
วันนี้ (15 ธ.ค.) นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า เปิดเผยว่า เอ็ตด้าได้สำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยในปี 64 นี้ ได้เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถาม กับกลุ่มตัวอย่าง 44,545 คน พบว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ปีนี้เป็นปีแรกที่ กลุ่มเจนซี (อายุน้อยกว่า 21 ปี) ทุบสถิติใช้งานอินเทอร์เน็ตมากที่สุด เฉลี่ยวันละ 12 ชั่วโมง 5 นาที แซงหน้ากลุ่มเจนวาย (อายุ 21-40 ปี) แชมป์ 6 สมัย โดยปีนี้ใช้อินเทอร์เน็ต เฉลี่ยวันละ 11 ชั่วโมง 52 นาที ส่วนเจนเอ็กซ์ (อายุ 41-56 ปี) ใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 9 ชั่วโมง 12 นาที และสุดท้าย เบบี้ บูมเมอร์ (อายุ 57-75 ปี) ใช้น้อยที่สุด เฉลี่ยวันละ 6 ชั่วโมง 21 นาที ตามลำดับ

“หลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ กลุ่มเจนซี ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตมากที่สุดเพราะต้องเรียนออนไลน์ เฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง 23 นาที รองลงมาคือ ดูรายการโทรทัศน์ ดูคลิป ดูหนัง ฟังเพลงออนไลน์ เฉลี่ยวันละ 4 ชั่วโมง 11 นาที เพื่อพักผ่อนหลังเรียน และสุดท้ายใช้ติดต่อสื่อสารออนไลน์ เฉลี่ยวันละ 3 ชั่วโมง 39 นาที นอกจากนี้ผลสำรวจ ภาพรวม ยังพบว่าผู้ตอบแบบสอบสำรวจ ส่วนใหญ่มีการใช้อินเทอร์เน็ต เฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง 36 นาที และมีผู็ใช้อินเทอร์เน็ตรายใหม่ประมาณ 9 ล้านคน โดยจะใช้งานในวันธรรมดา เฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง 55 นาที มากกว่าวันหยุดที่ใช้ 9 ชั่วโมง 49 นาที หลังจากปีที่ผ่านมาๆ จะมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตในวันหยุดมากกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากหลายคนต้องทำงานจากที่บ้านและเรียนออนไลน์”
นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมออนไลน์ที่นิยมทำมากที่สุด คือ การติดต่อสื่อสาร 77.0% รองลงมาคือ กิจกรรมดูรายการโทรทัศน์ ดูหนัง ฟังเพลงออนไลน์ 62.4% และเพื่อค้นหาข้อมูลออนไลน์ 60.1% อ่านข่าว บทความ หรือหนังสือ 54.2% ซื้อสินค้า บริการ 47.7% นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมใหม่ คือ ใช้ ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการช่วยเรื่องการออกกำลังกาย ประเมินเกี่ยวกับสุขภาพ 34.8% การสั่งฟู้ดดิลิเวอรี่ 34.1% ฯลฯ
ส่วนปัญหาในการใช้อินเทอร์เน็ตที่พบส่วนใหญ่มักเป็นประเด็นที่เคยพบเจอในช่วงที่ผ่านมา โดย 5 อันดับแรกที่พบมากที่สุด คือ ความล่าช้าในการเชื่อมต่อหรือใช้อินเทอร์เน็ต 70.1% ปริมาณโฆษณาออนไลน์ที่มารบกวน 65.2% ความไม่มั่นใจว่าข้อมูลที่ปรากฏบนอินเทอร์เน็ตเชื่อถือได้หรือไม่ 38.0% การให้บริการอินเทอร์เน็ตยังไม่ทั่วถึง 37.1% และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยากหรือหลุดบ่อย 26.9%
ในเรื่องของพฤติกรรมการชอปปิงออนไลน์พบว่าช่องทางที่ผู้ซื้อนิยมซื้อสินค้า/บริการออนไลน์มากที่สุด คือ ผ่านแพลตฟอร์ม e-Marketplace สูงสุดจะเป็น Shopee 89.7% รองลงมาคือ Lazada 74.0% และ Facebook 61.2% โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่เลือกแพลตฟอร์มจากการที่สินค้ามีราคาถูก คุ้มค่ากับการซื้อ แพลตฟอร์มใช้งานง่าย สินค้ามีความหลากหลาย ผู้ซื้อมีความเชื่อมั่นในระบบชำระเงินของแพลตฟอร์ม รวมถึงการมีโปรโมชั่นในช่วงวันสำคัญต่างๆ ในแต่ละเดือนอย่างต่อเนื่อง

