
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 “ภูษิมา ภิญโญสินวัฒน์” สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นำเสนอบทความเรื่อง “จัดการเรียนการสอนอย่างไรในสถานการณ์โควิด-19 : จากบทเรียนต่างประเทศสู่การจัดการเรียนรู้ของไทย”
บทความนำเสนอว่า ในสถานการณ์โควิด-19 ต้องกระชับหลักสูตร ออกแบบการเรียน และการประเมินให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และควร “เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส” ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้ดีกว่าเดิม
ในสถานการณ์โควิด-19 ระบาด เราควรเปลี่ยนให้ทุกๆที่กลายเป็นโรงเรียน เพราะการเรียนรู้ยังต้องดำเนินอยู่แม้นักเรียนไม่สามารถไปโรงเรียนตามปกติ ในหลายประเทศที่ประกาศมาตรการปิดโรงเรียน รัฐบาลมักจะออกมาตรการด้านการเรียนรู้มารองรับ ด้วยการเรียนทางไกลรูปแบบต่างๆ โดยพิจารณาจากเงื่อนไขความพร้อมด้านอุปกรณ์ ความพร้อมของพ่อแม่ และความพร้อมตามช่วงวัยของเด็ก
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายในการเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์โควิด-19 เท่านั้น แต่ควรเป็นการ “เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส” ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้ดีกว่าเดิม ดังนั้นมาตรการการเรียนรู้ของไทยจึงไม่ควรปรับแค่กระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่ต้องปรับใหญ่ทั้งระบบการเรียนรู้ที่ต้องสอดคล้องกันและเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ของเด็ก โดยควรดำเนินการดังนี้
1.กระชับหลักสูตร ปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 และสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทราบ หลักสูตรการศึกษาพื้นฐานของไทยในปัจจุบัน เน้นเนื้อหามาก ครูจำเป็นต้องใช้เวลาเยอะเพื่อสอนได้ครบถ้วน และไม่เอื้อให้นักเรียนมีส่วนร่วม (Active Learning) เท่าที่ควร และหากยังใช้หลักสูตรเดิมในการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ครูจะต้องใช้เวลาสอนมากขึ้นเพื่อสอนให้ครบถ้วน การปรับหลักสูตรให้กระชับควบคู่ไปกับจัดลำดับความสำคัญ รวมทั้งผ่อนคลายตัวชี้วัดเรื่องโครงสร้างเวลาเรียนจะสามารถช่วยลดความกดดัน โดยยังคงคุณภาพขั้นต่ำไว้ได้ ตัวอย่างของ มลรัฐ Alberta ประเทศแคนาดา ได้กระชับหลักสูตรโดยเน้นเนื้อหาจำเป็นตามมาตรฐานของแต่ละช่วงวัย เพื่อให้ครูสามารถนำไปวางแผนการสอนและใช้เวลาได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งออกคู่มือหลักสูตรฉบับย่อสำหรับผู้ปกครอง เพื่อสื่อสารให้เข้าใจถึงหลักสูตรที่เปลี่ยนแปลงไป
2.หลักสูตรแกนกลางของไทยกำหนดตัวชี้วัด “ต้องรู้” และ “ควรรู้” ในแต่ละสาระวิชาแล้ว แต่ต้องเพิ่มความชัดเจนในการสื่อสารให้แก่ครูและผู้ปกครอง โดยระบุเนื้อหาจำเป็นของแต่ละช่วงวัย และเปิดให้ครูมีอิสระในการจัดการเรียนรู้เนื้อหาส่วนอื่นๆ ตามความเหมาะสม ในขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการควรให้ศึกษานิเทศก์ทำหน้าที่เป็นโค้ชให้แก่ครู โดยให้คำแนะนำในการเลือกตัวชี้วัดและเนื้อหานอกเหนือจากส่วนที่จำเป็นเพื่อให้เหมาะกับบริบทและสถานการณ์ของพื้นที่ อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการควรออกคู่มือหลักสูตรฉบับย่อสำหรับผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจบทบาทใหม่ และสามารถติดตามการเรียนรู้ของเด็กได้
นอกจากนี้ โรงเรียนต้องไม่ละเลยการให้ความรู้แก่นักเรียนแต่ละช่วงวัยในการป้องกันตนเองจากโรคระบาด ซึ่งองค์กรอนามัยโลกได้จัดทำคู่มือไว้แล้ว
3.เพิ่มความยืดหยุ่นของโครงสร้างเวลาเรียนและความหลากหลายของรูปแบบการเรียนรู้ ความยืดหยุ่นในการใช้เวลาและการเลือกรูปแบบการเรียนจะทำให้ครูสามารถออกแบบหน่วยการเรียนรู้ที่เหมาะสมและส่งเสริมการเรียนรู้รายบุคคล (personalized learning) ได้
ดังตัวอย่างของมลรัฐ Alberta ประเทศแคนาดา ซึ่งมีแนวทางสนับสนุนให้ครูจัดการเรียนรู้ด้วยแบบผสมผสาน (blended learning) โดยแนะนำการกำหนดจำนวนชั่วโมงการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ ได้แก่
