
วันที่ 16 กันยายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม ซึ่งสอบติดอันดับ 1 พนักงานราชการทั่วไป เอกวิทยาศาสตร์ ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จังหวัดสระแก้ว และมีการประกาศรายชื่อครั้งที่ 1 (9 ก.ย.2567) ติดอันดับ 1 แต่การประกาศผลสอบฉบับใหม่ (12 ก.ย.2567) ปรากฏว่าชื่อของ น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม หายไป เมื่อสอบถามไปยังหน่วยงานจัดสอบคือ สพม.สระแก้ว กลับได้รับแค่คำขอโทษ โดยไม่ได้รับคำอธิบายใด ๆ และวันนี้(16 ก.ย.) น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม ก็ได้เดินทางมาที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อร้องขอความเป็นธรรม ต่อ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.แล้วนั้น
วันเดียวกันนี้ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดาเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ลงนามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ ๒๒๙๗ / ๒๕๖๗ เรื่อง ให้นายประยงค์ สารภูมิข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว วิทยฐานะรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชำนาญการพิเศษ ไปปฏิบัติราชการที่สำนักบริหารการมัธยมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษกษาขั้นพื้นฐาน อีกหน้าที่หนึ่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง สั่ง ณ วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2567

ที่มา ; แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2567, ภาพจากมติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
สาวสอบครูอันดับ 1 จู่ๆชื่อหาย แฉบิ๊กโทร.สั่งลบโพสต์ ศธ.ลั่นโทษหนักสุดถึงไล่ออก
ความคืบหน้ากรณี น.ส.เบญญาภา โพสต์ร้องขอความเป็นธรรม หลังสอบติดอันดับ 1 พนักงานราชการทั่วไป เอกวิทยาศาสตร์ ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จ.สระแก้ว ซึ่งการประกาศรายชื่อครั้งที่ 1 (9 ก.ย.2567) ติดอันดับ 1 แต่การประกาศผลสอบฉบับใหม่ (12 ก.ย.2567) ปรากฏว่าชื่อหายไป เมื่อสอบถามไปยัง สพม.สระแก้ว กลับได้รับแค่คำขอโทษ โดยไม่ได้รับคำอธิบายใดทั้งสิ้น ต่อมา ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) สั่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว สั่งการให้ สพม.สระแก้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเยียวยาแก้ปัญหาโดยด่วน เบื้องต้นเสนอให้ สพม.รับจ้าง น.ส.เบญญาภา ให้เป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนใกล้บ้าน
ล่าสุดวันนี้ (16 ก.ย.67) ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิทวงคืนความยุติธรรมให้สังคม พร้อมด้วย น.ส.เบญญาภา เดินทางยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชินชอบ รมว.ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการศธ.รับเรื่องแทน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กรณีนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. ให้ความสำคัญติดตามความคืบหน้ามาตั้งแต่ต้น และได้สั่งการให้ สพฐ. ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งในส่วนของ สพฐ. ได้ส่งนิติกรลงไปสืบสวนหาข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 13 ก.ย.67 และได้เก็บเอกสารมาทำการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าเรื่องนี้คนผิดก็ต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน เพียงแต่จะเป็นฐานความผิดใด หากเกิดจากความประมาทเลินเล่อความผิดก็จะสถานหนึ่ง แต่หากเป็นการตั้งใจทุจริตผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ กรรมการฯจัดสอบก็จะต้องรับผิดชอบ โทษสูงสุดคือไล่ออก แต่ทั้งหมดจะต้องรอผลการสอบสวนข้อเท็จจริง หน่วยงานอื่น เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ได้เข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย รับรองว่างานนี้จะไม่มีมวยล้มอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ในส่วนของ น.ส.เบญญาภา ทางศธ. ก็ต้องมีมาตรการเยียวยา แต่ต้องขอดูชุดคำตอบ เพื่อตรวจสอบคะแนนก่อนว่าทำได้จริง เบื้องต้นระหว่างรอผลการสอบข้อเท็จจริง ทาง สพฐ.ได้เสนอให้รับตำแหน่งครูอัตราจ้างในโรงเรียนใกล้บ้าน เพราะเป็นตำแหน่งเดียวกับที่ น.ส.เบญญาภา ลาออกมา เพื่อสอบในตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อปิดปากใดๆทั้งสิ้น
ส่วนกรณีนี้จะมีผู้เสียหายกี่รายนั้น ส่วนตัวไม่มั่นใจ ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรียบร้อยก่อน แต่ถ้าผู้เสียหายมีมากกว่า 1 ราย ก็ต้องดำเนินการเยียวยาให้ครบถ้วน จึงต้องนำเอกสารทั้งหมดมาตรวจสอบที่ส่วนกลาง โดยจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน
“ขณะนี้ได้มีการอายัดหลักฐาน รวมถึงข้อสอบทั้งหมดแล้ว และทางเขตพื้นที่ฯรายงานข้อเท็จจริงมาเป็นระยะ แต่ สพฐ. ไม่ได้ปักใจเชื่อ จึงส่งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ระหว่างที่ความจริงยังไม่ปรากฏ สพฐ.เสนอเยียวยาโดยให้เป็นอัตราจ้างในโรงเรียนใกล้บ้าน เป็นการชั่วคราว แต่ถ้าความจริงปรากฏว่า น.ส.เบญญาภา สามารถทำคะแนนได้อันดับ 1 ตามที่มีการประกาศครั้งแรก ก็ต้องให้บรรจุเป็นพนักงานราชการ เพื่อความเป็นธรรม ส่วนจะมีการล้มกระดานสอบใหม่หรือไม่นั้น คงต้องดูเป็นรายกรณี เพราะหากให้มีการสอบใหม่ หลายคนที่ไม่ได้รู้เรื่องด้วย ก็จะได้รับผลกระทบ เพราะทุกคนก็ตั้งใจสอบ ดังนั้นคิดว่าแนวทางนี้คงไม่เป็นธรรม การที่มีผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมเพียง 1 คน ก็ถือว่ามากแล้ว ไม่อยากให้มีเพิ่มขึ้น เรื่องนี้ความจริงมีเพียงอย่างเดียว หากผลออกมาแบบใดก็ต้องว่าไปตามนั้น หลังจากผลการสอบสวนออกมาแล้ว จะเชิญ น.ส.เบญญาภา และน้องที่ได้รับการประกาศชื่ออีกรายมาพูดคุย เพื่อหาทางเยียวยา ทุกอย่างมีความเป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้นต้องพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล” นายสิริพงศ์ กล่าว
ด้าน น.ส.เบญญาภา กล่าวว่า หลังจากตนโพสต์ข้อความดังกล่าวไปแล้ว มีผู้บริหารระดับสูงโทร.มาขอให้ตนลบโพสต์ดังกล่าว ทำให้เกิดความกังวล หากผลการตรวจสอบพบว่าคะแนนของตนมาเป็นอันดับ 1 จริง ก็ขอให้เยียวยาโดยการบรรจุให้เป็นพนักงานราชการ แต่หากคะแนนไม่ถึงอันดับ 1 จริง ก็จะยอมรับผล แต่ตอนนี้ขอแค่ให้ความจริงปรากฏ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจน ส่วนตัวรู้สึกตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูก จากที่สอบได้อันดับ 1 แต่กลับชื่อหาย ทำให้เกิดความสงสัย เพราะมีการประกาศผลไปแล้ว 3 วัน แต่ไม่ได้รับการอธิบายที่ชัดเจน ยังไม่ได้มีการขอดูข้อสอบ และกระดาษคำตอบ ซึ่งหลังจากนี้ก็อยากขอดูเช่นเดียวกัน
“เมื่อรู้ว่าสอบได้อันดับ 1 ก็รู้สึกดีใจมาก โทร.บอกที่บ้าน เพราะได้งานทำ ซึ่งวันที่ไปสอบ ก็อยู่เฝ้ายายที่โรงพยาบาล แต่พอปรากฏว่าชื่อหาย ก็เป็นห่วงยาย ไม่รู้ว่ายายจะรู้สึกอย่างไร” น.ส.เบญญาภา กล่าว
ขณะที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า บ่ายนี้จะมีการหารือร่วมกับ น.ส.เบญญาภา ซึ่งเรื่องนี้ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ ยืนยันว่าจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
"ป.ป.ช."บุกสพม.สระแก้วลุยสอบปมดราม่าสาวสอบครูติดอันดับ1 แต่ชื่อหายปริศนา สั่งนำข้อมูลทั้งหมดกลับไปตรวจสอบภายใน 30 วัน พร้อมเตรียมเรียกสาวที่รายชื่อหายมาให้ข้อมูลด้วย ก่อนชงเรื่องให้ป.ป.ช.ภาค 2 พิจารณาต่อไป
13 ก.ย. 2567 ผู้สื่อข่าวรายงาน หลังจากมีสาวโพสต์ขอความเป็นธรรม ภายหลังรายชื่อหายจากการสอบพนักงานราชการทั่วไป อันดับที่ 1 เอกวิทยาศาสตร์ ต่อมา สพม.สระแก้ว ได้ชี้แจงออกเป็นหนังสือวถึงสาเหตุเกิดจากการเฉลยคำตอบไม่มีคำตอบที่ถูกต้องและเฉลยสลับข้อ ทำให้ผลคะแนนรวมเกิดความคลาดเคลื่อน และทำให้ลำดับที่ของผู้ผ่านการสรรหาฯ มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมยอมรับความผิดพลาด เนื่องจากบุคลากร ที่ดำเนินการสอบยังขาดประสบการณ์ ด้านทาง สพฐ.ได้มีกานตั้งกรรมการตรวจสอบสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวแล้ว
ล่าสุด ป.ป.ช.สระแก้ว ได้ลงพื้นที่ สพม.สระแก้ว ต.ท่าเกษม อ.เมือง จ.สระแก้ว เพื่อเก็บข้อมูลและหลักฐานสำหรับสอบสวนกรณีนี้ทันที โดยมีนายประยงค์ สารภูมิ ผอ.สพม.สระแก้ว และเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช. พร้อมนำเอกสารมาให้ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป
ด้านนายพิเชฐ พิมพา ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองได้ลงไปตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพร้อมทั้งให้ทาง ส.พ.ม.สระแก้ว ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดพร้อมทั้งได้ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องในการสอบครั้งนี้เพื่อที่จะนำมาตรวจสอบหาข้อเท็จจริง คาดว่าน่าจะรู้ผลภายใน 30 วัน หลังจากมีการตรวจสอบแล้วก็จะได้เชิญตัวของน้องเบญญาภา ผู้ที่มีรายชื่อสอบได้อันด้บที่1 นั้น เข้ามาให้ข้อมูล กับทาง ป.ป.ช .อีกครั้ง หลังจากนั้นก็จะได้เสนอเรื่องไปยัง ป.ป.ช.ภาค2 เพื่อเสนอเข้าคณะกรรมการภาค 2 ต่อไป
ที่มา ; แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2567
เกี่ยวข้องกัน
ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรับหนังสือร้องเรียนจากกรณีการสอบบรรจุพนักงานราชการ
16 กันยายน 2567/ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นตัวแทนกระทรวงศึกษาธิการ รับหนังสือร้องเรียนจากกรณีการสอบบรรจุพนักงานราชการตำแหน่งครูผู้สอน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดสระแก้ว พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับทราบเหตุการณ์และติดตามกรณีนี้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่คืนวันที่ 12 กันยายน 2567 โดยได้สั่งการให้ สพฐ. เร่งติดตามและดำเนินการสอบสวนโดยด่วน
กระทรวงศึกษาธิการได้ส่งนิติกรลงพื้นที่เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมทั้งอายัดเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อสอบ เฉลยคำตอบ และหลักฐานอื่น ๆ มาตรวจสอบอย่างละเอียดที่ส่วนกลางแล้ว โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า หากพบการกระทำผิดจริง ผู้กระทำความผิดจะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้จะมีการพิจารณาว่าความผิดนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือเป็นการทุจริตโดยเจตนา ซึ่งจะมีการดำเนินการตามฐานความผิดที่แตกต่างกัน
ด้านผู้ร้องเรียนได้กล่าวถึงความต้องการที่มายื่นหนังสือในวันนี้ว่า หากผลสอบเป็นไปตามที่ได้ประกาศในครั้งแรก ตนต้องการบรรจุเป็นพนักงานราชการตามขั้นตอนของการสอบคัดเลือก แต่หากคะแนนตนผิดจริง ๆ ก็พร้อมรับคำตัดสิน และขอความชัดเจนจาก สพม.สระแก้ว ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงผลสอบ มีเพียงแค่การแจ้งว่ามีคนร้องเรียนว่าเฉลยข้อสอบผิดเพียงเท่านั้น
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่าจะมีมาตรการเยียวยาอย่างเหมาะสม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคะแนนและหลักฐานต่าง ๆ หากพบว่าคะแนนของผู้ร้องเรียนถูกต้องตามประกาศครั้งแรก ก็จะพิจารณามาตรการเยียวยาในการบรรจุเป็นพนักงานราชการตามสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ทาง สพฐ. ได้มีข้อเสนอให้ผู้ร้องเรียนเข้ารับตำแหน่งครูอัตราจ้างในโรงเรียนใกล้บ้านเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งเป็นการดำเนินการชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่การปิดปากผู้ร้องเรียนแต่อย่างใด
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังได้กำชับให้การสอบสวนเป็นไปอย่างรวดเร็วและโปร่งใส โดยกำหนดระยะเวลาการสอบสวนข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน และยืนยันว่าหากพบว่ามีการทุจริตจริง ผู้กระทำผิดจะต้องถูกลงโทษสูงสุดคือการไล่ออกจากราชการ และอาจจะต้องมีการเพิ่มโทษทางปกครองให้เข้มข้นขึ้นด้วย อีกทั้งยังมีการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการตรวจสอบเพื่อให้สังคมเชื่อมั่นในความโปร่งใสของกระทรวงศึกษาธิการ
“เราจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ทุกคนจะได้รับความเป็นธรรม ไม่มีการล้มมวยแน่นอน ความผิดพลาดในครั้งนี้เราจะไม่เพิกเฉย ขอให้สังคมรอผลการสอบสวนซึ่งสามารถพิสูจน์ได้จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว และพร้อมที่จะเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมตามหลักเกณฑ์และกฎหมาย” นายสิริพงศ์ กล่าว.
ที่มา ; ศธ. 360 องศา
เกี่ยวข้องกัน
ครูสาวสอบติดที่ 1 ตอบแล้วหลังลือสะพัด สพม.สระแก้ว ยื่นข้อเสนอ
คืบหน้า "ครูสาวสอบติดที่ 1 แต่ชื่อหาย" จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ มีการนำเสนอข่าวครูสาวสอบติดราชการครูที่ จ.สระแก้ว ซึ่งเธอได้คะแนนได้อันดับ 1 แต่จู่ๆ ชื่อเธอกลับหายไป ก่อนจะสังเกตเห็นว่า มีชื่อของคนอื่นมาเสียบแทน อีกทั้งที่ 1 คนใหม่ยังมีนามสกุลเหมือน ผอ. ของโรงเรียนที่จะต้องไปบรรจุ ทำให้คนสงสัยว่าเป็นเด็กเส้นหรือไม่
นอกจากนี้ยังมองว่า คำอธิบายจากสำนักงานเขตการศึกษาสระแก้ว ที่ยอมรับว่าตรวจข้อสอบไม่ดีเอง มีจุดที่ยังน่าสงสัย ซึ่งตอนนี้ สพม. ตั้งคณะกรรมตรวจสอบแล้ว ขณะที่ ครูฟิสิกซ์สาว ซึ่งเป็นที่ 1 คนใหม่ได้อธิบายยาวเหยียดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ว่าเธอเองก็ทุ่มเทมุ่งมั่นไม่น้อยที่จะหาโอกาสสอบบรรจุให้ได้ แต่เพราะวิชาฟิสิกส์เป็นจุดอ่อนของเธอ จึงตัดสินใจมาสายทางวิทยาศาสตร์แทน
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นายประยงค์ สารภูมิ ผอ.สพม.สระแก้ว พร้อมกับผู้อำนวยการโรงเรียน 4 แห่ง และกรรมการสอบสวน 4 คน ปลัดอำเภอตาพระยาและศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ กำนันตำบลทัพราชและญาติของครูสาวผู้เสียหาย ได้มีการพูดคุยกันเพื่อหาข้อสรุป รวมถึงขอโทษญาติเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
โดยเบื้องต้น ญาติมองว่าผู้เสียหายเสียโอกาสจากกรณีที่เกิดขึ้น จึงต้องการให้เด็กได้เป็นครูในพื้นที่บ้านเกิด และเสนอให้ทาง สพม. ดำเนินการรับและจ้างเด็กเพื่อให้เป็นครูอัตราจ้าง ที่โรงเรียนทัพราชวิทยา อ.ตาพระยา ซึ่งเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน เพื่อให้เด็กได้ทำงานไปก่อน หลังจากนั้น ก็ค่อยไปสอบใหม่ในปีต่อๆ ไป โดยทาง สพม. รับที่จะดำเนินการเยียวยาตามความต้องการของญาติ
หลังจากมีข่าวปรากฏเรื่องข้อเสนอการเยียวยา ซึ่งจะให้ผู้เสียหายไปเป็นครูอัตราจ้างรอเวลาเพื่อจะสอบใหม่ และดูเหมือนเรื่องจะจบแล้วนั้น แต่ทางด้าน เฟซบุ๊ก "มูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม - CRSJ Foundation" ได้ออกมาโพสต์คำชี้แจงจากการพูดคุยกับ ครูเบญ ผู้เสียหาย โดยเผยว่า มูลนิธิรณรงค์ฯ ได้พูดคุยสอบถามข้อเท็จจริงแล้ว ครูเบญยืนยันว่าไม่ใช่ข่าวจริง และจะเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมหาความจริงต่อไป
"ข้อเท็จจริงคือ ทาง สพม. สระแก้ว ได้เข้าไปเจรจากับญาติเพื่อขอให้ จบเรื่อง และมีความพยายามว่าให้ปิดข่าว-จบเรื่อง โดยเสนอข้อเสนอต่างๆ ตามที่เป็นข่าว แต่ตัวครูเบญยังไม่รับข้อเสนอ รวมถึงน้าของเธอทั้ง 2 คนก็ไม่ได้เสนออะไรไป มีแค่ทาง ผอ.สพม. สระแก้ว ที่เสนอให้เอง แต่เธอพิจารณาแล้วว่าถ้ารับข้อเสนอก็จะไม่สะดวกใจในการเรียกร้องความยุติธรรม เพราะข้อเสนอเหมือนเป็นการปิดข่าวมากกว่าความหวังดี"
อย่างไรก็ตาม ในเช้าวันที่ 16 กันยายน 2567 ทางมูลนิธิรณรงค์ฯ จะพาครูเบญไปยื่นหนังสือร้องเรียนถึง พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อหาความจริงต่อไป
ที่มา ; ไทยนิวส์ออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
สพฐ. ยัน ‘ครูเบญ’ บรรจุทันที หากคะแนนอันดับ 1 จริง กรณีไม่ผ่านเสนอเป็น อัตราจ้าง
จากกรณี น.ส.เบญ โพสต์ร้องขอความเป็นธรรม เรื่องราวการสอบครู หลังสอบติดพนักงานราชการทั่วไปอันดับที่ 1 เอกวิทยาศาสตร์ สพม.สระแก้ว แต่ผ่านไป 3 วัน ปรากฏว่าชื่อของเธอหายไป เมื่อสอบถามไปยังหน่วยงานจัดสอบคือ สพม.สระแก้ว กลับได้รับแค่คำขอโทษ โดยไม่ได้รับคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น ต่อมาว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) สั่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว สั่งการให้ สพม.สระแก้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เยียวยาแก้ปัญหานี้โดยด่วน เบื้องต้นเสนอให้ สพม.รับและจ้างเด็กเพื่อให้เป็นครูอัตราจ้าง ที่โรงเรียนทัพราชวิทยา อ.ตาพระยา ซึ่งเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน ล่าสุด สพฐ.ออกคำสั่งให้ นายประยงค์ สารภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สระแก้ว มาปฏิบัติราชการที่สำนักบริหารการมัธยมศึกษา สพฐ.นั้น
เมื่อวันที่ 17 กันยายน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกคำสั่งให้ นายประยงค์ สารภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สระแก้ว มาปฏิบัติราชการที่สำนักบริหารการมัธยมศึกษา สพฐ. อีกตำแหน่งหนึ่ง และได้อายัดข้อสอบและกระดาษคำตอบเพื่อดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กันยายนนี้ ทุกอย่างต้องได้คำตอบและมีความชัดเจน เรื่องนี้ สพฐ.ต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว เพราะอยู่ในความสนใจของประชาชน ทั้งนี้เมื่อกระบวนการสอบสวนเสร็จสิ้น ถ้าพบว่ามีการทุจริต หรือส่อไปในทางทุจริตก็ต้องดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนอย่างเด็ดขาด เพราะตนเชื่อว่า ผลสอบของคณะกรรมการจะเป็นตัวชี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ใครจะต้องรับผิดชอบ ใครทำให้เสียหาย ใครประมาทเลินเล่อ หรือใครมีความบกพร่องในเรื่องใด ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าผู้ที่ได้เลื่อนขึ้นมาลำดับที่ 1 แทน น.ส.เบญญาภา เป็นคนนามสกุลดังนั้น ตรงนี้เป็นความคิดเห็นของแต่ละบุคคล สพฐ.เองก็ต้องมีความเป็นกลาง ขอให้รอผลการตรวจสอบ ซึ่งพร้อมจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า กรณีนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. และเลขาธิการ กพฐ. ให้ความสำคัญติดตามอย่างใกล้ชิด ขอให้เร่งดำเนินการตรวจสอบและสรุปผลให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับการตรวจสอบกรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยาก อันดับแรกต้องไปดูที่กระดาษคำตอบ ข้อสอบ และเฉลยใหม่ ว่ามีการแก้ไข ฝนรหัสใหม่เหมือนที่สังคมสงสัยหรือไม่ เพราะเป็นการใช้ดินสอสองบีในการฝนรหัสคำตอบ และเป็นการตรวจด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่การตรวจด้วยมือ เนื่องจากมีผู้เข้าสอบกว่า 250 คน เฉพาะสาขาวิชาเอกวิทยาศาสตร์ มีผู้เข้าสอบจำนวน 106 คน
ขณะเดียวกันได้ประสานเชิญ น.ส.เบญญาภาเข้าให้ปากคำที่ สพฐ. เพื่อยืนยันว่ากระดาษคำตอบที่อายัดเป็นของตนเองจริง และได้มีการแก้ไขปรับปรุงหรือไม่ ก่อนตรวจสอบคะแนนของ น.ส.เบญญาภา ต่อไป
“ส่วนเรื่องความผิดพลาดของเขตพื้นที่ฯก็ต้องว่าไปตามขั้นตอน โดยต้องลงไปดูว่าใครทำผิดพลาด ส่วนอีกรายที่มีชื่อมาแทน ก็ต้องตรวจสอบคะแนนเช่นเดียวกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจน แต่สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับผลคะแนนของทั้งสองคนเป็นสำคัญ ทั้งนี้จากที่ดูข้อมูลและผลการสอบสวนในเบื้องต้น ยังไม่เห็นความตั้งใจในทางทุจริต แต่จะมีความหละหลวมในการทำงานในแต่ละขั้นตอน ซึ่งในส่วนของรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ที่โทรให้ น.ส.เบญญาภาลบโพสต์นั้น ก็ถือว่าดำเนินการไม่ถูกต้อง และได้มีการตักเตือนด้วยวาจาไปเรียบร้อยแล้ว” นายพัฒนะกล่าว
รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบออกมาแล้วพบว่า น.ส.เบญญาภาสอบได้คะแนนอันดับ 1 จริง ตามประกาศครั้งแรก ก็จะบรรจุแต่งตั้งให้ในตำแหน่งที่สอบได้ แต่หากคะแนนไม่ผ่าน ก็ต้องหาวิธีเยียวยา อาทิ คืนสู่สถานะเดิม คือ ให้กลับเป็นครูอัตราจ้างในโรงเรียนใกล้บ้าน ในจังหวัดสระแก้ว เพื่อให้ได้ทำงานในพื้นที่ ทั้งนี้ในส่วนของเขตพื้นที่ฯ กรณีไม่ตั้งใจทุจริต เป็นความผิดพลาดที่กระบวนการ ถือเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง มีความผิด ทั้งว่ากล่าวตักเตือน ตัดเงินเดือน และภาคทัณฑ์ แต่ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการทุจริต ก็ต้องมีการตั้งกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงผู้ที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนต่อไป ส่วนที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า ผู้ที่สอบได้แทนที่ น.ส.เบญญาภา เป็นคนนามสกุลดัง รู้จักกับนักการเมืองท้องถิ่นนั้น ตนไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ แต่โดยหลักการจะต้องดูที่คะแนนสอบหากเป็นไปตามหลักฐานที่ปรากฏก็ต้องว่าไปตามนั้น หากพบว่าเป็นการทุจริต เราก็ต้องจัดการ ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานใคร หากกระบวนการไม่ถูกต้องก็รับไม่ได้ทั้งนั้น
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
"อ.ปรเมศวร์" เชื่อคดี "ครูเบญ" สอบได้ที่1 แต่ชื่อหาย คือทุจริตไม่ใช่ประมาท
ยังเป็นประเด็นที่สังคมจับตามาอย่างต่อเนื่อง กรณี "ครูเบญ" นส.เบญญาภา สอบติดครูอันดับ1 แต่ชื่อหายปริศนา ซึ่งทางด้าน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ คาดว่าในวันที่ 20 ก.ย.67 จะดำเนินการสอบข้อเท็จจริงและได้ข้อสรุปทุกอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ ครูเบญ ในเรื่องผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีสอบพนักงานราชการตำแหน่งครูของ สพม.สระแก้ว ล่าสุด "อ.ปรเมศวร์" อัยการคนดัง ได้ออกมาพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว
หลังจากเมื่อวันที่ 18 ก.ย.67 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา เนื่องจากมีบุคคลปริศนา จาก สพป. ย่องมาหา ครูเบญ ในงานซ้อมรับปริญญา และพยายามจะพาไปคุยที่เขตฯ งานนี้ทำเอาทางด้าน มูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ต้องออกมาซัดใครเป็นคนสั่งการ
ทั้งนี้ทางด้าน อาจารย์ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโสสำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ได้เปิดใจกับทาง มูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ว่า ไม่เชื่อว่าคนตรวจข้อสอบครูเบญผิดเพราะหยิบกระดาษคำตอบติดกัน มองเรื่อง "ครูเบญคือคดีทุจริตไม่ใช่เรื่องประมาท" หากเขาจะเปิดข้อสอบดูทันทีก็ดูได้ ส่วนคำชี้แจงที่ว่าเลขที่มันติดกัน นั้นเลอะเทอะ คนตรวจข้อสอบเขาไม่เคยตรวจกันแบบนั้น เขาตรวจทีละคนไม่ได้หยิบมากอง ยังไงก็ฟังไม่ขึ้น ง่ายที่สุดเปิดเผยข้อสอบ เอากระดาษคำตอบ เฉลยมาดูก็จบ ว่าน้องได้คะแนนเท่าไร
เผยคนที่ได้คะแนนอันดับที่1 ถึงที่สุดท้าย ได้เท่าไร แล้วถ้าบอกว่ากรอกผิด ก็ต้องดูว่าใครกรอกผิด มันต้องโดนทั้งหมด มันไม่ใช่มีคนเดียวทำ มีกรรมการหลายชุดต้องสอบสวน คืออะไรก็ตามที่มันไม่ตั้งใจสุจริต มันทุจริตได้หมด
ผมทำคดี ป.ป.ช. มาเยอะแยะ โกงกันตั้งแต่ต้น เรื่องธรรมดาของคนไม่ดี ถ้าเปิดคะแนนมาแล้ว น้องเบญ คะแนนไม่ถึง ก็ไม่ต้องเยียวยาอะไร แค่เปิดคะแนนมาให้สาธารณชนเห็นก็พอ
ราชการมันมักจะช่วยกัน อย่างของเนติบัณฑิต เราตรวจหนึ่งข้อ เราตรวจกันหลายรอบกว่าจะประกาศ เพราะคนที่ลงนามประกาศต้องรับผิดชอบ บอกว่ากรอกคะแนนผิด ไอ้คนกรอกคะแนนผิดต้องรับโทษ บกพร่องต่อหน้าที่ การที่ ผอ.สพม.สระแก้ว ออกมาพูดมันฟังไม่ขึ้น ง่ายที่สุดก็คือเอาข้อสอบของน้องออกมาเลย แล้วดูว่าได้กี่คะแนน ไม่ใช่ปิดขอดูก็ไม่ให้ อ่างPDPA อย่างไรก็ตามต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อหาความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้
ที่มา ; msn
เกี่ยวข้องกัน
"ผอ.สพม.สระแก้ว" งานเข้า ป.ป.ช. ชี้มีมูลผิดจริง ปม "ผลสอบครูเบญ" ผิดพลาด
สำหรับกรณีของ "ครูเบญ" น.ส.เบญญาภา สอบติดครูได้อันดับ 1 แต่ชื่อหาย เรื่องราวดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่ ครูเบญ ได้เข้าสอบพนักงานราชการ ตำแหน่งครูผู้สอน สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หรือ สพม. สระแก้ว ซึ่งผลสอบรอบแรกก็ได้อันดับที่1 แต่ในอีก 3 วันต่อมา กลับชื่อหาย จนกลายเป็นเรื่องราวข่าวใหญ่ในสังคมไทย จนมีการสั่งเด้ง นายประยงค์ สารภูมิ ผอ.สพม.สระแก้ว ระหว่างการสอบสวนหาข้อเท็จจริง
ซึ่งทาง สพฐ. ได้ประกาศเลื่อนแถลงข่าว จากเดิมในวันที่ 20ก.ย.67 ออกไปก่อน สาเหตุอยากให้เจ้าตัวพร้อมและมาร่วมฟังแถลงข่าวผลสอบด้วย โดยได้มีการเปิดเผยข้อมูล กรณี ครูเบญ เบญญาภา ลาออกจากงานมาแล้ว ทางด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ครูเบญยื่นลาออกจริง แต่ยังไม่ได้เซ็นอนุมัติการลาออก ยังเป็นครูอัตราจ้างเหมือนเดิม รับเงินเหมือนเดิม สถานะยังเป็นครูอัตราจ้างอยู่ที่จังหวัดอยุธยา
ล่าสุดผลสอบนายประยงค์ สารภูมิ ผอ.สพม.สระแก้ว ของ ป.ป.ช.ออกแล้ว ระบุว่ามีมูลว่า ผอ.สพม.สระแก้ว และเจ้าหน้าที่ประมาท และบกพร่อง ไม่ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนประกาศผล หลังจากนี้ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบวินัย ก่อนกำหนดโทษต่อไป ซึ่ง นายประยงค์ สารภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สระแก้ว ขณะนี้ถูกสั่งย้าย มาปฏิบัติราชการที่สำนักบริหารการมัธยมศึกษา สพฐ.
ที่มา ; msn
เกี่ยวข้องกัน
เปิดผลสอบ ครูเบญ ไม่ผ่านจริง สพฐ.ให้เจ้าตัวยืนยันแล้ว ตั้งกก.สอบวินัยจนท.-บิ๊กสพม.สระแก้ว
จากกรณีการสอบพนักงานราชการของ ครูเบญ อายุ 24 ปี ผู้เสียหายกรณีการสอบบรรจุพนักงานราชการตำแหน่งครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สระแก้ว ได้อันดับ 1 แต่ผ่านไป 3 วัน ชื่อกลับหายไป ทำให้มีการสอบสวนเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งวันนี้ครบรอบกำหนดการแถลงผลสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้นั้น
เมื่อวันที่ 20 กันยายน ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ผลสืบข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถออกมาแถลงได้ เนื่องจากต้องการให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง และต้องการให้ ครูเบญ มาร่วมแถลงด้วย แต่ ครูเบญ ติดซ้อมรับปริญญาในช่วงนี้ จึงไม่สะดวก วันนี้จะส่งเอกสารทั้งหมดให้กับผู้บัญชาการพิสูจน์หลักฐานตำรวจ(พฐ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใส
ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าวต่อว่า ส่วนผลสืบเบื้องต้นของสพฐ. พบว่าผลสอบของครูเบญ คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ คือ ไม่ถึง 60 % ตามที่ระเบียบกำหนดไว้ ทั้งภาค ก. และ ภาค ข.จริง และไม่ติด 1 ใน 10 ซึ่งให้ครูเบญยืนยันแล้ว
ส่วนคนที่ได้ที่ 1 พบว่าคะแนนสูงสุดจริง ซึ่งบุคคลดังกล่าวมีผลการเรียนที่ได้เกียรตินิยม และสภาพแวดล้อมหลายอย่าง ยืนยันน่าจะสอบได้จริง แต่ต้องรอผลการสอบของผู้เชี่ยวชาญยืนยันอีกครั้ง
ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าวด้วยว่า ขณะที่ผลการตรวจสอบ ผอ.สพม.สระแก้ว และเจ้าหน้าที่ในสังกัด พบว่ามีมูลความผิดจริง เข้าข่ายประมาท และบกพร่องในหน้าที่ ซึ่งจะตั้งคณะกรรมการสอบวินัยทั้งหมดอีกครั้ง ก่อนที่จะลงโทษตามกฎหมาย
รายงานข่าวแจ้งว่า ครูเบญ ได้ 81 คะแนนจากคะแนนเต็ม 150 คะแนน โดยแยกเป็น ภาค ก. คะแนนเต็ม 50 คะแนน ภาค ข. คะแนนเต็ม 50 คะแนน และภาค ค. (สัมภาษณ์) คะแนนเต็ม 50 คะแนน
เปิดผลสอบ ครูเบญ ไม่ผ่านจริง รวม 3 ภาค ก ข และ ค ได้ 81 คะแนนจาก 150 คะแนนเต็มซึ่งไม่ถึง 60% ตามเกณฑ์ที่กำหนด ส่ง พฐ.ตรวจสอบซ้ำ เจ้าตัวรับทราบแล้ว สพฐ.ตั้งกก.สอบวินัยบิ๊กสพม.-จนท.ประมาท-บกพร่องหน้าที่
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ด่วน! สพฐ.ตั้งสอบวินัยผอ.สพม.สระแก้ว ปม ‘ครูเบญ’ สอบได้ที่1 ชื่อหาย
เมื่อวันที่ 24 ก.ย. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการสอบสวนผลสอบของนางสาวเบญญาภา หรือ "ครูเบญ" ซึ่งเกิดเหตุข้อสอบผิดพลาดทำให้ชื่อผู้สอบติดอันดับ 1 หายไป หลังประกาศผลใน 3 วัน โดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงให้โปร่งใสที่สุด
ล่าสุด ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. เผยว่า ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดสระแก้ว หลังพบการประกาศผลสอบที่ผิดพลาดตามที่เป็นข่าว ซึ่งถือว่าเป็นการทำให้ราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง บุคคลที่เกี่ยวข้องจะต้องได้รับบทลงโทษอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาความยุติธรรมและความโปร่งใส
ทั้งนี้ จากผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า คะแนนสอบของครูเบญไม่ถึง 60% ของคะแนนที่ต้องได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบ โดยขณะนี้ผลสอบได้ถูกส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบขั้นสุดท้าย ซึ่งจะมีมาตรฐานระดับประเทศที่ชี้ได้ชัดเจoว่า หลักฐานทั้งหมดเป็นของจริง หรือถูกดัดแปลงแก้ไขหรือไม่อย่างไร เพื่อความชัดเจนและโปร่งใสอย่างเต็มที่
นายสิริพงศ์ ยังเน้นย้ำว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะให้ทุกกระบวนการเป็นไปอย่างโปร่งใส เพื่อคืนความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและบุคลากรในวงการการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก พร้อมทั้งแสดงเจตนารมณ์ที่จะทำงานอย่างยุติธรรม เพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่างแก่ข้าราชการทุกระดับ
“การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงครั้งนี้ เป็นสัญญาณชัดเจนถึงการยืนหยัดแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก กระทรวงศึกษาธิการให้คำมั่นว่าจะยึดมั่นความถูกต้อง กฎระเบียบ และจะดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิดโดยไม่มีข้อยกเว้น” นายสิริพงศ์ กล่าว
ที่มา ; ข่าวสดออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ศธ.ตั้ง กก.สอบเพิ่ม ดึงตร.-อัยการ พิสูจน์เคส ครูเบญ ตีกรอบ 7 วัน ลั่น ต้องไขความจริง-สร้างความเป็นธรรม
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ครูเบญร้องเรียนปัญหาการสอบบรรจุพนักงานราชการตำแหน่งครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สระแก้วว่า ขณะนี้ได้ข้อเท็จจริงมาแล้ว แต่เพื่อความเชื่อมั่น พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ 1 ชุดเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผู้บังคับการกองปราบปราม รวมถึงรองอัยการสูงสุด และเจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการ จากส่วนกลาง อีก 2 คน เพื่อทำหน้าที่ช่วยสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว ซึ่งทางกระทรวงฯ มั่นใจว่าผู้ทำหน้าที่กรรมการชุดนี้ เป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในกรณีที่สังคมยังสงสัยอยู่ รวมถึงเรื่องการสอบพนักงานราชการของ สพม.สระแก้ว โดยหลักฐานทั้งหมดจะถูกนำมาสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่สังคมยังสงสัย และได้ส่งให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบอยู่ว่าเป็นกระดาษคำตอบของครูเบญจริงหรือไม่ หรือเป็นของคนอื่น หรือถูกแก้ไขหรือไม่ ทั้งนี้ ในเบื้องต้นมีการกำหนดเวลาการตรวจสอบของคณะกรรมการชุดดังกล่าวใช้เวลา 7 วัน
นายสุรศักดิ์กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่อยากให้เรื่องจบ เนื่องจากอยากให้เกิดความเป็นธรรมที่สุด อะไรที่กระทรวงฯ สามารถช่วยได้ เราก็ยินดี ถ้ากระทรวงฯสามารถยื่นให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ เราก็อยากจะยื่นให้เขามาสอบสวนอย่างจริงจัง และแม้ครูเบญจะจบ แต่การดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการยังไม่ยอมจบ และต้องเดินหน้าเต็มที่ เพื่อให้ได้รับความจริงที่สุด สิ่งที่กระทรวงทำคืออยากให้ทุกคนได้ข้อมูลละเอียดรอบคอบที่สุด และเกิดความเป็นธรรม รวมถึงทำให้เป็นบรรทัดฐาน ไม่ใช่เพราะเราอยากดราม่าต่อ แต่เรื่องดังกล่าวส่งผลต่อชื่อเสียงของกระทรวงศึกษาธิการด้วย จึงต้องทำให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจนมากที่สุด
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
“เพิ่มพูน” ตั้งสอบข้อเท็จจริงเพิ่มอีกชุด ปม “ครูเบญ” สอบครูได้ที่ 1 ชื่อหาย
เมื่อวันที่ 25 ก.ย. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณี น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม หรือ “ครูเบญ” ผู้สอบพนักงานราชการ ตำแหน่งครูผู้สอน สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป ที่มีการประกาศรายชื่อในรอบแรกสอบได้ลำดับที่ 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สระแก้ว แต่รายชื่อกลับหายล่องหนในการประกาศผลรอบที่สองว่า ขณะนี้การดำเนินการสอบสวนเรื่องดังกล่าว ตนได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงศึกษาธิการ ขึ้นมาอีกหนึ่งชุด ซึ่งคณะกรรมการกลางชุดดังกล่าวจะเป็นบุคคลภายนอกทั้งหมด โดยจะมาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จริงกับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ เพื่อให้เกิดความรัดกุมรอบคอบ เพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดของ สพฐ.นั้นได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ สพม.สระแก้ว มีข้อผิดพลาดตรงจุดไหนหรือไม่ และผลสรุปข้อเท็จจริงจากการสอบสวนของ สพฐ.มีความถูกต้องดีแล้วหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบกระบวนการจัดสอบพนักงานราชการของสพม.สระแก้วทั้งหมดด้วยว่ามีช่องโหว่หรือไม่ เพื่อให้เกิดความเป็นกลางและไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวกเกิดขึ้น โดยคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดของ ศธ.ที่ตนตั้งขึ้นนั้นจะกำหนดให้สรุปผลสอบสวนข้อมูลทั้งหมดภายใน 15 วัน
