เลขาธิการ ก.ค.ศ. ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดยโสธร ติดตามผลการขับเคลื่อนเกณฑ์ PA
เลขาธิการ ก.ค.ศ. นำทีมลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดยโสธร ติดตามผลการขับเคลื่อนเกณฑ์ PA พร้อมกับรับฟังปัญหาและอุปสรรคในทางปฏิบัติจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้เป็นตามนโยบายของกระทรวงศึกษาในการพลิกโฉมวิชาชีพครูและมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน
เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดยโสธร ว่าเป็นการติดตามผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สถานศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เกณฑ์ PA) หลังจากที่ ก.ค.ศ. ประกาศใช้ไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ โดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เห็นถึงความสำคัญในการขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ได้มีการมอบนโยบายให้กับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ตรวจราชการ ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศในการขับเคลื่อนเกณฑ์ PA ตนเองจึงได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และสร้างความเข้าใจและคลี่คลายในประเด็นที่ยังสงสัย รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในทิศทางที่ถูกต้อง โดยครั้งนี้ได้ลงพื้นที่โรงเรียนอุบลวิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 และโรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ซึ่งมีข้าราชการครู ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่สนใจได้เข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นข้อสงสัยในการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าว ซึ่งพบว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งสองจังหวัดเข้าใจในเกณฑ์ PA เป็นอย่างดี และสามารถลงมือปฏิบัติเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง โดยที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษาได้ร่วมมือกันขับเคลื่อนการดำเนินงานได้เป็นอย่างดีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้เห็นถึงความตั้งใจของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดยโสธรในการพัฒนาตนเองในเรื่องการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียนเป็นสำคัญซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเกณฑ์ PA
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการร่วมแรงร่วมใจในการขับเคลื่อนของทุกฝ่ายในครั้งนี้ จะเป็นการรวมพลังที่ยิ่งใหญ่ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนการสอน และการผลิกโฉมการศึกษา รวมทั้งการผลิกโฉมวิชาชีพครูสู่คุณภาพการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว
นอกจากนี้แล้วยังมีครูที่ได้กล่าวถึงเกณฑ์ PA ในหลายประเด็น เช่น
คุณครูชวัลกร วิทยพาณิช โรงเรียนอุบลวิทยาคม กล่าวว่า ตอนแรกก็กังวลกับเกณฑ์ใหม่นี้ แต่จุดสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจและมองเกณฑ์ PA ในมุมมองใหม่ ก็คือ การสร้างความเข้าใจโดยผู้บริหาร โดย ผอ.โรงเรียนถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจให้กับคุณครู ยิ่งผู้บริหารมีความเข้าใจในตัวเกณฑ์ รวมถึงวิธีการเขียนข้อตกลงในการพัฒนางาน (Performance Agreement) มากเท่าไร ก็จะสามารถถ่ายทอดและแนะนำแนวทางในการเขียน PA ให้กับบุคลากรในโรงเรียนได้มาก ทุกคนจะคลายกังวล ลองคิด ลงมือเขียน ปรับแก้ไขไปพร้อมกัน จนกว่าจะได้ข้อตกลงที่เหมาะสม
คุณครูพรสิระ ไชยรักษ์ โรงเรียนอุบลวิทยาคม มองว่า เกณฑ์ PA ไม่ได้ถือเป็นการสร้างภาระเพิ่มให้กับครู พอได้ศึกษาจริง ๆ จะพบว่ามันก็คืองานที่เราทำเป็นปกติอยู่แล้ว แค่เรามาเขียนให้ชัดเจน ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาเด็ก พัฒนาห้องเรียน ว่าในแต่ละภาคเรียนครูเองอยากจะพัฒนาไปในรูปแบบไหน และถือเป็นเรื่องดีที่ผู้บริหารกับครูจะได้พูดคุยถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน เมื่อพบปัญหาอะไรก็หยิบมาเป็นประเด็นท้าทายที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาเด็กร่วมกัน ไม่อยากให้คุณครูทุกท่านท้อใจและเชื่อว่าทุกท่านสามารถเริ่มต้นเรียนรู้และเริ่มก้าวเข้าสู่เกณฑ์ PA ไปพร้อม ๆ กันได้ และข้อกังวลประเด็นหนึ่งที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากหลายคน คือ เรื่องของการคัดเลือกคณะกรรมการประเมิน ข้าราชการครูฯ อยากให้ ก.ค.ศ. ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างมีมาตรฐาน เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ และเพื่อให้การประเมินตาม ว PA นี้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปรับเปลี่ยนรูปแบบของหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินเพื่อขอมีและวิทยฐานะในรูปแบบใหม่นี้ด้วย
ที่มา ; ก.ค.ศ.
