
เมื่อเร็วๆ นี้ ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเวทีเสวนา ‘เปิดเทอมที่ไม่ได้เรียนต่อ’ เพื่อเสนอรายงานข้อค้นพบจากศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. โดยมีทั้งนักวิชาการ นักกิจกรรม และนักการเมืองที่ทำงานด้านการศึกษาเข้าร่วมการเสวนา
ในตอนหนึ่ง ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รายงานข้อค้นพบจากการวิจัยเชิงลึก จำนวน 848 กรณีศึกษา ของศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. พบว่า เด็กช่วงชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นกลุ่มที่อยู่ในภาวะวิกฤตหลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด ทั้งๆ ที่อยู่ภายใต้นโยบายเรียนฟรี โดยพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เชื่อมโยงครอบครัวทั้งหมด ได้แก่
· ผู้ปกครองมีรายได้น้อย โดยรายได้ของครัวเรือนที่มีเด็กกลุ่มวิกฤตฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 900 บาทต่อเดือนต่อคน ในขณะที่หนี้สินอยู่ที่ 40,000 บาทต่อครัวเรือน ทำให้แต่ละครอบครัวมีหนี้สินสูงกว่ารายได้ประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์
· ผู้ปกครองไม่มีงานทำ และตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง
· ไม่มีค่าเดินทางมาเรียน
· ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว
· ถูกทอดทิ้งไม่มีผู้อุปการะทางการศึกษา ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาได้
ดร.สุรศักดิ์กล่าวต่อว่า การวิจัยในพื้นที่ยังพบว่าเด็กวิกฤตการศึกษา จำนวน 73 เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่า 1 ปัญหาโยงใยมาที่ครอบครัว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพกาย จิตใจ สวัสดิภาพความปลอดภัย เมื่อเข้าสู่โปรแกรมช่วยเหลือ พบว่า การให้เงินอุดหนุนช่วยเหลืออย่างเดียวไม่สามารถช่วยให้เด็กพ้นวิกฤตได้ แต่ต้องสนับสนุนให้ครอบครัวมีความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ด้วย ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกที่มุ่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนยากจน สามารถยืนหยัดขึ้นมาพึ่งพาตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ใช่มาตรการสงเคราะห์เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวแต่ไม่สามารถแก้ปมปัญหาที่แท้จริงได้
“จากการลงพื้นที่เราพบว่าครัวเรือนเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง มองไม่เห็นโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก ทัศนคติเหล่านี้ยังส่งผลลบมาถึงอนาคตทางการศึกษาของบุตรหลานอีกด้วย ในส่วนของการเดินทางมาเรียนก็เป็นอุปสรรคสำคัญ จำเป็นต้องมีสวัสดิการที่ช่วยเติมค่าเดินทาง หรือสวัสดิการรถรับส่งในชุมชนให้เด็กยากจนมาเรียนได้ เราพบว่าเด็กที่สามารถพ้นวิกฤตได้ยั่งยืนซึ่งมีอยู่จำนวน 32 เปอร์เซ็นต์ จากการช่วยเหลือที่ผ่านมาเป็นเพราะมีกลไกในพื้นที่สนับสนุนให้พ่อแม่สามารถมีอาชีพ ลืมตาอ้าปากได้ และมีทางเลือกการศึกษาที่เหมาะกับข้อจำกัดในชีวิตของเด็กและเยาวชนแต่ละคน” ดร.สุรศักดิ์กล่าว
ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา เป็นโครงการวิจัยพื้นที่และช่วยเหลือฉุกเฉินเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาด้วยการเชื่อมโยง บูรณาการทุกหน่วยงานในพื้นที่ โดยความร่วมมือของ กสศ. กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
นอกจากนี้ มีการเปิดวงพูดคุยสะท้อนความเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอกลไกความร่วมมือเพื่อรองรับภาวะวิกฤตเด็กหลุดจากระบบ โดยมี ศิริพร พรมวงศ์ หรือครูอ๋อมแอ๋ม ผู้ริเริ่ม Free From School เครือข่ายคลองเตยดีจัง นายลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ ตัวแทนกลุ่มนักเรียนเลว ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าด้วยวิธีคิดของระบบการศึกษา ไม่ว่าจะวิธีคิดของครูในโรงเรียนที่มีการขู่ไล่เด็กออกจากโรงเรียนบ่อยครั้ง ไม่สร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเด็ก หรือวิธีคิดในการให้คุณค่าของการเรียนในระบบและนอกระบบที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ปกครองมีความรู้สึกไม่สบายใจที่จะส่งลูกของตัวเองไปเรียนนอกระบบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล และตัวแทนสภาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคเพื่อไทย ยังเข้าร่วมแสดงความเห็นและหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ผลการศึกษาเหล่านี้สามารถถูกนำไปปฏิบัติและแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบได้จริง ผ่านกลไกทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับประเทศ โดยในการทำงานจะมุ่งเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับร่วมมือและประสานกับเครือข่ายและชุมชนต่างๆ เพื่อที่จะสามารถเข้าใจปัญหาของเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาได้อย่างถูกต้อง
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 19 มิถุนายน 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
นักวิชาการ จี้ ‘ตั้งรบ.ใหม่’ ไวที่สุด ช่วยเด็กหลุดระบบการศึกษานับแสน ดันวาระเร่งด่วน แนะสร้างอาชีพแก้จน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กสศ. ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเวทีเสวนา ‘เปิดเทอมที่ไม่ได้เรียนต่อ’ เพื่อเสนอรายงานข้อค้นพบจากศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. โดยมีทั้งนักวิชาการ นักกิจกรรม และนักการเมืองที่ทำงานด้านการศึกษาเข้าร่วมการเสวนา
ศ. ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กสศ. กล่าวว่า จากตัวเลขเด็กหลุดจากระบบที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดสูงถึงกว่า 100,000 คน โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาความยากจนของครอบครัวที่ผลักให้เด็กต้องออกจากการเรียนเพื่อไปทำงานหาเงินแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ตนเห็นว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเช่นนี้ จะต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด และผลักดันให้เป็นวาระเร่งด่วน เพราะปีการศึกษา 2566 จะเกิดปรากฎการณ์ที่มีเด็กหลุดจำนวนมาก เพราะครัวเรือนยากจนไม่สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากช่วงโควิด-19 และหากยังไม่มีมาตรการที่เหมาะสม เด็กเหล่านี้จะหลุดออกนอกระบบการศึกษาและตกอยู่ในกับดักความยากจนข้ามรุ่นอย่างถาวร
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า นโยบายที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ต้องประกอบไปด้วยมาตรการสร้างรายได้ให้ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งงานและเงินทุน เพื่อมีความสามารถในการอุปการะบุตรหลานของตัวเอง การมีทางเลือกการศึกษาที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่น รวมถึงสวัสดิเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนที่ครอบคลุมทุกช่วงชั้น โดยเฉพาะอนุบาล ม.ปลาย สายอาชีพ และทุกรูปแบบการศึกษา นอกจากนี้มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทางการศึกษา จะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าเล่าเรียนด้วย เช่น ค่าเดินทาง ซึ่งจากผลการสำรวจพบว่ามีเด็กจำนวนมากที่ต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะไม่สามารถแบกรับค่าเดินทางในการไปเรียนหนังสือได้