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ส่วนประเด็นที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) นำชุดข้อสอบไปตรวจสอบนั้น ขอชี้แจงว่าเป็นการตรวจสอบจากพฐ.ไม่ได้ตรวจสอบว่าครูเบญทำคะแนนสอบถึงหรือไม่ถึง แต่เป็นการตรวจสอบว่าชุดข้อสอบของครูเบญมีการแก้ไขหรือไม่ เพราะกองพฐ.มีเครื่องมือในการตรวจสอบวัตถุพยานที่มีความเชื่อถือค่อนข้างสูง เพื่อนำไปประกอบหลักฐานกับคำให้การของครูเบญ เพื่อเป็นการพิสูจน์ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้การที่ สพฐ.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย ผอ.สพม.สระแก้วนั้น ยังไม่ได้ระบุผลสอบว่าจะถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง แต่เป็นการตั้งสอบสวนวินัยเพื่อดูว่าความผิดพลาดจากการประกาศรายชื่อที่เกิดขึ้นนั้น มาจากกระบวนการของบุคคลหรือระบบข้อมูลการประกาศผลผิดพลาด
“การที่ผมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของ ศธ.ขึ้นอีกหนึ่งชุดนั้น จะมาดูว่ากระบวนการสอบข้อเท็จจริงของ สพฐ. ว่าได้มีการตรวจสอบทุกช่องทางอย่างครบถ้วนหมดแล้วหรือยัง และได้มีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ ดังนั้นการตรวจสอบของผมจึงต้องนำคนกลางเข้ามาตรวจพิสูจน์ เราจะไม่คาดเดาอะไรไปเอง ซึ่งขอให้เชื่อว่า ศธ.ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแน่นอน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว
ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการกพฐ. กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมกาสอบวินัยอย่างร้ายแรง ผอ.สพม.สระแก้ว นั้น เป็นการตั้งขึ้นจากข้อสรุปของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งพบว่ามีมูล และเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจและเป็นคดีที่กระทบกับภาพลักษณ์ของ ศธ. ทำให้ราชการเสียหาย ดังนั้น จึงต้องตั้งวินัยร้ายแรงไว้ก่อน ส่วนสุดท้ายผลจะออกมาอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์หลักฐาน ของกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ส่วนจะแถลงสรุปคดีเมื่อไรนั้น ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์หลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่เพื่อดูแลในเบื้องต้นแล้ว
ข่าวเกี่ยวข้องกัน
สั่งพักราชการ ผอ.สพม.สระแก้ว ปมประกาศผลสอบ ‘ครูเบญ’ ผิดพลาด
เมื่อวันที่ 28 ก.ย. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกรณี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดสระแก้ว (ผอ.สพม.สระแก้ว) ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในการดำเนินการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งครูผู้สอน ซึ่งพบว่ามีความผิดพลาดและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ อีกทั้งยังกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยตรง
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ศธ. แสดงความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ผอ.สพม.สระแก้ว เพื่อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างละเอียดและโปร่งใส ทั้งนี้ ศธ. ได้สั่งให้พักราชการ ผอ.สพม.สระแก้ว เป็นการชั่วคราว จนกว่าผลสอบสวนจะเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นมาตรการในการป้องกันการแทรกแซง หรือส่งผลกระทบต่อการสอบสวน เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่ประกอบด้วยตำรวจ อัยการ และเจ้าหน้าที่ ศธ. ส่วนกลาง ทำงานอีกชุดหนึ่งด้วย พร้อมส่งหลักฐานทุกอย่างให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบความชัดเจน และยืนยันว่าไม่มีการแก้ไขหรือดัดแปลงหลักฐาน
นายสิริพงศ์ ย้ำว่า “การทำงานของคณะกรรมการสอบสวนของ ศธ. จะไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานภายนอกที่ร่วมสอบสวน แต่เป็นการทำงานคู่ขนานเพื่อเร่งหาข้อเท็จจริง ซึ่งจะไม่ล่าช้าแน่นอน ทั้งนี้ ศธ. พร้อมแสดงข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับทราบในทุกขั้นตอน เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก พร้อมย้ำว่า กระบวนการตรวจสอบครั้งนี้ เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบการศึกษา และคลายข้อสงสัยทุกประเด็นต่อสังคม”
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ประธานกมธ.ศึกษา’เผย‘สพฐ.’แจงปมสอบครูสระแก้ว ประมาทเลินเล่อไม่ใช่ทุจริต
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 ตุลาคม 2567 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงกรณีการเชิญสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาชี้แจงการสอบบรรจุพนักงานราชการที่ จ.สระแก้ว ว่า สรุปเรื่องที่สระแก้วนั้น เป็นเรื่องการประมาทเลินเล่อ ไม่ใช่เรื่องการทุจริต ซึ่งเป็นอุทาหรณ์หนึ่งในระบบการศึกษาว่าถ้าเราเกิดเหตุแบบนี้การศึกษาก็จะเกิดความไม่เชื่อมั่น จึงได้รับการชี้แจง และได้ข้อสังเกตเพื่อนำไปแก้ไขต่อไปคือเราต้องเพิ่มคุณภาพของข้าราชการในกระทรวงศึกษาให้เข้มข้นมากกว่านี้
“กรณีที่ จ.สระแก้ว เป็นที่น่าเห็นใจกับคนที่ถูกสังคมมองว่าผิด ซึ่งมาจากการสื่อสารที่ผิด คนที่เป็นหัวหน้าหน่วยงาน คือ ผอ.เขตอยากทำเรื่องที่ผิดให้มันเป็นเรื่องที่ถูก แต่ว่าเดินไม่ถูก ชี้แจงไม่เป็นจึงทำให้สังคมมองไปในมุมที่เขารู้มา ดังนั้นจนจึงตั้งข้อสังเกตไว้ ว่าต่อไปการสื่อสารของหน่วยงานต่างๆของกระทรวงศึกษาต้องชัดเจน และเข้าใจ” นายโสภณ กล่าว
ที่มา ; แนวหน้า
เกี่ยวข้องกัน
เปิดมุมมอง ดร.กมล รอดคล้าย อดีตเลขา สพฐ. กับบทบาทใหม่ในงานนิติบัญญัติ มาตรการความโปร่งใส และ พ.ร.บ. ใหม่ทางการศึกษา 10 ตุลาคม 2567
จากกรณีข่าวการสอบคัดเลือกพนักงานราชการครูของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว (สพม. สระแก้ว) จังหวัดสระแก้ว ที่พบปัญหาการประกาศผลสอบผิดพลาด ส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีรายชื่อสอบได้ดังกล่าว และตามมาด้วยคำถามของสังคมเกี่ยวกับความโปร่งใสในการคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาที่มีการถ่ายโอนอำนาจให้เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบเอง ซึ่งประเด็นนี้หน่วยงานที่กำกับดูแล โดยเฉพาะคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะมีมาตรการตรวจสอบความโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างไร หรือมีแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างไร หรือควรปรับปรุงกฎ ระเบียบเพื่อตรวจสอบการบริหารงานของเขตพื้นที่การศึกษาของจังหวัดหรือไม่ อย่างไร
คอลัมน์ จันทรา Issue ขอนำบทสัมภาษณ์ของ ดร.กมล รอดคล้าย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ซึ่งอดีตท่านเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มานำเสนอ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
Q : จากกรณีข่าวการประกาศรายชื่อผิดพลาดในการสอบบรรจุพนักงานราชการครูที่จังหวัดสระแก้ว ท่านมีมุมมองความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้อย่างไร รวมถึงประเด็นการถ่ายโอนภารกิจให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้จัดสอบเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร
A : โดยภาพรวมการสรรหาบุคลากรทางการศึกษาจะประกอบด้วย 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่
1) กลุ่มข้าราชการ ซึ่งการคัดเลือกนั้น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จะเข้ามาช่วยจัดสอบภาค ก. ส่วนหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่องจะเป็นผู้จัดสอบทั้งในส่วนภาค ข. และภาค ค. ตามลำดับ
2) กลุ่มพนักงานราชการ มอบหมายให้เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ และ
3) กลุ่มลูกจ้าง นักการภารโรง พนักงานรักษาความปลอดภัย ฯลฯ ในส่วนนี้สถานศึกษาสามารถดำเนินการจัดหาเองได้
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการสอบบรรจุพนักงานราชการครูของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว (สพม. สระแก้ว) คือ เขตพื้นที่การศึกษาที่ดำเนินการจัดสอบไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนด ซึ่งตอนแรกมีข่าวรายงานว่าปัญหาเกิดจากการออกข้อสอบผิด จำเป็นต้องเพิ่มคะแนนหรือลดคะแนนข้อที่ผิดให้กับทุกคนที่สอบได้รับสิทธิ์เท่าเทียมกัน ได้คะแนนเพิ่มหรือลดเท่ากัน ลำดับที่ก็จะยังคงเดิม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง คือ เขตพื้นที่ใส่ชื่อบุคคลผิดมาตั้งแต่ต้น โดยนำชื่อคนที่สอบไม่ผ่านมาใส่เป็นรายชื่อผู้สอบได้ ส่วนคนที่สอบได้กลายเป็นสอบตก ไม่ติดลำดับที่ 1 - 10 เพราะฉะนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงชื่อใหม่ หลายคนจึงคาดเดาว่าเรื่องนี้น่าจะมีการทุจริต ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดหรือเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่จัดสอบ
เรื่องนี้ สพฐ. จำเป็นต้องเข้าไปกำกับดูแล ได้แก่
1) การตรวจสอบข้อสอบใหม่ทั้งระบบ และมีการสอบทานให้ชัดเจนว่าคนที่ประกาศชื่อไปแล้วนั้น ท่านใดสอบได้คะแนนเท่าใด
2) ให้หน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมตรวจสอบ เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อให้ทราบสาเหตุว่าเกิดการทุจริตหรือเกิดจากความบกพร่องเลินเล่อ และบทลงโทษจะต้องมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน และ
3) การบริหาร ได้มีการย้ายผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาออกนอกพื้นที่ เพราะถือว่ากระทำความผิดที่เกิดจากความประมาท เกิดจากความด้อยประสบการณ์ เกิดจากผู้บริหารไม่ใส่ใจดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถือว่าเป็นการบริหารงานที่ล้มเหลว ส่วนการลงโทษอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดสอบ ผู้ตรวจข้อสอบ พนักงานที่พิมพ์รายชื่อ พนักงานตรวจทาน เป็นอย่างไรนั้น จะมีการพิจารณาถ้ามีความผิดก็จะลงโทษลดหลั่นกันไป
ในส่วนของประเด็นการถ่ายโอนภารกิจให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผมเห็นว่า ยังคงมีความจำเป็น เพราะ สพฐ. หรือกระทรวงศึกษาธิการนั้น มีครูกว่า 6 แสนคน มีเด็กนักเรียนไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน โรงเรียนในสังกัดอีก 3 หมื่นกว่าแห่ง ส่วนกลางไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงอย่างแน่นอน ดังนั้น การบริหารงานในลักษณะนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว วิธีที่จะแก้ไขในอนาคต คือ เห็นควรจัดการระบบให้ชัดเจนว่าจะมอบอำนาจการกำกับดูแลในเรื่องใดมากน้อยขนาดไหน เช่น มอบอำนาจการบริหารงานบุคคล มอบอำนาจงานวิชาการ งานงบประมาณ เป็นต้น สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องทำ ได้แก่
1) ตอนต้น ต้องกำหนดนโยบายให้เขตพื้นที่การศึกษามีทิศทางในการพัฒนาการศึกษา
2) ตอนกลาง เขตพื้นที่การศึกษาจะต้องเป็นผู้ดำเนินการเอง และ
3) ตอนปลาย คือ จะต้องมีระบบตรวจสอบชัดเจน รัดกุม ถูกต้อง และเข้มข้นมากกว่านี้ มีการให้รางวัลแก่ผู้ที่จัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีบทลงโทษผู้ที่กระทำความผิดอย่างชัดเจน และมีเป้าหมายสำคัญ คือ มุ่งผลสัมฤทธิ์ของเด็ก ให้ได้รับการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ สิ่งนี้คือกรอบแนวทางที่จะต้องจัดเตรียมและเชื่อมโยงไปถึงการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาต่อไปในอนาคตด้วย
Q : หน่วยงานใดที่ควรเข้ามากำกับดูแล หรือเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือเสียสิทธิ์
A : ผมเห็นว่า ยังคงเป็นกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ที่ต้องเข้าไปกำกับดูแล เยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย เพราะความบกพร่องไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวครู แต่เกิดขึ้นจากหน่วยงาน แต่ต้องยอมรับก่อนว่าความจริงคือความจริง หากจะเปลี่ยนแปลงผลให้เป็นผู้สอบแข่งขันได้ ตรงนี้ไม่สามารถทำได้ เพราะความจริงคือครูท่านนี้สอบไม่ผ่าน ส่วนวิธีในการเยียวยานั้น ผมเห็นว่า สพฐ. ควรเข้าไปดำเนินการ ได้แก่
- กรณีที่ 1 เดิมเป็นครูอัตราจ้างที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่แล้ว หากประสงค์จะทำงานที่เดิมทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็พร้อมจะรับครูกลับไปเป็นครูอัตราจ้างเหมือนเดิม
- กรณีที่ 2 หากต้องการกลับมาอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นบ้านเกิด ก็จะต้องหาโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีความสะดวกเพื่อจ้างเป็นครูอัตราจ้างให้ หรืออาจให้โอกาสสอบบรรจุในปีต่อ ๆ ไป ในเรื่องนี้ทาง สพฐ. และเขตพื้นการศึกษาต้องเข้าไปดูแลเป็นกรณีพิเศษ หมายถึง อาจให้สิทธิ์ในการสอบเป็นกลุ่มพิเศษ หรือมีระบบพี่เลี้ยงเข้าไปให้ข้อแนะนำเพื่อพัฒนาตัวเอง รวมถึงมีสิ่งที่เป็นแรงจูงใจเสริมเข้าไปชดเชยการที่ครูเสียโอกาสหรือเสียขวัญกำลังใจครับ
Q : มาตรการหลังจากนี้ ในการกำกับดูแลการดำเนินงานของเขตพื้นที่การศึกษา
A : การกำกับดูแลต้องเริ่มที่ต้นทาง คือ การผลิตหรือการสร้างผู้บริหารการศึกษา โดยเฉพาะผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ มีระบบการฝึกหัด ระบบการทดลองงาน จนกระทั่งมั่นใจจึงจะสามารถเข้าไปบริหารเขตพื้นที่การศึกษาได้ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มศึกษาธิการภาค มีการจัดกลุ่มระดับจังหวัด มีสำนักตรวจสอบและติดตามประเมินผล โดย สพฐ. ต้องเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นกัน ไม่ปล่อยให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาบริหารอย่างอิสระแต่ขาดความรับผิดชอบ เพราะเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต คุณภาพของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน แต่ที่สำคัญ คือ ต้องให้โอกาสคนที่ทำดี ได้เติบโตก้าวหน้า ไม่ปกป้องคนที่ทำผิด และมีบทลงโทษมีมาตรการขั้นเด็ดขาด เหล่านี้จะส่งผลให้ในอนาคตการบริหารจัดการด้านการศึกษาอีกหลาย ๆ เรื่อง เช่น งบประมาณ บุคลากร และงานวิชาการ มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
Q : ในส่วนของนิติบัญญัติ ควรผลักดันหรือทบทวนกฎหมายทางด้านการศึกษาอย่างไรบ้าง
A : จริง ๆ เรามีกฎหมายหลักที่จะเข้าสู่สภาอย่างน้อย 2 เรื่อง
เรื่องแรก คือ กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษาหรือพระราชบัญญัติการปฏิรูปการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับใหม่) พระราชบัญญัตินี้ร่างไว้และมีการพิจารณามาตั้งแต่รัฐสภาชุดที่แล้ว แต่เรื่องก็ตกไปเพราะหมดวาระของรัฐสภา ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาชุดนี้จะนำเอาเรื่องนี้มาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีการแก้ไขปรับปรุงอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่
1) ส่วนของสาระสำคัญ จะเน้นหลักการสำคัญและ ไม่ลงรายละเอียดไว้ในพระราชบัญญัติ แต่จะไปลงรายละเอียดในกฎหมายลูกแทน เพราะในตัวพระราชบัญญัติหากมีการแก้ไขปรับปรุงจะทำได้ยาก
2) สร้างมุมมองทางการศึกษาในรูปแบบใหม่ เพราะปัจจุบันมีรูปแบบการศึกษาที่หลากหลาย ทั้งการศึกษาในลักษณะของการศึกษาในระบบการเรียนรู้นอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การใช้ระบบออนไลน์เพื่อจัดการศึกษา จะต้องมีการเขียนไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับใหม่ ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่ารูปแบบการศึกษาจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ระบบการศึกษาจะไม่เหมือนในอดีต
3) ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการใหม่ ปรับหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอนใหม่ ปรับระบบงบประมาณ และบุคลากร สิ่งเหล่านี้ต้องปรากฏในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ด้วย
สำหรับกฎหมายฉบับที่ 2 คือ พระราชบัญญัติการศึกษาเท่าเทียม จะเน้นถึงระบบการเทียบโอนผลการเรียน เรื่องของธนาคารหน่วยกิตหรือเครดิตแบงค์ หรือการสอบเทียบโอนวุฒิการศึกษา เพราะฉะนั้นในอนาคตเมื่อรูปแบบการศึกษาเปลี่ยนแปลงไป กฎหมายทางการศึกษาจะต้องเปิดกว้างรองรับสิ่งที่กล่าวข้างต้นได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีการระบุขั้นตอนการดำเนินงาน พร้อมทั้งระบุผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในแต่ละเรื่องไว้อย่างชัดเจน มีแผนว่าจะทำเรื่องการศึกษาให้ประสบความสำเร็จเมื่อใด อย่างไร เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชน ตรงนี้อยากให้รอติดตามในร่างกฎหมายทางการศึกษาที่ส่งผ่านมาจาก สภาผู้แทนราษฎรด้วยครับ
Q : ฝากถึงประชาชนและหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการศึกษา
A : อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนและหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการศึกษาครับ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า การศึกษาเป็นเรื่องของความเจริญรุ่งเรือง เรื่องของความก้าวหน้า ที่เราเคยได้ยินคำว่า Education is Growth การศึกษาคือความเจริญงอกงาม เพราะฉะนั้นการจัดการศึกษาต้องมีการพัฒนาไปเป็นลำดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต้องเน้นวัดที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ ไม่ได้เน้นไปที่ความก้าวหน้าของครูหรือตำแหน่งของผู้บริหาร หรือการสร้างอาคารสถานที่ให้ใหญ่โต เพราะว่าถ้าเด็กในยุคปัจจุบันมีสมรรถนะสูง มีความสามารถในการแข่งขัน เราจะมีคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเพื่อนำไปสู่การเป็นผู้นำของสังคมในอนาคต อะไรที่เป็นจุดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความไม่รู้ด้านภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ความอ่อนด้อยทางเทคโนโลยี เรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อย่างคะแนนสอบ PISA ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องเข้าไปบริหารจัดการ และอย่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการแต่เพียงฝ่ายเดียว สังคมโดยรวมไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ภาคธุรกิจเอกชน จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมให้การสนับสนุนในทุกมิติ ทั้งนี้ ก็เพื่อเด็กและเยาวชนของไทยจะได้รับการศึกษาที่ดี มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อสังคม พร้อมเติบโตเป็นคนคุณภาพให้กับประเทศชาติต่อไปครับ
