
ทุกคนผ่านการเรียนในโรงเรียนมาทั้งนั้น แต่ลองนึกทบทวนกันดูว่าที่เราอยู่รอดได้ในทุกวันนี้ มีมากมายหลายอย่างที่โรงเรียนไม่ได้สอนมา แน่นอนว่าจะให้โรงเรียนช่วยตระเตรียมทุกอย่าง สำหรับการมีชีวิตที่อยู่รอดท่ามกลางความท้าทายนานาประการไม่ได้ทั้งหมด
โรงเรียนก็ควรเป็นที่ที่ช่วยตระเตรียมลูกหลาน ให้พร้อมจะมีชีวิตเผชิญหน้ากับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น มากกว่าที่จะพร่ำสอนในสรรพสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตที่ผ่านมา
โดยหวังว่าความรู้จากอดีตจะเพียงพอสำหรับการรับมือความท้าทายในอนาคต ซึ่งชีวิตจริงพบว่าหลายอย่างที่ทุ่มเทฝึกฝนกันมาในโรงเรียนไม่ได้ทำให้ลูกหลานมีความพร้อมสำหรับการรับมือความท้าทายใหม่ๆ แต่อย่างใด
ในชีวิตจริงนั้นความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ และความรู้ตลอดจนประสบการณ์ในอดีตใช้รับมือความท้าทายเหล่านั้นได้ไม่มากนัก ซึ่งถ้าใครเชื่อว่าการปฏิรูปจะเกิดขึ้นก่อนที่ลูกหลานจะผ่านพ้นช่วงวัยเรียน พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็ไม่ต้องรับภาระนี้ไปทำ หากต้องการเห็นอนาคตที่ดีของลูกหลาน
ชีวิตจริงคนเราต้องพบกับความล้มเหลวเสมอ แต่โรงเรียนเตรียมคนให้พบกับความสำเร็จ คนที่ทำสำเร็จเท่านั้นที่จะได้คะแนนดีๆ ได้คำชมเชย กลายเป็นคนที่ล้มเหลวอย่างมีความสุขไม่ได้ ล้มเหลวแล้วต้องทุกข์เพราะสอบตก โดนตำหนิ โดนตราหน้าความล้มเหลวไว้ในระเบียนผลการเรียนจนชั่วชีวิต
โลกทุกวันนี้ต้องการคนที่พร้อมจะล้มเหลว แต่ฟื้นกลับคืนมาได้ด้วยตนเอง โดยไม่สูญเสียความเชื่อมั่นในฝีมือของตนเอง ความพร้อมที่จะล้ม ล้มได้เร็วและฟื้นได้เร็วถูกลืมสอนในโรงเรียน พ่อแม่ต้องช่วยสร้างความพร้อมนี้ โดยอย่าซ้ำเติมความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในระบบโรงเรียน แต่ต้องช่วยให้ลูกหลานล้มเหลวอย่างไม่ทุกข์
ความสำเร็จในชีวิตขึ้นกับความสามารถในการตัดสินใจ โรงเรียนฝึกการตัดสินใจที่มีขอบเขตคับแคบ เพราะเป็นการตัดสินบนสาระในแต่ละวิชา ตัดสินใจตอบคำถามในข้อสอบ ตัดสินใจในการจัดทำโครงการ หรือกิจกรรมต่างๆ ที่มีบริบทที่มีขอบเขตจำกัดเป็นเรื่องๆ
คนยุคปัจจุบันต้องตัดสินใจภายใต้พหุมิติ ทักษะการตัดสินใจเชิงเดี่ยวที่ฝึกกันมาในโรงเรียนจึงแทบจะเป็นการลองผิดลองถูก เพราะไม่ได้ตัดสินใจกับช้างทั้งตัวที่อยู่ในป่า เคยแต่ตัดสินใจกับงาช้าง หรือขาช้าง หรือหางช้างที่เลี้ยงไว้ในสวนสัตว์เท่านั้น พ่อแม่สามารถสร้างทักษะนี้ให้กับลูกในวัยเรียนได้ โดยใช้มิติต่างๆ ที่ลูกต้องพบเจอในครอบครัว ในชุมชน และในโรงเรียนมาเป็นประเด็นให้ลูกฝึกการตัดสินใจ
ทักษะการตัดสินใจกับพหุมิตินี้แหละ จะช่วยให้เขาเอาตัวรอดได้ในชีวิตจริงได้ดีกว่าการตัดสินใจเชิงเดี่ยวที่ฝึกกันมาอย่างเข้มข้นในโรงเรียนมากมายนัก เพราะชีวิตจริงมีมิติที่เชื่อมโยงกันอยู่มากมาย ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคนที่ทำอะไรไม่เป็น แต่ได้ใหญ่เป็นโตให้เห็นอย่างแน่นอน
