สมาชิกเข้าสู่ระบบ

หลักสูตร วัดสร้างชาติ ทำไม และอย่างไร

วัดและพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาชาติมานานนับหลายร้อยปี หากมีหลักสูตรวัดสร้างชาติขึ้นมา น่าจะทำให้การพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ดำเนินไปสู่การพัฒนาชาติอย่างแน่นอน 

วัดและพระสงฆ์เป็นองค์คณะบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาชาติไทยมานานนับหลายร้อยปี ทั้งในด้านการสร้างคุณธรรมจริยธรรม เป็นที่พึ่งพาทางชีวิต จิตใจ จิตวิญญาณของผู้คน รวมทั้งเป็นศูนย์รวมกิจกรรมหลายอย่างในวิถีชีวิตไทยของคนในแต่ละชุมชน

ข้อมูลล่าสุดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่า มีพระภิกษุสามเณรจำนวน 252,851 รูป กระจายอยู่ในวัดทั้งสิ้น 41,310 แห่งทั่วประเทศไทย เฉลี่ยแล้วตำบลละ 6-7 แห่ง

การกระจายตัวของวัดที่ทั่วถึงและใกล้ชิดกับประชาชนนี้ ทำให้วัดเป็นสถาบันสำคัญหนึ่งของประเทศที่มีบทบาทในการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่บทบาทและสถานะทางสังคมของพระสงฆ์ได้เอื้อให้ท่านเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนการสร้างประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าสู่ความอารยะ ทั้งทางคุณธรรม เศรษฐกิจ สังคม จริยธรรม การพัฒนาคน เป็นผู้ที่ช่วยสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประชาชนทั้งทางความคิดและจิตใจ ช่วยทำให้ประชาชนเกิดสำนึกและร่วมลงมือร่วมแรงร่วมใจสร้างสรรค์พัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

ขณะนี้ กิจการพระพุทธศาสนาอยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงตามแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา พ.ศ.2560-2564 ของมหาเถรสมาคม ที่ครอบคลุมพันธกิจด้านการปกครอง ด้านศาสนศึกษา ด้านศึกษาสงเคราะห์ ด้านเผยแผ่ ด้านสาธารณูปการ และด้านสาธารณสงเคราะห์ รวมทั้งการพัฒนาพุทธมณฑล ในการขับเคลื่อนแผนดังกล่าวสู่การปฏิบัติจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและพลังการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของสังคมเป็นเครือข่ายดังที่ระบุไว้ในแผนดังกล่าว

กุญแจสู่ความสำเร็จของการปฏิรูปใดๆ ในประวัติศาสตร์โลก ล้วนมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคนที่เป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ความสำเร็จในกรณีการปฏิรูปฯ ครั้งนี้จึงขึ้นกับการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของพระสังฆาธิการในฐานะของผู้นำองค์กรสงฆ์ในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งผู้ที่มีบทบาทสนับสนุนการปฏิรูปให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงตอบรับกับแผนการปฏิรูปฯ 

ผมเสนอว่าประเทศไทยควรมีหลักสูตรเพื่อพัฒนากลุ่มคนเหล่านี้ให้ร่วมมือกันพัฒนาวัดอย่างเป็นระบบครบวงจร ตอบสนองต่อแผนการปฏิรูปอย่างสัมฤทธิผล ผมเรียกหลักสูตรนี้ว่าหลักสูตร "วัดสร้างชาติ (วสช.)" ซึ่งจำเป็นต้องมีลักษณะสำคัญดังนี้

ประการแรก เป็นหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาพระสงฆ์และบุคลากรที่มีส่วนพัฒนาวัดร่วมกับพระ อาทิ พระสังฆาธิการ ผู้บริหารสถาบันการศึกษาของสงฆ์ ไวยาวัจกร กรรมการวัด ผู้บริหารหน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมพระศาสนา และฆราวาสที่มีเจตจำนงมุ่งมั่นสนับสนุนการปฏิรูปพระศาสนา เพื่อให้ทุกกลุ่มได้ร่วมเรียนรู้หลักปรัชญา หลักคิด หลักวิชา หลักการ และหลักปฏิบัติของการปฏิรูปฯ เกิดความเข้าใจร่วมกัน ทำงานร่วมกัน 

ประการที่สอง หลักสูตรควรมุ่งเพิ่มศักยภาพของผู้เรียนในมิติ  ภาวะการเป็นผู้นำ ที่สามารถขับเคลื่อนตน บริหารคน ร่วมกับการพัฒนาวัด พัฒนาชุมชน และพัฒนาสังคมไปพร้อมกัน เป็นผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแปลง (change maker) ขับเคลื่อนการปฏิรูปในบริบทของวัดได้ และมิติ ภาวะการบริหารเพื่อนำแผนการปฏิรูปฯ สู่การปฏิบัติ

ดังแนวทางที่ระบุไว้ชัดเจนในแผนปฏิรูปฯ ว่า ควรเน้นการยกระดับกระบวนการบริหารจัดการภายในวัดโดยอาศัยความร่วมมือแบบภาคีเครือข่ายให้สามารถทำงานร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐกิจ ภาคธุรกิจ และประชากิจ เกิดเป็นเครือข่ายคนดีที่มีเจตจำนงส่งเสริมพระศาสนาเพื่อให้วัดก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาพระศาสนาและสังคมตามวิสัยทัศน์ของแผนยุทธศาสตร์ที่ว่า พุทธศาสน์มั่นคง ดำรงศีลธรรม นำสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืน

ประการที่สาม การพัฒนาวัดให้เป็นคำตอบของสังคมได้นั้น จำเป็นต้องทำให้วัดสามารถตอบ โจทย์ในชีวิตของคนได้ในมิติต่างๆ ได้  ดังนั้น หลักสูตรนี้ควรช่วยให้ผู้เรียนได้ขยายมุมมองการพัฒนาวัดให้เชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี การบริหารในบริบทภายในและภายนอกประเทศที่เชื่อมโยงกับบทบาทของวัด ให้วัดสามารถปรับตัวพร้อมนำสังคมและการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นอารยะด้วย

การเข้าใจความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังช่วยให้การดำเนินตามพันธกิจทั้ง 6 ด้านบรรลุผลได้ดียิ่งขึ้น เช่น ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลกับงานศาสนศึกษาและด้านศึกษาสงเคราะห์ หรือการเข้าใจความเปลี่ยนแปลงในความคิด วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ย่อมช่วยให้ปรับการดำเนินภารกิจเผยแผ่ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ดีขึ้น

ประการที่สี่ กระบวนการเรียนรู้ควรเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติผ่านการเรียนรู้จากพื้นที่จริงและตัวอย่างจริง ผู้เรียนควรได้เรียนรู้จากวัดและเจ้าอาวาสที่มีประสบการณ์ในการบริหารเพื่อพัฒนาวัดจนประสบความสำเร็จ ตัวอย่างเช่น วัดสวนแก้ว วัดพระบาทน้ำพุ หรือวัดประยุรวงศาวาส ที่มีประสบการณ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุมหาเจดีย์และพรินทรปริยัติธรรมศาลา จนเป็นโครงการแรกของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลด้านอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกยอดเยี่ยมอันดับ 1 (Award of Excellence) จากองค์การ UNESCO

โดยบทเรียนสำคัญประการหนึ่ง คือการร่วมมือระหว่างวัดกับชุมชนโดยรอบวัดทั้ง 7 ชุมชน 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ ซึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ช่วยสร้างความมั่นคงด้านประชาคม สังคม และวัฒนธรรม ดังที่ กวาง โจ คิม ผู้อำนวยการ UNESCO กล่าวว่า “...ความร่วมมือร่วมใจที่น่ายกย่องระหว่างพระสงฆ์และชาวชุมชนเป็นนิยามของความสัมพันธ์อันยั่งยืนระหว่างวัดและชุมชนในศตวรรษที่ 21 ในการธำรงรักษาพุทธศาสนสถานให้ดำรงอยู่ในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชุมชนตราบจนถึงทุกวันนี้

ประการสุดท้าย หลักสูตรควรได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทุกภาคส่วนที่ประสงค์สนับสนุนแผนปฏิรูปฯ ทั้งนี้ การจัดทำหลักสูตรใดๆ ล้วนมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเพื่อให้กระบวนการจัดการเรียนการสอนได้ผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เช่น ค่าเช่าสถานที่เรียน ค่าอุปกรณ์ ค่าวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ ค่าหนังสือเอกสารการเรียน ฯลฯ

หากไม่มีงบประมาณสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธาแล้ว ภาระค่าใช้จ่ายย่อมตกกับผู้เรียนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก หากมีหน่วยงานที่เห็นคุณค่าของหลักสูตรลักษณะนี้ ผมขอเชิญชวนให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมบริจาคสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับผู้เรียน โดยเฉพาะพระสงฆ์เพื่อช่วยลดภาระของท่าน หรือหากมีหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่ขออาสาตัวรับเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายให้หน่วยงานที่จัดหลักสูตรนี้ ย่อมสร้างคุณูปการสำคัญต่อการพัฒนากิจการพระศาสนาของประเทศ

ผมได้เขียนแนวคิดไว้เมื่อ 20 ปีก่อนว่า การปฏิรูปใดๆ จะสำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องปฏิรูป 3 มิติ คือ มิติคน ระบบ และบริบท ให้สอดรับประสานไปด้วยกัน แต่หัวใจสำคัญต้องเริ่มจาก คนผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงก่อน ผมมั่นใจว่าหลักสูตร วัดสร้างชาติจะช่วยพัฒนาคน นำสู่การพัฒนาวัด ให้พัฒนาชาติสู่ความอารยะได้อย่างแน่นอน

บทความโดย  ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 12  กุมภาพันธ์ 2562

สรุปสาระสำคัญ 

บทความเสนอว่า “วัดและพระสงฆ์” เป็นสถาบันหลักที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชาติไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านคุณธรรม จิตใจ และการเป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยมีการกระจายตัวของวัดทั่วประเทศอย่างทั่วถึง ทำให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันกิจการพระพุทธศาสนาอยู่ในช่วงการปฏิรูปตามแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งครอบคลุม 6 ด้าน และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

หัวใจของความสำเร็จในการปฏิรูปคือ “การพัฒนาคน” โดยเฉพาะพระสังฆาธิการและผู้เกี่ยวข้อง ผู้เขียนจึงเสนอหลักสูตร “วัดสร้างชาติ (วสช.)” เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีทั้งภาวะผู้นำและทักษะการบริหาร สามารถขับเคลื่อนวัด ชุมชน และสังคมได้อย่างเป็นระบบ

หลักสูตรควรบูรณาการความรู้สมัยใหม่ เชื่อมโยงกับบริบทเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี รวมทั้งเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของวัดต้นแบบ และสร้างความร่วมมือระหว่างวัดกับชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทุกภาคส่วน

สรุปได้ว่า การพัฒนาคน ระบบ และบริบท โดยเริ่มจาก “คน” จะนำไปสู่การพัฒนาวัด และต่อยอดสู่การพัฒนาชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 แนวคิดหลักของบทความนี้คือข้อใด
ก. การเพิ่มจำนวนวัด
ข. การพัฒนาพระสงฆ์เพื่อพัฒนาชาติ
ค. การสร้างรายได้ให้วัด
ง. การส่งเสริมการท่องเที่ยววัด
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น “พัฒนาคน” โดยเฉพาะพระสงฆ์เพื่อขับเคลื่อนชาติ

 

ข้อ 2 ปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จในการปฏิรูปคืออะไร
ก. งบประมาณ
ข. เทคโนโลยี
ค. คน
ง. อาคารสถานที่
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความย้ำชัดว่า “หัวใจคือการพัฒนาคน”

 

ข้อ 3 หลักสูตร “วัดสร้างชาติ” มุ่งเน้นพัฒนาอะไรเป็นหลัก
ก. โครงสร้างวัด
ข. รายได้วัด
ค. ภาวะผู้นำและการบริหาร
ง. จำนวนพระสงฆ์
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นทั้ง leadership และ management

 

ข้อ 4 เหตุผลสำคัญที่วัดมีบทบาทต่อชุมชนคืออะไร
ก. มีรายได้สูง
ข. มีจำนวนมากและใกล้ชิดประชาชน
ค. มีเทคโนโลยีทันสมัย
ง. มีนักท่องเที่ยว
เฉลย: ข
เหตุผล: การกระจายตัวทำให้เข้าถึงประชาชน

 

ข้อ 5 ข้อใดสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาวัดในบทความ
ก. เน้นพิธีกรรมเท่านั้น
ข. แยกจากชุมชน
ค. เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี
ง. จำกัดบทบาทเฉพาะศาสนา
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นบูรณาการหลายมิติ

 

ข้อ 6 การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามบทความควรเป็นแบบใด
ก. ท่องจำ
ข. เรียนออนไลน์อย่างเดียว
ค. เชื่อมทฤษฎีกับปฏิบัติ
ง. เรียนเฉพาะในห้อง
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นเรียนจากพื้นที่จริง

 

ข้อ 7 ตัวอย่างวัดต้นแบบมีความสำคัญอย่างไร
ก. ใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ข. เป็นแหล่งรายได้
ค. เป็นกรณีศึกษาเชิงปฏิบัติ
ง. เป็นศูนย์กลางธุรกิจ
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้เรียนรู้จากความสำเร็จจริง

 

ข้อ 8 การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายมีผลอย่างไร
ก. ลดบทบาทวัด
ข. เพิ่มความขัดแย้ง
ค. เสริมพลังการพัฒนา
ง. ทำให้วัดพึ่งพาตนเองไม่ได้
เฉลย: ค
เหตุผล: ความร่วมมือช่วยขับเคลื่อนแผน

 

ข้อ 9 หากไม่มีงบประมาณสนับสนุน จะเกิดผลอย่างไร
ก. โครงการหยุดทันที
ข. ผู้เรียนรับภาระค่าใช้จ่าย
ค. วัดปิดตัว
ง. รัฐต้องรับผิดชอบทั้งหมด
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุภาระตกกับผู้เรียน

 

ข้อ 10 การปฏิรูปที่ยั่งยืนต้องพัฒนาองค์ประกอบใด
ก. คน ระบบ บริบท
ข. เงิน คน อาคาร
ค. เทคโนโลยี ตลาด นโยบาย
ง. วัด พระ ชุมชน
เฉลย: ก
เหตุผล: แนวคิด 3 มิติ (คน ระบบ บริบท) เป็นแกนหลัก

ความเห็นของผู้ชม