สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M526_เด็กไทยออกกลางคันสะสมทะลุ 1 ล. จี้รัฐผุดนโยบายช่วย

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้มีข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับตัวเลขเด็กออกกลางคัน ตั้งแต่อายุ 3-18 ปี จากข้อมูลตั้งแต่ปี 2546 มีเด็กออกกลางคัน 238,707 คน ปี 2565 มีเด็กออกกลางคัน 1 แสนคน และในปี 2566 มีเด็กออกกลางคันสะสม 1,0205,514 คน ซึ่งตัวเลขนี้มีการตรวจสอบข้อมูลจากหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกองทุนเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.) จากข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มีคนยากจนเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขคนที่ยากจนพิเศษจากเดิม 9.9 แสนคน เพิ่มขึ้นเป็น 1.34 ล้านคน

สาเหตุที่ทำให้เด็กออกกลางคัน 70% มาจากความยากจน ไม่มีรายได้ รองลงมา ระบบการศึกษาที่แพ้คัดออก มีการแข่งขัน เด็กเรียนไม่ดีโดนคัดออก เด็กที่มีปัญหาสังคม เช่น ตั้งครรภ์ ติดยาเสพติด มีปัญหาเรื่องความรุนแรง เป็นต้น นอกจากนี้ ระบบการศึกษาในปัจุบันมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ยิ่งเรียนสูงยิ่งมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะมัธยมต้นขึ้นมัธยมปลาย มีค่าใช้จ่าย 3-7 หมื่นบาท ขณะที่รายได้ และหนี้สินของคนยากจน เข้าไม่ถึงนโยบายแก้หนี้ของรัฐบาล ที่สำคัญที่สุด ครอบครัว และตัวเด็กเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารเรื่องแหล่งเงินทุนของรัฐ 

สิ่งหล่านี้ ทำให้ขณะนี้เด็กที่อยู่ในระดับอนุบาล 3 ขึ้นชั้น ป.1 หลุดระบบ 1-4% แล้วแต่ลักษณะพื้นที่ ส่วนชั้น ป.6 ขึ้นชั้น ม.1 จะหลุดระบบ 19% ส่วนชั้น ม.3 ขึ้นชั้น ม.4 จะหลุดจากระบบประมาณ 54% เมื่อถึงอุดมศึกษา จะเหลือเด็กอยู่ในระบบไม่ถึง 10% ที่เข้ามหาวิทยาลัยได้ ดังนั้น จะพบเด็กหลุดจากระบบสะสมถึง 1.02 ล้านคน เป็นจำนวนที่ใหญ่ และน่าตกใจมาก” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว 

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ต้องพูดคือ เด็กติด 0 ติด ร. และค้างค่าเทอม จะหลุดจากระบบการศึกษาอีกไม่น้อย จากข่าวที่เห็นเรียกค่าไถ่ประกาศนียบัตรมีจำนวนมาก เพราะปัจจุบันค่าใช้จ่ายทางการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ขณะที่พ่อแม่เด็กยากจน ไม่มีรายได้เพิ่ม และมีปัญหาหนี้สิน ทำให้พบเด็กออกกลางคันช่วงเปิดเทอมจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลเห็นประเด็นปัญหานี้ จึงมีนโยบาย Thailand Zero Dropout ใน ศธ.ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ตื่นตัว ใน สพฐ.มีโครงการตามน้องกลับมาเรียนระยะที่ 2 ส่วน สกร.ที่มีระเบียบไม่ให้เด็กต่ำกว่า 12 ปีเรียน ขณะนี้ยืดหยุ่นมากขึ้น ดังนั้น ระบบรัฐต้องปรับตัวเองให้เข้ากับปัญหาสังคม ครอบครัว และตัวเด็ก จะจัดการศึกษาแบบมาตรฐานเดียว หรือลู่เดียวไม่ได้แล้ว 

ปัจจุบันจะเห็นระบบการศึกษายืดหยุ่น ผ่อนคลายมากขึ้น ขณะนี้ขับเคลื่อนครั้งใหญ่คือ 1 โรงเรียน 3 ระบบ โดยโรงเรียนเปิดสอนได้ในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย จึงเห็นหลายโรงเรียนเริ่มจัดการการเรียนการสอนตามสภาพปัญหา เพื่อเอื้อให้เด็กเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ทำให้เห็นเด็กหลังห้องมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่มองเห็นแต่เด็กเก่ง” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว 

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องทำต่อคือ การศึกษาภาคบังคับที่ให้เด็กเรียนจบชั้น ม.3 ไม่เพียงพอ มีข้อค้นพบ และมีรายงานการวิจัยที่น่าสนใจ ว่ารัฐบาลจะต้องให้เด็กไปต่อถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ดังนั้น อาจต้องทุ่มงบประมาณ และเปลี่ยนภาคบังคับใหม่ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพราะมีข้อมูลยืนยันว่าถ้าจบ ปวส.เด็กจะมีทักษะพาตัวเอง และครอบครัว หลุดจากความยากจนข้ามรุ่นได้ ดังนั้น จะทำอย่างไรให้เด็กไปถึงมัธยมปลาย หรืออาชีวศึกษา นอกจากนี้ ยังพบว่าคุณลักษณะสำคัญของเด็กยากจน 3 อย่าง คือ

  • 1.มีความมุมานะต่อสู้กับปัญหา
  • 2.มีพฤติกรรมเชิงบวก ไม่ยุ่งกับความรุนแรง ยาเสพติด และ
  • 3.เด็กมี Growth Mindset ถ้าเด็กมีคุณลักษณะเหล่านี้ จะไปไกลได้ถึง 90% และถ้ามีครูที่เอาใจใส่เด็ก จะทำให้เห็นปัญหา และแนะนำเด็กได้ 

ก่อนเปิดเทอมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ครูต้องไปเยี่ยมบ้านเด็ก จะรู้สภาพปัญหาที่แท้จริง ครูเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเด็กได้มาก สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ชี้แหล่งทุน หางานให้เด็กทำ จะทำให้เด็กไปรอดได้ ปัจจัยอีกอย่างคือก่อนเปิดภาคเรียน พ่อแม่ต้องไม่รีบเอาลูกออกจากระบบ อย่ามองแค่ให้เด็กออกมาทำงาน ต้องอดทน และสนับสนุนลูก ดังนั้น การร่วมมือระหว่างครู และพ่อแม่ จึงสำคัญ ต่อไปการศึกษาต้องไร้รอยต่อ การส่งต่อระบบข้อมูลโดยสังคมร่วมกันทำงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าไม่ทำอะไร จะมีเด็กออกจากระบบเพิ่มจนน่าตกใจ ปัจจุบันคนที่อายุ 18-60 ปี ที่หลุดจากระบบ และมีวุฒิประถม และมัธยมต้น 20 ล้านคน ไม่สามารถพัฒนาตนเอง หรือมีหนทางหลุดพ้นความยากจน ถ้ายังเพิกเฉย จะเจอปัญหาสังคมที่ขยายเพิ่มขึ้น ส่งต่อความยากจนข้ามรุ่น การอัพสกิลรีสกิลไม่เกิดผล ดังนั้น อยากเห็นนโยบายที่ออกมาช่วยเหลือครอบครัวก่อนเปิดเทอมทันที เพราะเหลือเวลาไม่กี่สัปดาห์ ถ้าไม่เตรียมการ สังคมจะไม่มีความสุข” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว 

เด็กออกกลางคันทะลุ 1 ล. จี้รัฐผุดนโยบายช่วยครอบครัวยากจนรับเปิดเทอม หวั่นพ่อแม่ดึงลูกหลุดระบบ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 23 เมษายน 2567 

สรุปสาระสำคัญ 

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยข้อมูลว่า เด็กไทยอายุ 3–18 ปี หลุดจากระบบการศึกษาสะสมกว่า 1.02 ล้านคน ในปี 2566 ซึ่งเพิ่มสูงหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยมีสาเหตุหลักจาก ความยากจน (70%) ระบบการศึกษาที่ “แพ้คัดออก” และค่าใช้จ่ายสูง เด็กจำนวนมากติด 0 ติด ร. ค้างค่าเทอม และเข้าไม่ถึงแหล่งทุน ส่งผลให้หลุดจากระบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนระดับชั้น เช่น ป.6 ขึ้น ม.1 หลุด 19% และ ม.3 ขึ้น ม.4 หลุด 54%
รัฐบาลจึงมีนโยบาย “Thailand Zero Dropout” และโครงการ “ตามน้องกลับมาเรียน” รวมถึงแนวคิด “1 โรงเรียน 3 ระบบ” (ในระบบ–นอกระบบ–ตามอัธยาศัย) เพื่อให้เด็กเรียนควบคู่ทำงานได้ และลดการหลุดออกจากระบบ
ทั้งนี้ เสนอให้ ขยายการศึกษาภาคบังคับถึงระดับ ปวส. เพื่อสร้างทักษะหลุดพ้นความยากจน และชี้ว่าครูคือปัจจัยสำคัญ ต้องเยี่ยมบ้าน เข้าใจปัญหา และประสานความร่วมมือกับพ่อแม่และชุมชน เพื่อให้เด็กอยู่ในระบบอย่างยั่งยืน และลดปัญหาความยากจนข้ามรุ่น
 

ข้อสอบ 

1. ปัญหาหลักที่ทำให้เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษามากที่สุดคือข้อใด
ก. การเข้าถึงเทคโนโลยีการศึกษาที่จำกัด
ข. ความยากจนและภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา
ค. การขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล
ง. การเรียนออนไลน์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

2. แนวคิด “1 โรงเรียน 3 ระบบ” มีจุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดคือข้อใด

ก. เพิ่มช่องทางให้ผู้เรียนเลือกหลักสูตรได้หลากหลาย
ข. สร้างความยืดหยุ่นทางการศึกษาเพื่อป้องกันเด็กหลุดจากระบบ
ค. ส่งเสริมการแข่งขันด้านคุณภาพการเรียน
ง. แยกโรงเรียนตามระดับศักยภาพของผู้เรียน

3. ข้อเสนอให้ขยายการศึกษาภาคบังคับถึงระดับ ปวส. มีเหตุผลหลักอย่างไร

ก. เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เรียนในอาชีวศึกษา
ข. เพื่อพัฒนาแรงงานให้เพียงพอต่อภาคอุตสาหกรรม
ค. เพราะเด็กที่จบ ปวส. มีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจนข้ามรุ่น
ง. เพื่อให้ระบบการศึกษาสอดคล้องกับต่างประเทศ

4. หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการดำเนินการตามแนวคิดของ ศ.ดร.สมพงษ์ อย่างมีประสิทธิผล ควรเริ่มจากข้อใด

ก. สร้างฐานข้อมูลนักเรียนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบและจัดครูเยี่ยมบ้าน
ข. เพิ่มจำนวนครูแนะแนวประจำโรงเรียน
ค. จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ใหม่ทุกอำเภอ
ง. พัฒนาหลักสูตรเข้มข้นเน้นการแข่งขัน

5. จากแนวคิดในบทความ บทบาท “ครู” ที่สำคัญที่สุดในการป้องกันเด็กหลุดจากระบบคือข้อใด

ก. เป็นผู้ดำเนินนโยบายด้านทุนการศึกษา
ข. เป็นผู้ประสานงานระหว่างรัฐกับโรงเรียน
ค. เป็นผู้นำการเรียนรู้และแรงบันดาลใจใกล้ชิดเด็ก
ง. เป็นผู้ประเมินผลการเรียนของนักเรียนอย่างเข้มงวด

คลิกเฉลย >>>