เราต้องต่อรองกันสารพัดเรื่องในการดำรงชีวิตจริง โรงเรียนลืมสอนเรื่องการเจรจาต่อรอง ตรงข้ามโรงเรียนกดดันให้ลดการต่อรองด้วยการจำกัดรูปแบบความสำเร็จไว้เพียงไม่กี่แบบ นอกจากนั้นคือความล้มเหลว การเจรจาไม่ใช่เพื่อการต่อรอง แต่เป็นการเจรจาเพื่อรับรู้ทางเลือกแบบอย่างของความสำเร็จ การเจรจาจึงจบลงด้วยชัยชนะฝ่ายหนึ่ง และพ่ายแพ้อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าคนชนะคือโรงเรียน คนแพ้คือลูกเรา
โรงเรียนฝึกให้ทำตามคือชนะ ไม่ทำตามคือแพ้ ลูกหลานจึงอ่อนด้อยความสามารถในการเจรจาต่อรองในชีวิตจริง เจรจาเพื่อยอมรับเงื่อนไขแต่เพียงข้างเดียวทำได้ดี แต่เจรจาเพื่อการเปลี่ยนแปลงปรากฏออกมาสองสุดขั้ว คือถ้าไม่ก้าวร้าวจนทะเลาะกันไปหมด ก็อ่อนแอจนเอาชนะใครเขาไม่ได้
พ่อแม่อย่าซ้ำเติมให้อ่อนแอลงไปอีกด้วยการปิดการเจรจาต่อรองไว้เพียงทางเดียวคือ เจรจาได้ตราบเท่าที่เป็นไปตามที่พ่อแม่ต้องการเท่านั้น เปิดโอกาสให้ลูกฝึกหัดเจรจาต่อรองในทางที่พ่อแม่อาจจะไม่ชอบใจได้บ้าง
ให้เขาเห็นตัวอย่างการเจรจาที่จบลงด้วยความพึงพอใจของทุกฝ่ายบ่อยๆ วันหน้าเขาจะเจรจาจนได้ชีวิตที่ดีสำหรับเขาได้ โดยไม่ไปสร้างความทุกข์ให้กับใครต่อใคร
สามตัวอย่างที่โรงเรียนลืมสอน หรือสอนไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับความสำเร็จในชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน โรงเรียนลืมได้ แต่พ่อแม่ลืมไม่ได้
บทความโดย : รศ.ดร.บวร ปภัสราทร | คอลัมน์ ก้าวไกล วิสัยทัศน์
*หมายเหตุ บทความนี้เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 ก.พ. 2565
ที่มา ; blockdit
บทความนี้สะท้อนว่าการศึกษาในโรงเรียนไม่สามารถเตรียมผู้เรียนให้พร้อมต่อชีวิตจริงได้ทั้งหมด เนื่องจากโรงเรียนมักเน้นความรู้จากอดีตและการสอบวัดผลเป็นหลัก ส่งผลให้การเรียนรู้มุ่งไปที่ความสำเร็จในห้องเรียนมากกว่าทักษะชีวิต ทั้งที่ชีวิตจริงเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน และปัญหาใหม่ที่คาดเดาไม่ได้ ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัว และฟื้นตัวจากความล้มเหลวได้โดยไม่สูญเสียความมั่นใจในตนเอง แต่ระบบการศึกษามักให้ความสำคัญกับคะแนนและความถูกต้อง มากกว่าการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด ทำให้ผู้เรียนไม่คุ้นชินกับการล้มแล้วลุก
นอกจากนี้ การตัดสินใจในโรงเรียนมักเป็นเชิงเดี่ยวและอยู่ในกรอบจำกัด ไม่สะท้อนความซับซ้อนของโลกจริงที่มีหลายมิติ ส่วนทักษะการเจรจาต่อรองก็ถูกจำกัดอยู่ในรูปแบบแพ้ชนะ ทำให้ผู้เรียนขาดประสบการณ์การสร้างทางออกที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ ดังนั้น พ่อแม่จึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมทักษะเหล่านี้ โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกตัดสินใจ เจรจา และเรียนรู้จากความล้มเหลวอย่างไม่ซ้ำเติม เพื่อพัฒนาให้เป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมรับมือโลกยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง
แนวคิดสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด
ก. โรงเรียนสามารถเตรียมผู้เรียนได้ครบทุกด้าน