- ชั่วโมงเรียนรู้ผ่านจอสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย โดยคำนึงถึงพัฒนาการด้านร่างกาย (ปัญหาด้านสายตา) และพัฒนาการด้านสังคม (ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น)
- ชั่วโมงการเรียนรู้ด้วยตนเองที่บ้านจากการทำใบงาน ชิ้นงาน ค้นคว้าด้วยตัวเอง และ
- ชั่วโมงที่ครูและนักเรียนทำกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกัน
ส่วนในกรณีของสหรัฐอเมริกา พบว่า ให้ความสำคัญต่อการตอบสนองของผู้เรียนแต่ละคนแตกต่างกัน โดยจัดทำฐานข้อมูลของสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ที่ครูและนักเรียนสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังเปิดช่องให้หน่วยงานอื่นๆ และแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ เช่น พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุดชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก
ในขณะที่นิวซีแลนด์เตรียมชุดการเรียนรู้พื้นฐานให้นักเรียน ซึ่งประกอบด้วยคู่มือออนไลน์ และชุดการเรียนรู้ (สื่อแห้ง) เพื่อให้นักเรียนทุกคนทั้งที่สามารถเข้าถึงและไม่สามารถเข้าถึงระบบเรียนออนไลน์สามารถใช้เรียนรู้ได้
ในกรณีของไทย แม้หลักสูตรแกนกลางของไทยเปิดให้มีความยืดหยุ่นในการกำหนดชั่วโมงเรียน แต่ก็ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงสร้างเวลาเรียนที่ค่อนข้างแข็งตัว ดังนั้นหากกระทรวงศึกษาธิการช่วยผ่อนคลายโครงสร้างเวลาเรียนลง และเปิดช่องทางการสื่อสารให้ครูได้สอบถามข้อสงสัย ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ครูออกแบบการเรียนรู้อย่างยืดหยุ่น นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังสามารถเปิดให้เอกชน และภาคประชาสังคม ที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนา แลกเปลี่ยนเครื่องมือและเทคนิคใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายและเหมาะสมกับเด็กมากขึ้น
4.ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ และสอนอย่างมีแผนที่เหมาะสม ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ครูจะต้องเตรียมความพร้อมก่อนการสอนแบบใหม่ วิธีการหนึ่งคือ การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะหลังการระบาดของโควิดสิ้นสุดลง ทั้งนี้ควรเริ่มต้นโดยการจัดกลุ่มตัวชี้วัดให้เป็นหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งจะทำให้แผนการเรียนรู้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์การระบาด เช่น ครูสามารถออกแบบหน่วยการเรียนรู้หน่วยละ 2 สัปดาห์ เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาการประเมินสถานการณ์การระบาด ทั้งนี้ หากครูสามารถออกแบบหน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยให้ร้อยเรียงกันอย่างเป็นระบบทั้งเทอมหรือทั้งปี ก็จะช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนาตนเองตามศักยภาพได้ดียิ่งขึ้น และได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทักษะจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในอนาคต
ในทางปฏิบัติ การจัดหน่วยการเรียนรู้สามารถจัดตามเนื้อหาหรือตามประเด็นที่น่าสนใจ และยังสามารถบูรณาการข้ามวิชาหรือในวิชาเดียวกัน หลังจากนั้นครูควรกำหนดคำถามสำคัญของแต่ละหน่วย และวางแผนการติดตามการเรียนรู้ตามตัวชี้วัดด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติอย่างชัดเจน เลือกสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็ก และสื่อสารกับพ่อแม่ให้ทราบถึงบทบาทที่จะเปลี่ยนไป
เนื่องจาก การเสริมทักษะออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ตั้งคำถาม เลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสมจะทำให้ครูออกแบบหน่วยการเรียนรู้ได้มีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการควรจะสนับสนุนการเพิ่มทักษะเหล่านี้ตามความต้องการของครูในแต่ละพื้นที่ โดยอาจจะเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญในภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาสังคม ช่วยพัฒนาศักยภาพครูให้ตรงกับทักษะที่ต้องการ และสนับสนุนให้มีการเพิ่มทักษะให้แก่ศึกษานิเทศก์ เพื่อเป็น “โค้ชหน้างาน” ให้แก่ครูต่อไป