ที่มาข้อมูล : บทสัมภาษณ์สมาชิกวุฒิสภา ดร.กมล รอดคล้าย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา มาจากกลุ่มที่ 3 กลุ่มการศึกษา
ที่มา ; FB กมล รอดคล้าย
เกี่ยวข้องกัน
ศธ. ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 3 หลังชาวบ้านร้องเรียนพฤติกรรมไม่เหมาะสม
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึง กรณีที่มีกลุ่มชาวบ้าน อ.พล จ.ขอนแก่น รวมตัวออกมาประท้วงการทำงานที่ไม่ชอบมาพากลของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ขอนแก่น เขต 3 ว่า ศธ.ได้รับข้อมูลจากการเข้ามาร้องเรียนของกลุ่มชาวบ้านตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งในตอนนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้น โดยการตัดสินต้องให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายด้วยเช่นกัน
ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว ซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้น เพื่อติดตามการสืบสวนในประเด็นทุกเรื่องที่มีการร้องเรียนมาและพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะไม่สามารถออกคำสั่งย้ายผอ.เขตได้ทันทีหากไม่มีความผิดจริง ดังนั้นจึงขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งหากพบมีความผิดจริงตามข้อร้องเรียนสพฐ.จะดำเนินการสั่งย้ายผอ.เขตทันที แต่หากไม่พบความผิดก็ต้องให้โอกาสการทำงาน ซึ่งตนมองว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวอาจเกิดมาจากปัญหาเชิงบริหารงานในพื้นที่ ทั้งนี้ขอเวลาในการให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อน
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ชาวบ้านนับร้อย บุกสพป.ขอนแก่น ไล่ ผอ.เขตพื้นที่ฯ วอน ‘เพิ่มพูน’ สอบด่วนหลังพบทำงานไม่โปร่งใส
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ บริเวณด้านหน้าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 อ.พล จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีชาวบ้านกว่า 200 คน มารวมตัว เพื่อตะโกนขับไล่ น.ส.ณัชชานุช ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 3 ออกนอกพื้นที่ พร้อมทั้งการติดตั้งป้ายขับไล่ไว้ที่บริเวณริมรั้วสำนักงานและการนำรถปราศรัยขนาดใหญ่จอดเข้าไปภายในอาคารสำนักงาน แกนนำชาวบ้านและประชาชนที่ไม่พอใจการทำงานของ ผอ.เขตพื้นที่ ต่างหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศัยพูดถึงการทำงาน และตั้งข้อสังเกตที่อาจจะทุจริตต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ อย่างเข้มงวด
นายสมชาติ ผู้แทนภาคประชาชนในคณะกรรมการศึกษาธิการ จ.ขอนแก่นและ คณะกรรมการ อ.ก.ค.ศ.สพป.ขอนแก่น เขต3 กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้เกิดขึ้นในพื้นที่ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ซึ่งตนเองในฐานะผู้แทนภาคประชาชนและ คณะกรรมการ อ.ก.ค.ศ.ได้ทราบถึงข้อมูลและได้ยินเรื่องราวจากบุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครอง มาอย่างต่อเนื่องถึงพฤติกรรมและการกระทำของ ผอ.พเขตพื้นที่ จนกระทั่งมีเอกสารการทุจริตและเอกสารที่ส่อถึงการกระทำความผิดที่ชัดเจน ทำให้วันนี้ คน อ.พล และพื้นที่อำเภอข้างเคียงไม่ทน มารวมตัวกันเพื่อที่ขับไล่ ผอ.ให้ออกจากพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง และให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ตั้งกรรมการสอบสวน ในการกระทำที่มีเอกสารชัดเจน 8 เริ่อง
“ ผอ.เขตพื้นที่ ย้ายมาดำรงตำแหน่ง ได้ประมาณ 1 ปี สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างมาก มีการแบ่งฝ่าย แบ่งพวก ทั้งภายในองค์กรและสถานศึกษาในสังกัด มีการนำเงินบริจาคจากกฐินพระราชทาน ไปใช้ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ โดยมีการเบิกจ่ายไปใช้ในนามส่วนตัว โดยบัญชีเบิกจ่ายชัดเจน เงินงบค่าเช่าใช้บริการสัญญาณอินเตอร์เน็ตโรงเรียน ที่โรงเรียนในสังกัดเบิก-จ่ายทุกเดือน แต่ไม่ยอมจ่ายไม่รู้เงินไปไหนจนบริษัทที่ให้บริการตัดสัญญาณไป จนส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของโรงเรียน มีการคัดเลือกพนักงานที่ส่อไปในทางทุจริต โดยให้ลูกหลานตนเองเปลี่ยนชื่อและนามสกุล ซึ่งเดียวสกุลเดียวกันกับ ผอ.และมาสอบคัดเลือกเพื่อปกปิดความทุจริตของตนเอง”
นายสมชาติ กล่าวต่ออีกว่า มีการจัดกอล์ฟเพื่อระดมทุนกองทุนช่วยเหลือนักเรียนประสบอุบัติภัย สพป.ขอนแก่น เขต 3 แต่จนถึงวันนี้เงินไม่นำเข้ากองทุนและไม่รู้เงินที่ได้ มีเท่าใดและหายไปไหน ไม่ส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่าย หรือหน่วยงานอื่นที่มาสนับสนุน โดยไม่ยอมเซ็นต์รับเอกสารต่างๆทำให้โรงเรียนขาดโอกาสขาดการได้รับผลประโยชน์ในการพัฒนาศึกษาอย่างมาก และที่สำคัญคือการออกคำสั่งโดยแอบอ้างมติ อ.ก.ค.ศ.สพป.ขอนแก่น เขต 3 ซึ่งไม่ตรงตามระเบียบการประชุม เพื่อให้ผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่มาช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่โรงเรียนเดิมและการมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในฐานะผู้บังคับบัญชา มีการปะทะคารมและใช้วาจาไม่เหมาะสม
“ ทุกอย่างเรามีข้อมูลและเอกสารที่ชัดเจน ภาคประชาชนและชุมชนทนไม่ได้กับสิ่งที่ ผอ. ดำเนินการ ย้ายมาอยู่ที่ อ.พล 1 ปี สร้างปัญหาต่างๆอย่างมาก ไม่ใช่พวกก็ถูกทอดทิ้งไม่สนใจ และการกระทำเชิงทุจริตตามเอกสารที่ส่งให้กับสื่อมวลชน อย่างไรก็ตามข้อเรียกร้องจากใจคนเมืองพลและพื้นที่ใกล้เคียงหลายร้อยคนที่มาวันนี้คือต้องการให้ย้ายออกนอกพื้นที่ใน 24 ชั่วโมง และมีการตั้งกรรมการสอบสวน ซึ่งแกนนำภาคประชาชนและคนขอนแก่น จะเดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. และ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. เพื่อนำเอกสารและข้อร้องเรียนต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนตามขั้นตอนต่อไป”
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงของการชุมนุมและเปิดเวทีปราศรัย ตลอดระยะเวลากว่า 2 ชม.ได้มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขต และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พล มาบันทึกภาพผู้ชุมนุมและสื่อมวลชนอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 3 ติดราชการนอกพื้นที่
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 28 ตุลาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
ครูเบญ ไม่ขอรับการเยียวยา! หลัง สพฐ.เสนอให้กลับมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว
ครูเบญ – กรณี น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม สอบติดพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งครูผู้สอน ลำดับที่ 1 เอกวิทยาศาสตร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว (สพม.สระแก้ว) แต่เมื่อผ่านไป 3 วัน สพม.สระแก้ว ได้มีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป ครั้งที่ 2 ปรากฏชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้สอบได้ในลำดับที่ 1 แทน และชื่อของ น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม หายไปจากบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไปนั้น
ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงถึงผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว การดำเนินการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งครูผู้สอน สังกัด สพม.สระแก้ว ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการทั่วไป และในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่พบข้อพิรุธใด ส่วนการดำเนินการจัดทำประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ ผิดพลาด เกิดจากการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ นั้น
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการการเยียวยาครูเบญนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ถามไปที่ ครูเบญ แล้วว่าอยากจะกลับมาเป็นลูกชั่วคราวของ สพฐ.หรือไม่
โดยครูเบญให้คำตอบว่า ขอกลับไปทำงานที่เดิมดีกว่า คือ กลับไปเป็นครูอัตราจ้าง ในโรงเรียนเทศบาลแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
สพฐ. สรุปผลสอบ ครูเบญ สอบติดครูชื่อหาย จนท.ประมาทเลินเล่อ ยันไม่พบทุจริต
กรณี น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม สอบติดพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งครูผู้สอน ลำดับที่ 1 เอกวิทยาศาสตร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว (สพม.สระแก้ว) แต่เมื่อผ่านไป 3 วัน สพม.สระแก้ว ได้มีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป ครั้งที่ 2 ปรากฏชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้สอบได้ในลำดับที่ 1 แทน และชื่อของ น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม หายไปจากบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไปนั้น
เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลงถึงผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยมี นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธาน และเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส บริสุทธิ์ และยุติธรรม พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเชิญผู้ที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นกลาง ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ข้าราชการสังกัด สพฐ.ให้เข้ามาร่วมดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประกอบด้วย นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอัยการสูงสุด เป็นประธานกรรมการ พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และพลตำรวจตรี ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นกรรมการ นายโกวิท คูพะเนียด ผู้อำนวยการสำนักนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเลขานุการ และนายสุภกฤต ทิพย์กุล นิติกรชำนาญการพิเศษ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ปรากฏว่า การดำเนินการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งครูผู้สอน สังกัด สพม.สระแก้ว ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการทั่วไป ตามประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการ และแบบสัญญาจ้างของพนักงานราชการ พ.ศ.2552 แล้ว และในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่พบข้อพิรุธใด ในขั้นตอนการดำเนินการตั้งแต่การออกประกาศรับสมัครจนถึงขั้นตอนการประกาศผลการสอบคัดเลือก ในวันที่ 9 กันยายน 2567 จนกระทั่งหลังจากที่มีการลงประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ ในเว็บไซต์ของ สพม.สระแก้ว ปรากฏว่า มีบุคคลภายนอกนำข้อสอบบางข้อไปโพสต์ใน Social ว่าข้อสอบผิด และมีผู้โทรมาสอบถามเจ้าหน้าที่ของ สพม.สระแก้ว เกี่ยวกับข้อสอบที่ผิด และถามถึงการดำเนินการว่า มีการดำเนินการในเรื่องที่ข้อสอบผิดอย่างไร
“เมื่อนายประยงค์ สารภูมิ ผู้อำนวยการ สพม.สระแก้ว ได้รับทราบปัญหาดังกล่าวจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการทบทวนการออกแบบทดสอบฯ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของแบบทดสอบและเฉลยอีกครั้ง เมื่อพบถึงความผิดพลาดในการออกข้อสอบและเฉลยข้อสอบ จึงได้มีการดำเนินการตรวจกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบใหม่ และมีการประมวลผลคะแนนใหม่ทั้งหมดทุกสาขาวิชาโดยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ทำให้พบว่าประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการฯ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2567 ในสาขาวิชาเอก วิทยาศาสตร์ทั่วไป ปรากฏชื่อบุคคลที่ได้รับการสรรหาและเลือกสรรในลำดับที่ 1 ได้แก่ น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม รหัสประจำตัวสอบ 100400021 ทั้งที่การประมวลผลคะแนน น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม ได้คะแนนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ คือ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ในบางภาค จึงไม่ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ แต่ผู้ที่ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ คือ น.ส.ปิยะโสภิชา นาคพงษ์ รหัสประจำตัวสอบ 1004000020 ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในลำดับติดกัน” โฆษก ศธ.กล่าว
โฆษก ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เมื่อมีการประมวลผลคะแนนครั้งที่สอง มีผู้สอบได้เพิ่มขึ้นในบางสาขาวิชา และลำดับการสอบได้เปลี่ยนแปลงไป สพม.สระแก้ว จึงได้ประกาศแก้ไขบัญชีรายชื่อเพื่อให้ตรงกับข้อมูลจากการประมวลผลคะแนนการสอบในครั้งที่ 2 สำหรับกรณีที่มีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาผิดพลาดนั้น เกิดจากเจ้าหน้าที่ของ สพม.สระแก้ว ที่มีหน้าที่จัดทำประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ ที่ได้รับการเร่งรัดจากผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการเสนอประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจึงได้จัดทำหน้าประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ โดยเสนอให้ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล และรองผู้อำนวยการ สพม.สระแก้ว ซึ่งกำกับดูแลกลุ่มบริหารงานบุคคล ตรวจสอบตามลำดับชั้น โดยยังไม่ได้แนบบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ เนื่องจากยังไม่ได้รับซองสรุปผลคะแนนประมวลผล
หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำหน้าประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ เสนอผู้อำนวยการ สพม.สระแก้ว ลงนาม ต่อมาเมื่อมีการเปิดซองประมวลผลคะแนนการสอบ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจึงได้จัดทำเอกสารบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการสรรหา และเลือกสรรฯ แนบท้ายประกาศ โดยนั่งพิมพ์รายชื่อแนบท้ายประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ จากเอกสารประมวลผลคะแนน เมื่อพิมพ์เสร็จ ได้ส่งรายชื่อแนบท้ายประกาศให้เจ้าหน้าที่ธุรการนำไปเสนอผู้อำนวยการ สพม.สระแก้ว แต่ไม่ได้แนบเอกสารประมวลผลคะแนนไปด้วย จึงไม่มีผู้ใดตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาเลือกสรรฯ ที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจัดทำขึ้น ทำให้ไม่พบข้อผิดพลาดดังกล่าว
จนกระทั่ง มีการตรวจกระดาษคำตอบและประมวลผลคะแนนใหม่ เนื่องจากมีข้อสอบผิด จึงทำให้พบว่าบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ วิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป ผิดพลาด สพม.สระแก้ว ดำเนินการประกาศแก้ไขบัญชีรายชื่อใหม่ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โดยในการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่พบพฤติกรรมใดที่ส่อไปในทางไม่สุจริต
นอกจากนี้ สพฐ.ได้ส่งกระดาษคำตอบของ น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม และ น.ส.ปิยะโสภิชา นาคพงษ์ ให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ตรวจสอบลายมือชื่อและร่องรอยการแก้ไขกระดาษคำตอบแล้ว ไม่พบความผิดปกติใด อีกทั้ง น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม ก็ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของ สพฐ. ว่าได้ตรวจสอบชุดข้อสอบและกระดาษคำตอบที่คณะกรรมการนำมาให้ดูแล้ว ยืนยันว่าเป็นของตน และได้ตอบคำถามตรงตามข้อสอบจริง คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ให้ น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม ตรวจสอบคำตอบกับเฉลยข้อสอบ พบว่าได้คะแนนตรงตามคะแนนที่คณะกรรมการประมวลผลคะแนนจัดทำไว้จริง และทราบว่าตนได้คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 พร้อมยืนยันว่าไม่ติดใจในผลคะแนนการสอบ และจากการสอบถาม นายธีร์ ภวังคนันท์ ประธานกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของ สพฐ. ยืนยันว่า น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงด้วยความเต็มใจ ไม่ได้เกิดจากการขู่เข็ญหรือคุกคามแต่อย่างใด ส่วนเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับการสรรหาและเลือกสรรฯ คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงก็ได้ยึดหรืออายัดมาเก็บรักษาไว้ที่ สพฐ. กรณีดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่าไม่ได้มีการดำเนินการแก้ไขผลการสอบใดๆ
ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ประสานเพื่อขอให้ น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม มาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว แต่ น.ส.เบญญาภา เย็นอุดม ปฏิเสธการเข้าพบคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ดังนั้น จากการรวบรวมพยานหลักฐานไม่ปรากฏว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการสรรหาและเลือกสรรฯ รายใดมีพฤติการณ์เรียกรับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขผลการสรรหาและเลือกสรรฯ อันเป็นการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เข้ารับการสรรหาหรือเลือกสรรฯ รายหนึ่งรายใด ที่ส่อไปในทางทุจริต
“การดำเนินการจัดทำประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ ผิดพลาด เกิดจากการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ไม่แนบเอกสารประมวลผลคะแนนการสอบ พร้อมกับการเสนอร่างประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีรายชื่อแนบท้ายประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรฯ ซึ่งปัจจุบัน สพฐ.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว” นายสิริพงศ์กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 6 ธันวาคม 2567