สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M078_ความก้าวหน้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ชี้สถานศึกษาจะมีเอกภาพ-อิสระ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งในการ อภิปรายชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1 เพื่อพิจารณาและอภิปราย (ร่าง) พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2565 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เสมือนธรรมนูญการศึกษา เป็นกฎหมายกลางของการศึกษา เพื่อดูแลการจัดการศึกษาของประเทศ ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ทั้งจัดโดยภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าขณะนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ปฏิรูปการศึกษาไทย โดยคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของทางรัฐบาล สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาวงการการศึกษาของประเทศให้เท่าทันสังคมโลก

โดยร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ตลอดจนได้นำข้อกังวลของครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง หารือกับรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) พร้อมส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ปรับแก้ไขใน 3 ประเด็น ได้แก่ การกำหนดให้วิชาชีพครู เป็นวิชาชีพชั้นสูง, ปรับแก้ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู เป็นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และปรับแก้หัวหน้าสถานศึกษา เป็นผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขั้นตอนต่อไปจะนำร่างพระราชบัญญัตินี้เข้าสู่การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรในระบบรัฐสภา และจะผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องควบคู่ไปด้วย

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนในการจัดการศึกษาในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่แตกต่างไปจากเดิม เน้นพัฒนาให้เด็กมีสมรรถนะในการนำองค์ความรู้ไปปรับใช้กับชีวิต สามารถคิดวิเคราะห์ในมุมมองที่แตกต่าง มีความคิดอย่างรอบด้าน มีวิจารณญาณ ในส่วนของครู ก็จะต้องมุ่งเน้นพัฒนาครูให้มีคุณภาพ มีจิตวิญญาณความเป็นครู ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการปรับปรุงหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2565 พร้อมๆ กับจัดอบรมเตรียมความพร้อมให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ในเรื่องของหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยเฉพาะการสอนแบบ Active learning ที่เป็นการเรียนรู้ตามความเป็นจริง ตามสถานการณ์จริง เน้นการพัฒนาและการจัดระบบนิเวศทางการเรียนรู้ ซึ่งขอให้มั่นใจว่า หลักสูตรนี้พัฒนาขึ้นมาโดยเน้นองค์ความรู้เช่นเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ วิธีการของครูที่จะใช้สอนให้เด็กเข้าถึงองค์ความรู้นั้น อาจจะนำสิ่งรอบตัวมาปรับใช้ให้เห็นภาพจริงมากขึ้น กระตุ้นให้เด็กได้มีการคิดวิเคราะห์ และคิดวิเคราะห์ด้วยตนเองได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การจัดการศึกษาตามพ.ร.บ.นี้ จะมีความอิสระมากขึ้น เน้นให้สถานศึกษามีความเป็นเอกภาพ เกิดการบูรณาการในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สามารถจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นและอิสระทางวิชาการ รองรับการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงของสังคมโลก สอดคล้องกับข้อซักถามของสมาชิกผู้แทนราษฎร จะเห็นได้ว่ากระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลเห็นความสำคัญของการทำให้โรงเรียนมีความอิสระมากขึ้น พร้อมทั้งยังได้ดำเนินการโครงการจัดการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ภายใต้พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 มาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว มีเป้าหมายให้โรงเรียนจัดทำหลักสูตรที่มีความหลากหลาย โดยมีโรงเรียนเข้าร่วม 413 แห่งใน 8 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ผู้บริหารโรงเรียนมีความประสงค์จะเข้ามามีส่วนร่วมทดลองหลักสูตร และการบริหารจัดการที่มีความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ออกแบบกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการยิ่งขึ้นด้วยน.ส.ตรีนุช กล่าว 

มติชนออนไลน์ วันที่ 6 มิถุนายน 2564

สรุปสาระสำคัญ

ตรีนุช เทียนทอง ชี้แจงว่า ประเทศไทยใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาเกิน 20 ปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงมีการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อปฏิรูปการศึกษาให้ทันสมัย โดยผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และปรับแก้สำคัญ เช่น ยกระดับวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง เปลี่ยนเป็น “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” และใช้คำว่า “ผู้บริหารสถานศึกษา”

