สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เพราะลูกไม่หยุดเรียนรู้ พ่อแม่จึงเป็นกุญแจสำคัญ

อีกไม่กี่วันก็จะถึง วันแม่วันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของพวกเราทุกคน เป็นวาระพิเศษที่ลูกๆจะได้รำลึกและทดแทนพระคุณของแม่ที่ได้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามาด้วยความรักเปี่ยมล้น แม้ว่าการเลี้ยงดูลูกจะเหนื่อยยากสักเพียงใด แม่ก็เต็มใจทุ่มเททำเพื่อลูกอยู่เสมอ คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วยตูน สัปดาห์นี้จึงขอนำสาระน่ารู้มาฝากคุณแม่ที่กำลังจะมีเจ้าตัวเล็กหรือกำลังเลี้ยงดูลูกน้อย จะได้ช่วยให้คุณแม่เหนื่อยน้อยลงได้สักนิดหนึ่ง ขอบอกเลยว่าทุกวันนี้โลกหมุนไว การเตรียมความพร้อมให้ลูกเป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางด้านสมองและร่างกายที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ และพ่อแม่เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างทุกนาทีของลูกให้พร้อมสู่การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด

สิ่งสำคัญก็คือเราจะต้องเข้าใจก่อนว่า ในช่วง 1-5 ปีแรกของชีวิต สมองของเด็กจะเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ในช่วงวัยนี้ทุกนาทีของลูกมีค่าจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะช่วยส่งเสริมเขาได้เป็นอย่างมาก ช่วงนี้คือเวลาทองที่พ่อแม่ไม่ควรละเลยการเตรียมพร้อมสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกรัก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย แค่เข้าใจถึงพัฒนาการของวัยเยาว์ ใส่ใจให้โภชนาการที่ครบถ้วนและเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับลูกน้อยเท่านั้นเองครับ

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มาให้ความรู้ในงาน “Non-Stop Learning สร้างทุกนาทีสู่การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุดซึ่งจัดขึ้นโดยผลิตภัณฑ์นมเอนฟา เอพลัส คุณหมอทิพวรรณได้กล่าวไว้ว่า

สมองของลูกเติบโตเร็วมากในช่วง 5 ขวบปีแรก กระบวนการพัฒนาเซลล์ของสมองทารกน้อยได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ในครรภ์ และมีเครือข่ายกว่าแสนล้านเซลล์สมองเมื่อคลอด เส้นใยประสาทเหล่านี้จะเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็วเป็น 1,000 ล้านล้านครั้ง และเมื่อครบ 5 ปี สมองจะเติบโตถึง 85% ของสมองผู้ใหญ่" ช่วงวัยนี้คือโอกาสทองในการพัฒนาความฉลาดของลูก ยิ่งพ่อแม่กระตุ้นลูกให้เกิดกระบวนการคิดและเรียนรู้มากเท่าไร เซลล์สมองก็จะมีการเชื่อมต่อกันมากขึ้น ที่สำคัญทุก 1 วินาที เซลล์สมองจะมีการเชื่อมต่อถึง 700 เซลล์ ดังนั้น การสร้างให้ทุกนาทีเป็นการเรียนรู้ของลูกจึงเป็นปัจจัยสำคัญให้ลูกเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งเทคนิคง่ายๆในการกระตุ้นการเรียนรู้ของลูก อย่างเช่น ในช่วงวัยทารก เราสามารถกระตุ้นสมองของลูกด้วยการพูดคุย ร้องเพลง เพื่อให้ลูกเรียนรู้และจดจำเกี่ยวกับเรื่องเสียง การแบ่งแยกสีจากของเล่น เมื่อลูกโตขึ้น เราอาจเลือกของเล่นที่ช่วยพัฒนาทักษะ เช่น ตัวต่อที่ช่วยฝึกด้านกระบวนการคิดและแก้ปัญหา การวาดภาพช่วยฝึกฝนด้านจินตนาการ เป็นต้น แต่จริงๆแล้ว ลูกน้อยของเรามีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา การกระตุ้นการเรียนรู้ของลูกน้อยนั้นสามารถทำได้ทุกที่ทุกนาที แม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน อย่างเช่น การรับประทานอาหาร นอกจากฝึกการใช้กล้ามเนื้อแขนและมือแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถต่อยอดการเรียนรู้ด้วยการจำแนกประเภทอาหาร เช่น ส้มคือผลไม้ และต่อยอดไปสู่เรื่องของการเปรียบเทียบขนาด น้ำหนัก รูปทรงของผลไม้ชนิดต่างๆ เพื่อเป็นพื้นฐานเรื่องคณิตศาสตร์ คุณแม่ลองจัดวางผลไม้รูปทรงและสีต่างๆในจานให้กลายเป็นระบบสุริยจักรวาล ให้ความรู้เรื่องดาราศาสตร์แบบง่ายๆ นอกจากจะสนุกแล้วยังได้ความรู้อีกด้วย หรืออาจจะฝึกสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษจากมื้ออาหารก็ได้ จะเห็นได้ว่าทุกนาทีสามารถสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้ลูกน้อยได้

ขึ้นกับว่าคุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจมากน้อยแค่ไหน เพราะโดยพื้นฐานเด็กๆ เกิดมามีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ถือว่ามีทุนเท่าเทียมกัน แต่โอกาสในการเรียนรู้และการกระตุ้นพัฒนาการโดยพ่อแม่จะมีผลต่อพัฒนาการลูกถึง 70%”

การทำกิจกรรมกับเด็กเป็นหัวใจของการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมศักยภาพของสมองให้เจริญเติบโตเต็มที่และพร้อมสำหรับการเรียนรู้ต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด การสร้างทุกนาทีแห่งการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายโดยคุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการด้วยกิจกรรมง่ายๆ ที่มีอยู่รอบตัวให้ลูกน้อย ผ่านกิจวัตรประจำวันและเหมาะกับแต่ละช่วงวัย หรือการกระตุ้นการเรียนรู้จากการให้เด็กตั้งคำถามจากสิ่งที่สนใจ จะช่วยเชื่อมโยงความรู้จากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่งได้ รวมถึงการเลือกวิธีการทำกิจกรรมที่ให้ทั้งความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ให้ความรัก ความอบอุ่น ไปพร้อมๆกัน จะเห็นได้ว่าพ่อแม่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกทุกๆครั้งที่มีโอกาส

นอกจากวิธีการกระตุ้นพัฒนาการด้านต่างๆของลูกน้อยด้วยกิจกรรมที่เหมาะสมแล้ว การได้รับโภชนาการและอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน ก็จะช่วยเตรียมความพร้อมของสมองเด็กให้เปิดรับการเรียนรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสารอาหารจำเป็นต่อการพัฒนาสมองและร่างกาย ทั้งนี้ มีงานวิจัยทางการแพทย์ด้านสุขภาพของเด็กพบว่ากลุ่มเด็กที่ดื่มนมที่มีสารอาหารสำคัญ อย่าง ดีเอชเอ พีดีเอ็กซ์ และเบต้ากลูแคน จะมีอัตราการขาดเรียนจากการเจ็บป่วยลดลงถึง 38% ทำให้เด็กมีเวลาเรียนรู้เพิ่มขึ้น และนำไปสู่โอกาสในการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องหรือที่เรียกว่า NonStop Learning ส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการทางสมองที่ดีกว่าและนำไปสู่ผลการเรียนที่น่าพึงพอใจในระยะยาว และจากงานวิจัยล่าสุดยังค้นพบว่า เด็กที่ได้รับโภชนาการเสริมเหล่านี้จะสามารถฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยได้อย่างรวดเร็วขึ้น จึงแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของโภชนาการต่อการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง

สำหรับ ดีเอชเอ (DHA) ก็คือกรดไขมันจำเป็นที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของสมอง จอประสาทตา และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเชื่อมต่อเซลล์สมองของเด็ก ส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านการมีสมาธิจดจ่อ พัฒนาการทางสายตา สติปัญญาทักษะการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร ช่วยส่งเสริมการอ่านเขียนให้มีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ดีเอชเอพบได้ในนมแม่ ทารกวัยที่ยังดื่มนมแม่จะได้สารอาหารเหล่านี้จากนมแม่อยู่แล้วครับ ดังนั้น ขอย้ำว่านมแม่คือสารอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก แต่ถ้าไม่สามารถให้ลูกน้อยดื่มนมแม่ได้ตลอดเวลาก็ลองเลือกนมสำหรับเด็กที่มีดีเอชเอด้วยนะครับ นอกจากนั้นก็พบได้ในไข่แดง น้ำมันปลา อาหารทะเล เช่น แซลมอน ทูน่า ปลาน้ำจืด เช่น ปลาสวายและปลาช่อน น้ำมันปลา

สำหรับพีดีเอ็กซ์นั้นก็คือ โพลีเด็กซ์โตรส (Polydextrose หรือ PDX) เป็นสารอาหารที่ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ทั้งระบบ จึงช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบย่อยอาหารในลำไส้ให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น ช่วยให้อุจจาระนิ่ม ขับถ่ายง่าย ท้องไม่ผูก ช่วยให้ลูกพร้อมเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

พราะสมองของลูกน้อยนั้นมีศักยภาพการเรียนรู้อยู่ทุกนาที เมื่อได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสม สารอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาสมองของลูกน้อยให้พร้อมสู่การเรียนรู้ ซึ่งคุณแม่สามารถบำรุงร่างกายได้ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ด้วยการรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุที่จำเป็นเพื่อให้ลูกน้อยวัยแรกเกิดถึง 6 เดือนได้รับสารอาหารที่ส่งผ่านจากนมแม่อย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับลูกน้อยที่ไม่สามารถดื่มนมแม่ได้ แม่ควรเลือกดื่มนมที่มีส่วนผสมของสารอาหารเหล่านี้อย่างครบถ้วน บวกกับการสร้างทุกนาทีให้เป็นนาทีแห่งการเรียนรู้ ด้วยการกระตุ้นพัฒนาการด้วยสองมือของพ่อแม่ และเปิดโอกาสให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง จะเป็นกุญแจสำคัญสร้างลูกให้พร้อมสู่สังคมโลกในวันข้างหน้าต่อไป.

 

โดย : รายทาง
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

 

ที่มา ; ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน ไทยรัฐออนไลน์ 9 สิงหาคม 2558

ความเห็นของผู้ชม