กระทรวงศึกษาธิการ เอาจริง เกี่ยวกับการลดเอกสารเพื่อขอวิทยฐานะ ลั่นคืนครูให้ห้องเรียน ดีเดย์ 1 ต.ค.65
ลังกระดาษ – กล่องพลาสติกกองใหญ่ที่ตั้งเรียงรายอยู่บนชั้น 6 ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) บรรจุเอกสารประเมินวิทยฐานะของครูระดับเชี่ยวชาญ ซึ่งได้จัดพิมพ์เอกสาร เข้าเล่ม เคลือบพลาสติก เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักพันไปถึงหลักหมื่น ก่อนส่งไปรษณีย์หรือขับรถมาส่งด้วยตัวเองเพื่อให้คณะกรรมการประเมิน สะท้อนหนึ่งในภาระงานด้านเอกสารที่ดึงครูในระบบต้องออกห่างจากห้องเรียนที่มีมานานหลายปี
รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า การสอนในห้องเรียนและดูแลชีวิตลูกศิษย์คือภารกิจหลักของครู แต่ครูก็ได้รับมอบหมายงานที่เกินเลยหน้าที่ หากถามว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ก็ตอบได้ว่าอยู่ที่ผู้บังคับบัญชา ซึ่งบางคนอาจมีเจตนาดีอยากทำเรื่องนั้น หรือโครงการนี้ให้นักเรียน แต่งานก็ไปถมอยู่ที่ครู ทำให้ครูไม่ได้สอนหนังสืออย่างเดียว
ขณะที่การประเมินทุกอย่างก็เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการทำงานของครูทั้งหมด ทั้งการสอบของนักเรียนก็เป็นหน้าที่ครู ประเมินครู ก็เป็นหน้าที่ครู ประเมินโรงเรียน หรือประกวดแข่งขันต่าง ๆ ก็เป็นหน้าที่ครู ทำให้ครูต้องเอาเวลาสอนมาทำสิ่งเหล่านี้ หากจะแก้ไขก็จำเป็นต้องลดภาระเหล่านี้ให้มากที่สุด
“การจะปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จต้องเริ่มต้นที่ห้องเรียน ในไทยครูมีภาระเยอะมาก บางเรื่องเป็นงานที่ครูต้องทำทุกเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเห็นใจ เราจึงจะลดภาระงานและความซ้ำซ้อน”
การเปลี่ยนระบบ ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
ก.ค.ศ.ต้องการพลิกโฉมวิชาชีพครู โดยการเปลี่ยนระบบการประเมินการปฏิบัติงาน ซึ่งเชื่อมกับระบบวิทยฐานะ โดยทำให้เป็นการประเมินที่หน้างานจริง ๆ ประเมินห้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ ครูบันทึกคลิปการสอนส่งไปยังระบบ เป็น Random systems ทำให้ครูไม่ต้องเข้าหากรรมการเพื่อหวังผลประเมิน เป็นการประเมินแบบไม่ต้องเผชิญหน้า ซึ่งจะทำให้ครูไม่ต้องกังวลเรื่องสะสมแฟ้ม หรือสะสมผลงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน และเชื่อมโยงกับการประเมินเงินเดือนด้วย
1 ปีที่ผ่านมา ก.ค.ศ.ได้เริ่มมาตรการ 5 คานงัด โดยเริ่มทำเกณฑ์เกลี่ยอัตรากำลังใหม่ ปรับมาตรฐานตำแหน่ง ปรับเกณฑ์ประเมิน ซึ่งครูทุกคนเข้าสู่การทำข้อตกลงพัฒนางานตั้งแต่ 1 ก.ย.2564 แล้ว และในวันที่ 1 ต.ค.นี้ จะดีเดย์เข้าสู่ระบบใหม่เต็มรูปแบบ
“ปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่พลิกฝ่ามือ มันทับถมจนคุ้นชินกันมานาน การจะเปลี่ยนทุกคนทันทีเป็นไปไม่ได้ ต้องใช้เวลา ต้องเปลี่ยนระบบให้ได้ก่อน แล้วเปลี่ยนความคิดคนตามระบบที่ออกแบบใหม่”

รศ.ดร.ประวิต ย้ำว่า ระบบการศึกษาไทยมีครูหลาย Generations ทั้งรุ่นอายุมาก Baby Boomer และ Generations X หรือ Y ซึ่งมีการเรียนรู้ด้านวิชาชีพแตกต่างกัน คนรุ่นใหม่เข้ามาก็มองระบบอีกแบบ ก.ค.ศ.จึงต้องวางระบบให้ครูทุกคนมีความสุข หากออกแบบ “ใช้เทคโนโลยีจ๋าไปเลย” คนรุ่นเก่าก็ตามไม่ทัน แต่หากยังย่ำอยู่กับที่ คนรุ่นใหม่ก็มองว่าระบบไม่พัฒนา “ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมาก แต่เราก็พยายามพัฒนาให้ดีที่สุด”
เมื่อครูหลุดออกจากระบบ
ขณะที่ปัญหาครูหลุดออกจากระบบ รศ.ดร.ประวิต มองว่า ครูบางคนอาจอยู่ในภาวะหมดไฟ หลังจากอยู่มานาน จนทำให้หันไปสนใจประกอบอาชีพอื่น ครูบางส่วนก็ซึมซับวิธีการสอนแบบเดิมและคิดว่าวิธีนี้เหมาะสม ทำให้ไม่อยากปรับตัวหรือไล่ตามเด็กรุ่นใหม่
หากถามว่า ระบบทำให้ครูออกจากระบบไหม ต้องบอกว่า ระบบวิทยฐานะที่สะสมมานาน ทำให้งานสะสมกระดาษกลายเป็นภาระ ทั้งที่ครูควรสอนเก่งที่สุด แต่กลับต้องเอาเวลามานำเสนอผลงานและทำวิจัย จนทำให้ครูรู้สึกว่า ไม่อยากทำ ไม่อยากอยู่ สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ครูหลุดจากระบบได้
“ก.ค.ศ.พยายามเพิ่มครูให้โรงเรียนขนาดเล็ก ปรับมาตรฐานตำแหน่งใหม่ เพื่อให้ครูโฟกัสการสอนมากขึ้น เหมือนลักษณะงานต้องทำอะไรก็ทำอย่างนั้น ผอ.จะใช้งานนอกเหนือจากนั้นไม่ได้”
รศ.ดร.ประวิต ทิ้งท้ายกับไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า ในอนาคตการศึกษาไทย ครูจะได้ทำงานของครูจริง ๆ พัฒนาฝีมือการสอน เอาใจใส่เด็ก คลุกอยู่กับห้องเรียน และผู้อำนวยการต้องโฟกัสที่ผลงานครูในห้องเรียน เขตพื้นที่การศึกษาและศึกษานิเทศจะเข้ามาช่วยพัฒนาการสอนของครู ให้ความรับผิดชอบของทุกคนอยู่ที่การเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยคืนครูสู่ห้องเรียนได้จริง ๆ
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เดินหน้าลดภาระงานเอกสาร เปลี่ยนเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ วัดผลด้วยคลิปการสอนจากห้องเรียนจริง หวังคืนครูสู่ห้องเรียน ดีเดย์ 1 ต.ค.นี้
ที่มา ; ข่าวและภาพ THAIPBS 8 มีนาคม 2565
‘ตรีนุช’ เปิดตัวระบบ HRMS-DPA ของ ว.PA หวังลดภาระ ช่วยดึงครูกลับห้องเรียน
วันที่ 30 มีนาคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการแถลงข่าวเปิดตัวระบบระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล หรือระบบ HRMS และระบบการประเมินวิทยฐานะใหม่ หรือระบบ DPA โดยมีนายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ) และผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. เข้าร่วม ว่า ศธ.เน้นการทำงานที่สอดรับกับนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาเป็นรัฐบาล 4.0 โดยนำดิจิทัลเข้ามาช่วยลดภาระงานต่างๆ ประกอบกับ ศธ.มีเป้าหมายการทำงานเพื่อพัฒนาการศึกษาโดยนำเยาวชนเป็นศูนย์กลาง ศธ.จึงนำดิจิทัลมาลดภาระงานของครู ให้ครูมีเวลาจัดการเรียนการสอนมากขึ้น โดยให้ส่วนราชการบูรณาการฐานข้อมูลกลาง Big data ด้านการศึกษาให้สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลกันได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งตนเห็นว่า สำนักงาน ก.ค.ศ. ในฐานะที่ เป็นองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงได้มอบหมายให้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารงานบุคคลฯ เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายไทยแลนด์ 4.0
น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า รวมถึงได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะใหม่โดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยในกระบวนการประเมิน เพื่อแก้ปัญหาระบบการประเมินแบบเดิม ลดภาระเกี่ยวกับงานเอกสารการประเมิน รวมถึงกระชับเวลา ในการประเมินเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน สำหรับการจัดทำระบบ HRMS และระบบ DPA ไม่เพียงเป็นการจัดทำฐานข้อมูลครูทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการพัฒนาครูมืออาชีพอีกด้วย ตนเชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จะช่วยให้ครูลดภาระ ลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่าย และสามารถใช้เวลาทุ่มเทให้กับการพัฒนาการเรียนการสอนมากขึ้น
“อย่างไรก็ตามการทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีปัญหาอุปสรรค แต่ดิฉันเชื่อว่า เมื่อเรามีเป้าหมาย และเจตนารมณ์ที่ต้องการช่วยเหลือครู ช่วยลดภาระให้ครู เพราะที่ผ่านมาครูต้องทำงานเอกสาร ไปส่งเอกสารตามที่ต่างๆ ทำให้ครูออกจากห้องเรียน ออกจากโรงเรียน แต่ปัจจุบันจะนำทุกอย่างอยู่แค่หน้าจอคอมพิวเตอร์และหน้าจอมือถือเท่านั้น แน่นอนว่าจะมีกลุ่มครูที่อยู่ในช่วงของการทำความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี ได้มอบหมายให้ ก.ค.ศ. ไปทำความเข้าใจครูในทุกสังกัดที่เกี่ยวข้องต่อไป ดิฉันเชื่อว่า ระบบดิจิทัลยังช่วยสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการประเมินวิทยฐานะ กระบวนการนี้จะสร้างความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อครูและการศึกษาของไทยทั้งระบบ โดยการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะสามารถตอบสนองความต้องการและจะช่วยให้ครู รวมถึงระบบการศึกษาไทยในภาพรวมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น” น.สตรีนุช กล่าว
ด้านนายประวิต กล่าวว่า ระบบ HRMS เข้ามาบริหารจัดการข้อมูลทะเบียนประวัติต่างๆ ทำให้ครูทุกคนสามารถดูทะเบียนประวัติได้ตลอดเวลา ซึ่งระบบ HRMS ก็จะเชื่อมโยงไปถึงระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัลโดยอัตโนมัติด้วย ทุกอย่างจะถูกอัพเดทอยู่ในระบบนี้ ทำให้ครูไม่ต้องใช้เวลานอกห้องเรียนไปทำเรื่องเกี่ยวกับทะเบียนประวัติอีกต่อไป และจะทำให้ครูมีเวลาอยู่ในห้องเรียนมากกว่าเดิม ผู้บริหารเองก็สามารถดูรายงานข้อมูลภาพรวมเพื่อนำไปใช้กับการบริหารงานบุคคลเพื่อการจัดการและพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อีกด้วย โดยระบบ HRMS ก.ค.ศ.พร้อมที่จะเปิดใช้งานเดือนเมษายนนี้
“ส่วนระบบ DPA จะเข้ามาช่วยให้ครูสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้สะดวกรวดเร็วขึ้น สอดรับกับเกณฑ์การประเมินรูปแบบใหม่ ที่จะเน้นไปที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน แตกต่างจากเดิมที่เน้นการวัดผลลัพธ์จากผลงานวิชาการ ซึ่งวิดีโอการสอนสำหรับการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ จะส่งผ่านระบบ DPA และคณะกรรมการจะประเมินผ่านระบบนี้ เช่นกัน ไม่ต้องทำแฟ้มเอกสารประเมินและเตรียมตัวนำเสนอ ซึ่งจะช่วยลดภาระของครู ลดระยะเวลา และลดภาระของบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน โดยระบบ DPA จะเริ่มใช้งานวันที่ 1 ตุลาคม 2565 นี้ โดย ก.ค.ศ. ได้เตรียมแผนสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานทั้ง 2 ระบบ ให้แก่ครูทั้งในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่และโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศได้เข้าใจและสามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป เมื่อระบบดังกล่าวจะมีข้อมูลส่วนตัวของครูอยู่จำนวนมาก ก.ค.ศ.ได้ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานของรัฐบาล ตนเชื่อว่าทั้ง 2 ระบบจะช่วยลดภาระครูได้อย่างแท้จริง” นายประวิต กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 30 มีนาคม 2565