
บทความโดย อาทิตยา ไสยพร
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ลำดับแรก ๆ ที่ต้องใส่ใจคือการพัฒนาคุณครูให้มีความรู้ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ กระบวนการที่มีส่วนช่วยให้คุณครูพัฒนาตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพวิธีหนึ่งคือกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) กระบวนการนี้สำคัญต่อคุณครูอย่างไร และมีสิ่งใดบ้างที่คุณครูควรรู้เพื่อเป็นประโยชน์ในการนำไปปรับใช้พัฒนาวิชาชีพของตน บทความนี้มีคำตอบ
การจัดการความรู้คืออะไร
ความรู้ในกระบวนการ KM มี 2 ประเภท ได้แก่ ความรู้ที่ชัดแจ้ง (explicit knowledge) หมายถึง ความรู้เชิงวิชาการ หลักวิชาทฤษฎี ที่สามารถรวบรวมถ่ายทอดออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือ คู่มือ ปฏิบัติงาน เอกสารและรายงานต่าง ๆ ฯลฯ และความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล ความเชื่อ ค่านิยม ภูมิปัญญา เหตุผล ทักษะ เป็นเทคนิคเฉพาะตัว เกิดจากประสบการณ์ กระบวนการ KM จะเข้ามาจัดการความรู้ทั้งสองประเภทให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการจัดการความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถทางวิชาชีพของครูผู้สอน รวมถึงส่งเสริมให้ครูผู้สอนมีโอกาสแลกเปลี่ยน และพัฒนาความรู้ร่วมกันในโรงเรียน
คุณครูในโรงเรียนจะจัดการความรู้ร่วมกันได้อย่างไร
คุณครูต้องนำความรู้ที่ชัดแจ้งและความรู้ฝังลึกมาจัดเป็นกระบวนการ โดยใช้โมเดลเซกิ (SECI Model) มี 4 กระบวนการ องค์ประกอบของกระบวนการง่าย ๆ คือ แลกเปลี่ยน - เขียนออกมา - ยกระดับ - นำไปใช้ มีรายละเอียด ดังนี้
แลกเปลี่ยน (socialization) ผ่านการวางแผนบทเรียนร่วมกัน พร้อมแลกเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์ของคุณครูแต่ละคน โดยขั้นตอนนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือกันของคุณครูในการเลือกหัวข้อการสอนหรือเลือกปัญหาที่เคยพบเจอ นำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนหาวิธีการพัฒนาให้การสอนดีขึ้น หรือแก้ปัญหาที่เคยพบจากการสอนในชั้นเรียน เช่น ปัญหาผู้เรียนไม่สนใจเรียนในบทเรียนที่สอน คุณครูจะออกแบบกิจกรรมอย่างไรให้ผู้เรียนสนใจกับบทเรียนนั้นมากขึ้น
เขียนออกมา (externalization) หลังจากขั้นตอนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครูจัดทำแผนการสอนออกมาแล้วดำเนินการตามที่ได้รับคำแนะนำมา ขั้นตอนนี้เป็นการเก็บประสบการณ์ของคุณครูจากการนำกิจกรรมการสอนขึ้นใหม่ไปใช้ ซึ่งสามารถช่วยให้คำตอบว่าประสบความสำเร็จมากขึ้นหรือไม่ ในชั้นนี้คุณครูผู้สอนและที่เข้าไปอยู่ในชั้นเรียนจะสังเกตบรรยากาศและกิจกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมบันทึกเพื่อใช้ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคุณครูท่านอื่นในครั้งถัดไป
ยกระดับ (combination) เมื่อได้บันทึกมาแล้วจะมีการประชุมอีกครั้งหลังสอนจบบทเรียน โดยคุณครูในกลุ่มจะมาแลกเปลี่ยนกับคุณครูในกลุ่มท่านอื่นว่าคิดเห็นอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างนำกิจกรรมไปใช้ โดยครูแต่ละท่านจะรวบรวมข้อเสนอแนะเหล่านี้นำไปปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาแผนการสอนให้สมบูรณ์กว่าเดิม
นำไปใช้ (internalization) เมื่อถึงขั้นตอนสุดท้าย จะมีการประเมินผลและสรุปผลการจัดการเรียนรู้ของคุณครูในแต่ละครั้งที่ผ่านมา โดยคุณครูและผู้บริหารจะจัดการประชุม ไม่ใช่เพียงรับข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเท่านั้น แต่รวมไปถึงการทำเป็นเอกสารหรือสื่อรูปแบบต่าง ๆ ที่คุณครูทั้งโรงเรียนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้นี้ได้ เช่น รายงานกรณีศึกษา สื่อวิดีโอเกี่ยวกับวิธีการออกแบบการสอน หรือแหล่งความรู้อื่นที่คุณครูควรเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง
หากสังเกตจากกระบวนการทั้ง 4 ขั้นตอนนี้ก็จะพบว่ามันคือการศึกษาบทเรียนร่วมกันหรือ Lesson Study นั่นเอง ที่เน้นการพัฒนาคุณครูผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน นำไปสู่การต่อยอดหาความรู้ของตัวคุณครูเอง จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาวิชาชีพของคุณครูในโรงเรียน
เครื่องมือในการจัดการความรู้
เริ่มจากเครื่องมือจัดการความรู้ที่ฝังในตัวคน (tacit knowledge) เช่น การรวมกลุ่มกันของคุณครูจากรายวิชาเดียวกันหรือมีความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความรู้ของสมาชิกจนเป็นกิจวัตร เกิดเป็นชุมชนนักปฏิบัติการ (Communities of Practice หรือ CoP) ซึ่งเป็นครูไทยอาจคุ้นเคยมากกว่าในชื่อวง PLC นอกจากนี้ ระบบพี่เลี้ยงก็จัดเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะสำหรับนิสิตนักศึกษาฝึกสอนน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี พี่เลี้ยงมีส่วนช่วยในการแนะนำวิธีการทำงาน ช่วยเหลือสนับสนุน คอยให้คำปรึกษาชี้แนะ ถ้าเราเรียนรู้จากตัวพี่เลี้ยงได้มากเท่าไหร่ เราก็จะได้รับคำแนะนำและวิธีการในการปรับใช้มากเท่านั้น
เครื่องมือจัดการความรู้ความรู้ชัดแจ้ง (explicit knowledge) ได้แก่ แหล่งความรู้ต่าง ๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ เช่น ระบบฐานข้อมูลที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ต ระบบการจัดการความรู้ (Learning Management System: LMS) ของโรงเรียน ซึ่งใช้ในการรวบรวมและจัดระบบความรู้ของคุณครูในโรงเรียน รวมไปถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ ระบบคลาวด์ หรือ Webpage ต่าง ๆ ในการเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ จัดเก็บ และนำเสนอผลงานต่าง ๆ ของคุณครู ทาง EDUCA เคยได้นำเสนอตัวอย่างแหล่งข้อมูลสำคัญที่คุณครูไม่ควรพลาดไว้แล้ว คุณครูสามารถลองเข้าไปรับชมได้ที่นี่
การจัดการความรู้มีประโยชน์ในการพัฒนาคนให้มีศักยภาพสูงขึ้นผ่านการเรียนรู้จากเครื่องมือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้รู้ที่ถ่ายทอดความรู้และแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยให้คนเข้าถึงความรู้ ในโรงเรียนก็เช่นกัน เมื่อคุณครูทุกคนเข้าถึงความรู้จะทำให้มีการพัฒนา และปรับปรุงกระบวนการทำงานอยู่ตลอดเวลา ย่อมทำให้คุณภาพการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนสูงขึ้นไปด้วย จนนำไปสู่การพัฒนาโรงเรียนให้มีมาตรฐาน และคุณภาพสูงขึ้นตามมา
อ้างอิง
ที่มา ; EDUCA
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนเริ่มจากการพัฒนาครูให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับวิชาชีพครู KM แบ่งความรู้ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ความรู้ชัดแจ้ง (explicit knowledge) เช่น หนังสือ เอกสาร และทฤษฎี และความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) เช่น ประสบการณ์ ทักษะ และภูมิปัญญา
การจัดการความรู้ในโรงเรียนมักใช้โมเดล SECI ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Socialization) ผ่านการวางแผนและแลกเปลี่ยนปัญหาการสอนร่วมกัน การเขียนออกมา (Externalization) โดยจัดทำแผนและบันทึกผลการสอน การยกระดับ (Combination) คือการประชุมวิเคราะห์และปรับปรุงแผน และการนำไปใช้ (Internalization) โดยสรุปองค์ความรู้และเผยแพร่ในรูปแบบเอกสารหรือสื่อเพื่อใช้พัฒนาต่อเนื่อง
เครื่องมือ KM สำคัญ ได้แก่ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC/CoP) ระบบพี่เลี้ยง และระบบเทคโนโลยี เช่น LMS และฐานข้อมูลออนไลน์ การจัดการความรู้ช่วยให้ครูพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพการเรียนการสอนและคุณภาพโรงเรียนสูงขึ้นอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ข้อใดอธิบาย “ความรู้ฝังลึก (tacit knowledge)” ได้ถูกต้องที่สุด
ก. ความรู้ที่อยู่ในตำราเรียนเท่านั้น
ข. ความรู้ที่บันทึกเป็นเอกสารได้ชัดเจน
ค. ความรู้จากประสบการณ์ ทักษะ และภูมิปัญญา
ง. ความรู้ที่เกิดจากการอบรมออนไลน์
เฉลย: ค
เหตุผล: Tacit knowledge คือความรู้ในตัวบุคคล เกิดจากประสบการณ์และทักษะ ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นเอกสารได้ง่าย
จุดมุ่งหมายสำคัญของ KM ในโรงเรียนคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนเอกสารวิชาการ
ข. ลดภาระงานครู
ค. พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง
ง. เพิ่มงบประมาณโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: KM มุ่งพัฒนาคุณภาพการสอนและการเรียนรู้ผ่านการจัดการความรู้
ขั้นตอน “Socialization” ใน SECI Model คือข้อใด
ก. การเขียนรายงานผล
ข. การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน
ค. การเผยแพร่เอกสาร
ง. การใช้เทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูล
เฉลย: ข
เหตุผล: Socialization คือการแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึกผ่านการพูดคุยและประสบการณ์ร่วม
ข้อใดคือ “Externalization”
ก. การนำความรู้ไปใช้จริงในชั้นเรียน
ข. การประชุมวิเคราะห์ผลหลังสอน
ค. การถ่ายทอดความรู้เป็นแผนหรือเอกสาร
ง. การรวมระบบฐานข้อมูล
เฉลย: ค
เหตุผล: Externalization คือการแปลงความรู้ฝังลึกให้เป็นรูปธรรม เช่น แผนการสอน
ข้อใดเป็นตัวอย่างของเครื่องมือ KM ประเภท tacit knowledge
ก. LMS
ข. ฐานข้อมูลออนไลน์
ค. ชุมชนการเรียนรู้ PLC
ง. เว็บไซต์การศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: PLC เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างบุคคลโดยตรง
SECI Model สอดคล้องกับแนวคิดใดมากที่สุด
ก. การสอบวัดผล
ข. Lesson Study
ค. การบริหารงบประมาณ
ง. การประเมินองค์กร
เฉลย: ข
เหตุผล: SECI เชื่อมโยงกับการศึกษาบทเรียนร่วม (Lesson Study)
ขั้นตอน “Combination” เน้นเรื่องใด
ก. ทดลองสอนใหม่
ข. วิเคราะห์และปรับปรุงความรู้จากหลายแหล่ง
ค. ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัว
ง. ประเมินผลนักเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: Combination คือการรวบรวมและจัดระบบความรู้เพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น
ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) มีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. ตรวจสอบเอกสารครู
ข. ลดภาระงานธุรการ
ค. ให้คำแนะนำและสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพ
ง. ประเมินผลการสอนเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: Mentoring เน้นการชี้แนะและพัฒนาศักยภาพครู
ผลลัพธ์สูงสุดของ KM ในโรงเรียนคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนครู
ข. เพิ่มรายงานวิจัย
ค. ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน
ง. เพิ่มชั่วโมงสอน
เฉลย: ค
เหตุผล: เป้าหมาย KM คือคุณภาพการเรียนรู้และการสอนที่ดีขึ้น
หากครูต้องการพัฒนาการสอน “ผู้เรียนไม่สนใจเรียน” ควรเริ่มจากขั้นตอนใดของ SECI
ก. Combination
ข. Internalization
ค. Socialization
ง. Externalization
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องเริ่มจากการแลกเปลี่ยนปัญหาและประสบการณ์ร่วมกันก่อน (Socialization)