“ในปีการศึกษา 2566 ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา กำลังช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายระดับวิกฤตราว 1,100 คน ผ่านกลไกระดับพื้นที่ เพื่อให้ได้เรียนกับศูนย์การเรียนซึ่งเป็นเส้นทางการศึกษาทางเลือกที่วางแผนการเรียนและพัฒนาทักษะ Soft Skills ทักษะอาชีพเป็นรายคน ตามข้อจำกัดของเด็ก ในจำนวนนี้รวมถึงเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและศูนย์ฝึกอบรม พ่อแม่วัยรุ่น” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 20 มิถุนายน 2566
เกี่ยวข้องกัน
‘สพฐ.’ ปลื้มตัวเลขพาน้องกลับมาเรียนพุ่งกว่า 99% ฟุ้งปี 66 เด็กหลุดระบบแค่ 2.8 พันคน
นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีเด็กบางกลุ่มหลุดออกนอกระบบการศึกษา ด้วยหลายสาเหตุหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ทำให้มีเด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก โดยในส่วนของสพฐ. มีหน้าที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องดูแลอย่างทั่วถึงเท่าเทียมทุกกลุ่มทุกช่วงวัย ก็ได้ติดตามนักเรียนกลับมา โดยใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเป็นปกติของครูและสถานศึกษา ที่จะติดตาม เยี่ยมบ้านถ้าเด็กขาดเรียน หรือ ไม่มาโรงเรียนเกิน 3 – 7 วัน
เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ในปีงบประมาณ 2565-2566 สพฐ.ได้ทำการวิจัยเรื่องเด็กหลุดจากระบบการศึกษาด้วยรูปแบบ Design Research in Education โดยพบ 11 สาเหตุที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ได้แก่
· ความจำเป็นของครอบครัว
· การย้ายถิ่นที่อยู่
· รายได้ไม่เพียงพอ
· ปัญหาสุขภาพหรือความพิการ
· ปัญหาความประพฤติหรือการปรับตัว
· ผลกระทบจากโควิด 19
· การเสี่ยงต่อการกระทำผิด
· การคมนาคมไม่สะดวก
· การสมรส
· ผลการเรียน
· และผู้ปกครองไม่ใส่ใจ
ซึ่งตัวเลขเด็กหลุดออกจากระบบที่พบในปีการศึกษา 2564 หรือ ปีงบประมาณ 2565 มีจำนวน 28,134 คน สามารถติดตามพบตัว 28,038 คน นำกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็นรายบุคคล มีทั้งที่กลับเข้าเรียนในสถานศึกษาของ สพฐ. ทั้งโรงเรียนเดิม โรงเรียนใหม่ สถานศึกษาอาชีวศึกษา รวมถึงการศึกษานอกระบบในสังกัด กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และโรงเรียนพระปริยัติธรรม ขณะเดียวกันมีเด็กที่ติดตามไม่พบตัว 22 คน และเสียชีวิต 74 คน ส่วนปีการศึกษา 2565 หรือ ปีงบประมาณ 2566 มีจำนวน 2,835 คน ซึ่งเป็นตัวเลขการออกกลางคันที่ลดลง และได้ติดตามกลับเข้ามาเรียนแล้ว และบางส่วนก็เป็นเด็กที่ข้ามมาเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่กลับเข้ามาเรียนต่อ
“จากการดำเนินการดังกล่าวต้องถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถนำเด็กกลับเข้าระบบและให้ความช่วยเหลือตามความต้องการของเด็กถึง 99.66% แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวล คือ จะทำอย่างไรจึงจะรักษาเด็กกลุ่มนี้ไว้ไม่ให้หลุดออกจากระบบซ้ำอีก ขณะเดียวกันก็มีปัญหาใหม่อีกว่า เด็กที่เรียนอยู่ก็มีแนวโน้ม หรือ มีความเสี่ยงจะหลุดออกจากระบบเป็นกลุ่มใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากสำหรับ สพฐ. ทำให้ ต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
สพฐ.จึงได้มีนโยบายต่อเนื่องโดยทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนแห่งความสุข ประกาศนโยบายโรงเรียนปลอดภัย และประกาศให้เดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่งการเยี่ยมบ้านนักเรียน โดยให้โรงเรียนทุกโรง ร่วมกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ลงเยี่ยมบ้านนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อให้ทราบถึงความเป็นอยู่และความต้องการจำเป็นที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาได้อย่างยั่งยืน”นายอัมพร กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 3 กรกฎาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
เปิด 11 สาเหตุทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา
วันที่ 3 กรกฎาคม 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีเด็กบางกลุ่มหลุดออกนอกระบบการศึกษาด้วยหลายสาเหตุหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ทำให้มีเด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก
โดยในส่วนของสพฐ. มีหน้าที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องดูแลอย่างทั่วถึงเท่าเทียมทุกกลุ่มทุกช่วงวัย ก็ได้ติดตามนักเรียนกลับมา โดยใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเป็นปกติของครูและสถานศึกษา ที่จะติดตามเยี่ยมบ้านถ้าเด็กขาดเรียน หรือไม่มาโรงเรียนเกิน 3–7 วัน
11 สาเหตุทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา
นายอัมพรกล่าวต่อว่า ในปีงบประมาณ 2565-2566 สพฐ.ได้ทำการวิจัยเรื่องเด็กหลุดจากระบบการศึกษาด้วยรูปแบบ Design Research in Education โดยพบ 11 สาเหตุที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ได้แก่
· ความจำเป็นของครอบครัว
· การย้ายถิ่นที่อยู่
· รายได้ไม่เพียงพอ
· ปัญหาสุขภาพหรือความพิการ
· ปัญหาความประพฤติหรือการปรับตัว
· ผลกระทบจากโควิด 19
· การเสี่ยงต่อการกระทำผิด
· การคมนาคมไม่สะดวก
· การสมรส
· ผลการเรียน
· ผู้ปกครองไม่ใส่ใจ
ปี’64 เด็กหลุดออกนอกระบบ 2.8 หมื่นคน
นายอัมพรกล่าวต่อว่า ตัวเลขเด็กหลุดออกจากระบบที่พบในปีการศึกษา 2564 หรือปีงบประมาณ 2565 มีจำนวน 28,134 คน สามารถติดตามพบตัว 28,038 คน นำกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็นรายบุคคล มีทั้งที่กลับเข้าเรียนในสถานศึกษาของ สพฐ. ทั้งโรงเรียนเดิม โรงเรียนใหม่ สถานศึกษาอาชีวศึกษา รวมถึงการศึกษานอกระบบในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และโรงเรียนพระปริยัติธรรม
ขณะเดียวกันมีเด็กที่ติดตามไม่พบตัว 22 คน และเสียชีวิต 74 คน ส่วนปีการศึกษา 2565 หรือปีงบประมาณ 2566 มีจำนวน 2,835 คน ซึ่งเป็นตัวเลขการออกกลางคันที่ลดลง และได้ติดตามกลับเข้ามาเรียนแล้ว และบางส่วนก็เป็นเด็กที่ข้ามมาเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่กลับเข้ามาเรียนต่อ
นำกลับเข้าระบบแล้ว 99%
นายอัมพรกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินการดังกล่าวต้องถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถนำเด็กกลับเข้าระบบและให้ความช่วยเหลือตามความต้องการของเด็กถึง 99.66% แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวล คือจะทำอย่างไรจึงจะรักษาเด็กกลุ่มนี้ไว้ไม่ให้หลุดออกจากระบบซ้ำอีก
ขณะเดียวกันก็มีปัญหาใหม่อีกว่า เด็กที่เรียนอยู่ก็มีแนวโน้ม หรือมีความเสี่ยงจะหลุดออกจากระบบเป็นกลุ่มใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากสำหรับ สพฐ.ทำให้ ต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ สพฐ.จึงได้มีนโยบายต่อเนื่องโดยทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนแห่งความสุข ประกาศนโยบายโรงเรียนปลอดภัย และประกาศให้เดือนมิถุนายนเป็นเดือนแห่งการเยี่ยมบ้านนักเรียน
โดยให้โรงเรียนทุกโรง ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ลงเยี่ยมบ้านนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อให้ทราบถึงความเป็นอยู่ และความต้องการจำเป็นที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาได้อย่างยั่งยืน
สพฐ.เปิด 11 สาเหตุ ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ปี 2564 เด็กออกกลางคันกว่า 2.8 หมื่นคน ล่าสุดดึงกลับมาเรียนได้แล้วกว่า 99%
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 กรกฎาคม 2566
สรุปสาระสำคัญ
ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ มีการจัดเวทีเสวนานำเสนอผลวิจัยจากศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. พบว่าเด็กประถมและมัธยมต้นเป็นกลุ่มหลุดจากระบบมากที่สุด แม้อยู่ภายใต้นโยบายเรียนฟรี โดยมีสาเหตุเชื่อมโยงครอบครัว ได้แก่ รายได้เฉลี่ยเพียง 900 บาทต่อคนต่อเดือน หนี้สินสูง ท้อแท้ ไม่มีงานทำ ไม่มีค่าเดินทาง ครอบครัวแตกแยก หรือถูกทอดทิ้ง ปัญหาส่วนใหญ่เป็นปัญหาซ้อนทับหลายด้าน ทำให้การช่วยเหลือแบบให้เงินอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องเสริมสร้างรายได้และอาชีพแก่ผู้ปกครอง รวมถึงสวัสดิการการเดินทางและทางเลือกการศึกษาที่ยืดหยุ่น
นักวิชาการเสนอให้รัฐบาลใหม่ผลักดันเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น และต้องเชื่อมประสานทุกภาคส่วนในพื้นที่ ส่วนสพฐ.ดำเนินโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” พบ 11 ปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบ เช่น ความจำเป็นครอบครัว ย้ายถิ่น ปัญหาพฤติกรรม คมนาคม และผลกระทบโควิด โดยสามารถติดตามกลับเข้าสู่ระบบกว่า 99% พร้อมนโยบายโรงเรียนแห่งความสุข โรงเรียนปลอดภัย และเดือนแห่งการเยี่ยมบ้าน เพื่อป้องกันการหลุดซ้ำอย่างยั่งยืน
ข้อสอบ
ก. การไม่มีค่าเดินทางมาเรียน
ข. ครอบครัวมีหนี้สูงกว่ารายได้
ค. ผู้ปกครองมีทัศนคติสิ้นหวังต่ออนาคต
ง. ครอบครัวแตกแยก
2. หากโรงเรียนต้องออกแบบมาตรการป้องกันการหลุดจากระบบแบบยั่งยืน ควรเลือกแนวทางใดมากที่สุด
ก. เพิ่มเงินอุดหนุนนักเรียนรายหัว
ข. จัดการเยี่ยมบ้านและเชื่อมระบบช่วยเหลือนักเรียนแบบรายกรณี
ค. ตั้งกองทุนยืมเงินสำหรับผู้ปกครอง
ง. เพิ่มระเบียบควบคุมการขาดเรียนให้เข้มงวด
3. บริบทใดสะท้อนหลัก “Whole-of-Community Approach” มากที่สุดตามบทความ
ก. การนำผลวิจัยส่งให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณา
ข. ความร่วมมือของนักวิชาการ นักกิจกรรม นักการเมือง และชุมชน
ค. การจัดสวัสดิการรถรับส่งนักเรียน
ง. โครงการพาน้องกลับมาเรียนโดยสพฐ.ดำเนินการ
4. หากผู้บริหารต้องวิเคราะห์ “ความเสี่ยงล่วงหน้า” ว่าเด็กจะหลุดจากระบบ ควรใช้ข้อมูลใดเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุด
ก. ผลการเรียนลดลงต่อเนื่อง
ข. ย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้ง
ค. ครอบครัวมีรายได้ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน
ง. ขาดเรียนติดต่อกัน 3–7 วัน
5. หากต้องเลือกนโยบายที่ตอบ “รากปัญหา” ตามข้อค้นพบ กสศ. มากที่สุด ควรเป็นข้อใด
ก. เพิ่มค่าเดินทางให้ทุกคน
ข. จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ทางเลือกในทุกจังหวัด
ค. พัฒนาศักยภาพและสร้างงานให้ผู้ปกครองรายได้น้อย
ง. เพิ่มจำนวนทุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจนพิเศษ
คลิกเฉลย >>>