
การลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ของรัฐตามการชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น ผู้บังคับบัญชาจะต้องลงโทษตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูล อย่างไรก็ตาม ในสมัยเดิม ๆ นั้น มีการลงโทษตามการชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงด้วย ต่อมา หน่วยงานที่กำกับดูแลได้แจ้งเวียนแนวทางพิจารณาลงโทษใหม่ โดยแจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติว่า กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ที่ไม่ใช่การกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนพิจารณาลงโทษทางวินัย จึงมีปัญหาเกิดขึ้นว่า เมื่อหน่วยงานลงโทษไปแนวแนวทางปฏิบัติเดิมแล้วในฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เมื่อมีแนวทางปฏิบัติใหม่เช่นนี้ ผู้บังคับบัญชาจะสามารถเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ดำเนินการไปแล้วได้หรือไม่ โดยอาศัยว่าเป็นกรณีทีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญที่จะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณี ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
บันทึก คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่อง การขอให้พิจารณาใหม่ กรณีคำสั่งลงโทษทางวินัยพนักงานส่วนตำบลตามมติชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง (เรื่องเสร็จที่ ๑๓๖๑/๒๕๖๕)
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง วินิจฉัยว่า คำสั่งลงโทษทางวินัยเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อพิจารณาบทกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขอให้พิจารณาใหม่และการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองไว้เป็นการเฉพาะ กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาใช้บังคับในฐานะที่เป็นกฎหมายกลางตามมาตรา ๓ ของกฎหมายดังกล่าว
การขอพิจารณาใหม่ตามาตรา ๕๔ (๔) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เพราะเหตุที่ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปกำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาสองประการ คือ
(๑) จะต้องเป็นกรณีที่คำสั่งทางปกครองได้ออกโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้น และ
(๒) จะต้องปรากฎในเวลาต่อมาว่าข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณีที่จะขอมาพิจารณาใหม่ ซึ่งจะต้องเป็นกรณีที่ถึงขนาดที่หากเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองใช้ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใหม่นั้นมาพิจารณาแล้วอาจมีผลให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งสั่งนั้น
กรณี เมื่อ อบต. ได้ลงโทษปลดออกจากราชการโดยไม่แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนก่อน อันเป็นการดำเนินการตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้วินิจฉัยว่ามีมูลความผิดฐานประพฤติชั่วร้ายแรง ตามแนวทางปฏิบัติในหนังสือของสำนักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ และ ปี ๒๕๕๙ แต่ต่อมาได้มีหนังสือแจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ แจ้งเวียนว่า กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ที่ไม่ใช่การกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนลงโทษทางวินัย นั้น เมื่อพิจารณาบทกฎหมายของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ และ ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ พบว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าทีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในส่วนนี้ ไม่ได้มีข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญที่จะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
การแจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติมีลักษณะเป็นการพิจารณาตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในการลงโทษปลดออกเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด จึงไม่ใช่กรณีที่จะมาขอพิจารณาใหม่ได้
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เมื่อการออกคำสั่งทางปกครองเป็นการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐ จึงต้องชอบด้วยกฎหมาย เมื่อกรณีปรากฏว่า การไต่สวนและชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้วินิจฉัยในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมอันเป็นความผิดหลักเสียก่อน มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวจึงไม่ผูกพันให้ผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษตาม แต่ต้องไปดำเนินการทางวินัยตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ของตนที่จะใช้แก่ผู้ถูกลงโทษทางวินัยนั้นเสียก่อน เมื่ออบต. ไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว กลับนำมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาลงโทษเลย จึงไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ
มาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ในเรื่องการเพิกถอนคำสั่งนั้น กำหนดให้เจ้าหน้าที่เพิกถอนคำสั่งนั้นได้ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการอุทธรณ์มาแล้วหรือไม่ และคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกทั้งหมดหรือบางส่วน มีผลย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลังหรือไปในอนาคตถึงขณะใดขณะหนึ่งก็ได้ และคำสั่งลงโทษทางวินัยเป็นผลร้ายแก่ผู้รับคำสั่ง ไม่ใช่เป็นการให้ประโยชน์ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับว่าจะต้องเพิกถอนภายในเก้าสิบวันนับแต่รู้เหตุแต่อย่างใด
กรณีนี้ นายก อบต. คนปัจจุบันเป็นพี่สาวของสามี ของผู้ถูกลงโทษทางวินัย จึงไม่อาจพิจารณาเรื่องเองได้ เพราะขัดต่อหลักความเป็นกลาง ต้องส่งให้นายอำเภอซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลเป็นผู้ดำเนินการ
กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ที่ไม่ใช่การกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนพิจารณาลงโทษทางวินัย
ที่มา ; FB ชมรมคนรักคดีปกครอง
เกี่ยวข้องกัน
ผู้บังคับบัญชาจะลงโทษผู้เกษียณราชการเกินกว่า ๓ ปี ไม่ได้
เป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ก.พ.ค. ครั้งที่ ๑/๒๕๖๕ กรณี ป.ป.ช. ชี้มูลวินัยร้ายแรงข้าราชการที่ออกจากราชการเพราะเหตุเกษียณราชการเกินกว่า ๓ ปี ผู้บังคับบัญชาลงโทษไม่ได้ (เดิมสำนักงาน ก.พ. ตอบข้อหารือว่าลงโทษได้เพราะเป็นการชี้มูลในขณะที่มาตรา ๑๐๐/๑ มีผลใช้บังคับแล้ว)










หมายเหตุ : คิดถึงคดีของพนักงานส่วนท้องถิ่น คดีแรกที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตั้งข้อสังเกตและมีความเห็นประเด็นนี้ (เรื่องเสร็จ ๑๐๓๓/๒๕๖๔) ก่อนหารือกฤษฎีกาได้เคยมีความเห็นว่า ถ้าพนักงานส่วนท้องถิ่นออกจากราชการเกินสามปีแม้ ป.ป.ช.ชี้ทุจริต มาในขณะที่ข้อ ๒๘/๑ มีผลใช้บังคับแล้ว นายก อปท. ก็ลงโทษก็ลงโทษไม่ได้
เกี่ยวข้องกัน