สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M467_ศธ.ขับเคลื่อนแนวทางดำเนินงาน “สุขภาพจิตผู้เรียน”

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ รับฟังการนำเสนอแผนการดำเนินงานด้านสุขภาพจิต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ของหน่วยงานในสังกัด ต่อยอดการทำสื่อสร้างสรรค์ที่สร้างค่านิยมการศึกษา เข้าถึงง่ายหลากหลายช่องทาง ไม่เพิ่มภาระให้ครู และไม่เพิ่มภาระด้านงบประมาณ 

กระทรวงศึกษาธิการ 16 ตุลาคม 2566 – พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการศึกษา “เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) จัดทำแพลตฟอร์ม และพัฒนาระบบแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต ซึ่งมีการหารือการขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพจิตของกระทรวงศึกษาธิการ โดย นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม 

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ประโยชน์ของการประชุมวันนี้คือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ได้ทราบว่าแต่ละหน่วยงานมีงานอะไรบ้าง โดยในฐานะที่ตนเป็นฝ่ายทำนโยบายจึงเข้าใจถึงข้อจำกัดของแต่ละหน่วย ทั้งนี้สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีภาพให้เห็นว่าปี 2567 จะมีการปรับปรุงอย่างไร ปี 2568 จะทำในรูปแบบใดต่อไป 

วันนี้จึงได้เสนอให้ทุกหน่วยงานลองนำแนวทางของ สพฐ. มาเป็นตัวอย่าง ออกแบบวางแผนงานจนเกิดวิธีการและผลสำเร็จ ค้นหาปัญหาทั้งในส่วนของครู นักเรียน และผู้ปกครองให้เจอ แล้วนำประเด็นนี้ไปหารือกับกรมสุขภาพจิต เพื่อให้ช่วยดูในเชิงภาพรวมของกระทรวง หาเครื่องมือที่สามารถตรวจเจอกลุ่มคนที่ต้องดูแลเป็นพิเศษแล้วนำกระบวนการมาเริ่มใช้ นำไปสู่การสร้างภาพลักษณ์ของ ศธ. ด้วยการบอกสังคมให้ได้รู้ว่าเรามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ปลุกสังคมให้ตระหนักถึงการดูแลสุขภาพจิตของผู้เรียนและสถานศึกษา สร้างค่านิยมทางการศึกษาร่วมกัน 

ทุกวันนี้ครูมีภาระงานที่หนักมาก บวกกับความคาดหวังของผู้ปกครองที่สูง ขณะที่ลูกหลานถูกกดดันจากหลายด้าน ดังนั้นสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทำขึ้นมาจึงต้องสร้างความรับรู้กับสังคมให้เกิดการมีส่วนร่วม คิดนอกกรอบในการพัฒนางานให้เข้าใจง่าย เข้าถึงได้หลากหลายช่องทางให้เกิดการรับรู้มากที่สุด สิ่งสำคัญต้องไม่เพิ่มภาระให้ครู และไม่เพิ่มภาระด้านงบประมาณ” นายสิริพงศ์ กล่าว

ในส่วนของการจัดทำสื่อสร้างสรรค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ขอให้มองเรื่องใกล้ตัวที่กำลังถูกพูดถึงในสังคมไทย ที่สามารถกระตุกความรู้สึกว่าต้องกลับมาดูแลผู้เรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่จะต้องเติบโตไปด้วยกัน รวมทั้งฝากแต่ละหน่วยงานทบทวนเนื้อหาข้อมูลมานำเสนอด้านมุมมองความคิดเห็นของแผนการดำเนินงาน เพื่อลงรายละเอียดมากขึ้นในการประชุมในครั้งถัดไป 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการรับฟังการนำเสนอแผนการดำเนินงานด้านสุขภาพจิต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ของหน่วยงานในสังกัด ซึ่งมีแผนงานที่เด่นชัด อาทิ โครงการ 1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย, HERO-V ระบบคัดกรองผู้เรียน, School Health HERO เฝ้าระวังสุขภาพจิตนักเรียน, ค่ายพลังใจ นักเรียนไทย ล้มได้ ลุกเป็น, โครงการเด็กไทย Full HD (High ความดี), โรงเรียนแห่งความสุข Happy School Happy Student ซึ่งจะเน้นการดำเนินงานเกี่ยวกับการป้องกันและรักษาสุขภาพจิตของผู้เรียน เน้นกิจกรรมประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างค่านิยมในกลุ่มเด็กและผู้ปกครอง ผ่านสื่อที่สะดวกเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายง่าย สร้างการรับรู้ การตื่นตัวเกี่ยวกับการบริหารสุขภาพจิตผู้เรียน โดยจะประชุมครั้งถัดไปในวันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม 2566 

ที่มา ; ศธ 360 องศา 

สรุปสาระสำคัญ 

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการศึกษา “เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา” เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม เพื่อรับฟังแผนงานด้านสุขภาพจิตปีงบประมาณ 2568 ของหน่วยงานในสังกัด โดยมีผู้บริหารระดับสูงจาก ศธ. เช่น รองปลัดศธ. รองเลขาธิการ กพฐ. เลขาธิการ กช. เข้าร่วม เพื่อหารือการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพจิตและระบบแนะแนวการเรียนรู้ของผู้เรียน

นายสิริพงศ์ระบุว่าการประชุมเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และชี้ว่างานของ สพฐ. เป็นรูปธรรมที่สุด จึงเสนอให้ทุกหน่วยงานนำแนวทางของ สพฐ. ไปเป็นต้นแบบในการวางแผนงาน ค้นหาปัญหาของครู นักเรียน และผู้ปกครอง แล้วประสานกรมสุขภาพจิตเพื่อพัฒนาเครื่องมือคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและกำหนดมาตรการดูแล 

เขาเน้นให้สื่อประชาสัมพันธ์ด้านสุขภาพจิตต้องเข้าถึงง่าย หลากหลายช่องทาง ไม่เพิ่มภาระครูหรืองบประมาณ และต้องสร้างการรับรู้ในสังคมให้ร่วมตระหนักต่อสุขภาพจิตผู้เรียน พร้อมแผนงานเด่น เช่น ครูอนามัย HERO-V School Health HERO ค่ายพลังใจ และ Happy School ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อป้องกัน–เฝ้าระวัง–ส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กไทยอย่างยั่งยืน 

ข้อสอบ 

1. การเสนอให้ทุกหน่วยงานใช้แนวทางของ สพฐ. เป็นตัวอย่าง สะท้อนหลักการบริหารใดมากที่สุด 

ก. ความเป็นอิสระของหน่วยงาน
ข. การเรียนรู้จากแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
ค. การรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจ
ง. การออกแบบเชิงงบประมาณ

2. เมื่อ ศธ. ต้องการทำสื่อสุขภาพจิตโดย “ไม่เพิ่มภาระครู” แนวทางใดเหมาะสมที่สุดในเชิงนโยบาย

ก. ให้ครูโรงเรียนผลิตสื่อเองเพื่อความสอดคล้องบริบท
ข. ใช้สื่อกลางที่พัฒนาโดยหน่วยงานส่วนกลางแล้วเผยแพร่ให้โรงเรียน
ค. ให้โรงเรียนจัดหางบเพิ่มเติมเพื่อซื้อสื่อคุณภาพสูง
ง. เพิ่มเวลาอบรมครูเพื่อสร้างสื่อเชิงรุก

3. การประสานกรมสุขภาพจิตเพื่อหาเครื่องมือคัดกรองกลุ่มเสี่ยง สอดคล้องกับแนวคิดบริหารใด

ก. การควบคุมภายในองค์กร
ข. การบูรณาการข้ามหน่วยงาน
ค. การแข่งขันเพื่อพัฒนาคุณภาพ
ง. การบริหารเชิงปริมาณ

4. หากโรงเรียนต้องการทำให้ชุมชน “ตระหนักเรื่องสุขภาพจิตผู้เรียน” มากที่สุด ควรเน้นกลยุทธ์ใด

ก. จัดกิจกรรมภายในโรงเรียนโดยไม่สื่อสารออกภายนอก
ข. ใช้ประเด็นใกล้ตัวที่สังคมกำลังสนใจสร้างแรงกระตุ้น
ค. เน้นการจัดประชุมผู้ปกครองอย่างเป็นทางการเท่านั้น
ง. ใช้สื่อเฉพาะช่องทางออนไลน์ระดับจังหวัด

5. จากบทความ หากผู้บริหารต้องเลือก “ตัวชี้วัดสำคัญที่สุด” ของโครงการสุขภาพจิต ควรเป็นข้อใด

ก. จำนวนสื่อที่ผลิตได้
ข. งบประมาณที่ใช้ลดลงเมื่อเทียบปีก่อน
ค. ระดับการรับรู้และมีส่วนร่วมของผู้เรียน–ผู้ปกครอง
ง. จำนวนหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น