
กรณีมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เข้าช่วยเหลือเด็กชายอายุ 12 ปี 5 คน 5 ครอบครัว ถูกโค้ชวอลเลย์บอลล่วงละเมิดทางเพศนั้น
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งเป็นโรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.ปทุมธานี โดยขณะนี้ผู้อำนวยการโรงเรียนสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย เนื่องจากมีหลักฐานความผิดชัดเจน รวมถึงได้มีคำสั่งให้โค้ชวอลเลย์บอลซึ่งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาระดับ 1 (คศ.1) ของโรงเรียนดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อนแล้วเช่นกัน
นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้มีคณะทำงานสหวิชาชีพด้านจิตวิทยาได้ลงพื้นที่เยียวยาสภาพจิตใจนักเรียนอย่างเร่งด่วน ซึ่งเรื่องนี้ตนได้กำชับทุกโรงเรียนเข้มมาตรการเรื่องสิทธิการคุ้มครองเด็ก โดยจะต้องไม่มีการละเมิดสิทธิและโรงเรียนจะต้องไม่เพิกเฉยต่อเหตุความรุนแรงในสถานศึกษาทุกมิติ เนื่องจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาโดยเฉพาะนักเรียนและครู เป็นเรื่องที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ให้ความเป็นห่วงและกำชับมาโดยตลอด
“ในส่วนของคดีความทางด้านกฎหมาย ผมได้ให้ทางนิติกรของสพฐ.ไปดูข้อกฎหมายเพื่อทำการดำเนินคดีความกับผู้ก่อเหตุ โดยทางสพฐ.จะดำเนินการทางกฎหมายในส่วนที่ทำได้ให้ถึงที่สุด”นายพิเชฐ กล่าว
สพฐ.ลงดาบโค้ชวอลเลย์หื่น ล่วงละเมิดเด็กชาย 5 คน พบเป็นครูคศ.1 เตรียมสั่งนิติกรแจ้งความ
วันที่ 20 ตุลาคม 2568
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
คุรุสภาเด็ดขาด พร้อมฟันจรรยาบรรณขั้นสูงสุด ครูสอนวอลเลย์บอลล่วงละเมิดนักเรียนจังหวัดปทุมธานี
ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ได้มอบหมายให้เลขาธิการคุรุสภาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ จากเหตุการณ์ที่ปรากฏข่าว ครูสอนวอลเลย์บอลในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ถูกผู้ปกครองนักเรียนเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากมีพฤติกรรมล่วงละเมิดนักเรียนชายจำนวนหลายราย
ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว พบว่าครูรายดังกล่าว เป็นข้าราชการครู สังกัดโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดปทุมธานี และเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ออกให้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 หมดอายุวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 และได้รับเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ซึ่งกรณีดังกล่าว สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะสืบสวนข้อเท็จจริงเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพพิจารณาความผิด และจะพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ไว้ก่อนโดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน เนื่องจากหน่วยงานต้นสังกัดได้ดำเนินการทางวินัยโดยให้ออกจากราชการไว้ก่อนและแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว และหากการสอบสวนเสร็จสิ้นคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพอาจวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพซึ่งโทษขั้นสูงสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ซึ่งจะไม่สามารถเป็นครูได้อีกต่อไป
“กรณีนี้เกิดจากครูประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ซึ่งคุรุสภาในฐานะองค์กรที่กำกับดูแลวิชาชีพครู จะต้องดำเนินการจัดการครูที่ประพฤติผิดขั้นเด็ดขาด ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. และ นายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศธ. ที่มุ่งส่งเสริมให้ครูทุกคนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียนและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการประพฤติต่อผู้เรียน ครูต้องปฏิบัติตนด้วยความเมตตา ห่วงใย ปรารถนาดี และไม่กระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้เรียนในทุกกรณี ต้องงดเว้นการกระทำใด ๆ ที่อาจเข้าข่าย ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว ละเมิดทางเพศทางวาจา หรือทางร่างกายต่อผู้เรียน เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติคุณของวิชาชีพครู และคุ้มครองผู้เรียนทุกคนให้ได้รับการศึกษาในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเปี่ยมด้วยคุณธรรม” ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าว
ที่มา ; สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา