สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M440_ห้ามผู้ยื่นข้อเสนอจัดซื้อจัดจ้างยื่นอุทธรณ์ใน 4 กรณี

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดเรื่องที่อุทธรณ์ไม่ได้ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงบประมาณ ไปประกอบการพิจารณาด้วย และดำเนินการต่อไปได้

สำหรับร่างกฎกระทรวงฯดังกล่าว เป็นการยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐที่ใช้สิทธิอุทธรณ์ไม่ได้ พ.ศ.2560 และกำหนดกฎกระทรวงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวฉบับใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ โดยร่างกฎกระทรวงฉบับนี้กำหนดให้ผู้ซึ่งได้ยื่นข้อเสนอเพื่อจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐ ไม่มีสิทธิอุทธรณ์เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ประกอบด้วย 4 กรณี ได้แก่

1.คุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น ที่เข้าร่วมการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุในครั้งนั้น โดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (คงเดิม)

2.ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างขอบเขตของงาน หรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ ก่อนจะทำการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป หรือเปิดโอกาสให้มีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนจะทำการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีการคัดเลือกผู้ประกอบการ

หากปรากฏว่า ผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอในการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนั้น มิได้วิจารณ์ หรือเสนอแนะร่างขอบเขตของงาน หรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ ผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอนั้น จะอุทธรณ์ในเรื่องขอบเขตของงานหรือรายละเอียดคุณลักษณะของพัสดุของหน่วยงานรัฐนั้น มิได้ (เดิมไม่ได้กำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้างว่าเป็นรูปแบบใด จึงกำหนดวิธีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจน)

3.การจัดซื้อจัดจ้างที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามมาตรา 56 (1) (ค) ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้พัสดุนั้น อันเนื่องมาจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้ ซึ่งหากใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปจะทำให้ไม่ทันต่อความต้องการใช้พัสดุ (เดิมไม่มี เพิ่มเติมเพื่อให้ผู้ประกอบการไม่มีสิทธิอุทธรณ์ เพราะอาจเกิดความเสียหายกับหน่วยงานของรัฐได้ หากมีการใช้สิทธิอุทธรณ์ภายหลังจากที่หน่วยงานของรัฐได้ลงนามในสัญญาไปแล้ว)

4.เมื่อหน่วยงานของรัฐดำเนินการตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน (คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์) ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 119 วรรคสอง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ กรณีพิจารณาแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ฟังขึ้น และมีผลต่อการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีนัยสำคัญ แล้วสั่งให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยเริ่มจากขั้นตอนที่เห็นสมควร หรือกรณีพิจารณาแล้วเห็นว่าอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น หรือไม่มีผลต่อการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีนัยสำคัญ แล้วแจ้งให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างต่อไป

เนื่องจากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวถือเป็นที่สุดตามนัยมาตรา 119 วรรค 3 แห่ง พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ เว้นแต่มีข้อเท็จจริงใหม่ที่จะทำให้ผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป (เดิมไม่มี เป็นการกำหนดรายละเอียดที่ให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นที่สุด เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ)

 

@‘อส.’ไม่เห็นด้วยตัดสิทธิยื่น‘อุทธรณ์’ กรณีจัดซื้อจัดจ้างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ได้เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม. ในเรื่องดังกล่าว ว่า สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นชอบด้วยในหลักการของร่างกฎกระทรวงกำหนดเรื่องที่อุทธรณ์ไม่ได้ พ.ศ.... โดยมีข้อสังเกต ในส่วนที่ระบุไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในข้อ 2 (3) การจัดซื้อจัดจ้างที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ตามมาตรา 56 (1) (ค) ว่า เป็นกรณีการตัดสิทธิอุทธรณ์ของผู้ซึ่งยื่นข้อเสนอในกระบวนการของฝ่ายบริหาร ซึ่งอาจมีการนำข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลได้ทันทีก็ตาม

แต่เหตุจำเป็นเร่งด่วนนั้น ไม่อาจเป็นข้ออ้าง ไม่ให้อุทธรณ์ได้ หากเป็นกรณีอุทธรณ์เกี่ยวกับการทำผิดกฎหมาย ผิดระเบียบ ผิดข้อบังคับ หรือการกระทำทุจริตเอื้อประโยชน์ เพราะฝ่ายบริหารมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบให้มีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างที่สุจริตโปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาล และตามกฎหมาย ทั้งการที่จะมีการพิจารณาในเรื่องอุทธรณ์ลักษณะดังกล่าวก่อนลงนามในสัญญา ย่อมเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับรัฐได้ 

ขณะที่ สำนักงบประมาณ ให้ความเห็นต่อ ครม. ว่า ร่างกฎกระทรวงกำหนดเรื่องที่อุทธรณ์ไม่ได้ พ.ศ.... มีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐที่ใช้สิทธิอุทธรณ์ไม่ได้ พ.ศ.2560 และกำหนดกฎกระทรวงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวฉบับใหม่ โดยนำข้อกำหนดในกฎกระทรวงฉบับเดิม และเพิ่มเติมข้อกำหนดใหม่ไว้ในฉบับเดียวกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 เกี่ยวกับการอุทธรณ์ เพื่อไม่ให้เรื่องอุทธรณ์เป็นปัญหาอุปสรรคทำให้การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างต้องล่าช้า อันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ

ประกอบกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวผ่านการพิจารณาเห็นชอบในหลักการจากคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐแล้ว จึงเห็นสมควรที่ ครม. จะพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดเรื่องที่อุทธรณ์ไม่ได้ พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ

อย่างไรก็ดี เพื่อให้การดำเนินการตามร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เห็นควรที่กระทรวงการคลังจะสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในโอกาสแรก

 

@ย้ำคำวินิจฉัย ‘คกก.พิจารณาอุทธรณ์’ ให้ถือ‘เป็นที่สุด’

สำนักข่าวอิศรารายงานเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ทำให้กระทรวงการคลัง ต้องเสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดเรื่องที่อุทธรณ์ไม่ได้ พ.ศ. .... เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิการยื่นอุทธรณ์ในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วนงานของรัฐ ให้ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องจากมีหน่วยงานของรัฐได้ส่งเรื่องอุทธรณ์มายังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน (คณะกรมการพิจารณาอุทธรณ์)

โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ได้พิจารณาประเด็นการอุทธรณ์และแจ้งตอบหน่วยงานดังกล่าวแล้ว แต่เนื่องจากยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการตีความในส่วนของการอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ประกอบกับเพื่อมิให้เรื่องที่อุทธรณ์เป็นปัญหาอุปสรรคทำให้การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างต้องล่าช้า อันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ จึงมีประเด็นในการพิจารณา 3 ประเด็น ดังนี้ 

1.ตาม พ.ร.บ.ฯ มาตรา ๖๖ วรรคสอง บัญญัติว่า “การลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจะกระทำได้ต่อเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาอุทธรณ์และไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ตามมาตรา 117 หรือในกรณีที่มีการอุทธรณ์ เมื่อหน่วยงานของรัฐได้รับแจ้งจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ทำการจัดซื้อจัดจ้างต่อไปได้ เว้นแต่การจัดซื้อจัดจ้างที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามมาตรา 56 (1) (ค) หรือการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเล็กน้อยตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ ออกตามมาตรา 96 วรรคสอง”

กรณีที่หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือกตามมาตรา 56 (1) (ค) หรือการจัดซื้อจัดจ้าง โดยวิธีเฉพาะเจาะจง หรือการจัดซื้อจ้างที่มีวงเงินเล็กน้อยตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 96 วรรคสอง ผู้ยื่นข้อเสนอจะสามารถอุทธรณ์ได้หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เห็นว่า เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามมาตรา 56 (1) (ค) ในมาตรา 66 วรรคสอง ได้บัญญัติยกเว้นให้หน่วยงานของรัฐสามารถลงนามในสัญญาได้ โดยไม่จำต้องรอให้ระยะเวลาอุทธรณ์ล่วงพ้นไปก่อน

ดังนั้น หากหน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการดังกล่าวและได้ลงนามในสัญญาไปแล้ว หากเปิดโอกาสให้ผู้ยื่นข้อเสนอสามารถอุทธรณ์ใด้ภายหลังจากที่หน่วยงานของรัฐได้ลงนามในสัญญา อาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการตามสัญญาภาระหน้าที่ระหว่างคู่สัญญา และอาจก่อให้เกิดความเสียหายกับหน่วยงานของรัฐที่มีความจำเป็นต้องรีบดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วนอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้

และกรณีการจัดซื้อจัดจ้าง โดยวิธีเฉพาะเจาะจงหรือการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเล็กน้อยตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 96 วรรคสอง นั้น เนื่องจากวิธีเฉพาะเจาะจงเป็นวิธีที่ไม่มีการแข่งขัน โดยมาตรา 55 (3) บัญญัติว่า “วิธีเฉพาะเจาะจง ได้แก่ การที่หน่วยงานของรัฐเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐ กำหนดรายใดรายหนึ่งให้เข้ายื่นข้อเสนอ หรือให้เข้ามาเจรจาต่อรองราคา รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุกับผู้ประกอบการโดยตรงในวงเงินเล็กน้อยตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา 96 วรรคสอง”

ประกอบกับมาตรา 114 บัญญัติว่า “ผู้ซึ่งได้ยื่นข้อเสนอเพื่อทำการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุกับหน่วยงานของรัฐมีสิทธิอุทธรณ์เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ในกรณีที่เห็นว่าหน่วยงานของรัฐ มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ เป็นเหตุให้ตนไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ” ดังนั้น วิธีเฉพาะเจาะจง จึงไม่มีผู้ที่จะใช้สิทธิในการอุทธรณ์ได้ 

2.ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือก และเปิดโอกาสให้มีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนจะทำการจัดซื้อจัดจ้าง หากปรากฏว่า ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอในการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนั้น มิได้วิจารณ์หรือเสนอแนะร่างขอบเขตของงานหรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้นจะอุทธรณ์ได้หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เห็นว่า เนื่องจากหน่วยงานของรัฐได้เปิดโอกาสให้มีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม กรณีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือกแล้ว ซึ่งในระหว่างที่มีการชี้แจงนั้น ผู้ประกอบการสามารถเสนอแนะหรือวิจารณ์เกี่ยวกับร่างชอบเขตของงานได้ ดังนั้น หากผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอในการจัดซื้อจัดจ้างในครั้งนั้น มิได้วิจารณ์หรือเสนอแนะร่างขอบเขตของงานหรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอนั้น จึงไม่สมควรอุทธรณ์ ในเรื่องขอบเขตของงานหรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุของหน่วยงานของรัฐนั้นได้อีก 

3.กรณีที่หน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยได้มีการยกเลิกประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคาเดิม และได้มีการประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคาใหม่ ต่อมามีผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นยื่นอุทธรณ์ในโครงการเดิม กรณีนี้จะถือว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด ตามนัยมาตรา 119 วรรคสาม หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เห็นว่า กรณีที่มีการประกาศผลการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว ต่อมามีผู้อุทธรณ์ ซึ่งหน่วยงานของรัฐได้ส่งรายงานผลการพิจารณาอุทธรณ์มายังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วว่า อุทธรณ์ฟังขึ้น ให้กลับไปพิจารณาผลผู้ยื่นข้อเสนอใหม่ ทำให้มีการประกาศผลผู้ชนะ การเสนอราคาใหม่และมีผู้ยื่นข้อเสนอยื่นอุทธรณ์ผลการประกาศผู้ชนะการเสนอราคาในครั้งนี้

กรณีนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า การประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคในแต่ละครั้ง เป็นการสร้างสิทธิในการอุทธรณ์ขึ้นมาใหม่หรือไม่ เนื่องจากมาตรา 117 บัญญัติว่า “ให้ผู้มีสิทธิอุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์ต่อหน่วยงานของรัฐภายใน 7 วันทำการ นับแต่วันประกาศผลการจัดซื้อจัดจ้างในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง”

ประกอบกับมาตรา 119 วรรคสาม บัญญัติว่า “การวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด” ซึ่งกรณีนี้เห็นว่า นัยของคำว่า “เป็นที่สุด” หมายถึง กรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงจึงถือเป็นที่สุดในชั้นบริหาร ถ้าผู้ที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมต้องไปใช้สิทธิทางศาล กรณีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด จึงห้ามมิให้ผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น ยื่นอุทธรณ์การจัดซื้อจัดจ้างในโครงการนั้นๆ อีก 

ครม.ไฟเขียวร่างกฎกระทรวงฯห้าม ‘ผู้ยื่นข้อเสนอ’ จัดซื้อจัดจ้างกับ ‘หน่วยงานรัฐ’ ยื่นอุทธรณ์ใน 4 กรณี ย้ำคำวินิจฉัยของ ‘คกก.พิจารณาอุทธรณ์’ ให้ถือว่า ‘เป็นที่สุด’ ขณะที่ ‘สำนักงานอัยการสูงสุด’ ค้านตัดสิทธิยื่นอุทธรณ์การจัดซื้อฯเร่งด่วน 

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันเสาร์ ที่ 03 มิถุนายน 2566 

สรุปสาระสำคัญ 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง “เรื่องที่อุทธรณ์ไม่ได้” ฉบับใหม่ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อยกเลิกกฎกระทรวงปี 2560 และปรับให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ 2560 โดยกำหนด 4 กรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ ได้แก่ (1) คุณสมบัติของผู้ยื่นรายอื่นในวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป (2) ผู้ยื่นข้อเสนอไม่เสนอแนะ/วิจารณ์ TOR ทั้งที่รัฐเปิดให้แสดงความคิดเห็น (3) การจัดซื้อจัดจ้างเร่งด่วนตามมาตรา 56(1)(ค) เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าเสียหายต่อรัฐ และ (4) เมื่อหน่วยงานปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งถือเป็นที่สุดตามมาตรา 119 

อย่างไรก็ตาม สำนักงานอัยการสูงสุดไม่เห็นด้วยในข้อ 3 เพราะมองว่าการเร่งด่วนไม่ควรเป็นเหตุยกเว้นการอุทธรณ์ หากมีข้อสงสัยเรื่องผิดกฎหมายหรือทุจริต โดยมองว่าการอุทธรณ์ก่อนลงนามสัญญาช่วยป้องกันความเสียหายต่อรัฐได้ ขณะที่สำนักงบประมาณเห็นด้วยกับร่างใหม่เพื่อเพิ่มความชัดเจน ลดข้อพิพาท และเร่งรัดการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐให้มีประสิทธิภาพ 

ข้อสอบ 

1. เจตนารมณ์สำคัญของร่างกฎกระทรวง “เรื่องที่อุทธรณ์ไม่ได้” ฉบับใหม่ คือข้อใด 

ก. ลดขั้นตอนการตรวจสอบเพื่อให้การเบิกจ่ายเร็วขึ้น
ข. ป้องกันการใช้สิทธิอุทธรณ์ที่ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า
ค. เพิ่มอำนาจให้ผู้ยื่นข้อเสนอสามารถอุทธรณ์ได้มากขึ้น
ง. เปิดทางให้รัฐสามารถเลือกผู้รับจ้างได้โดยไม่ต้องแข่งขัน

2. ข้อใดสะท้อนหลักการ “รับผิดชอบต่อการมีส่วนร่วม” ของผู้ประกอบการในการจัดทำ TOR ตามร่างกฎกระทรวง

ก. ผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์ได้เสมอแม้ไม่ได้แสดงความคิดเห็น
ข. หากรัฐเปิดให้วิจารณ์ TOR แต่ผู้ประกอบการไม่เสนอแนะ จะอุทธรณ์ TOR ไม่ได้
ค. ผู้ประกอบการต้องวิจารณ์ TOR ทุกครั้ง มิฉะนั้นถูกตัดสิทธิ์ทั้งหมด
ง. การวิจารณ์ TOR เป็นเพียงความสมัครใจไม่เกี่ยวกับสิทธิอุทธรณ์

3. สำนักงานอัยการสูงสุดคัดค้านข้อใดของร่างกฎกระทรวง และด้วยเหตุผลใด

ก. ข้อห้ามอุทธรณ์คุณสมบัติผู้ยื่นรายอื่น เพราะทำให้แข่งขันไม่เท่าเทียม
ข. ข้อห้ามอุทธรณ์กรณีเร่งด่วน เพราะอาจทำให้รัฐเสียเวลา
ค. ข้อห้ามอุทธรณ์กรณีเร่งด่วน เพราะอาจปิดโอกาสตรวจสอบการทุจริต
ง. ข้อห้ามอุทธรณ์คำวินิจฉัยคณะกรรมการ เพราะขัดหลักกฎหมายปกครอง

4. คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 119 วรรคสาม “เป็นที่สุด” หมายถึงข้อใด

ก. ไม่สามารถนำเข้าสู่ศาลได้อีก
ข. ถือเป็นที่สุดในชั้นฝ่ายบริหาร แต่คู่กรณียังฟ้องศาลได้
ค. ต้องถือเป็นที่สุดทั้งในชั้นบริหารและศาล
ง. เป็นที่สุดเฉพาะกรณีวงเงินเล็กน้อยเท่านั้น

5. เหตุผลสำคัญที่ “การจัดซื้อจัดจ้างเร่งด่วน” ถูกจัดเป็นเรื่องที่อุทธรณ์ไม่ได้ในร่างกฎกระทรวง คือข้อใด 

ก. เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถเลือกผู้รับจ้างได้อย่างอิสระ
ข. เพื่อป้องกันการล่าช้าหลังลงนามสัญญาที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ
ค. เพราะการจัดซื้อเร่งด่วนไม่ต้องตรวจสอบใดๆ อยู่แล้ว
ง. เพราะไม่อยู่ในขอบเขตการกำกับของ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น