5.ยกระดับการประเมินเพื่อการพัฒนา (formative assessment) เพื่อไม่ให้เด็กเสียโอกาสพัฒนาความรู้และทักษะ เมื่อนักเรียนไปโรงเรียนตามปกติไม่ได้ ครูกับนักเรียนก็จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันลดลง ทำให้ครูไม่สามารถติดตามพัฒนาการของนักเรียนได้เต็มที่ อาจทำให้ไม่สามารถรู้ปัญหาของนักเรียนได้ทันเวลา โดยเฉพาะความรู้ด้านภาษาและการคำนวณ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ระยะยาว การประเมินเพื่อพัฒนาจึงไม่สามารถลดหรือละทิ้งไปได้ทั้งการประเมินเพื่อการเรียนรู้ (assessment for learning) ของเด็ก เพื่อให้ครูทราบถึงกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก โดยจะสามารถให้ feedback กับเด็กและปรับแผนการเรียนรู้ได้ตรงตามสถานการณ์ และการประเมินซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้ (assessment as learning) ของเด็ก โดยครูเปิดโอกาสให้เด็กย้อนคิดถึงกระบวนการเรียนของตนเอง กระบวนการนี้จะทำให้เด็กมีความรับผิดชอบและเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเองมากขึ้น รวมถึงเมื่อเด็กเข้าใจตนเองก็จะเป็นโอกาสที่จะวางแผนการเรียนรู้ของตนเองร่วมกับผู้ปกครองและครูได้
การประเมินเพื่อพัฒนาทั้ง 2 ลักษณะจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างเด็ก ผู้ปกครองและครูมากขึ้น วิธีหนึ่งที่ทำได้คือ การประเมินเพื่อพัฒนาอย่างไม่เป็นทางการรายบุคคล (personalized check-ins) เพื่อติดตามการเรียนรู้ สุขภาพกายและสุขภาพจิตของนักเรียน โดยให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ในกรณีของเด็กโต อาจจะเพิ่มการประเมินตนเองและการประเมินเพื่อน (self & peer assessment) เข้าไปด้วย ซึ่งจะมีประโยชน์ในการช่วยฝึกทักษะการสะท้อนคิดให้เด็กได้อีกทางหนึ่งด้วย
การประเมินเพื่อพัฒนาจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คือ
1) มีการเสริมศักยภาพครูในการใช้และออกแบบเครื่องมือประเมิน
2) มีการเปิดให้เอกชน และภาคประชาสังคมที่มีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินเข้ามาร่วมพัฒนาเครื่องมือการประเมินใหม่ๆ และ
3) มีการเปิดเวที (platform) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูกับผู้เชี่ยวชาญ
6. การประเมินเพื่อรับผิดรับชอบ (assessment for accountability) ยังคงควรไว้ แต่ควรให้น้ำหนักการประเมินโอกาสทางการเรียนของเด็ก มากกว่าการวัดความรู้ด้วยคะแนนสอบ สถานการณ์โรคระบาดในปัจจุบันทำให้ต้องใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย ดังนั้น คุณภาพการศึกษาที่เด็กจะได้รับในแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถใช้คะแนนวัดความรู้หรือทักษะแบบเดียวกันเพื่อให้เกิดความรับผิดรับชอบได้ มิฉะนั้นก็อาจส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการจึงควรปรับเกณฑ์ข้อสอบวัดความรู้ (test-based) มาสู่การให้น้ำหนักกับตัวชี้วัดที่ไม่ใช่ด้านวิชาการ (non-academic measure) มากขึ้น เช่น อัตราการเข้าเรียน (attendance rate) หรืออัตราการออกกลางคัน (drop-out rate) เป็นต้น โดยการเก็บข้อมูลตัวชี้วัดเหล่านี้ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อลดภาระครู เช่น ใช้ระบบ Google Classroom บันทึกการใช้งาน ซึ่งจะช่วยทำให้เขตพื้นที่สามารถติดตามและให้การสนับสนุนโรงเรียนได้ตรงกับความต้องการมากขึ้นด้วย
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 7 พฤษภาคม 2563
บทความเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์โควิด-19 โดยเน้น “เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา จำเป็นต้องปรับทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะการสอนในห้องเรียน โดยให้ทุกพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ และจัดการเรียนรู้ทางไกลอย่างเหมาะสมตามความพร้อมของผู้เรียน
แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) กระชับหลักสูตร ลดเนื้อหาที่ไม่จำเป็น จัดลำดับความสำคัญของตัวชี้วัด และสื่อสารให้ครู–ผู้ปกครองเข้าใจ 2) เพิ่มความยืดหยุ่นของเวลาเรียนและรูปแบบการเรียน เช่น blended learning และการเรียนรู้รายบุคคล 3) เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วมพัฒนาสื่อและแหล่งเรียนรู้ 4) ออกแบบหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ เน้นสมรรถนะและการเรียนรู้เชิงรุก 5) ยกระดับการประเมินเพื่อพัฒนา (formative assessment) เพื่อช่วยติดตามและพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง 6) ปรับการประเมินเพื่อความรับผิดชอบ โดยเน้นความเสมอภาค ลดการยึดคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว และใช้ตัวชี้วัดเชิงระบบมากขึ้น
ตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น แคนาดา สหรัฐฯ และนิวซีแลนด์ แสดงให้เห็นการใช้หลักสูตรยืดหยุ่น สื่อหลากหลาย และการสนับสนุนการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ทุกคน สรุปคือ ครูต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ และรัฐต้องสนับสนุนระบบให้เอื้อต่อการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เท่าเทียม และมีคุณภาพ
แนวคิดหลักของบทความนี้สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด
ก. การเพิ่มชั่วโมงเรียนเพื่อชดเชยการหยุดเรียน
ข. การเปลี่ยนวิกฤตโควิดเป็นโอกาสพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ค. การใช้เทคโนโลยีแทนครูทั้งหมด
ง. การสอบมาตรฐานระดับชาติเป็นหลัก
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นการปรับระบบการเรียนรู้ทั้งระบบเพื่อพัฒนา ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เหตุผลสำคัญของการ “กระชับหลักสูตร” คืออะไร
ก. ลดภาระการสอบของนักเรียน
ข. เพิ่มเวลาว่างให้ครู
ค. ทำให้สามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้มากขึ้น
ง. ลดจำนวนครูในระบบ
เฉลย: ค
เหตุผล: หลักสูตรที่กระชับช่วยให้เกิด Active Learning และลดการสอนเนื้อหาล้นเกิน
ข้อใดสะท้อนแนวคิด “blended learning” ได้ดีที่สุด
ก. เรียนออนไลน์เท่านั้น
ข. เรียนในห้องเรียนเท่านั้น
ค. ผสมผสานเรียนออนไลน์ เรียนด้วยตนเอง และเรียนกับครู
ง. เรียนผ่านหนังสือเรียนอย่างเดียว
เฉลย: ค
เหตุผล: Blended learning คือการผสมหลายรูปแบบการเรียนรู้
บทบาทใหม่ของครูตามบทความคือข้อใด
ก. ผู้ควบคุมวินัยนักเรียน
ข. ผู้บรรยายเนื้อหา
ค. ผู้ออกแบบการเรียนรู้
ง. ผู้สอบวัดผลหลัก
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูต้องออกแบบหน่วยการเรียนรู้และกระบวนการเรียน
การประเมินเพื่อพัฒนา (formative assessment) มีจุดประสงค์หลักคืออะไร
ก. จัดอันดับนักเรียน
ข. ให้คะแนนปลายภาค
ค. ปรับการเรียนรู้ระหว่างกระบวนการ
ง. ใช้ตัดสินผ่าน–ตก
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น feedback และปรับการเรียนระหว่างเรียน
เหตุใดบทความจึงเสนอให้ลดการใช้คะแนนสอบเป็นตัวชี้วัดหลัก
ก. คะแนนสอบไม่ยุติธรรมเสมอ
ข. ทำให้ครูมีเวลาว่าง
ค. ลดจำนวนข้อสอบ
ง. ลดค่าใช้จ่ายโรงเรียน
เฉลย: ก
เหตุผล: บริบทการเรียนต่างกัน ทำให้คะแนนไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด
แนวคิด “ทุกที่เป็นโรงเรียน” หมายถึงอะไร
ก. ย้ายโรงเรียนไปออนไลน์ทั้งหมด
ข. ใช้ทุกพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้
ค. ให้เรียนเฉพาะที่บ้าน
ง. ปิดโรงเรียนถาวร
เฉลย: ข
เหตุผล: การเรียนรู้เกิดได้ทุกที่ ไม่จำกัดในห้องเรียน
ข้อใดเป็นประโยชน์ของการออกแบบ “หน่วยการเรียนรู้”
ก. ลดจำนวนครู
ข. ทำให้การเรียนเป็นระบบและยืดหยุ่น
ค. เพิ่มการสอบ
ง. ลดบทบาทผู้ปกครอง
เฉลย: ข
เหตุผล: หน่วยการเรียนช่วยวางแผนการเรียนรู้เชิงระบบและยืดหยุ่น
การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและประชาสังคมมีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. ลดงบประมาณรัฐ
ข. เพิ่มการแข่งขันโรงเรียน
ค. เพิ่มแหล่งเรียนรู้และนวัตกรรม
ง. แทนครูทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อเพิ่มสื่อ เครื่องมือ และทางเลือกการเรียนรู้
การประเมินเพื่อความรับผิดชอบ (accountability) ควรเน้นอะไร
ก. คะแนนสอบล้วน
ข. การสอบแข่งขัน
ค. โอกาสการเรียนรู้และตัวชี้วัดเชิงระบบ
ง. การจัดอันดับโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และสะท้อนบริบทจริงของผู้เรียน