ข. การเรียนรู้ในอดีตเพียงพอต่ออนาคต
ค. การศึกษาในโรงเรียนยังไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงอย่างสมบูรณ์
ง. คะแนนสอบคือสิ่งสำคัญที่สุด
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นว่าโรงเรียนยังไม่สามารถเตรียมทักษะชีวิตจริงได้ครบ โดยเฉพาะความซับซ้อนของโลกปัจจุบัน
เหตุใดผู้เรียนจึงควรมี “ความยืดหยุ่น”
ก. เพื่อทำข้อสอบได้คะแนนสูง
ข. เพราะชีวิตจริงมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ค. เพื่อทำตามคำสั่งครูได้ดีขึ้น
ง. เพื่อแข่งขันกับเพื่อน
เฉลย: ข
เหตุผล: โลกจริงมีความไม่แน่นอน จึงต้องปรับตัวได้
ข้อใดเป็นข้อจำกัดของการตัดสินใจในโรงเรียน
ก. มีหลายมิติซับซ้อน
ข. เน้นการคิดวิเคราะห์เชิงลึก
ค. เป็นการตัดสินใจเชิงเดี่ยวในกรอบจำกัด
ง. ใช้ประสบการณ์ชีวิตจริงทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: โรงเรียนมักฝึกการตัดสินใจในโจทย์จำกัด ไม่ซับซ้อนเหมือนชีวิตจริง
แนวคิด “ล้มแล้วลุก” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. การยอมแพ้ต่อปัญหา
ข. การไม่ให้ความสำคัญกับความล้มเหลว
ค. การเรียนรู้และฟื้นตัวจากความผิดพลาด
ง. การหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทุกครั้ง
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการเรียนรู้จากความล้มเหลวและกลับมาได้
ระบบการศึกษามักมีจุดอ่อนด้านใดตามบทความ
ก. เน้นการสร้างสรรค์
ข. ให้ความสำคัญกับความล้มเหลว
ค. เน้นคะแนนมากกว่ากระบวนการเรียนรู้
ง. ส่งเสริมการเจรจาต่อรอง
เฉลย: ค
เหตุผล: โรงเรียนให้ค่ากับคะแนนและความถูกต้องมากกว่าทักษะชีวิต
ทักษะใดสำคัญต่อชีวิตจริงแต่โรงเรียนมักสอนไม่เพียงพอ
ก. การท่องจำ
ข. การทำข้อสอบเร็ว
ค. การเจรจาต่อรองแบบสร้างสรรค์
ง. การคัดลอกคำตอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นการเจรจาแบบ win-win ที่โรงเรียนมักไม่เน้น
ผลเสียของการเจรจาแบบ “แพ้-ชนะ” คืออะไร
ก. เกิดความร่วมมือมากขึ้น
ข. ทุกฝ่ายพอใจ
ค. จำกัดความคิดสร้างสรรค์และความสัมพันธ์
ง. ทำให้การเรียนง่ายขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: การมองแบบแพ้ชนะทำให้ขาดความร่วมมือที่ยั่งยืน
ใครมีบทบาทสำคัญในการเสริมทักษะที่โรงเรียนขาด
ก. นักเรียนเท่านั้น
ข. ครูเท่านั้น
ค. ผู้ปกครอง
ง. เพื่อนร่วมชั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าพ่อแม่ต้องช่วยเสริมทักษะชีวิต
การตัดสินใจแบบ “พหุมิติ” หมายถึงอะไร
ก. ตัดสินใจจากปัจจัยเดียว
ข. ใช้คะแนนเป็นหลัก
ค. พิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน
ง. ตัดสินใจตามคำสั่ง
เฉลย: ค
เหตุผล: ชีวิตจริงต้องพิจารณาหลายปัจจัยพร้อมกัน
แนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาผู้เรียนตามบทความคือข้อใด
ก. จำกัดการตัดสินใจของเด็ก
ข. หลีกเลี่ยงความล้มเหลวทุกกรณี
ค. เปิดโอกาสให้ฝึกเจรจาและเรียนรู้จากความล้มเหลว
ง. เน้นการสอบเป็นหลัก
เฉลย: ค
เหตุผล: การให้ประสบการณ์จริงช่วยพัฒนาทักษะชีวิตได้ดีที่สุด