
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สกศ.ได้เปิดให้มีการประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2566
โดย สกศ.จะรวบรวมความคิดเห็นเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณาเสนอร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และกระบวนการนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตาม การยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ถือเป็นงานหลักที่ สกศ.ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ และที่สำคัญเรื่องนี้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่ต้องทำให้แล้วเสร็จ แต่ไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้กฎหมายฉบับดังกล่าวตกไปโดยอัตโนมัติ
นายอรรถพลกล่าวต่อว่า เมื่อมีรัฐบาลใหม่จึงต้องเร่งดำเนินการ โดย สกศ.เลือกที่จะหยิบร่างฉบับที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วมาเปิดรับฟังความคิดเห็นใหม่อีกครั้ง เพราะหากเริ่มนับหนึ่งใหม่ คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ต้องใช้เวลาพิจารณาอีกกว่า 1 ปี และกว่าจะวิพากษ์เสร็จก็ทำกฎหมายไม่มีความทันสมัย และอาจเสร็จไม่ทัน 4 ปีในรัฐบาลนี้ แน่นอนว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับเดิมยังมีจุดอ่อน และเสียงคัดค้านในบางเรื่อง
ดังนั้น การจัดทำร่างกฎหมายครั้งนี้จะแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ร่างพ.ร.บ.การศึกษา จะเน้นเรื่องจะทำอย่างไรให้ผู้เรียนมีคุณภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์โลก ส่วนเรื่องของคนและสิทธิประโยชน์ที่ยังเป็นข้อขัดแย้งก็ให้ไปอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. …
“เท่าที่ดูมีประมาณ 14 มาตรา ที่ยังมีข้อวิพากษ์ สกศ.จะนำตัวอย่างการจัดการศึกษาของประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร ฟินแลนด์ และประเทศในยุโรปมาเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน รวมถึงจะนำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาร่วมพิจารณา เรื่องทั้งหมดจะต้องตกตะกอน จากนั้นจะเปิดให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา มาร่วมกันวิพากษ์เพื่อหาข้อสรุปก่อนปรับแก้รายละเอียด เสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณา ก่อนเสนอเข้า ครม.เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ” นายอรรถพลระบุ
นายอรรถพลกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันข้อห่วงใยของ สกศ.คือเรื่องการเมือง จึงทำงานควบคู่กับคณะกรรมมาธิการ (กมธ.) การศึกษา และอยากให้เกิดการมีส่วนร่วมของพรรคต่างๆ มากขึ้น ผมจึงเข้าร่วมเป็นเลขานุการของ กมธ.ด้านการศึกษาเพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงและนำแนวทางของแต่ละพรรคมาร่วมพิจารณา เมื่อกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่รัฐสภาก็เชื่อว่าร่างของ กมธ.การศึกษาที่เกิดขึ้นกับร่างที่ ครม.ส่งไปจะมีความสอดคล้องกัน ลดความแตกแยกทางความคิด ทำให้การพิจารณากฎหมายเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
เลขาธิการ สกศ.กล่าวต่อว่า คาดว่าจะสามารถสรุปผลการประชาพิจารณ์ได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ก่อนเสนอให้ ครม.พิจารณา จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือน เพราะเคยพิจารณาไปแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในการเปิดสมัยประชุม แต่ยังมีตัวแปรสำคัญ และเป็นข้อห่วงใยอีกเรื่องคือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ต้องร่วมพิจารณาด้วยจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม 2567 ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะใช้เวลามาดน้อยแค่ไหน ถึงจะมี ส.ว.ชุดใหม่ ก็อาจเป็นตัวแปรแทรกซ้อน ที่ทำให้กฎหมายมีความล่าช้า ถ้าจัดให้มีการเลือกตั้งก็คาดว่าจะได้ ส.ว.ปลายปี 2567 เสนอเข้ากระบวนการนิติบัญญัติในปี 2568 วิพากษ์วิจารณ์ และเสนอให้รัฐสภาพิจารณา คาดว่าจะประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ได้ภายในปี 2569
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2566
เกี่ยวข้องกัน
“เสมา 2” เผย นายกฯเร่งเดินร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ. …
เมื่อวันที่ 7 พ.ย. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบรายชื่อกรรมการในคณะกรรมการสภาการศึกษา (กกศ.) จำนวน 1 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนขององค์กรศาสนาที่ได้ลาออกไปโดยเงื่อนไขของข้อตกลงที่ทำในองค์ประกอบของกรรมการจะมีตัวแทนขององค์กรศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ โดยทั้งสามศาสนาทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะผลัดกันเป็นตัวแทนกรรมการในคณะกรรมการสภาการศึกษา ซึ่งตัวแทนของศาสนาซิกข์ดำรงตำแหน่งมาครบวาระ 1 ปีแล้วจึงแจ้งทำหนังสือลาออก ดังนั้นที่ประชุมจึงมติเห็นชอบ นางกัมเลซ มันจันดา ซึ่งเป็นตัวแทนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นกรรมการแทน ส่วนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ยังไม่ได้มีนำเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณา ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวเป็นอย่างมาก และย้ำว่าจะต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น พร้อมกับการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้กฎหมายการศึกษาเป็นที่ยอมรับ เพราะรัฐบาลคาดหวังว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาที่สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำให้ทุกส่วนราชการและทุกกระทรวง โดยเฉพาะการจัดทำโครงการต่างๆ ของภาครัฐจะต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างหรือการเปิดประมูลราคาแล้วจะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว ต้องไม่ทำให้เกิดความล่าช้าของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากจะส่งผลกระทบให้ภาครัฐเสียประโยชน์ โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตนจะมากำชับให้การดำเนินโครงการต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใสและตรวจสอบได้
รมช.ศึกษาธิการ เผย นายกรัฐมนตรี เร่งเดินร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... ย้ำทุกกระทรวงจัดซื้อจัดจ้างต้องโปร่งใส
ที่มา ; เดลินิวส์ 7 พฤศจิกายน 2566
เกี่ยวข้องกัน
ขอเชิญร่วมรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....
ด้วยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบกฎหมายว่าด้วยการศึกษาเเห่งชาติ ประกอบกับมติที่ประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566 ได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาดำเนินการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว เรื่องเสร็จที่ 660/2564 เพื่อให้สอดคล้องกับเเนวทางการดำเนินการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญเเห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ก่อนที่จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จึงขอเชิญชวนประชาชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ร่วมเเสดงความคิดเห็นต่อหลักการเเละสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว เรื่องเสร็จที่ 660/2564 อันจะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณาในกระบวนการเสนอร่างกฎหมาย เเละเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศต่อไป
ฐานคิดของการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....
1. ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ดำเนินการโดยคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา มุ่งประสงค์ให้สอดรับกับประเด็นการปฏิรูปการศึกษาที่กำหนดไว้ในตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 258 จ. โดยสรุป 4 เรื่อง ได้แก่ 1) การพัฒนาเด็กปฐมวัย 2) การจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 3) การคัดกรอง ผลิต พัฒนาครูและคณาจารย์ให้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู 4) การจัดการเรียนการสอนและโครงสร้างที่เอื้ออำนวยให้เกิดการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นกฎหมายแม่บททางการศึกษาตามเป้าหมายการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา 4 เรื่อง ได้แก่ 1) ยกระดับคุณภาพการศึกษา 2) ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 3) การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน 4) ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร เพิ่มความคล่องตัวในการรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษา และเสริมสร้างธรรมาภิบาลในระบบ เพื่อมุ่งหวังที่จะยกระดับและผ่าวิกฤตทางการศึกษาให้ตอบสนองสภาพการณ์ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
2. การดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้คงหลักการพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่สำคัญต่างๆ อาทิ หลักการกระจายอำนาจทางการศึกษา หลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา หลักการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและตลอดชีวิต และเพิ่มกลไกที่เป็นการเสริมจุดแข็งในกฎหมายให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์การพัฒนาผู้เรียนในปัจจุบัน เน้นกลไกการสนับสนุนที่เอื้อให้สถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีอิสระและมีคุณภาพ ความยืดหยุ่นของระบบการศึกษาที่ตอบสนองเป้าหมายการเรียนของผู้เรียนในทุกช่วงวัย เน้นการสร้างกลไกการบริหารทรัพยากรเพื่อการศึกษาให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดในเชิงนโยบายและจุดถ่วงดุลย์เพื่อการสร้างธรรมาภิบาลในระบบการศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียนทุกช่วงวัย โดยสรุปดังนี้
(1) ด้านการจัดการเรียนการสอน
· เป้าหมายการจัดการศึกษาเน้นให้ผู้เรียนมีสมรรถนะที่เติบโตตามช่วงวัย สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสภาพการณ์ของโลกที่ผันผวนและไม่อาจคาดเดาได้ หรือคาดเดาได้ยาก
· สถานศึกษาสามารถบริหารและจัดการศึกษาได้อย่างที่มีความเป็นอิสระคล่องตัว โดยการเพิ่มอำนาจในกับคณะกรรมการสถานศึกษา การบริหารการใช้ทรัพยากรร่วมกันของสถานศึกษา การบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดความคุ้มค่าโดยให้มีการคำนวณเงินขั้นต้นที่ทำให้สถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ วิธีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนรู้ในสถานการณ์จริงหรือการเรียนรู้เชิงรุก ทางเลือกที่หลากหลายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มุ่งต่อสมรรถนะตามช่วงวัยและบริบทของสถานศึกษา การใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา อำนาจในการปฏิเสธในการดำเนินการตามโครงการที่ทำให้กระทบการจัดเรียนการสอน แผนการเรียนที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนสามารถรู้จักตนเองและสามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัดและความสนใจ
· ปรับเปลี่ยนบทบาทของครู เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ ระบบการผลิตครูที่เน้นการทำให้ครูเกิดสมรรถนะและสามารถจัดการเรียนการสอนในเชิงสมรรถนะ
· กลไกการช่วยเหลือทางวิชาการแก่ครูและสถานศึกษา คือ มีสถาบันพัฒนาหลักสูตรทางการศึกษาแห่งชาติ แทนกรมวิชาการเดิมที่ถูกยุบเลิกไป
(2) ความยืดหยุ่นของระบบการศึกษา ทำให้เกิดความยืดหยุ่นของระบบทางการศึกษาที่ประสานสอดคล้องกับการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมายของผู้เรียน (purposeful) เช่น ระบบสะสมหน่วยกิต การเทียบเคียง การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน
(3) วางนโยบายในเรื่องการอาชีวศึกษาให้มีความชัดเจน เพื่อให้ผู้เรียนเรียนดีมีความสุขไปสู่เป้าหมายของการสร้างงานสร้างอาชีพหรือการมีงานทำในตลาดแรงงาน รวมถึงการเป็นผู้ประกอบกิจการ
(4) กำหนดกลไกในการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาเชิงนโยบายให้เกิดความคุ้มค่าและจุดถ่วงดุลเพื่อเกิดธรรมาภิบาลในระบบการศึกษา โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ กลไกในการจัดทำ ติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติ และให้คนในจังหวัดที่มีความสนใจด้านการศึกษาได้รวมตัวกันในการทำกิจกรรมด้านการศึกษาร่วมกับหน่วยงานของรัฐ และตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐให้มีความโปร่งใส
(5) ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและตลอดชีวิตของผู้เรียนในทุกช่วงวัย โดยกำหนดหน้าที่ บทบาทของหน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้และส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ของผู้เรียนทุกช่วงวัย
(6) ไม่มีการกำหนดเรื่องโครงสร้างไว้ในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ทำให้โครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 และแก้ไขเพิ่มเติม และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2560 ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค
โปรดให้ข้อเสนอเเนะเพิ่มเติม ในประเด็นที่ท่านสนใจ หรือต้องการเห็นในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... (ถ้ามี)
ร่วมตอบแบบรับฟังความคิดเห็นได้ที่: https://shorturl.at/hvzE2
ที่มา ; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
เเสดงความคิดเห็นในสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ...
โปรดเเสดงความคิดเห็นโดยระบุเลือก "เห็นด้วย "หรือ "ไม่เห็นด้วย " ในหลักการเเละสาระสำคัญรายหมวดของร่างกฎหมายฉบับนี้ ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านสรุปสาระสำคัญซึ่งเป็นจุดเน้นของเเต่ละหมวดได้ก่อนเเสดงความคิดเห็น
จุดเน้น หมวด 1 วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษา
√ การจัดการศึกษาเน้นการจัดการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตประจำวันและการทำงานได้อย่างบูรณาการกัน หรือที่เรียกว่า “สมรรถนะที่เติบโตช่วงวัย” และกำหนดรายละเอียดในแต่ละช่วงวัยเป็น ๗ ช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงการศึกษาต่อในระดับที่สูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงชัดเจน คือ ช่วงวัยที่สี่ (เทียบได้รับระดับประถมศึกษา) เริ่มต้นในการสร้างความรู้ทางวิชาการ และเริ่มหาลู่ทางในการประกอบอาชีพ ช่วงวัยที่ห้า (เทียบได้รับมัธยมศึกษาตอนต้น) ต้องรู้จักตนเองสามารถเลือกเส้นทางการศึกษาต่อหรือเส้นทางอาชีพและการทำงานได้ (มาตรา 7, มาตรา 8)
√ เพิ่มสิทธิและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษา เช่น จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถสนับสนุนทรัพยากรในการจัดการศึกษา (เดิมถูกจำกัดโดยสตง. ปัจจุบันจะส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาได้มากขึ้น (มาตรา 11 (4), มาตรา 12)
√ กำหนดหลักการพื้นฐานในการบริหารและจัดการของสถานศึกษาของรัฐให้มีความชัดเจน โดยเน้นถึงความอิสระคล่องตัว การสนับสนุนทรัพยากรของที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา สิทธิปฏิเสธในการดำเนินโครงการจากส่วนกลางที่เป็นการเพิ่มภาระหรือกระทบต่อคุณภาพการศึกษาที่จะจัดให้ผู้เรียนมีสมรรถนะตามช่วงวัย (มาตรา 14)
√ กำหนดหลักประกันของเงินเดือน ค่าตอบแทน เงินหรือสิทธิประโยชน์ของครูโรงเรียนเอกชนให้สอดคล้องกับครูสถานศึกษาของรัฐ (มาตรา 16)
√ กำหนดให้มีการรองรับการรวมตัวของเอกชนที่มีความสนใจในการศึกษาของแต่ละจังหวัด (มาตรา 18) เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลและร่วมการทำงานด้านการศึกษากับภาครัฐ
จุดเน้น หมวด 2 สถานศึกษา
√ กำหนดหลักการเรื่องสภาพแวดล้อมทางการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาของรัฐสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ เช่น สภาพและสิ่งแวดล้อมและสภาวะที่ปลอดภัย อุปกรณ์ ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่พอเพียง การให้สถานศึกษาของรัฐสามารถใช้หรือแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีหรือห้องปฏิบัติการได้ (มาตรา 20)
√ กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต้นของงบประมาณที่พอเพียงแก่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สถานศึกษา (มาตรา 26)
√ กำหนดให้มีระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างเป็นพิเศษสำหรับการใช้เงินรายได้ของสถานศึกษา (มาตรา 29)
จุดเน้น หมวด 3 ครูเเละบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา
√ กำหนดหน้าที่ของครู จากการสอนเป็นผู้เอื้ออำนวย (facilitator) ให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะตามช่วงวัย (มาตรา 32)
√ เน้นการหล่อหลอมการผลิตครูในรูปแบบสมรรถนะ (มาตรา 38) จึงกำหนดคุณลักษณะทั่วไปของครู และคุณลักษณะเฉพาะของครูในแต่ละช่วงวัยของผู้เรียน (มาตรา 34, มาตรา 37)
√ เน้นให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (ครู ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์) ต้องรับการพัฒนาตามรอบระยะเวลาและอย่างต่อเนื่อง (มาตรา 39, มาตรา 42, มาตรา 43)
√ กระบวนการที่มีความรับผิดรับชอบต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาต่อผู้เรียน จึงกำหนดให้มีระบบการติดตามและประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของครู ผู้บริหารสถานศึกษา/รอง ผู้บริหารการศึกษา/รอง และบุคลากรทางการศึกษาแบบครอบคลุมทั้งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ข้อมูลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และชุมชน (มาตรา 44)
จุดเน้น หมวด 4 การจัดการศึกษา
√ ปรับระบบการศึกษาตามเป้าหมายของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีเป้าหมาย (purposeful) ได้แก่ การศึกษาเพื่อคุณวุฒิตามระดับ การศึกษาเพื่อการพัฒนาตนเอง การศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (มาตรา 47)
√ ปรับระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและโลกในยุคปัจจุบัน โดยให้มีระบบการเทียบเคียงหรือเทียบโอนผลการเรียน รวมทั้งการสะสมหน่วยการเรียน (มาตรา 55)
√ จัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ เพื่อเป็นหน่วยของรัฐที่จัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนเชิงสมรรถนะตามเป้าหมายการจัดการศึกษาตามช่วงวัยของผู้เรียน (มาตรา 57, มาตรา 58)
√ กำหนดให้มีแผนการเรียนที่หลากหลาพื่อให้ผู้เรียนสามารถค้นพบความต้องการและความถนัดในการเรียนต่อขั้นสูงหรือทักษะวิชาชีพขั้นสูงในสาขาต่าง ๆ (มาตรา 62)
√ กำหนดให้มีกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (มาตรา 64)
จุดเน้น หมวด 5 หน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ
√ กำหนดให้การจัดระเบียบบริหารของกระทรวงศึกษาธิการต้องเอื้อต่อการจัดการศึกษาแต่ละช่วงวัยให้มีการบูรณาการกัน (การศึกษาขั้นพื้นฐานสายสามัญ การศึกษาขั้นพื้นฐานสายอาชีพ) และทำให้สถานศึกษามีความเป็นอิสระในการบริหารและจัดการศึกษา (มาตรา 69)
√ ให้กระทรวงศึกษาให้ความสำคัญกับการพัฒนาการจัดการศึกษาสายอาชีพ (มาตรา 71 - มาตรา 73) ตอบสนองต่อการมีงานทำในลักษณะที่เป็นเจ้าของกิจการและตอบสนองความต้องการของภาคแรงงาน
√ ให้หลักการในการบริหารจัดการข้อมูลทางการศึกษาขนาดใหญ่ (big data) เพื่อเป็นฐานในการกำหนดนโยบายและบริหารทรัพยากรทางการศึกษาให้มีความคุ้มค่า (มาตรา 77)
จุดเน้น หมวด 6 แผนการศึกษาเเห่งชาติและทรัพยากรเพื่อการศึกษา
√ กำหนดหลักการในการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ และกำหนดกระบวนการในการกำกับ ติดตามตรวจสอบการดำเนินการ ความสำเร็จ ประเมินผลของแผนการศึกษาแห่งชาติ โดยเน้นการใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (มาตรา 79 - มาตรา 87)
จุดเน้น หมวด 7 คณะกรรมการนโยบายการศึกษาเเห่งชาติ
√ ให้มีคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ เพื่อยกระดับให้เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องระดับชาติ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบูรณาการดำเนินงานด้านการศึกษาที่มีอยู่ในกระทรวงต่าง ๆ ตั้งแต่ในเรื่องการกำหนดนโยบาย แผนการศึกษาแห่งชาติ งบประมาณด้านการศึกษา อัตรากำลัง และกฎหมายที่เกี่ยวกับการศึกษา (มาตรา 88 - มาตรา 96)
เกี่ยวข้องกัน
ชง ‘บิ๊กอุ้ม’ เคาะร่างพ.ร.บ.การศึกษา หลังฟังความเห็น-เสนอเพิ่ม7ประเด็น เน้นพัฒนาครู-จัดงบทุกสังกัดเท่าเทียม
นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สกศ.ได้เปิดให้มีการประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้ได้สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นเรียนร้อยแล้ว และได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง
ทั้งนี้ ภาพรวมเห็นด้วยในหลักการกับร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับดังกล่าว โดยสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นมีข้อเสนอใน 7 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่1 สมรรถนะตามช่วงวัย ควรกำหนดให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการจัดการศึกษาของผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย
ประเด็นที่ 2 องค์ประกอบและวิธีการได้มาของคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อให้สามารถตอบโจทย์หลักการกระจายอำนาจและสร้างความเป็นนิติบุคคลให้สถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องพิจารณาถึงความแตกต่างของสถานศึกษาร่วมด้วย
ประเด็นที่ 3 แนวทางการผลิตและพัฒนาวิชาชีพครู ควรส่งเสริมบุคลากรที่จบวิชาชีพครูโดยตรงเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนที่เน้นสมรรถนะของผู้เรียนได้เป็นสำคัญ นอกจากนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาแนวทางความร่วมมือ ในกระบวนการผลิตครูที่มีคุณภาพ ระหว่างสถานศึกษา และสถาบันผลิตและพัฒนาครู
ประเด็นที่ 4 บทบาทการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ควรส่งเสริมหน่วยงานที่ร่วมจัดการศึกษาในเขตพื้นที่ ทั้งของภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีมาตรฐานที่เท่าเทียมทั้งในเรื่องสิทธิประโยชน์ การเงินและงบประมาณ การบริหารงานบุคคล เพื่อนำไปสู่แนวทางการพัฒนาคุณภาพ การจัดการศึกษาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า
ประเด็นที่ 5 องค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ควรกำหนดองค์ประกอบที่มีผู้แทนจากผู้ที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในส่วนผู้แทนจากผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้แทนสถานบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในสถานศึกษาโดยตรง เนื่องด้วยกลไกการดำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าว มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการบริหารการจัดทรัพยาการเพื่อการศึกษา และเป็นผู้กำกับนโยบายภาพรวมด้านการศึกษา ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสามารถนำอุปสรรคและสภาพปัญหาในทางปฏิบัติจากผู้ปฏิบัติจริงที่เกิดขึ้นมาสู่การกำหนดนโยบายการศึกษาของประเทศเพื่อแก้ปัญหา การส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาการศึกษาได้อย่างตรงจุด
ประเด็นที่ 6 กลไกความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ควรให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านงบประมาณสถานศึกษา กำหนดงบประมาณขั้นต้น และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ที่จะสามารถนำมาเป็นแนวทางที่สำคัญในการสร้างโอกาสการเข้าถึงระบบการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนในทุกช่วงวัยและทุกสังกัดสถานศึกษา และ
ประเด็นที่ 7 ความปลอดภัยในสถานศึกษา ควรกำหนดมาตรการในการปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถนำหลักการและนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวถือเป็นปัญหาที่พบได้มากในปัจจุบัน อันจะส่งผลสำคัญต่อความเชื่อมั่นในการเข้ารับการศึกษาของผู้เรียน และผู้ปกครอง
“สกศ. จะนำข้อเสนอทั้ง 7 ประเด็นดังกล่าว เสนอให้พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณา ประกอบร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ภายในเดือนธันวาคม 2566 หากรัฐมนตรีว่าการศธ. ให้ความเห็นชอบ คาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายในเดือนมกราคม 2567 เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ในเดือนกุมภาพันธ์ -มิถุยายน 2567 แต่การพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ อาจจะเกิดความล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดปัจจุบันจะหมดวาระวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 หากได้ส.ว.ชุดใหม่แล้ว ก็คาดว่า จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ในวาระที่1 ในเดือนกันยายน 2567 และประกาศใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการได้ในช่วงกลางปี 2568 ” นายอรรถพล กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 4 ธันวาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯตีกลับทบทวนใหม่ใน 6 ประเด็น
เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2567 นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ แจ้งเรื่องที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้ส่งคืนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... ให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปพิจารณาทบทวนให้เกิดความรอบคอบ เหมาะสม และมีความชัดเจนยิ่งขึ้นใน 6 ประเด็นหลัก อาทิ
· สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 ยังมิได้ปรากฏในร่าง พ.ร.บ. ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ,
· การส่งเสริมหน่วยงานที่ร่วมจัดการศึกษาในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกัน,
· การยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
· ประเด็นเกี่ยวกับโครงสร้างและภารกิจ กลไกการบริหารงาน และการกำหนดตำแหน่งและอัตรากำลังของ ศธ. ในภาพรวม ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งควรเน้นให้มีการบูรณาการการทำงานและใช้ทรัพยากรร่วมกัน และลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ นั้น
เมื่อเร็วๆ นี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้สั่งการให้ สกศ. เป็นหน่วยงานหลักประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ให้ครอบคลุมตามข้อสั่งการของนายอนุทิน และให้รายงานผลความคืบหน้าในการดำเนินงานเป็นระยะๆ
เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวต่อไปว่า หลังจากได้รับข้อสั่งการจาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ทาง สกศ. ได้กำหนดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ. .... ในประเด็นที่รองนายกฯสั่งให้มีการทบทวนขึ้นใน 4 ภูมิภาค ขณะเดียวกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สกศ. ยังได้มีโอกาสไปชี้แจงข้อเท็จจริงให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้รับทราบถึงประเด็นข้อกังวลต่าง ๆ ว่ามีเรื่องปลีกย่อยอะไรบ้าง ซึ่งเท่าที่รับฟังส่วนใหญ่ไม่ต้องการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ต้องการให้นำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ขึ้นมายกร่าง เพราะน่าจะมีเนื้อหาและรายละเอียดที่ครอบคลุมมากกว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ดังนั้น สกศ. จึงได้นำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ขึ้นมาปรับปรุง และแก้ไขใหม่ พร้อมกับทำรายละเอียดข้อเด่นข้อด้อยเปรียบเทียบกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาการศึกษาฉบับใหม่นี้ เพื่อเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการ ได้พิจารณาต่อไป
ที่มา ; เดลินิวส์
สรุปสาระสำคัญ
นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า สกศ.เปิดประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว เพื่อรวบรวมความคิดเห็นเสนอ ครม. และเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพราะกฎหมายเดิมตกไปหลังรัฐสภาชุดก่อนสิ้นสุดวาระ รัฐบาลใหม่จึงเร่งดำเนินการ โดยเลือกใช้ร่างที่เคยผ่านกฤษฎีกาแล้วเพื่อประหยัดเวลา ทั้งยังแบ่งประเด็นออกเป็น 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษา เน้นยกระดับคุณภาพผู้เรียน และร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครู แยกเรื่องสิทธิประโยชน์เพื่อลดข้อขัดแย้ง
สกศ.จะเทียบตัวอย่างระบบการศึกษาต่างประเทศและงานวิจัยประกอบการพิจารณ์ พร้อมผู้เชี่ยวชาญวิพากษ์ก่อนเสนอรัฐมนตรีพิจารณา ทั้งยังทำงานร่วม กมธ.การศึกษา เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ลดความขัดแยกทางความคิด คาดว่าสรุปผลประชาพิจารณ์ได้ในเดือนพฤศจิกายน ก่อนเสนอ ครม. – กฤษฎีกา – สภาผู้แทนราษฎร แต่มีความเสี่ยงจากการหมดวาระของ ส.ว. อาจทำให้ร่างกฎหมายล่าช้า คาดว่าจะประกาศใช้ได้ปี 2569
ข้อสอบ
2.การแยกร่าง พ.ร.บ.เป็น 2 ฉบับ (การศึกษา / ระเบียบข้าราชการครู) สอดคล้องกับหลักใดมากที่สุด
ก. หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส
ข. หลักการลดความขัดแย้งและทำให้ส่วนที่เป็นปัญหาได้รับการแก้เฉพาะจุด
ค. หลักการกระจายอำนาจและให้สถานศึกษามีอิสระ
ง. หลักการเพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณ
3.ในมุมมองบริหารความเสี่ยง การหมดวาระของ ส.ว. เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญเพราะเหตุใด
ก. อาจทำให้ต้องแก้ไขร่างใหม่ทั้งฉบับ
ข. ทำให้ร่างกฎหมายไม่มีตัวแทนฝ่ายการเมืองตรวจสอบ
ค. ทำให้ระยะเวลาการพิจารณายืดออกและอาจไม่ทันการประชุมสภา
ง. ทำให้ต้องนำร่างเข้าสู่ประชาพิจารณ์ใหม่
4.หากคุณเป็นผู้บริหารสถานศึกษา สิ่งใดต่อไปนี้ควร “นำไปใช้เชิงนโยบายระดับโรงเรียน” ให้สอดคล้องกับแนวคิดร่าง พ.ร.บ.มากที่สุด
ก. เพิ่มโครงการจากส่วนกลางเพื่อให้คุณภาพเท่าเทียม
ข. ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เน้นสมรรถนะ และใช้เทคโนโลยี
ค. เน้นการประเมินผลแบบทดสอบมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
ง. ลดบทบาทคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อให้บริหารง่ายขึ้น
5.การทำงานร่วมกับ กมธ. การศึกษาเพื่อให้ร่าง ครม. และร่าง กมธ. “สอดคล้องกัน” มีผลต่อกระบวนการใดมากที่สุด
ก. ลดระยะเวลาการพิจารณาในชั้นกฤษฎีกา
ข. ทำให้การลงมติในสภาเป็นเอกฉันท์
ค. ลดความแตกต่างทางความคิดและเร่งให้การพิจารณากฎหมายในรัฐสภาเร็วขึ้น
ง. ทำให้ร่างกฎหมายได้รับการยอมรับจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
คลิกเฉลย >>>