สมาชิกเข้าสู่ระบบ

แนวคิด ร.ร.สไตล์ SLC สืบสอบ-รวมพลังสร้างการเรียนรู้

นอกจากการประชุมเชิงปฏิบัติการและสัมมนากลุ่มย่อยที่มีกว่า 170 หัวข้อที่ครอบคลุม 5 ด้านในงาน มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู (EDUCA)” ประจำปี 2562 ที่จัดโดย บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์)จำกัด (มหาชน) และพันธมิตรแล้ว ไฮไลต์สำคัญของการจัดงานปีนี้คือ การประชุมนานาชาติโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ ครั้งที่ 7” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิดการสืบสอบและความร่วมมือรวมพลังทั้งในห้องเรียนและห้องทำงานของครู” ที่มี ศ.มานาบุ ซาโต ผู้คิดค้นแนวคิดโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (School as Learning Community-SLC) และประธานเครือข่ายนานาชาติโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ มาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับ SLC รวมถึงวิทยากรจากประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ, สิงคโปร์, จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ศ.มานาบุ ซาโต กล่าวถึงการสืบสอบและความร่วมมือรวมพลังโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและห้องทำงานของครูว่าแนวคิด และวิธีปฏิบัติของ SLC มีปรัชญาทั้งหมด 3 ด้านคือ 1) สาธารณะ เป็นเรื่องของการเปิดเผยและความร่วมมือ 2) ประชาธิปไตย เด็ก ครู และผู้ปกครอง ที่เป็นตัวแสดงหลัก รวมถึงการเคารพความหลากหลายของปัจเจกบุคคล และ 3) ความเป็นเลิศ ในการส่งเสริมให้เด็กได้รับการเรียนรู้ที่ดี และมีความเก่งในแบบของตัวเอง

ทั้งนี้ แนวคิด SLC ไม่มีสูตร และเทคนิคตายตัว แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างการเรียนรู้ โดยตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนของครู เด็ก และผู้ปกครอง เราไม่มีศูนย์กลาง หรือหัวหน้า แต่ทุกคนเป็นหัวหน้า และศูนย์กลาง เรามีความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกัน ทำให้การประชุมนานาชาติ SLC ปีนี้จึงมุ่งเน้นในเรื่องของการสืบสอบ และความร่วมมือรวมพลังโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทั้งในห้องเรียน ห้องทำงานของครู ซึ่งเรามองว่าการปฏิรูปโรงเรียนไม่ได้อยู่ที่ชั้นเรียนเท่านั้น แต่ต้องผนวกเรื่องการสืบสอบ และความร่วมมือทั้งในห้องเรียนและห้องพักครูเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นเสาหลักในการเรียนรู้คุณภาพของโรงเรียน SLC”

จึงทำให้การสืบสอบ และความร่วมมือรวมพลังจะรวมกันอยู่ในตัว เพราะขณะที่มีการคิดจะทำให้เกิดการสนทนาไปด้วยซึ่งจะไม่สามารถสืบสอบได้โดยไม่เกิดความร่วมมือ และถ้าหากขาดทั้งสองด้านนี้จะไม่มีความหมายในชั้นเรียนการสืบสอบจึงถือเป็นหัวใจหลักของการเป็นพลเมืองประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นทั้งผู้ฟัง และผู้ตามที่ดี โดยตระหนักว่าการเรียนรู้ที่แท้จริงแบ่งเป็น 2 แบบคือความรู้ และการเรียนรู้ที่จะศึกษาความรู้

วิธีการเรียนรู้ที่จะศึกษาหาความรู้เป็นเรื่องสำคัญกว่าความรู้ โดยเฉพาะการร่วมมือรวมพลังกัน เพราะจะทำให้เด็กแต่ละคนได้เรียนรู้วิธีการคิด และวิธีการศึกษาหาความรู้ ซึ่งในห้องเรียนเด็กทุกคนจะมีปฏิสัมพันธ์การเรียนรู้ผ่านครูที่มี jumping task หรือการออกแบบ และมอบงานที่มีความท้าทาย ซับซ้อนให้กับเด็ก เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องร่วมกันแก้ปัญหา ได้คิดและลงมือทำด้วยกัน ใช้ทักษะ ประสบการณ์ของแต่ละคนมารวมพลังกันเพื่อให้งาน หรือสิ่งที่ทำบรรลุผลตามเป้าหมาย ซึ่งตรงนี้จะทำให้เขาเหล่านั้นเกิดการเรียนรู้อย่างก้าวกระโดดถือเป็นนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงโรงเรียนได้

ศ.มานาบุ ซาโตกล่าวอีกว่า ปัจจุบันโลกอยู่ในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุค 4.0 ซึ่งมีผลต่อสังคม และปัจเจกบุคคล อย่างในประเทศญี่ปุ่นมีการคาดการณ์ว่าภายในอีก 50 ปีต่อจากนี้ไป แรงงาน 40% จะถูกทดแทนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั่นหมายความว่าจะต้องสร้างทักษะอื่นที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ ทั้งเรื่องความคิดสร้างสรรค์ การสืบสอบ และความร่วมมือ ฉะนั้น ครูต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอน และการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น และรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“jumping task ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดการให้เหตุผลในการกระทำต่าง ๆ แล้ว ยังเป็นการพิสูจน์การใช้เหตุผล ซึ่งส่งเสริมให้เด็กมีจินตนาการ สืบสอบบริบทของโจทย์ โดยการออกแบบ jumping task ที่ดีจะต้องออกแบบให้เข้ากับสถานการณ์ของการเรียนการสอนขณะนั้น โดยครูต้องศึกษาร่วมกัน เปิดห้องเรียน และรวมตัวกันในการหารือถึงผลสะท้อนกลับจากการเปิดห้องเรียน เพื่อนำไปสู่การทบทวนแผนการสอนที่เหมาะกับการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของเด็ก

การร่วมมือรวมพลัง และทำงานร่วมกัน จะมีเรื่องของศักดิ์ศรีที่ต้องให้ความเคารพ โดยฉพาะการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน ตลอดจนครูต้องให้ความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกันของเด็กนักเรียน และเด็กนักเรียนต้องเชื่อใจกันและกันด้วย รวมถึงครูใหญ่ต้องเชื่อในครูและนักเรียนเช่นกัน ตรงนี้จะเป็นการร่วมมือรวมพลังที่เกิดขึ้นบนบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้ของครูและนักเรียน เป็นปฏิสัมพันธ์ที่ไว้ใจกันและกันไม่ใช่เฉพาะกับตัวเอง แต่ยังรวมถึงคนอื่นด้วย ที่สำคัญจะเป็นเรื่องของชุมชน ที่ต้องไม่มีใครอยู่อย่างโดดเดี่ยว และโรงเรียนเป็นบ้านที่สองให้กับเด็กได้อย่างแท้จริง

ขณะที่ ศ.หยู เวิน เสิน คณบดีแห่งวิทยาลัยการศึกษา (FNU) จีน กล่าวถึงทฤษฎีและการปฏิบัติของโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ กรณีศึกษาของเครือโรงเรียนระดับประถมศึกษาแห่งที่ 4ของวิทยาลัยการศึกษาฝูโจวว่าแนวคิดโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ของ ศ.มานาบุ ซาโตมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในประเทศจีน เพราะ SLC ไม่ใช่แค่การทำให้ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ในโรงเรียนที่เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ โดยที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปโรงเรียนเท่านั้น แต่แนวคิดทฤษฎี และการปฏิบัติของ SLC สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และประถมศึกษาของประเทศจีน ที่ได้ดำเนินการมากว่า 20 ปีที่ผ่านมา

การปฏิรูปการศึกษาของจีนถือเป็นการเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเรียนรู้ในชั้นเรียนใหม่ทั้งหมด และโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ SLC ที่จะช่วยให้จีนบรรลุวิสัยทัศน์ของการปฏิรูปการศึกษาได้ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ใช้กระบวนการ SLC มาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมาทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมทางด้านการศึกษาใหม่ ๆ เกิดการจัดกลุ่มการเรียนรู้ในห้องเรียน กลุ่ม 4 คน เพื่อช่วยเหลือเด็ก สร้างรูปแบบการเรียนที่ทุกคนเชื่อใจกัน ไว้ใจกัน ยอมรับซึ่งเหตุและผลตลอดจนรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันจึงทำให้แนวคิด SLC ใช้งานได้จริง ปฏิบัติจริง จนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวผู้เรียน

สุดท้าย แนวคิด SLC ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน ภายใต้บริบทของประเทศจีน ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นถูกนำมาขยายผลในชั้นเรียนต่าง ๆ โรงเรียนต่าง ๆ และครูส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในชุมชน ช่วยให้เด็กมีความรู้ในเชิงลึก จนสามารถขยายวิธีการเป็นเครือข่ายไปในระดับประเทศได้ และการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในการคิด อ่าน รวมถึงแสดงออก ที่ทำให้การเรียนรู้ดำเนินไปสู่เป้าหมาย ผมเชื่อว่าปรัชญา 3 ข้อของ SLC จะทำให้รูปแบบของการเรียนรู้ของจีนเปลี่ยนแปลงไป สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาของจีนอีกด้วย 

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 ตุลาคม 2562

สรุปสาระสำคัญ 

บทความกล่าวถึงแนวคิด “โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้” (School as Learning Community: SLC) ซึ่งถูกนำเสนอในงาน EDUCA 2562 โดย ศ.มานาบุ ซาโต เน้นการปฏิรูปโรงเรียนผ่าน “การสืบสอบ (Inquiry)” และ “ความร่วมมือ (Collaboration)” ทั้งในห้องเรียนและห้องทำงานครู โดยมีปรัชญาหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความเป็นสาธารณะ (เปิดเผยและร่วมมือ) ประชาธิปไตย (เคารพความหลากหลายและมีส่วนร่วม) และความเป็นเลิศ (พัฒนาศักยภาพผู้เรียนเต็มที่)

SLC ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ยึดหลักความเท่าเทียม ทุกคนเป็นศูนย์กลางร่วมกัน การเรียนรู้ที่แท้จริงเน้น “การเรียนรู้วิธีเรียน” มากกว่าความรู้ โดยใช้ “jumping task” เป็นเครื่องมือกระตุ้นการคิดขั้นสูงและการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมทักษะสำคัญในยุคอุตสาหกรรม 4.0 เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม ซึ่ง AI ไม่สามารถทดแทนได้

นอกจากนี้ แนวคิด SLC ยังเน้นความไว้วางใจ ศักดิ์ศรี และความสัมพันธ์ในชุมชนการเรียนรู้ ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครโดดเดี่ยว กรณีศึกษาจากประเทศจีนสะท้อนว่า SLC สามารถนำไปใช้จริง เกิดนวัตกรรมการเรียนรู้ และขยายผลเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 แนวคิด SLC มีปรัชญาหลักกี่ด้าน
ก. 2 ด้าน
ข. 3 ด้าน
ค. 4 ด้าน
ง. 5 ด้าน
เฉลย: ข
เหตุผล: SLC มี 3 ด้าน คือ สาธารณะ ประชาธิปไตย และความเป็นเลิศ

 

ข้อ 2 ข้อใดสอดคล้องกับ “ความเป็นประชาธิปไตย” ใน SLC มากที่สุด
ก. ครูเป็นผู้ตัดสินใจหลัก
ข. ผู้เรียนแข่งขันกันเพื่อความเป็นเลิศ
ค. ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและเคารพความแตกต่าง
ง. ใช้เทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง
เฉลย: ค
เหตุผล: ประชาธิปไตยเน้นการมีส่วนร่วมและเคารพความหลากหลาย

 

ข้อ 3 “jumping task” มีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. ทบทวนเนื้อหาเดิม
ข. วัดผลปลายภาค
ค. กระตุ้นการคิดขั้นสูงและการร่วมมือ
ง. ลดความยากของบทเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นงานท้าทายเพื่อพัฒนาการคิดและการทำงานร่วมกัน

 

ข้อ 4 การเรียนรู้แบบ SLC ให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่า
ก. เนื้อหาความรู้
ข. การสอบแข่งขัน
ค. วิธีการเรียนรู้
ง. เทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น “เรียนรู้วิธีเรียน” มากกว่าความรู้

 

ข้อ 5 หากโรงเรียนขาด “การสืบสอบ” จะเกิดผลอย่างไร
ก. การเรียนรู้ลึกซึ้งขึ้น
ข. ขาดความหมายของการเรียนรู้
ค. เพิ่มการแข่งขัน
ง. เน้นเทคโนโลยีมากขึ้น
เฉลย: ข
เหตุผล: การสืบสอบเป็นหัวใจของการเรียนรู้

 

ข้อ 6 บทบาทของครูใน SLC ควรเป็นอย่างไร
ก. ผู้ถ่ายทอดความรู้
ข. ผู้ควบคุมชั้นเรียน
ค. ผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้
ง. ผู้ประเมินผลเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูต้องสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกัน

 

ข้อ 7 ข้อใดเป็นทักษะที่ AI ทดแทนได้ยากตามบทความ
ก. การจำข้อมูล
ข. การคำนวณ
ค. ความคิดสร้างสรรค์
ง. การประมวลผล
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นทักษะมนุษย์ เช่น ความคิดสร้างสรรค์

 

ข้อ 8 การเปิดห้องเรียน (Open Classroom) มีประโยชน์อย่างไร
ก. เพิ่มจำนวนนักเรียน
ข. ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น
ค. แลกเปลี่ยนเรียนรู้และปรับปรุงการสอน
ง. ลดภาระครู
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้สะท้อนผลและพัฒนาการสอนร่วมกัน

 

ข้อ 9 จากกรณีศึกษาจีน การจัดกลุ่ม 4 คนมีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. ลดภาระครู
ข. เพิ่มคะแนนสอบ
ค. สร้างความร่วมมือและช่วยเหลือกัน
ง. ควบคุมชั้นเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการเรียนรู้ร่วมกันและความไว้วางใจ

 

ข้อ 10 ผู้บริหารควรนำ SLC ไปใช้โดยวิธีใดเหมาะสมที่สุด
ก. กำหนดนโยบายจากส่วนกลาง
ข. ให้ครูปฏิบัติตามรูปแบบตายตัว
ค. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและวัฒนธรรมร่วมมือ
ง. เน้นผลสัมฤทธิ์ทางการสอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: SLC เน้นความร่วมมือและการมีส่วนร่วมทุกฝ่าย

ความเห็นของผู้ชม