบเทียบกันดูสิ ไม่มีใครทำงานเก่งกว่าใคร แสดงเก่งกว่าใคร วาดรูปเก่งกว่าใคร เพราะ เกรดเฉลี่ยหรอก!

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตที่ปลายทาง เค้าไม่ได้วัดดูจากเกรดเฉลี่ย เค้าดูที่การใช้ชีวิต การเอาตัวรอด การทำงาน การบริหารคน และความฉลาดในการตัดสินใจแก้ปัญหา 

written by Thanabatra Beboyl Chaidarnn

ที่มา: https://hilight.kapook.com/view/187297

สรุปสาระสำคัญ

บทความนี้วิพากษ์ค่านิยมการศึกษาไทยที่ยึดติดกับเกรดเฉลี่ยและปริญญาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ ทั้งที่แท้จริงแล้วเกรดไม่สามารถสะท้อน “ความเก่ง” หรือคุณค่าของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงตัวบ่งบอกความถนัดในรายวิชาและระดับความรับผิดชอบในการเรียนเท่านั้น การเปรียบเทียบเด็กด้วยผลการเรียนทำให้เกิดการตีตรา แบ่งเด็กเป็นกลุ่มเก่ง–ไม่เก่ง ส่งผลให้เกิดความกดดันทางสังคมและปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด ความรู้สึกด้อยค่า หรือความกลัวความล้มเหลว

ผู้เขียนอธิบายแนวคิดพหุปัญญา (Multiple Intelligences) ว่ามนุษย์มีความถนัดแตกต่างกัน เช่น ด้านภาษา คณิตศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี หรือการเคลื่อนไหว จึงไม่ควรใช้เกณฑ์เดียววัดทุกคน ระบบการศึกษาควรส่งเสริมให้เด็กค้นพบความถนัดของตนเอง และเปิดโอกาสให้เลือกเส้นทางทั้งสายสามัญและสายอาชีพอย่างเหมาะสม

บทความยังชี้ว่าความสำเร็จในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับเกรดเฉลี่ย แต่ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิต การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ดังนั้นการศึกษาควรลดการยัดเยียดค่านิยมแข่งขัน และหันมาเคารพความแตกต่างของผู้เรียน พร้อมส่งเสริมความสุขในการเรียนรู้และศักยภาพรายบุคคลอย่างแท้จริง

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

แนวคิดหลักของบทความนี้คือข้อใด
ก. เกรดเฉลี่ยเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่ดีที่สุด
ข. การแข่งขันทางการศึกษาทำให้เด็กพัฒนาเร็วขึ้น
ค. ค่านิยมการวัดคนด้วยเกรดควรถูกปรับใหม่
ง. การเรียนสายสามัญสำคัญกว่าสายอาชีพ

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นวิพากษ์การยึดติดเกรดและเสนอให้เปลี่ยนมุมมอง

 

ข้อ 2

ข้อใดสะท้อนปัญหาของการเปรียบเทียบเด็กด้วยเกรด
ก. ทำให้เด็กแข่งขันอย่างสร้างสรรค์
ข. ส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษา
ค. ลดความแตกต่างของผู้เรียน
ง. ก่อให้เกิดความกดดันและตีตราเด็ก

เฉลย: ง
เหตุผล: บทความชี้ว่าการเปรียบเทียบสร้างความกดดันและปัญหาสุขภาพจิต

 

ข้อ 3

“พหุปัญญา” หมายถึงข้อใด
ก. ความสามารถด้านคณิตศาสตร์เท่านั้น
ข. ความถนัดที่หลากหลายของมนุษย์
ค. การสอบวัดระดับสติปัญญา
ง. ความสามารถในการจำเนื้อหา

เฉลย: ข
เหตุผล: พหุปัญญาคือความถนัดหลายด้านของมนุษย์

 

ข้อ 4

เกรดเฉลี่ยตามบทความมีความหมายอย่างไร
ก. วัดความฉลาดโดยรวม
ข. วัดความเก่งของชีวิต
ค. วัดความถนัดและความรับผิดชอบ
ง. วัดความสำเร็จในอนาคต

เฉลย: ค
เหตุผล: เกรดสะท้อนความถนัดและความรับผิดชอบเท่านั้น

 

ข้อ 5

ผลกระทบสำคัญของการตีตราเด็กว่าเก่งหรือไม่เก่งคือข้อใด
ก. เพิ่มแรงจูงใจในการเรียน
ข. ส่งเสริมความมั่นใจทุกคน
ค. ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางความคิด
ง. ลดการแข่งขันในห้องเรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: การตีตราทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและปัญหาจิตใจ

 

ข้อ 6

แนวทางที่บทความเสนอเกี่ยวกับการศึกษา คือข้อใด
ก. เน้นสอบแข่งขันระดับชาติ
ข. ให้เด็กเรียนเหมือนกันทุกคน
ค. ส่งเสริมตามความถนัดรายบุคคล
ง. เพิ่มจำนวนการสอบวัดผล

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการพัฒนาตามความถนัดของผู้เรียน

 

ข้อ 7

ความสำเร็จในชีวิตตามบทความควรวัดจากอะไร
ก. คะแนนสอบ
ข. เกรดเฉลี่ย
ค. การสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ง. การใช้ชีวิตและการแก้ปัญหา

เฉลย: ง
เหตุผล: เน้นทักษะชีวิตมากกว่าผลการเรียน

 

ข้อ 8

ข้อใดเป็นผลเสียของการกดดันให้เด็กต้องเกรดดี
ก. เด็กมีความสุขมากขึ้น
ข. เด็กเกิดความเครียดและซึมเศร้า
ค. เด็กมีความคิดสร้างสรรค์สูง
ง. เด็กเรียนรู้เร็วขึ้นทุกคน

เฉลย: ข
เหตุผล: ความกดดันส่งผลต่อสุขภาพจิต

 

ข้อ 9

ระบบการศึกษาควรปรับตัวอย่างไรตามบทความ
ก. เพิ่มการเปรียบเทียบผลการเรียน
ข. ลดความหลากหลายของหลักสูตร
ค. เคารพความแตกต่างของผู้เรียน
ง. เน้นเฉพาะวิชาหลัก

เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องยอมรับความแตกต่างของศักยภาพ

 

ข้อ 10

ข้อความใดสอดคล้องกับบทความมากที่สุด
ก. เกรดคือทุกอย่างของชีวิต
ข. เด็กทุกคนต้องเรียนเหมือนกัน
ค. ความเก่งวัดได้จากการสอบ
ง. เด็กควรเรียนในสิ่งที่ตนถนัดและมีความสุข

เฉลย: ง
เหตุผล: เน้นความถนัดและความสุขในการเรียนรู้

ความเห็นของผู้ชม