สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M438_ศธ.อึ้ง นักเรียนออกกลางคันพุ่งทะลุแสนในปี 2565

นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมผู้บริหาร ศธ.เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เน้นย้ำให้องค์กรหลักที่มีสถานศึกษาในสังกัด เน้นเรื่องคุณภาพของผู้เรียน โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในเรื่องการจัดการศึกษา ตามแนวทางของที่ประชุมระดับรัฐมนตรี และผู้บริหารนโยบายด้านการศึกษาระดับนานาชาติ The Education World Forum (EWF) ซึ่งเป็นการประชุมระดับสูงด้านนโยบายการศึกษา และพัฒนาทักษะ ที่ให้มุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาผู้เรียน จัดทำแผนการเรียนรู้เฉพาะบุคคลให้ได้เรียนตามความถนัด และสนใจ ซึ่งเป็นแนวทางการเรียนแบบใหม่ รวมถึง ส่งเสริมอาชีพให้มีรายได้ระหว่างเรียน โดยพยายามให้สถาบันการศึกษา เลือกสถานประกอบการให้นักเรียน นักศึกษา ได้ฝึกประสบการณ์ในหน่วยงานที่ตรงกับสาขาที่เรียน 

แนวทางการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพลักษณ์ดังกล่าว ไม่ได้เน้นเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และการศึกษาเอกชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มโฮมสคูล หรือการจัดการเรียนรู้ที่บ้าน ขอให้องค์กรหลักไปกำกับดูแลสถานศึกษาของตนเอง โดยมีศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และผู้ตรวจ ศธ.เป็นกลไก ลงไปช่วยประสานงานในพื้นที่” นายอรรถพล กล่าว 

นายอรรถพลกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด พบปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ ตัวเลขเด็กดร็อปเอาท์ หรือเด็กออกกลางคัน ที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ตลอดปี 2565 พบว่ามีอยู่กว่า 1 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ครอบครัวยากจนอย่างแท้จริง แม้จะกลับเข้าเรียนตามโครงการพาน้องกลับเข้าเรียนแล้ว แต่พอเรียนไปไม่นาน ก็ออกจากระบบการศึกษาอีก เพราะมีปัญหาเรื่องปากท้อง ต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน จึงมอบหมายให้ ศธจ.ไปดูรายละเอียด และหารูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่ผู้เรียนแต่ละบุคคล เพราะการเรียนในรูปแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ ดังนั้น จึงต้องปรับวิธีการเรียนการสอน เช่น บางคนมีเวลาเรียน 2 วันต่อสัปดาห์ ที่เหลืออาจจะต้องไปใช้วิธีการอื่นเพื่อจูงใจ ให้ได้รับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ โดยอาจจะเน้นในเรื่องการเรียนเพื่อมีงานทำ สร้างรายได้ 

ตัวเลขเด็กดร็อปเอาท์ 1 แสนราย เป็นตัวเลขเด็กออกกลางคันตลอดทั้งปี 2565 ส่วนใหญ่เพราะมีปัญหาความยากจน ต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำงาน แม้โครงการพาน้องกลับมาเรียนเป็นนโยบายที่ดี แต่ต้องปรับวิธีการ เพราะเด็กอาจไม่อยากเรียนรู้ในรูปแบบเดิม วิธีการเรียนอาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน 100% โดยอาจหาวิธีที่เหมาะสมในรูปแบบต่างๆ เช่น จัดหลักสูตรระยะสั้น เรียนร่วมกับสถานประกอบการ เพื่อให้มีรายได้ระหว่างเรียน เปิดให้มีการเทียบโอนหน่วยกิต เป็นต้น” นายอรรถพล กล่าว 

ปลัด ศธ.อึ้ง น.ร.ออกกลางคันพุ่งทะลุแสนปี’65 ปมยากจนแท้จริง ต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน ศธ.เร่งปรับรูปแบบ ผุดหลักสูตรระยะสั้น 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 30 พฤษภาคม 2566

เกี่ยวข้องกัน

กสศ. พบปมปัญหาซับซ้อน แก้วิกฤตเด็กหลุดพ้นการศึกษา

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์เสียชีวิตของนักเรียนพร้อมกับบิดาภายในบ้านพัก ที่ จ.บุรีรัมย์ ว่า กสศ.ขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียที่เกิดขึ้นและเป็นเรื่องที่สะเทือนใจทุกคน น้องเป็นนักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาคจาก กสศ. และทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจาก สพฐ. มาต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ปีการศึกษา 2563-2565 และในปีการศึกษา 2566 ทีมคุณครูได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและบันทึกข้อมูลของน้องเข้ามาครบถ้วนแล้วตั้งแต่เมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และน้องกำลังจะได้รับทุนเสมอภาคจาก กสศ. และทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจาก สพฐ. ต่อเนื่องจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 

อย่างไรก็ตาม จากการทำงานร่วมกันระหว่าง กสศ. และ 6 หน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษา ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พบสัญญาณที่น่าเป็นห่วง คือ แนวโน้มสถานการณ์ของครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง 1.8 ล้านคน พบว่า กว่าร้อยละ 40 ของนักเรียนผู้รับทุนเสมอภาคและทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนเป็นกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกัน นักเรียนต้องอาศัยอยู่กับ ญาติ ผู้สูงอายุ ผู้ว่างงาน หรือผู้พิการ ดังนั้นการจัดสรรทุนเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนที่ครัวเรือนที่มีความเปราะบางแต่เพียงลำพังจึงไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ทั้งหมด จำเป็นต้องต่อยอดการชี้เป้าหมายนักเรียนทุนที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเหล่านี้ไปสู่การบูรณาการความช่วยเหลือ ด้านสวัสดิการ และทรัพยากรจาก ชุมชนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านสุขภาพ สังคม และครอบครัวเข้ามาดูแลเด็กเยาวชนและครัวเรือนเปราะบางที่มีนักเรียนทุนที่ประสบวิกฤตปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่าเรื่องความยากจนและต้องการความช่วยเหลือในหลายมิติอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ยังมีข้อค้นพบจากการวิจัยของศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. ซึ่งศึกษาจาก 848 กรณี พบว่า เด็กในกลุ่มวิกฤตการศึกษาจำนวนร้อยละ 73 มีปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่า 1 ปัญหา โยงใยมาที่ครอบครัว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพกายจิตใจ สวัสดิภาพความปลอดภัย

จากการเก็บข้อมูลพบว่าครัวเรือนเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง มองไม่เห็นโอกาสที่จะหลุดพ้นออกจากวังวนวิกฤตทางการเงิน การว่างงาน ครอบครัว ฯลฯ ทัศนคติเหล่านี้ยังส่งผลลบมาถึงอนาคตทางการศึกษาของบุตรหลานอีกด้วย โดยเมื่อเข้าสู่โปรแกรมช่วยเหลือพบว่าการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลืออย่างเดียว ไม่สามารถช่วยให้เด็กพ้นวิกฤตได้ แต่ต้องสนับสนุนให้ครอบครัวมีความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ด้วย 

จากการทำงานที่ผ่านมาของศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. พบว่าเด็กที่สามารถพ้นวิกฤตได้เป็นเพราะการมีส่วนร่วมของชุมชน ท้องถิ่น ในการปกป้องคุ้มครองดูแลเด็ก การสนับสนุนให้พ่อแม่สามารถมีอาชีพ จนหลุดออกจากกับดักความยากจนข้ามรุ่นได้สำเร็จ และการศึกษาที่ยืดหยุ่นตอบโจทย์เด็กและครัวเรือนสอดคล้องกับข้อจำกัดในชีวิตของเด็กและเยาวชนแต่ละคน” ดร.ไกรยส กล่าว

ดร.ไกรยส ชี้อีกว่า ปัญหาครอบครัวโยงใยทุกมิติ ทั้งวังวนความยากจนข้ามรุ่น การหย่าร้าง ภาวะสิ้นหวังในชีวิตและการใช้ชีวิตเร่ร่อนของพ่อแม่ การใช้ความรุนแรง การถูกทอดทิ้ง รวมทั้งคุณภาพของสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก เช่น การพนัน ยาเสพติด การใช้ความรุนแรงล้วนมีอิทธิพลต่อความเสี่ยงด้านพฤติกรรมและการศึกษาของเด็กโดยตรง จำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุก ในสองส่วน คือ หนึ่ง พัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมเพื่อเด็กและเยาวชน โดยเชื่อมโยงทุกหน่วยงานในระดับ ชุมชน ท้องถิ่น ให้ทำงานร่วมกันเพื่อปกป้อง ดูแล คุ้มครอง เด็กและเยาวชนในทุกมิติ ทั้งสุขภาพกาย ใจ ครอบครัว สังคมและการศึกษา โดยเฉพาะจากสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพความปลอดภัย ซึ่งส่วนกลางต้องสนับสนุนให้กลไกพื้นที่เข้มแข็ง สอง มีมาตรการให้พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนยากจนสามารถยืนหยัดขึ้นมาพึ่งพาตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ใช่มาตรการสงเคราะห์เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวแต่ไม่สามารถแก้ปมปัญหาที่แท้จริงได้ 

ที่ผ่านมา กสศ. ร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมูลนิธิศูนย์วิจัยและติดตามความเป็นธรรมทางสุขภาพ พัฒนาระบบ “อพม.Smart” เพื่อแจ้งเหตุช่วยเหลือเด็กเยาวชนผู้ด้อยโอกาสที่ประสบปัญหาทางสังคม 

หากประชาชนพบเห็นเด็กและเยาวชนที่อยู่ในความเสี่ยงได้รับอันตราย ขอให้แจ้งเหตุผ่าน LINE OA “ESS Help Me” หรือกดเพิ่มเพื่อนที่ลิงค์ https://lin.ee/GetbF8D เป็นเครือข่ายในการชี้เป้า เฝ้าระวัง ป้องกันเหตุฉุกเฉินทางสังคมให้แก่เด็กและเยาวชนตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีทีมสหวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายด่วน 191 เจ้าหน้าที่หน่วยงานทีม One Home พม.ทุกจังหวัด อาสาสมัคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

นอกจากนี้ กสศ. สพฐ. กรมสุขภาพจิต ยังได้ร่วมพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียน Online หรือ ระบบ OBEC for Care เพื่อสนับสนุนให้เกิดกลไกการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่สอดคล้องกับความต้องการเป็นรายบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วทันท่วงที โดยที่ผ่านมาได้เริ่มทดลองนำร่องในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ครอบคลุม 28 เขตพื้นที่การศึกษา มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการ 1,050 แห่ง และจะขยายการทำงานกับโรงเรียน สพฐ. ทั่วประเทศ 

กสศ.ระบุ ร้อยละ 40 ของครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง 1.8 ล้านคน กำลังเผชิญปัญหาชีวิตรอบด้าน จำเป็นต้องมีระบบคุ้มครองทางสังคมเพื่อเด็กและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และส่วนกลางต้องสนับสนุนให้กลไกพื้นที่เข้มแข็ง พร้อมมีมาตรการให้พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนยากจนสามารถยืนหยัดขึ้นมาพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ใช่มาตรการสงเคราะห์เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถแก้ปมปัญหาที่แท้จริงได้ 

ที่มา ; เดลินิวส์ 6 สิงหาคม 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

กสศ. ชี้ ช่วยเด็กให้พ้นภาวะวิกฤตการศึกษา ทิ้งปมครอบครัวไม่ได้  

กสศ.ระบุ ร้อยละ 40 ของครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง 1.8 ล้านคน กำลังเผชิญปัญหาชีวิตรอบด้าน จำเป็นต้องมีระบบคุ้มครองทางสังคมเพื่อเด็กและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และส่วนกลางต้องสนับสนุนให้กลไกพื้นที่เข้มแข็ง พร้อมมีมาตรการให้พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนยากจนสามารถยืนหยัดขึ้นมาพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ใช่มาตรการสงเคราะห์เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวแต่ไม่สามารถแก้ปมปัญหาที่แท้จริงได้

ชี้หากประชาชนพบเห็นเด็กและเยาวชนที่อยู่ในความเสี่ยงได้รับอันตราย สามารถแจ้งเหตุผ่านไลน์ OA “ESS Help Me” ซึ่งเป็นระบบที่ กสศ. พัฒนาขึ้นร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมูลนิธิศูนย์วิจัยและติดตามความเป็นธรรมทางสุขภาพ ในการชี้เป้า เฝ้าระวัง ป้องกันเหตุฉุกเฉินทางสังคมให้แก่เด็กและเยาวชนตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกจังหวัดทั่วประเทศโดยมีทีมสหวิชาชีพร่วมดูแล ขณะที่ในระบบโรงเรียนคุณครู สามารถใช้ ระบบ OBEC for Care เพื่อดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่สอดคล้องกับความต้องการเป็นรายบุคคล 

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์เสียชีวิตของนักเรียนพร้อมกับบิดาภายในบ้านพัก ที่ จ.บุรีรัมย์ ว่า กสศ.ขอแสดงความเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นและเป็นเรื่องที่สะเทือนใจทุกคน น้องเป็นนักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาคจาก กสศ. และทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจาก สพฐ.มาต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ปีการศึกษา 2563-2565 และในปีการศึกษา 2566 ทีมคุณครูได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและบันทึกข้อมูลของน้องเข้ามาครบถ้วนแล้วตั้งแต่เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และน้องจะได้รับทุนเสมอภาคจาก กสศ. และทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจาก สพฐ. ต่อเนื่องจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 

อย่างไรก็ตาม จากการทำงานร่วมกันระหว่าง กสศ.และ 6 หน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษา ตลอด 5 ปีที่ผ่านพบ สัญญาณที่น่าเป็นห่วง คือ แนวโน้มสถานการณ์ของครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง 1.8 ล้านคน พบว่า กว่าร้อยละ 40 ของนักเรียนผู้รับทุนเสมอภาคและทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนเป็นกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกัน นักเรียนต้องอาศัยอยู่กับ ญาติ ผู้สูงอายุ ผู้ว่างงาน หรือผู้พิการ ดังนั้นการจัดสรรทุนเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนที่ครัวเรือนที่มีความเปราะบางแต่เพียงลำพังจึงไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ทั้งหมด จำเป็นต้องต่อยอดการชี้เป้าหมายนักเรียนทุนที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเหล่านี้ไปสู่การบูรณาการความช่วยเหลือ ด้านสวัสดิการ และทรัพยากรจากชุมชนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านสุขภาพ สังคม และครอบครัวเข้ามาดูแลเด็กเยาวชนและครัวเรือนเปราะบางที่มีนักเรียนทุนที่ประสบวิกฤตปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่าเรื่องความยากจนและต้องการความช่วยเหลือในหลายมิติอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ ยังมีข้อค้นพบจากการวิจัยของศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. ซึ่งศึกษาจาก 848 กรณี พบว่า เด็กในกลุ่มวิกฤตการศึกษาจำนวนร้อยละ 73 มีปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่า 1 ปัญหา โยงใยมาที่ครอบครัว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพกายจิตใจ สวัสดิภาพความปลอดภัย 

จากการเก็บข้อมูลพบว่าครัวเรือนเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง มองไม่เห็นโอกาสที่จะหลุดพ้นออกจากวังวนวิกฤตทางการเงิน การว่างงาน ครอบครัว ฯลฯ ทัศนคติเหล่านี้ยังส่งผลลบมาถึงอนาคตทางการศึกษาของบุตรหลานอีกด้วย โดยเมื่อเข้าสู่โปรแกรมช่วยเหลือพบว่าการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลืออย่างเดียว ไม่สามารถช่วยให้เด็กพ้นวิกฤตได้ แต่ต้องสนับสนุนให้ครอบครัวมีความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ด้วย
จากการทำงานที่ผ่านมา ของศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กสศ. พบว่าเด็กที่สามารถพ้นวิกฤตได้เป็นเพราะการมีส่วนร่วมของชุมชน ท้องถิ่น ในการปกป้องคุ้มครองดูแลเด็ก การสนับสนุนให้พ่อแม่สามารถมีอาชีพ จนหลุดออกจากกับดักความยากจนข้ามรุ่นได้สำเร็จ และการศึกษาที่ยืดหยุ่นตอบโจทย์เด็กและครัวเรือนสอดคล้องกับข้อจำกัดในชีวิตของเด็กและเยาวชนแต่ละคน” ดร.ไกรยสกล่าว

ดร.ไกรยสชี้ว่า ปัญหาครอบครัวโยงใยทุกมิติ ทั้งวังวนความยากจนข้ามรุ่น การหย่าร้าง ภาวะสิ้นหวังในชีวิตและการใช้ชีวิตเร่ร่อนของพ่อแม่ การใช้ความรุนแรง การถูกทอดทิ้ง รวมทั้งคุณภาพของสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก เช่น การพนัน ยาเสพติด การใช้ความรุนแรงล้วนมีอิทธิพลต่อความเสี่ยงด้านพฤติกรรมและการศึกษาของเด็กโดยตรง จำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุก ในสองส่วน คือ หนึ่ง พัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมเพื่อเด็กและเยาวชน โดยเชื่อมโยงทุกหน่วยงานในระดับ ชุมชน ท้องถิ่น ให้ทำงานร่วมกันเพื่อปกป้อง ดูแล คุ้มครอง เด็กและเยาวชนในทุกมิติ ทั้งสุขภาพกาย ใจ ครอบครัว สังคมและการศึกษา โดยเฉพาะจากสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพความปลอดภัย ซึ่งส่วนกลางต้องสนับสนุนให้กลไกพื้นที่เข้มแข็ง สอง มีมาตรการให้พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนยากจนสามารถยืนหยัดขึ้นมาพึ่งพาตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ใช่มาตรการสงเคราะห์เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวแต่ไม่สามารถแก้ปมปัญหาที่แท้จริงได้ 

ที่ผ่านมา กสศ. ร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมูลนิธิศูนย์วิจัยและติดตามความเป็นธรรมทางสุขภาพ พัฒนาระบบ “อพม.Smart” เพื่อแจ้งเหตุช่วยเหลือเด็กเยาวชนผู้ด้อยโอกาสที่ประสบปัญหาทางสังคม

หากประชาชนพบเห็นเด็กและเยาวชนที่อยู่ในความเสี่ยงได้รับอันตราย ขอให้แจ้งเหตุผ่าน LINE OA “ESS Help Me” หรือกดเพิ่มเพื่อนที่ลิงก์ https://lin.ee/GetbF8D เป็นเครือข่ายในการชี้เป้า เฝ้าระวัง ป้องกันเหตุฉุกเฉินทางสังคมให้แก่เด็กและเยาวชนตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีทีมสหวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สายด่วน 191 เจ้าหน้าที่หน่วยงานทีม One Home พม.ทุกจังหวัด อาสาสมัคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  

นอกจากนี้ กสศ. สพฐ. กรมสุขภาพจิต ยังได้ร่วมพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียน Online หรือ ระบบ OBEC for Care เพื่อสนับสนุนให้เกิดกลไกการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่สอดคล้องกับความต้องการเป็นรายบุคคล ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วทันท่วงที โดยที่ผ่านมาได้เริ่มทดลองนำร่องในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ครอบคลุม 28 เขตพื้นที่การศึกษา มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการ 1,050 แห่ง และจะขยายการทำงานกับโรงเรียน สพฐ.ทั่วประเทศ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 7 สิงหาคม 2566

เอกสารอ้างอิง

แนวทางการดำเนินงานป้องกัน เฝ้าระวัง ติดตาม และช่วยเหลือเด็กตกหล่นและออกกลางคัน

สรุปสาระสำคัญ 

นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ศธ.กำชับให้ทุกองค์กรหลักเร่งยกระดับคุณภาพผู้เรียนตามแนวทาง Education World Forum โดยเน้นการเรียนรู้เฉพาะบุคคล การเรียนรู้ตามความถนัด และการส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ระหว่างเรียน รวมถึงสนับสนุนการฝึกประสบการณ์กับสถานประกอบการที่ตรงสาขา ทั้งในระบบโรงเรียน อาชีวะ เอกชน และโฮมสคูล โดยมี ศธจ./ศธภ./ผู้ตรวจราชการเป็นกลไกกำกับพื้นที่

ปัจจุบันพบเด็กออกกลางคันกว่า 1 แสนคน ส่วนใหญ่ยากจน ต้องทำงานช่วยครอบครัว แม้มีโครงการพาน้องกลับมาเรียน แต่ยังกลับหลุดเพราะรูปแบบการเรียนเดิมไม่ตอบโจทย์ จึงต้องพัฒนารูปแบบยืดหยุ่น เช่น เรียน 2 วันต่อสัปดาห์ หลักสูตรระยะสั้น เทียบโอนหน่วยกิต และจัดอาชีพร่วมสถานประกอบการ 

ด้าน กสศ. พบว่ากว่าร้อยละ 40 ของครัวเรือนผู้รับทุนเป็นกลุ่มเปราะบางและมีปัญหาซับซ้อนหลายด้าน จึงจำเป็นต้องบูรณาการสวัสดิการจากหลายหน่วยงาน พร้อมพัฒนาระบบคุ้มครองเด็ก เช่น อพม.Smart และ OBEC for Care เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลรายบุคคล โดยชุมชนและครอบครัวต้องมีส่วนร่วมในการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กอย่างรอบด้าน 

ข้อสอบ 

1. จากข้อมูลในบทความ เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้การพาน้องกลับมาเรียนยังไม่ประสบผลเต็มที่คือข้อใด? 

ก. ขาดบุคลากรติดตามนักเรียนอย่างใกล้ชิด
ข. รูปแบบการเรียนรู้ไม่สอดคล้องบริบทชีวิตของผู้เรียน
ค. นักเรียนไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา
ง. ครอบครัวไม่สนับสนุนให้กลับมาเรียน

2. การให้สถานศึกษาเลือกสถานประกอบการที่ “ตรงสาขาที่เรียน” สอดคล้องกับหลักการใดมากที่สุด?

ก. การประกันคุณภาพภายใน
ข. การเรียนรู้เชิงสมรรถนะ (Competency-based)
ค. การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
ง. การประเมินผลตามตัวชี้วัด

3. หากผู้บริหารพบว่ามีนักเรียนกลุ่มเสี่ยงขาดเรียนเพราะภาวะยากจน แนวทางใด “เหมาะสมที่สุด” ตามแนวคิดในบทความ

ก. จัดประชุมผู้ปกครองเพื่อสร้างวินัย
ข. ส่งรายชื่อให้อำเภอดำเนินมาตรการตามกฎหมาย
ค. ประสานหน่วยงานสวัสดิการและปรับรูปแบบเรียนให้ยืดหยุ่น
ง. บังคับให้มาโรงเรียนทุกวันตามกฎระเบียบ

4. แนวคิดการพัฒนาระบบ “OBEC for Care” เน้นหลักบริหารใดมากที่สุด?

ก. การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
ข. การบริหารแบบร่วมมือหลายฝ่าย (Collaborative Governance)
ค. การนำเชิงวิสัยทัศน์
ง. การบริหารเชิงกระจายอำนาจ

5. การแก้ปัญหาเด็กดร็อปเอาท์ตามแนวทาง ศธ. สะท้อนมุมมองใดต่อ “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา”?

ก. เป็นปัญหาของโรงเรียน ต้องแก้ที่โครงสร้างภายใน
ข. เกิดจากความสามารถผู้เรียน จึงแก้ด้วยการสอนเสริม
ค. เป็นปัญหาซับซ้อนหลายมิติ ต้องแก้ร่วมกับระบบสังคม
ง. แก้ด้วยนโยบายเพิ่มเงินอุดหนุนเท่านั้นก็เพียงพอ
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น