สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ผลวิจัย10 ปี พบงบการศึกษาจ่ายเท่ากันแต่ปลายทางต่างกัน

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Accounts: NEA) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยผลการวิเคราะห์ 10 ปี จากโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ ว่า รายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2551-2561 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2551 มีจำนวนเงิน 560,479 ล้านบาท ต่อมาในปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็น 816,267 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยรายจ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐเริ่มมีแนวโน้มลดลงจาก 684,497 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2559 เป็น 620,452 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2561 หรือคิดเป็นอัตราการลดลงเฉลี่ยปีละ 4.79 % สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงทุกปี ทำให้จำนวนนักเรียนทั้งหมดของประเทศไทยมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากมีนักเรียนทั้งหมดจำนวน 11,750,727 ในปี พ.ศ. 2553 เหลือจำนวน 10,763,607 คน ในปี พ.ศ.2561 หรือลดลงมาเกือบหนึ่งล้านคนในระยะเวลา 8 ปี

รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาภาคบังคับให้แก่เยาวชนในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2561 สพฐ. มีโรงเรียนในสังกัดจำนวน 29,839 แห่ง โดยมีงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด 286,743 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่จัดสรรผ่านงบบุคลากร งบลงทุน งบดำเนินงาน และมีงบรายหัวที่จัดสรรให้เด็กแต่ละคนเท่ากัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วเมื่อติดตามผลการจัดสรรงบประมาณในหมวดต่าง ๆ เหล่านี้ไปถึงปลายทางในพื้นที่ และถึงตัวผู้เรียนแล้วจะพบว่า นักเรียนแต่ละคนในพื้นที่ต่าง ๆ จะได้รับงบประมาณรวมเฉลี่ยต่อคนไม่เท่ากัน ซึ่งเกิดจากหลากหลายปัจจัย อาทิ จำนวนเด็กนักเรียนในแต่ละพื้นที่ จำนวนครูในโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารที่ยังขาดครูไปสอนไม่ครบชั้นเรียน ทำให้งบบุคลากร งบลงทุนที่ได้รับการจัดสรรลงไปให้แก่นักเรียนในพื้นที่และสถานศึกษาเหล่านี้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าโรงเรียนขนาดกลาง ใหญ่ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

โดยผลการวิจัยจากโครงการบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติพบว่า ในปีงบประมาณ 2561 ภูมิภาคที่มีรายจ่ายด้านการศึกษา มากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 119,153 ล้านบาท รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 72,231 ล้านบาท  ภาคเหนือ จำนวน 54,280 ล้านบาท ในขณะที่ภาคใต้ เป็นภูมิภาคที่มีรายจ่ายด้านการศึกษาน้อยที่สุด จำนวน 41,077 ล้านบาท หรือประมาณหนึ่งในสามของรายจ่ายด้านการศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเมื่อติดตามผลการจัดสรรงบประมาณการศึกษาในปี 2561 ไปถึงผู้เรียนเป็นรายบุคคลแล้วพบว่านักเรียนในบางจังหวัดได้รับจัดสรรงบประมาณการศึกษาเฉลี่ยต่อหัวอยู่ในระดับ 25,000-35,000 บาท เช่น จังหวัดตาก สุราษฎร์ธานี และ สมุทรสาคร ในขณะที่บางจังหวัดนักเรียนได้รับจัดสรรงบประมาณการศึกษาเฉลี่ยต่อหัวอยู่ในระดับ 53,000-65,000 บาท เช่น จังหวัดปทุมธานี แพร่ และร้อยเอ็ด เป็นต้น ซึ่งแตกต่างกันอยู่ราว 1-2 เท่า อันเนื่องมาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมในพื้นที่ และจำนวนครูและบุคลากรในสถานศึกษาข้างต้น 

"เมื่อพิจารณาผลกระทบจาก COVID-19 ล่าสุดที่มีจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษในระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นมากกว่า 300,000 คน จะเห็นได้ว่าผู้เรียนและครัวเรือนในระบบการศึกษาไทยในปีการศึกษา 2563-2564 ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจาก COVID-19 ทั่วทุกพื้นที่ ทางออกด้านหนึ่งในการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาปี 2564 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติการศึกษาได้อย่างยั่งยืน คือ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกระบวนการจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity-based Budgeting) ซึ่งไม่ใช่การจัดสรรด้วยสูตรเดียวกันทั้งประเทศ แต่ใช้หลักการนำข้อมูลความจำเป็นของผู้เรียน และสถานศึกษา รวมทั้งบริบทเฉพาะในแต่ละพื้นที่ มาคิดคำนวณอยู่ในสูตรการจัดสรรงบประมาณด้วย สิ่งนี้จะช่วยให้ระบบการศึกษาไทยสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งด้านประสิทธิภาพ และความเสมอภาคไปพร้อมกันได้ (Equity & Efficiency Gain) เพราะนอกจากผู้เรียน โรงเรียนจะได้รับการจัดสรรทรัพยากรที่สอดคล้องกับความจำเป็นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแล้ว รัฐบาลจะสามารถประหยัดเงินงบประมาณได้จำนวนมากจากรายจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการได้ด้วย" รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว

ในเดือนกันยายนนี้ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ กสศ. จะเปิดตัวฐานข้อมูลบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาออนไลน์ ในชื่อฐานข้อมูล iNEA ผ่านโปรแกรม Business Intelligence (BI) เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เห็นถึงภาพรวมและรายละเอียดของข้อมูลรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยย้อนหลัง 10 ปี ด้วยการนำเสนอรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย มีการใช้กราฟิกที่แสดงข้อมูลในรูปของกราฟแท่ง กราฟวงกลม แผนที่ และรูปภาพต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจข้อมูลได้อย่างชัดเจน โดยฐานข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบาย ผู้บริหารสถานศึกษา และนักวิชาการผู้สนใจประเด็นการศึกษาเข้าใจโครงสร้างรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศมากขึ้น ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปประกอบการออกแบบนโยบายด้านการศึกษา เพิ่มความพร้อมของเด็กก่อนเข้าเรียน เพิ่มอัตราการเข้าเรียนของเด็ก และกำหนดผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรของภาครัฐในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเป็นธรรม

สรุป ผลวิจัย 10 ปี บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา พบงบการศึกษาแม้จ่ายรายหัวเท่ากันแต่ไปถึงปลายทางไม่เท่ากัน ชี้พื้นที่ด้อยโอกาสทุรกันดาร เสียเปรียบ งบบุคลากรลงไปไม่ถึงเด็ก นักเศรษฐศาสตร์การศึกษาแนะรัฐจัดสรรงบปี 64 เน้นเติมเต็มกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ด้อยโอกาส

ที่มา ; เดลินิวส์ อังคารที่ 25 สิงหาคม 2563

สรุปสาระสำคัญ

บทความสรุปผลการวิจัยโครงการบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (NEA) ช่วงปี 2551–2561 พบว่า งบประมาณการศึกษาของไทยเพิ่มขึ้นจาก 560,479 ล้านบาทเป็น 816,267 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 45 แต่ในช่วงหลังงบภาครัฐมีแนวโน้มลดลง สาเหตุสำคัญมาจากอัตราการเกิดลดลง ส่งผลให้นักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้มีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่การจัดสรรงบประมาณยังไม่เท่าเทียมในทางปฏิบัติ เนื่องจากความแตกต่างของบริบทพื้นที่ จำนวนครู และขนาดโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลทำให้ได้รับทรัพยากรน้อยกว่า

ข้อมูลพบความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคและจังหวัด โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับงบสูงสุด ขณะที่ภาคใต้ต่ำสุด และงบต่อหัวนักเรียนแตกต่างกันถึง 1–2 เท่า สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้จำนวนนักเรียนยากจนเพิ่มขึ้นกว่า 300,000 คน

 

นักวิจัยเสนอให้ใช้แนวทาง Equity-based Budgeting โดยจัดสรรงบตามความจำเป็นและบริบทพื้นที่ พร้อมใช้ฐานข้อมูล iNEA และระบบ BI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งให้การจัดสรรทรัพยากรเหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละพื้นที่ เพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความเป็นธรรมของระบบการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาระสำคัญของงานวิจัย NEA สะท้อนประเด็นใดมากที่สุด
ก. งบการศึกษาลดลงทุกปี
ข. งบการศึกษาเพิ่มขึ้นแต่กระจายไม่เท่าเทียม
ค. จำนวนครูเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ง. นักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เฉลย: ข
เหตุผล: แม้งบรวมเพิ่มขึ้น แต่การกระจายไม่เท่ากันในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นประเด็นหลัก

 

ข้อ 2

สาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวนนักเรียนลดลงคือข้อใด
ก. นโยบายเรียนฟรี
ข. การย้ายถิ่นฐาน
ค. อัตราการเกิดลดลง
ง. การเพิ่มโรงเรียนเอกชน
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าอัตราการเกิดลดลงทำให้นักเรียนลดลง

 

ข้อ 3

ข้อใดเป็นปัญหาหลักของการจัดสรรงบประมาณแบบเดิม
ก. ใช้ข้อมูลไม่ทันสมัย
ข. ใช้สูตรเดียวทั่วประเทศ
ค. ไม่มีงบประมาณเพียงพอ
ง. ไม่มีการตรวจสอบ
เฉลย: ข
เหตุผล: สูตรเดียวทำให้ไม่สะท้อนความต้องการพื้นที่จริง

 

ข้อ 4

พื้นที่ใดได้รับงบการศึกษาสูงที่สุดโดยรวม
ก. ภาคใต้
ข. ภาคเหนือ
ค. ภาคกลาง
ง. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เฉลย: ง
เหตุผล: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีงบสูงสุดตามข้อมูล

 

ข้อ 5

แนวคิด “Equity-based Budgeting” เน้นอะไร
ก. แจกงบเท่ากันทุกโรงเรียน
ข. ลดงบการศึกษา
ค. จัดสรรตามความจำเป็นและบริบท
ง. เพิ่มงบเฉพาะเมืองใหญ่
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นความเสมอภาคตามความต้องการจริง

 

ข้อ 6

ความเหลื่อมล้ำของงบต่อหัวเกิดจากปัจจัยใดมากที่สุด
ก. จำนวนผู้บริหาร
ข. สภาพพื้นที่และจำนวนครู
ค. ค่าเล่าเรียน
ง. จำนวนโรงเรียนเอกชน
เฉลย: ข
เหตุผล: โครงสร้างพื้นที่และครูส่งผลต่อการจัดสรรจริง

 

ข้อ 7

ผลกระทบจาก COVID-19 ต่อระบบการศึกษาคืออะไร
ก. ครูลดลง
ข. โรงเรียนปิดถาวร
ค. นักเรียนยากจนเพิ่มขึ้น
ง. งบการศึกษาหยุดชะงัก
เฉลย: ค
เหตุผล: มีนักเรียนยากจนเพิ่มกว่า 300,000 คน

 

ข้อ 8

จุดประสงค์ของฐานข้อมูล iNEA คืออะไร
ก. จัดสอบนักเรียน
ข. ควบคุมโรงเรียน
ค. สนับสนุนการวางนโยบายด้วยข้อมูล
ง. เพิ่มจำนวนครู
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้เพื่อวิเคราะห์และกำหนดนโยบายเชิงข้อมูล

 

ข้อ 9

จังหวัดใดมีงบต่อหัวสูงกว่ากลุ่มอื่น
ก. ตาก
ข. สุราษฎร์ธานี
ค. ปทุมธานี
ง. สมุทรสาคร
เฉลย: ค
เหตุผล: กลุ่มนี้มีงบ 53,000–65,000 บาทต่อคน

 

ข้อ 10

แนวทางแก้ปัญหาระยะยาวที่เหมาะสมที่สุดคืออะไร
ก. เพิ่มงบแบบเท่ากัน
ข. ลดจำนวนนักเรียน
ค. ใช้ข้อมูลและบริบทพื้นที่ในการจัดสรร
ง. ปิดโรงเรียนขนาดเล็ก
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการจัดสรรตามข้อมูลจริงเพื่อความเสมอภาคและประสิทธิภาพ

 
 

ความเห็นของผู้ชม