สาระสำคัญของกฎหมายใหม่มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนแบบฐานสมรรถนะ ให้สามารถคิดวิเคราะห์ มีวิจารณญาณ และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง ผ่านการเรียนรู้แบบ Active Learning และสถานการณ์จริง พร้อมพัฒนาครูให้มีคุณภาพและจิตวิญญาณความเป็นครู ควบคู่กับการปรับหลักสูตร

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมความอิสระของสถานศึกษา ให้มีความยืดหยุ่นทางวิชาการ และบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน รวมถึงการขยาย “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” เพื่อทดลองหลักสูตรและรูปแบบบริหารที่คล่องตัวมากขึ้น สะท้อนการกระจายอำนาจและการปรับตัวของระบบการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับบริบทโลก

ข้อสอบ

ข้อ 1 จุดอ่อนสำคัญของ พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ. 2542 คือข้อใด
ก. ขาดงบประมาณ
ข. ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
ค. ไม่มีครูเพียงพอ
ง. ไม่มีหลักสูตรกลาง

ข้อ 2 การยกระดับ “วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง” ส่งผลหลักต่อข้อใด
ก. เพิ่มเงินเดือนทันที
ข. เพิ่มภาระงาน
ค. ยกระดับมาตรฐานและคุณภาพครู
ง. ลดจำนวนครู

ข้อ 3 แนวคิด “ฐานสมรรถนะ” เน้นสิ่งใดมากที่สุด
ก. ท่องจำเนื้อหา
ข. การสอบแข่งขัน
ค. การนำความรู้ไปใช้จริง
ง. การเรียนออนไลน์

ข้อ 4 Active Learning มีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก. ครูบรรยายเป็นหลัก
ข. ผู้เรียนมีส่วนร่วม ลงมือปฏิบัติ
ค. ใช้ข้อสอบมาตรฐาน
ง. เน้นการบ้านจำนวนมาก

ข้อ 5 การเปลี่ยน “หัวหน้าสถานศึกษา” เป็น “ผู้บริหารสถานศึกษา” สะท้อนอะไร
ก. ลดอำนาจ
ข. เพิ่มบทบาทผู้นำเชิงบริหาร
ค. เปลี่ยนชื่อเฉยๆ
ง. ลดความรับผิดชอบ

ข้อ 6 หากโรงเรียนต้องการพัฒนาหลักสูตรใหม่ ควรใช้หลักการใด
ก. ตามตำราเดิม
ข. เน้นสอบ
ค. ยืดหยุ่นตามบริบทผู้เรียน
ง. ใช้เฉพาะส่วนกลาง

ข้อ 7 พื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. เพิ่มโรงเรียน
ข. ทดลองรูปแบบการจัดการศึกษาใหม่
ค. ลดครู
ง. เพิ่มข้อสอบ

ข้อ 8 บทบาทครูในระบบใหม่ควรเป็นอย่างไร
ก. ผู้ถ่ายทอดเนื้อหา
ข. ผู้ควบคุมชั้นเรียน
ค. ผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้
ง. ผู้ตรวจการบ้าน

ข้อ 9 การให้อิสระสถานศึกษามากขึ้น อาจมีความเสี่ยงใด
ก. งบประมาณเพิ่ม
ข. ขาดมาตรฐานหากกำกับไม่ดี
ค. ครูมีคุณภาพสูง
ง. ผู้เรียนเก่งขึ้น

ข้อ 10 หากผู้บริหารต้องขับเคลื่อนนโยบายนี้ ควรทำสิ่งใดก่อน
ก. เพิ่มการสอบ
ข. ปรับตารางเรียน
ค. พัฒนาครูและสร้างความเข้าใจร่วม
ง. ลดกิจกรรม

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม