
การรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : การสร้างฉากทัศน์เชิงระบบเพื่อการแก้ปัญหาซับซ้อนเชิงรุก...นาทีนี้!! ทำไมเราต้องปรับ เราต้องปรับอะไร และปรับอย่างไร?
ปัญหาที่องค์กรกำลังเผชิญคืออะไร? และปัญหาซับซ้อนคืออะไร?
ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot - การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยว่า ขณะโลกเปลี่ยนแปลงทุกนาทีนำไปสู่โลกที่ผันผวน (Disruptive World) โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ เอไอ บล็อกเชน บิ๊กเดต้า และอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) รวมทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของประชากรเข้าสู่ผู้สูงวัย และการระบาดของไวรัสโควิด 19
องค์การการค้าโลก (WTO) คาดไตรมาสสองปีนี้ (เม.ย.-มิ.ย.) ปริมาณการค้าทั่วโลกหดตัว 18.5% กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่งคาดการณ์ว่าปีนี้จีดีพีโลกจะหดตัว 4.9 % จีดีพีไทยจะหดตัวที่ 7.7% ซึ่งต่ำสุดในอาเซียน (ธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่า จีดีพีไทยจะติดลบ 8.1%) องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในทวีปอเมริกายังไม่ผ่านจุดสูงสุด และคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าและปีหน้า หากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ยังรุนแรง ไอเอ็มเอฟคาดว่า เศรษฐกิจโลกอาจจะเติบโตได้เพียง 0.5%
ขณะนี้ แม้ว่าหลายประเทศจะเริ่มเปิดธุรกิจอีกครั้ง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการลงทุนและการบริโภค ทั้งหมดนี้สร้างผลกระทบต่อระบบซัพพลายเชน การผลิต การส่งออก การจ้างงาน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไป รวมทั้งความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนเดิม องค์กรต่างๆ จึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อลดความเสี่ยง เพื่อความอยู่รอด รวมทั้งการสร้างโอกาสใหม่ๆ
แต่ที่ไม่ง่ายคือ ความท้าทายเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบซ้อนระบบ และสร้างความวิตกกังวลอย่างมากต่อความอยู่รอดของธุรกิจ เนื่องจากการแก้ปัญหาไม่สามารถใช้แนวคิดเส้นตรงเชิงเดี่ยวได้ เพราะความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้เชื่อมโยงสัมพันธ์อย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้
การปรับตัวผ่านการสร้างฉากทัศน์เชิงระบบ ในการปรับตัวมีประเด็นที่สำคัญคือ ทำไมเราต้องปรับ เราต้องปรับอะไร และปรับอย่างไร?
ในการตอบคำถามข้างต้น มันมิใช่เพียงหาทางแก้ปัญหา ณ จุดปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปลายเหตุ แต่ต้องเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าอาจจะมีเหตุการณ์สำคัญๆ อะไรเกิดขึ้นอีกบ้างในอนาคต และเครื่องมือที่ดีที่สุดก็คือ การสร้างฉากทัศน์อนาคต (Future Scenario) เพื่อคาดการณ์อนาคตอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์เชิงอนาคต (Strategic Foresight) อันเป็นการเตรียมแผนรองรับฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย เพื่อหาทางป้องกัน ลดความเสี่ยง ลดความเสียหาย หรือสร้างโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว
ในการสร้างฉากทัศน์นั้นมีฐานรากทางความคิดมาจากแนวคิดเชิงระบบและการมองภาพเชิงองค์รวมว่ามีองค์ประกอบอะไรที่เกี่ยวข้อง และองค์ประกอบเหล่านั้นสัมพันธ์กันอย่างไร ความแตกต่างหลากหลายของฉากทัศน์ที่สร้างขึ้นจะมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะนั่นจะนำไปสู่ความเข้าใจสถานการณ์ที่อาจเป็นไปได้อย่างดีที่สุด และจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่แตกต่างที่อาจเป็นไปได้
ยกตัวอย่าง ความเป็นไปได้ของการกลับมาระบาดซ้ำของไวรัสโควิด 19 หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น มีความเป็นไปได้อะไรบ้างที่เราต้องเอามาคิด เช่น
· การระบาดจะมาจากทางใดได้บ้าง จากภายในประเทศ หรือมาจากต่างประเทศ
· การระบาดจะกินวงกว้างแค่ไหน
· จะกินระยะเวลานานแค่ไหน
· แล้วเราจะป้องกันอย่างไร
· เรามีระบบสาธารณสุข เครื่องมือ และสถานที่ที่จะรองรับได้ดีและเพียงพอหรือไม่
· เรามีบุคลากรเพียงพอหรือไม่
· เราต้องใช้วัคซีนเท่าไหร่
· เราจะจัดหาวัคซีนได้ทันและเพียงพอหรือไม่
· เราจะผลิตเองหรือนำเข้ามาจากที่ใด
· หากมันกลับมาอีกครั้ง แล้วเราจะรับมือได้แตกต่างจากเดิมอย่างไร ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม แรงงาน การศึกษา การค้าขาย ค่าครองชีพเราจะพยุงระบบเศรษฐกิจ
· ระบบการเงินบ้านเราอย่างไร เราต้องอัดฉีดอีกเท่าไหร่
· และที่สำคัญคือความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชน เป็นต้น
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้สัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ และส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างเป็นวงกว้าง เป็นระบบซ้อนระบบ การสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายของประเด็นต่างๆ ที่แตกต่าง จะนำซึ่งองค์ความรู้ที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ เพื่อที่เราจะนำความเข้าใจดังกล่าวมาใช้ลดความเสี่ยงและหาทางป้องกัน และอาจสร้างโอกาสเพื่อรองรับการฟื้นกลับมาของธุรกิจอีกครั้งการสร้างฉากทัศน์เพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่นักบริหารต้องมีและการสร้างฉากทัศน์ที่หลากหลายมันสะท้อนถึงภูมิปัญญาที่แท้จริง
การรับมือเชิงรุกการสร้างฉากทัศน์ที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่สะท้อนมาจากจินตนาการหรือภาพที่เราวาดไว้ในใจโดยนำองค์ประกอบหรือประเด็นต่างๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่อดูความสัมพันธ์ แล้วแปลงออกมาเป็นแผนยุทธศาสตร์ภาพดังกล่าวหลายคนเรียกว่า กรอบความคิด หรือกระบวนทัศน์ (Paradigm) นั่นเอง ภาพดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคล เกิดขึ้นภายในบุคคลภาพดังกล่าวสร้างทัศนคติเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน เพื่อระเบิดศักยภาพจากภายในออกมาได้อย่างเต็มที่ ศักยภาพจึงเป็นเรื่องที่เรากำหนดได้เองทั้งสิ้น เพราะมันอยู่ในอำนาจของตนเองเมื่อตนมีอำนาจ ตนก็สามารถควบคุมตนเองได้ หากบุคคลสามารถควบคุมตนเองได้ ก็สามารถนำตนเองได้ เล่นเชิงรุกได้
มนุษย์จึงสามารถขับศักยภาพภายในให้ออกมาเป็นการรับมือเชิงรุกต่อสถานการณ์ใดๆ ที่ผ่านเข้ามาได้ด้วยการเปลี่ยนกรอบความคิดซึ่งอยู่ในอำนาจของตนเองโดยการสร้างฉากทัศน์ที่หลากหลายบนฐานคิดเชิงระบบ
เพราะโลกไม่แน่นอน ซับซ้อน อ่อนไหว คลุมเครือ การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติความสำคัญของนักบริหารและผู้นำองค์กรจึงเป็นความสามารถใน 3 ส่วน คือ
· การสร้างฉากทัศน์เพื่อวางยุทธศาสตร์เชิงอนาคตบนฐานการคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม
· การระเบิดศักยภาพในการนำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันเชิงรุก
· การสร้างทีมงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ
บทความโดย ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์
ที่มา ; ไทยโพสต์ วันที่ 6 ก.ค.2563
บทความกล่าวถึงการรับมือปัญหาเชิงองค์รวมในโลกยุคปัจจุบันที่มีความผันผวนสูง (Disruptive World) จากปัจจัยสำคัญ เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ บล็อกเชน บิ๊กดาต้า IoT การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย และผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและไทยหดตัว รวมถึงกระทบต่อการค้า ห่วงโซ่อุปทาน การผลิต การจ้างงาน และวิถีชีวิตใหม่ของผู้คน
ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อน เชื่อมโยงกันเป็น “ระบบซ้อนระบบ” ไม่สามารถแก้ด้วยวิธีคิดเชิงเส้นหรือแก้เฉพาะจุดได้ องค์กรจึงต้องปรับตัวเชิงรุก โดยใช้แนวคิดการสร้างฉากทัศน์อนาคต (Future Scenario) และการวางยุทธศาสตร์เชิงอนาคต (Strategic Foresight) เพื่อคาดการณ์สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมแผนรองรับหลายรูปแบบ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่
การวิเคราะห์เชิงระบบช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ และนำไปสู่การตัดสินใจที่รอบด้าน เช่น การเตรียมรับมือโรคระบาดซ้ำ การจัดการระบบสาธารณสุข วัคซีน เศรษฐกิจ และสังคมอย่างบูรณาการ
แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนกรอบความคิด (Paradigm Shift) เพื่อระเบิดศักยภาพภายใน นำไปสู่การบริหารเชิงรุก โดยผู้นำต้องมีความสามารถในการสร้างฉากทัศน์ วางยุทธศาสตร์ และสร้างทีมให้เป็นเอกภาพ เพื่อรับมือโลกที่ไม่แน่นอน ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
แนวคิดหลักของบทความสอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด
ก. การบริหารแบบสั่งการจากบนลงล่าง
ข. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก
ค. การคิดเชิงระบบและสร้างฉากทัศน์อนาคต
ง. การลดต้นทุนเพื่อเพิ่มกำไร
เฉลย: ค (ถูกต้อง)
เหตุผล: บทความเน้นการคิดเชิงระบบและการวางฉากทัศน์เพื่ออนาคต ไม่ใช่การแก้เฉพาะหน้า
เหตุใดปัญหาปัจจุบันจึงไม่สามารถแก้แบบเชิงเส้นได้
ก. เพราะข้อมูลไม่เพียงพอ
ข. เพราะปัญหามีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน
ค. เพราะไม่มีเทคโนโลยีช่วย
ง. เพราะองค์กรไม่มีงบประมาณ
เฉลย: ข
เหตุผล: ปัญหาเป็นระบบซ้อนระบบและเชื่อมโยงกันหลายมิติ
“Future Scenario” มีจุดประสงค์หลักคืออะไร
ก. ลดจำนวนพนักงาน
ข. คาดการณ์อนาคตหลายรูปแบบเพื่อเตรียมรับมือ
ค. เพิ่มยอดขายระยะสั้น
ง. แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้เพื่อเตรียมความพร้อมต่ออนาคตที่หลากหลาย
Strategic Foresight ช่วยองค์กรอย่างไร
ก. ลดขั้นตอนการทำงาน
ข. เพิ่มกำไรทันที
ค. วางแผนเชิงอนาคตเพื่อลดความเสี่ยง
ง. ลดการแข่งขัน
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นการวางแผนล่วงหน้าเพื่อบริหารความเสี่ยง
ปัจจัยใดไม่ใช่แรงผลักดันของโลกยุค Disruptive
ก. AI และเทคโนโลยี
ข. สังคมผู้สูงอายุ
ค. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ
ง. การคงที่ของระบบเศรษฐกิจโลก
เฉลย: ง
เหตุผล: โลกไม่ได้คงที่ แต่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
การคิดเชิงระบบช่วยให้องค์กรได้ประโยชน์อะไร
ก. ลดจำนวนโครงการ
ข. เห็นความสัมพันธ์ของปัญหาอย่างรอบด้าน
ค. ลดการวางแผน
ง. ทำงานแบบแยกส่วน
เฉลย: ข
เหตุผล: ทำให้เห็นความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่าง ๆ
หากเกิดโรคระบาดซ้ำ สิ่งสำคัญที่สุดในการวางแผนคืออะไร
ก. ลดงบการศึกษา
ข. เพิ่มการโฆษณา
ค. เตรียมระบบสาธารณสุขและวัคซีนอย่างบูรณาการ
ง. หยุดการนำเข้าเทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องเตรียมระบบรองรับทั้งสุขภาพและทรัพยากร
Paradigm Shift ในบทความหมายถึงอะไร
ก. การเปลี่ยนผู้บริหาร
ข. การเปลี่ยนกรอบความคิด
ค. การเพิ่มงบประมาณ
ง. การลดพนักงาน
เฉลย: ข
เหตุผล: คือการเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อการรับมือเชิงรุก
คุณลักษณะสำคัญของผู้นำตามบทความคือข้อใด
ก. ใช้คำสั่งเข้มงวด
ข. มุ่งผลระยะสั้น
ค. สร้างฉากทัศน์และทีมงานอย่างเป็นเอกภาพ
ง. หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลง
เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้นำต้องวางแผนอนาคตและสร้างความร่วมมือ
การ “รับมือเชิงรุก” ตามบทความหมายถึงข้อใด
ก. รอให้ปัญหาเกิดก่อนแก้
ข. ลดการวางแผน
ค. ใช้จินตนาการเชิงระบบเพื่อเตรียมพร้อมล่วงหน้า
ง. แก้ปัญหาแบบเดิมซ้ำ ๆ
เฉลย: ค
เหตุผล: คือการใช้ฉากทัศน์และการคิดเชิงระบบล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อม