
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่อาคารรัฐสภา ได้มีการสัมมนา เรื่อง”การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาตามรัฐธรรมนูญ โดยนำหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาไปสู่การจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา” ดร.ตวง อันทะไชยประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา กล่าวว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรมความเชื่อ กระบวนการจัดการเรียนรู้ วิธีวัดผลประเมินผล การผลิตครู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกิดวิกฤตยูเครน รัสเซียที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงพลังงาน จากวิกฤตต่าง ๆ ถ้าเรามีการจัดการศึกษาที่ดีจะทำให้เรามีภูมิคุ้มกัน และสามารถพึ่งพาตนเองได้
ทิศทางการจัดการศึกษาของประเทศไทย คือ ต้องมีทักษะความเป็นพลเมืองของโลก ได้แก่ การมีทักษะดิจิทัล และการจัดการศึกษาเพื่อความอยู่รอดปลอดภัย นั่นคือ การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับคนไทย เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร สามารถพึ่งพาตัวเองได้
“ในยามที่ทั่วโลกเกิดวิกฤต ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตทางสังคม วิกฤตพลังงาน วิกฤตการขาดแคลนอาหารประเทศไทย คือ ประเทศที่โชคดีที่สุดในโลก ที่มีศาสตร์พระราชาเป็นธงชัย ต่อให้ต้องปิดประเทศ 20 ปี เราก็สามารถอยู่รอดได้ ผมมั่นใจว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร ถ้าเราสามารถนำศาสตร์พระราชา ไปสู่กระบวนการเรียนรู้ได้ เพราะเมื่อผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ได้คิด ได้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง องค์ความรู้นั้นก็จะอยู่ในตัวผู้เรียน และเป็นความรู้ที่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นศาสตร์พระราชาจึงเป็นทางเลือก ทางรอดของประเทศ”ดร.ตวง กล่าว
ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า การนำหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาไปสู่การจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาเป็นการสืบสานศาสตร์พระราชา 3 ด้าน หรือ 3 มิติ ที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมสู่การพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ดังนี้
ด้านที่ 1 เป็นการนำองค์ความรู้ของศาสตร์พระราชาสาขาต่าง ๆ ไปกำหนดเป็นสาระการเรียนรู้หรือเนื้อหา ให้ผู้เรียนทุกระดับตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย รวมถึงการศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาต่อเนื่องและการศึกษาตลอดชีวิต
ด้านที่ 2 เป็นการนำวิธีทรงงาน 27 วิธีมาเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างลักษณะนิสัยการทำงานที่ดีให้ติดตัวผู้เรียนเป็นการเรียนรู้ผ่านเทคนิคกระบวนการ สอดคล้องกับการทรงงาน คือ หลักธรรม หลักคิด และหลักปฏิบัติ ด้านที่ 3 จะสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่เน้นให้การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน คือ 1. มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง 2. มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม 3. มีงานทำ มีอาชีพ และ 4. เป็นพลเมืองดี ; มติชนออนไลน์ วันที่ 8 มิถุนายน 2565 บทความกล่าวถึงการสัมมนาการปฏิรูปการศึกษาตามรัฐธรรมนูญ โดยมุ่งนำ “ศาสตร์พระราชา” ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างความยั่งยืนของประเทศ ท่ามกลางวิกฤตสำคัญของโลก เช่น โควิด-19 และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง พลังงาน และความมั่นคง ทำให้เห็นความจำเป็นของการจัดการศึกษาที่สร้างภูมิคุ้มกันชีวิต การคิดวิเคราะห์ และการพึ่งพาตนเอง ทิศทางการศึกษาควรมุ่งพัฒนาทักษะพลเมืองโลก โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลและการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดตามแนวศาสตร์พระราชา ซึ่งเน้นความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งตนเอง ดร.ตวง อันทะไชยเห็นว่าเป็น “ทางรอดของประเทศ” เพราะผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง จนเกิดความรู้ที่ยั่งยืน ด้านการปฏิรูปการศึกษาเสนอ 3 มิติ ได้แก่ 1) บูรณาการองค์ความรู้ศาสตร์พระราชาในหลักสูตรทุกระดับ 2) นำวิธีทรงงาน 27 วิธีมาใช้เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและนิสัยการทำงาน และ 3) เชื่อมโยงพระบรมราโชบายรัชกาลที่ 10 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มี 4 ด้าน คือ มีทัศนคติที่ถูกต้อง มีคุณธรรม มีอาชีพ และเป็นพลเมืองดี เพื่อพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สาระสำคัญของบทความมุ่งเน้นเรื่องใดเป็นหลัก เฉลย: ข ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในบทความคือข้อใด เฉลย: ข “ภูมิคุ้มกันชีวิต” ในบริบทบทความหมายถึงข้อใด เฉลย: ค ศาสตร์พระราชามีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อผู้เรียน เฉลย: ข ข้อใดคือทักษะสำคัญของพลเมืองโลกตามบทความ เฉลย: ข แนวคิด “ทางรอดของประเทศ” ในบทความหมายถึงอะไร เฉลย: ค มิติที่ 1 ของการปฏิรูปการศึกษาคือข้อใด เฉลย: ข “วิธีทรงงาน 27 วิธี” มีเป้าหมายสำคัญคืออะไร เฉลย: ข พระบรมราโชบายรัชกาลที่ 10 มุ่งเน้นผู้เรียนด้านใด เฉลย: ข เป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปการศึกษาตามบทความคืออะไร เฉลย: ขสรุปสาระสำคัญ
ข้อสอบ
ข้อ 1
ก. การเพิ่มงบประมาณการศึกษา
ข. การนำศาสตร์พระราชาสู่การจัดการเรียนรู้
ค. การผลิตครูเชิงปริมาณ
ง. การใช้เทคโนโลยีแทนครู
เหตุผล: บทความเน้นการนำศาสตร์พระราชาไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาข้อ 2
ก. การแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ข. วิกฤตโควิด-19 และสงครามโลก
ค. การลดจำนวนประชากร
ง. การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรโลก
เหตุผล: บทความกล่าวถึงโควิด-19 และสงครามยูเครน-รัสเซียเป็นแรงผลักดันสำคัญข้อ 3
ก. การมีรายได้สูง
ข. การสอบผ่านทุกวิชา
ค. ความสามารถในการพึ่งพาตนเองและแก้ปัญหา
ง. การมีเทคโนโลยีทันสมัย
เหตุผล: เน้นการคิด วิเคราะห์ และพึ่งพาตนเองเพื่อรับมือวิกฤตข้อ 4
ก. เน้นท่องจำเนื้อหา
ข. สร้างความรู้จากการปฏิบัติจริง
ค. เพิ่มการแข่งขันทางวิชาการ
ง. ลดบทบาทครู
เหตุผล: ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิด และแก้ปัญหาด้วยตนเองข้อ 5
ก. ทักษะกีฬา
ข. ทักษะดิจิทัล
ค. ทักษะศิลปะ
ง. ทักษะดนตรี
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าต้องมีทักษะดิจิทัลข้อ 6
ก. การลงทุนต่างประเทศ
ข. การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ
ค. การใช้ศาสตร์พระราชาในการเรียนรู้
ง. การเพิ่มจำนวนโรงเรียน
เหตุผล: ศาสตร์พระราชาช่วยให้ประเทศอยู่รอดอย่างยั่งยืนข้อ 7
ก. การสร้างโรงเรียนใหม่
ข. การบูรณาการองค์ความรู้ในหลักสูตร
ค. การลดวิชาพื้นฐาน
ง. การเพิ่มเวลาเรียน
เหตุผล: เน้นการบูรณาการศาสตร์พระราชาในทุกระดับการศึกษาข้อ 8
ก. เพิ่มคะแนนสอบ
ข. พัฒนานิสัยการทำงานและการเรียนรู้
ค. ลดจำนวนครู
ง. เพิ่มจำนวนวิชา
เหตุผล: ใช้เป็นกระบวนการเรียนรู้และสร้างนิสัยการทำงานที่ดีข้อ 9
ก. วิชาการเท่านั้น
ข. 4 ด้านของคุณลักษณะผู้เรียน
ค. การแข่งขันกีฬา
ง. การเรียนออนไลน์
เหตุผล: ครอบคลุมทัศนคติ คุณธรรม อาชีพ และพลเมืองดีข้อ 10
ก. เพิ่มจำนวนบัณฑิต
ข. ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ
ค. ลดเวลาเรียน
ง. เพิ่มการสอบมาตรฐาน
เหตุผล: สอดคล้องแนวคิดพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามศาสตร์พระราชา