ส่วนช่องทางที่ผู้ขายนิยมขายสินค้าผ่าน Social Commerce มากที่สุด คือ Facebook 65.5% รองลงมาคือ Shopee 57.5% และ LINE 32.1% โดยผู้ขายส่วนใหญ่ให้เหตผุลว่าเลือกแพลตฟอร์มจากการที่แพลตฟอร์มใช้งานง่าย มีชื่อเสียง สามารถทำการตลาดได้ตรงตามวัตถุประสงค์/ตรงกลุ่มเป้าหมาย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการถูก และมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย เป็นต้น
เมื่อมองในมุมของสิ่งที่กังวลหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในการซื้อขายของออนไลน์ สำหรับผู้ซื้อแล้วหนีไม่พ้นในประเด็นสินค้าไม่ตรงตามที่สั่ง เช่น ผิดสี ผิดขนาด ไม่ตรงปก อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง นอกจากนี้จะมีประเด็นสินค้าที่ได้รับเกิดความเสียหาย ค่าขนส่งแพง สินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล และเรื่องความไม่เชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลในแพลตฟอร์ม
ส่วนปัญหาที่ผู้ขายพบมากสุด คือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่สูง เช่น ค่าธรรมเนียมการขาย/ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมการชำระเงิน ค่าขนส่ง ปัญหาต่อมา คือ สินค้าชำรุด สูญหายระหว่างการขนส่ง นอกจากนี้ ยังมีในมุมของการแข่งขันที่สูง การที่ผู้ขายส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในการทำธุรกิจออนไลน์ และเรื่องอัตราค่าจัดส่งที่ค่อนข้างสูง
สำหรับช่องทางการชำระเงินค่าสินค้า บริการออนไลน์ที่คนเลือกใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ แอพพลิเคชั่นของธนาคาร (Mobile Banking) 59.9% รองลงมาคือ การชำระเงินปลายทาง (Cash on Delivery) 53.4% การใช้บัตรเครดิต/บัตรเดบิต 46.8% การโอนเงิน หรือชำระเงินผ่านบัญชีโดยไปที่ธนาคาร 38.4% และการใช้ Wallet ของแพลตฟอร์มที่เปิดให้บริการ เช่น Lazada Wallet, Shopee Wallet อยู่ที่ 34.7%
อย่างไรก็ตามเมื่อมีการใช้ช่องทางออนไลน์ในการชำระเงินเป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้น ในมุมของความกังวล พบว่าประเด็นที่คนทำธุรกรรมการเงินออนไลน์กังวลหรือเป็นปัญหามากที่สุด คือ ความไม่เชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของแพลตฟอร์ม รองลงมา คือ ความกังวลเรื่องการถูกหลอกลวง เช่น ในรูปแบบของการใช้อีเมลหรือหน้าเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกเอาข้อมูล และปัญหาที่อาจจะส่งผลต่อความไม่สะดวกในการซื้อของออนไลน์ในบางร้าน คือ การไม่มีบริการรับชำระเงินออนไลน์ไว้ให้บริการกับลูกค้า เป็นต้น
นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ในปีนี้ยังได้สำรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ณ์โควิด-19 ที่ต้องพึ่งพาออนไลน์มากขึ้น ทั้งทำงานที่บ้านและ เรียนออนไลน์โดยพบว่า รู้สึกไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน 38.6% กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการทำงานที่บ้าน 37.5% ขณะที่การเรียนออนไลน์ กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่ม 36.2% และขาดอุปกรณ์ในการยน 30.8%
“แนวโน้มกิจกรรมออนไลน์ที่จะเป็นนิวนอร์มัล ทำอย่างต่อเนื่องแม้ว่าสถานการณ์ โควิด-19 ลดลงแล้วก็คือ การซื้อขายสินทรัพย์เพื่อการลงทุนออนไลน์, การชำระค่าสาธารณูปโภคออนไลน์, การทำธุรกรรมทางการเงิน ระหว่างบุคคล, การชำระค่าสินค้า บริการออนไลน์, การอ่าน ข่าว บทความ หนังสือออนไลน์ เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าคนไทยจะใช้อินเทอร์เน็ตกับกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ทั่วถึงจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศไทย”
ที่มา ; เดลินิวส์
ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยปี 2564 โดย สพธอ. (ETDA) จากกลุ่มตัวอย่าง 44,545 คน พบว่า สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเจนซี (อายุต่ำกว่า 21 ปี) ใช้งานสูงสุดเฉลี่ย 12 ชั่วโมง 5 นาทีต่อวัน เนื่องจากการเรียนออนไลน์ รองลงมาคือเจนวาย เจนเอ็กซ์ และเบบี้บูมเมอร์ตามลำดับ ภาพรวมคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง 36 นาที และมีผู้ใช้งานใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 9 ล้านคน โดยวันธรรมดาใช้งานมากกว่าวันหยุด
กิจกรรมหลักคือการสื่อสารออนไลน์ (77.0%) รองลงมาคือความบันเทิงและค้นหาข้อมูล ขณะที่พฤติกรรมใหม่ ได้แก่ การออกกำลังกายและสั่งอาหารออนไลน์ ปัญหาหลักคืออินเทอร์เน็ตช้า โฆษณารบกวน และความไม่น่าเชื่อถือของข้อมูล ด้านอีคอมเมิร์ซ ผู้บริโภคนิยมซื้อผ่าน Shopee, Lazada และ Facebook โดยเลือกจากราคา ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือของระบบชำระเงิน
อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อกังวลเรื่องสินค้าไม่ตรงปก ความปลอดภัยข้อมูล และการหลอกลวง ขณะที่ผู้ขายเผชิญต้นทุนสูงและการแข่งขันสูง การชำระเงินนิยมผ่าน Mobile Banking มากที่สุด และแนวโน้มกิจกรรมออนไลน์ เช่น การเงิน การซื้อขาย และการเรียนรู้ จะยังคงเป็น “นิวนอร์มัล” ส่งผลให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นสิ่งจำเป็น
ข้อใดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เจนซีใช้อินเทอร์เน็ตสูงที่สุด
ก. การทำงานออนไลน์
ข. การเรียนออนไลน์
ค. การเล่นเกม
ง. การซื้อสินค้า
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าเจนซีใช้อินเทอร์เน็ตมากจากการเรียนออนไลน์
แนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตในวันธรรมดามากกว่าวันหยุดสะท้อนอะไร
ก. การพักผ่อนเพิ่มขึ้น
ข. การทำงานและเรียนที่บ้าน
ค. การลดลงของกิจกรรมออนไลน์
ง. การท่องเที่ยวลดลง
เฉลย: ข
เหตุผล: เกิดจาก Work from Home และเรียนออนไลน์
กิจกรรมออนไลน์ที่นิยมสูงสุดคือข้อใด
ก. ซื้อสินค้า
ข. ดูหนัง
ค. สื่อสารออนไลน์
ง. อ่านข่าว
เฉลย: ค
เหตุผล: มีสัดส่วนสูงสุด 77.0%
ปัญหาสำคัญอันดับแรกของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคืออะไร
ก. ข้อมูลไม่ปลอดภัย
ข. อินเทอร์เน็ตช้า
ค. ค่าใช้จ่ายสูง
ง. อุปกรณ์ไม่เพียงพอ
เฉลย: ข
เหตุผล: พบมากที่สุด 70.1%
ปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคเลือกแพลตฟอร์มซื้อสินค้าออนไลน์คืออะไร
ก. ความนิยมของเพื่อน
ข. ราคาและความคุ้มค่า
ค. สีของเว็บไซต์
ง. จำนวนโฆษณา
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นปัจจัยหลักตามผลสำรวจ
ข้อใดสะท้อนปัญหาของผู้ซื้อออนไลน์ได้ดีที่สุด
ก. การแข่งขันสูง
ข. สินค้าไม่ตรงปก
ค. ค่าคอมมิชชัน
ง. ขาดทักษะขาย
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นปัญหาหลักของผู้ซื้อ
ข้อใดเป็นปัญหาหลักของผู้ขายออนไลน์
ก. อินเทอร์เน็ตช้า
ข. ขาดลูกค้า
ค. ค่าใช้จ่ายสูง
ง. ขาดสินค้า
เฉลย: ค
เหตุผล: ค่าธรรมเนียมและต้นทุนสูงเป็นปัญหาหลัก
ช่องทางชำระเงินที่นิยมมากที่สุดคืออะไร
ก. บัตรเครดิต
ข. Mobile Banking
ค. เงินสดปลายทาง
ง. Wallet
เฉลย: ข
เหตุผล: มีสัดส่วนสูงสุด 59.9%
ความกังวลสำคัญในการทำธุรกรรมออนไลน์คืออะไร
ก. ราคาสินค้า
ข. ความปลอดภัยข้อมูล
ค. ความเร็วอินเทอร์เน็ต
ง. การส่งสินค้า
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นความกังวลอันดับต้น
ข้อใดเป็นแนวทางเชิงนโยบายที่เหมาะสมที่สุดจากข้อมูลนี้
ก. ลดจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
ข. เพิ่มโฆษณาออนไลน์
ค. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ง. จำกัดการซื้อขายออนไลน์
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน