
บทความที่นำเสนอนี้ high light ของเรื่องอยู่ที่วิธีการแก้ปัญหาการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กด้วยวิธีการรวมชั้นเรียน แม้ว่าวิธีการนี้จะมิใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทยก็ตาม แต่ผู้เขียนเห็นว่าวิธีการของตะวันตกน่าสนใจจึงได้นำบทความเรื่อง “Small Schools and Quality Education” โดย Delane Hugh และบทความเรื่อง “The function and the role of the multi grade teacher” มาแปลและเรียบเรียง ขอให้ท่านติดตามได้ต่อไป
1.สภาพทั่วไปของโรงเรียนขนาดเล็ก
เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนโรงเรียนในประเทศไทยปัจจุบันเป็นโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีโรงเรียนทั้งหมดจำนวน 31,116 แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คน (บางแห่งกำหนดไม่ต่ำกว่า 60 คน) ประชาชนและผู้ปกครองนักเรียนมักจะมีคำถามและข้อสงสัยในคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กตลอดมา
กระทรวงศึกษาได้ริเริ่มจัดทำโครงการหลายโครงการ เพื่อต้องการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น ในระหว่างปีการศึกษา 2553-2554 สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (NIETS) ได้เลือกนักเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปรากฏว่าคะแนนเฉลี่ยของการสอบ O-NET ในโรงเรียนขนาดเล็กในปีการศึกษา 2554 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยในปีการศึกษา 2553 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกวิชา
นอกจากนั้นจากการวิจัยยังพบว่า ภูมิภาค (region) ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนขนาดเล็กเป็นตัวแปรที่สำคัญ ซึ่งส่งผลต่อคะแนนเฉลี่ยของคะแนนสอบ O-NET ข้อเสนอแนะในการดำเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็กนั้น ผู้กำหนดนโยบายต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่านโยบายนั้นเข้มแข็งมั่นคง และเหมาะสมที่โรงเรียนขนาดเล็กจะนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่
2.ปัญหาการจัดการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก
2.1 ประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา ค่าใช้จ่ายในการลงทุนการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กสูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่
2.2 คุณภาพการศึกษา จากการประเมินผลมาตรฐานโรงเรียน และผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่มีคุณภาพต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ทั้งในด้านการบริหารจัดการเรียนการสอน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนส่วนใหญ่ยังต่ำ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทักษะด้านการคำนวณ และทักษะภาษาต่างประเทศ
2.3 ครูยังขาดประสบการณ์สอนไม่ตรงกับวิชาเอกหรือวิชาที่ถนัด ขาดความชำนาญเฉพาะด้าน ครูไม่ครบชั้นเรียน ครูขาดขวัญกำลังใจในการทำงาน มีการย้ายบ่อยๆ
2.4 ทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ ได้แก่
2.4.1 ด้านงบประมาณมีจำกัด ได้รับการจัดสรรน้อยไม่เพียงพอ เนื่องจากการจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ใช้จำนวนนักเรียนเป็นเกณฑ์ในการจัดสรร
2.4.2 ด้านสื่ออุปกรณ์การสอนและเทคโนโลยี พบว่าโรงเรียนขนาดเล็กส่วนมากขนาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษา ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ นักเรียนจึงไม่สามารถเรียนรู้ หาความรู้จากอินเตอร์เน็ตได้
2.5 การบริหารจัดการ ครูต้องปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ นอกจากการสอนปกติในโรงเรียน เช่น เตรียมงานประเมินคุณภาพภายนอกโดย สมศ.และทำงานด้านธุรการอื่นๆ
2.6 อัตราการเกิดของเด็กไทยลดลง ทำให้จำนวนนักเรียนประถมศึกษามีนักเรียนลดลงตาม เป็นเหตุให้ปริมาณของโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
2.7 นโยบายโรงเรียนขนาดเล็กไม่ชัดเจน เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ และไม่ต่อเนื่อง ผู้บริหารโรงเรียนยึดติดกับตำแหน่ง เกรงว่าเมื่อโรงเรียนถูกยุบแล้วตนเองจะไม่มีตำแหน่ง และที่สำคัญการยุบโรงเรียนต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งมีประชาชนบางกลุ่มต่อต้านการยุบอีกด้วย
2.8 การใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กกับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่สังกัด สพฐ.ด้วยกันยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร และการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างโรงเรียนขนาดเล็ก (ระดับประถมศึกษา) กับโรงเรียนมัธยมศึกษาก็เช่นเดียวกัน
3.วิธีแก้ปัญหาการจัดการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก
3.1 วิธีแก้ปัญหาการจัดการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กที่ได้กระทำอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ก) จัดห้องเรียนเคลื่อนที่ (Mobile Unit) เช่น ห้องสมุดเคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ ข) ใช้ครูหลังม้าไปสอนโรงเรียนขนาดเล็กในเขตห่างไกลทุรกันดาร ค) ใช้การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม ง) ใช้การหมุนเวียนโดยนำครูในโรงเรียนที่ครูเกินหรือนักศึกษาฝึกสอน หรือวิทยากรท้องถิ่นหมุนเวียนกันไปสอน ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าจ้างครู 1 คน หมุนเวียนสอน 2-3 โรงเรียน และ/หรือ จ้างครู 1 คน ปฏิบัติงานแทนครูแกนนำหรือครูต้นแบบ แล้วให้ครูแกนนำหรือครูต้นแบบไปช่วยเหลือด้านวิชาการแก่โรงเรียนขนาดเล็ก
3.2 วิธีการแก้ปัญหาในโรงเรียนขนาดเล็กที่ควรกระทำ (ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะของผู้เขียน) โดยใช้วิธีสอนรวมชั้นเรียน (Multi-grade teaching) มีรายละเอียดของวิธีดังกล่าวต่อไปนี้
4.Multi-grade teaching คือการสอนโดยรวมชั้นเรียน 2 ชั้น หรือมากกว่าเข้าด้วยกัน ปรัชญาของการสอนคือ ครูต้องรู้ถึงวิธีการสอนและรู้วิธีการบริหารชั้นเรียน ครูมืออาชีพเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญในการที่จะให้ความรู้แก่นักเรียน ในเรื่องนี้ UNICEF ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการได้จัดอบรมครูโรงเรียนขนาดเล็กให้มีความรู้และทักษะในการจัดทำอุปกรณ์การสอนราคาถูก จัดทำแผนการสอน เพื่อนำไปใช้ในการสอนจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันครูโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่า 500 คน ได้ร่วมกันจัดทำเอกสารประกอบการสอน คู่มือการสอนเพื่อนำไปใช้ในโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศไทย นอกจากนั้นเนื้อหาสาระของหลักสูตรโรงเรียนขนาดเล็ก จะต้องบรรจุเรื่องราวสำคัญของท้องถิ่นเข้าไว้เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ และภูมิใจในชุมชนและท้องถิ่นของตน
4.1 หน้าที่ของครูสอนโดยรวบรวมชั้นเรียนมีดังนี้
4.1.1 ทำหน้าที่เป็นครู (as a teacher) : มีหน้าที่สอนนักเรียนเพื่อเป็นวิทยาทาน การสอนไม่เพียงแต่สอนตามหลักสูตรเท่านั้น ครูควรพร่ำสอนด้านค่านิยมและทัศนคติแก่นักเรียนอีกด้วย บทบาทของครูจะถูกคาดหวังว่า เป็นผู้มีกลยุทธ์การสอนที่หลากหลาย โดยการสอนนั้นต้องทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนมีความหมายและมีประสิทธิผล
4.1.2 ทำหน้าที่อำนวยความสะดวก (as a facilitator) : ครูต้องมีความสามารถที่จะเข้าใจความแตกต่างของนักเรียน สามารถจูงใจให้รักการเรียน ครูต้องสอนได้ทุกระดับชั้น แม้ว่าจะไม่มีหลักสูตรกำหนดไว้ก็ตาม และสุดท้ายครูต้องสอนนักเรียนตัวต่อตัว (on to on asis)
4.1.3 ทำหน้าที่เป็นผู้วางแผน (as a planner) : ครูต้องคำนึงถึงผลการเรียนรู้ของนักเรียน การสอนต้องทำให้ง่ายต่อการเรียน การสอนรวมชั้นยากกว่าสอนชั้นเดียว ต้องสอนเป็นกลุ่มโดยเน้นความถูกต้องของเนื้อหาวิชาและใช้เวลาสอนให้พอกับเนื้อหาวิชา สอนตรงเวลา หลักการสอนใช้หลัก 5 W ได้แก่ ก) สอนใคร (What do I teach?) ข) สอนมากน้อยเพียงใด? (What much I teach?) ค) สอนอย่างไร (How do I teach?) ง) สอนเมื่อใด (When do I teach?) จ) สอนทำไม (Why do I teach?) ในการสอนให้บรรลุวัตถุประสงค์จะต้องกำหนดกลยุทธ์การสอน ทำแผนการสอน กำหนดกิจกรรมการเรียน แลกำหนดเวลานอนที่เหมาะสม
4.1.4 ทำหน้าที่เป็นผู้วัดผล (as an evaluato) : ครูเป็นผู้ตรวจสอบความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียน เพื่อเป็นการประกันด้านคุณภาพการศึกษา ดังนั้นการวัดประเมินผล จึงควรกระทำอย่างต่อเนื่อง ผสมผสานไปกับการสอนของครู โดยปกติแล้วการวัดประเมินผลจึงควรกระทำในทุกระดับชั้นเรียน และกระทำทุกๆ ปี ตั้งแต่แรกเข้าเรียนในโรงเรียน ระหว่างปีการศึกษา และปลายปีการศึกษา
4.1.5 ทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบสื่อการสอน (as a materials designer): ครูต้องพัฒนาสื่อการสอนเพื่อการเรียนของนักเรียน และสนองตอบวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงบริบทของท้องถิ่นและชุมชน สื่อการสอนที่ครูควรจัดทำ ได้แก่ ป้ายนิทรรศการ สมุดจดงาน (work books) ทั้งนี้ครูต้องคำนึงถึงวัสดุของท้องถิ่น และสื่อที่จัดทำต้องสะท้อนความรู้ที่ได้มาจากวัฒนธรรมของชุมชน
4.1.6 ทำหน้าที่เป็นนักวิจัย (as a researcher) : ครูมิใช่แต่เป็นผู้สอนเท่านั้น แต่ครูต้องทำการวิจัยด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อค้นหาความรู้ความจริงจากปรากฏการณ์รอบๆ ตัว ในฐานะนักวิจัยครูควรทำงานหรือกิจกรรมต่อไปนี้ ก) วิจัยอัตราการเรียนต่อ และอัตราการออกกลางคันของนักเรียน ข) วิจัยชนิดกีฬาที่ควรนำมาเล่นในโรงเรียน ค) ควรปรับปรุงกิจกรรมส่งเสริมการเรียน ซึ่งนำมาใช้ในหลักสูตรอย่างไร? ง) จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่น จากนักเรียนและจากผู้ตรวจการให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้อย่างไร?
กลยุทธ์การบริหารจัดการชั้นเรียนเป็นอย่างไร? จึงจะยกระดับการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องร่วมกันหาคำตอบ
ดร.ดำรงค์ ชลสุข
อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 1 มีนาคม 2560
เกี่ยวข้องกัน
นักวิชาการ ชี้ โรงเรียนขนาดเล็ก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แนะพัฒนาให้มีคุณภาพ มากกว่ามุ่งยุบควบรวม
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า โรงเรียนขนาดเล็กกลายเป็นเรื่องราคาชังในวงการศึกษามา 10 ปี และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาจะมีเพื่อแนวคิดยุบควบรวม หรือจะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถตอบโจทย์ปัญหาได้ แต่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน ปัจจุบันโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีโรงเรียนอยู่ 29,449 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้มีโรงเรียนขนาดเล็ก 15,309 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ในขณะที่โรงเรียนจองคนยากจนมีแนวโน้มที่ถูกยุบควบรวม โรงเรียนของคนที่มีฐานะอย่าง “โรงเรียนนานาชาติ” กลับเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 9.7% โดยในปี2567 มีโรงเรียนนานาชาติจำนวน 249 แหล่ง และมีแนวโน้มขยายไปตามต่างจังหวัดมากขึ้นตามลำดับ ค่าใช้จ่ายสำหรับเด็ก 1 คนในโรงเรียนนานาชาติอยู่ที่ประมาณ 764,484 บาท มีจำนวนนักเรียน 77,734 คน นี่คือลักษณะของการอพยพและหนีตายเป็นทอดๆ
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า โรงเรียนขนาดเล็ก อยู่บนความเป็นความตาย อยู่ในสภาพไม่แน่นอนแต่จำนวนเพิ่มขึ้นตลอด ซึ่งจะพบว่ารัฐมีวิธีการทางอ้อมให้โรงเรียนเหล่านี้ถูกยุบควบรวม โดยการไม่บรรจุครู ไม่บรรจุผู้บริหารลงไป งบประมาณที่ได้รับก็แทบจะบริหารจัดการไม่ได้ คล้ายกับว่ารัฐไม่ได้สนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็ก มองว่าโรงเรียนขนาดเล็กเป็นปัญหาและอุปสรรคในเรื่องคุณภาพการศึกษามายาวนาน ด้วยความเชื่อ และทัศนคติเหล่านี้ ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กด้อยในเรื่องคุณภาพการศึกษา เนื่องจากขาดแคลนทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณ แต่เมื่อมองอีกด้านจะเห็นว่าเด็กเกือบครึ่งของประเทศอยู่ที่ “โรงเรียนขนาดเล็ก” ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กถูกปล่อยปละละเลยมาเป็น 10 ปี
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว AI เข้ามามีส่วนที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำหนักขึ้น ปัญหาสังคมเพิ่มขึ้น แต่ระบบราชการยังมีชุดความคิดจัดการการศึกษาแบบเดิมๆ เกือบ 26 ปีแล้วที่ยังไม่มีการปฏิรูปใดๆ คนจึงมองเห็นว่าการศึกษาที่ดีที่สุดของลูกหลานเขา คือ โรงเรียนสาธิต โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนประจำจังหวัด ส่วนโรงเรียนในชนบท โรงเรียนชายขอบ ในเกาะแก่ง ไม่มีใครสนใจหรือไปทำให้ดีขึ้น
“ขณะนี้ สพฐ. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลับมามองโรงเรียนขนาดเล็ก ในมุมมองที่ดีขึ้น จากเมื่อก่อนให้ยุบควบรวม มองว่า การมองโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องมองจากล่างขึ้นบน มองในเรื่องการให้โอกาสความเท่าเทียมกับเด็กที่มาจากครอบครัวฐานะยากจน ต้องมองในเรื่องการให้ทุนการศึกษา อาหารเช้า การประกอบอาชีพของพ่อแม่เพื่อให้พ่อแม่ไม่ย้ายถิ่นฐาน และการทำให้โรงเรียนขนาดเล็กยืดหยุ่น เปิดให้ได้รับความช่วยเหลือจากท้องถิ่น เอกชน” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ควรจะเร่งทำคือ
1. ถ้าโรงเรียนขนาดเล็กมีความพร้อมที่จะไปอยู่ในสังกัดของ อปท. ต้องให้ไป เพราะ อปท.อยู่ใกล้ชิดสามารถดูแลโรงเรียนเหล่านี้ได้
2.ขณะนี้ AI มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาในการศึกษามากขึ้น อาจจะใช้ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยครูในโรงเรียนขนาดเล็ก เข้ามาช่วยในบางวิชา เพื่อให้ครูสามารถมาเป็นนักจัดการการศึกษาได้ เชื่อว่า AI จะตอบโจทย์ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาสังคม และ AI เจริญโตก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ความคิดการศึกษายังอยู่กับที่และไม่เปลี่ยนแปลง และรัฐมนตรีที่เข้ามาแก้ไขจะนำนโยบายชั่วครั้งชั่วคราวมาบริหารก่อนที่จะทิ้งปัญหาไว้ให้ ก่อนที่จะเริ่มต้นกันใหม่ ดังนั้นการศึกษาในบ้านเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือดีขึ้นแม้แต่น้อย
“เด็กที่ยากจน ด้อยโอกาส เด็กที่มีทางจะไป ต้องเรียนที่โรงเรียนขนาดเล็ก ดังนั้น เราจะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ให้มากกว่าโรงเรียนในเมืองอย่างไร ไม่ใช่ใช้มาตรฐานหรือเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด ต้องทำให้โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ใกล้บ้าน ใกล้ชุมชน ให้กลับมามีคุณภาพและน่าเชื่อถือ มองโรงเรียนขนาดเล็กในมิติที่บวกมากขึ้น ไม่ใช่มองตามความคิดเดิมคือ ยุบควบรวม ไม่ให้บรรจุครู เพราะจะทำให้โรงเรียนพวกนี้แย่ลงๆ” นายสมพงษ์ กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 15 กรกฎาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
โรงเรียนขนาดเล็ก : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
โรงเรียนขนาดเล็กเกิดเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมาอีกครั้ง เช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือแม้แต่เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลเดิม
เหตุเนื่องมาจากความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาไม่ตรงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดการคัดค้านจากผู้มีส่วนได้เสีย และนักคิดทางการศึกษา ต่อมาตรการยุบและควบรวมโรงเรียนเล็กเข้าด้วยกัน
ฝ่ายคัดค้านมองว่าวิธีการดังกล่าวไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะโรงเรียนขนาดเล็กเป็นช่องทางให้เด็กยากจนในชนบทห่างไกลมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา เป็นแหล่งเรียนรู้เคียงคู่กับชุมชนที่ควรจะคงไว้ รัฐต้องดูแลจัดการโดยไม่คิดถึงเรื่องของกำไรขาดทุน
ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศ ข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2561 มีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน 14,796 โรงเรียน มีนักเรียนต่ำกว่า 40 คน 2,845 โรงเรียน โรงเรียนในพื้นที่สูง 1,190 โรงเรียน
และโรงเรียนในพื้นที่เกาะแก่ง ห่างไกล 123 โรง การบริหารจัดการให้มีคุณภาพจำเป็นต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก เป็นภาระด้านงบประมาณของรัฐ
หากยุบและควบรวมโรงเรียนเข้าด้วยกัน โดยคงไว้เฉพาะโรงเรียนที่จำเป็นไม่ควรยุบ ได้แก่ โรงเรียนในพื้นที่สูงและเกาะแก่งห่างไกล ไม่ได้ทำให้ปัญหาการขาดโอกาสและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่กลับทำให้คุณภาพการศึกษาสูงขึ้น
หากคงไว้ตามเดิมทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาการขาดโอกาส และความเหลื่อมล้ำ จะไม่สามารถแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาได้ทั่วถึง เพราะทรัพยากรที่รัฐต้องทุ่มเทลงไป ทั้งอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ และบุคลากร ครูและผู้บริหาร ไม่เพียงพอ
ดังจะพบว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีปัญหาขาดแคลนครู ครูไม่ครบชั้น ครูไม่ตรงสาขาวิชาที่โรงเรียนต้องการ บางแห่งมีครูเกิน เพราะนักเรียนมีจำนวนน้อยเกินไป
ข้อเสนอที่ให้ยุบและควบรวมกับโรงเรียนใกล้เคียงกัน โดยภาครัฐสนับสนุนพาหนะการเดินทาง จึงเป็นทางออกจะทำให้นักเรียนได้เรียนในโรงเรียนที่มีครูเพียงพอ และครบทุกสาระวิชา คุณภาพการศึกษาจะเพิ่มสูงขึ้น
ครับ การพิจารณาเรื่องนี้ จึงต้องย้อนกลับมาตั้งต้นกันใหม่ ถึงแนวคิดพื้นฐานที่มีต่อโรงเรียนขนาดเล็กว่า เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ส่งผลกระทบถึงระบบการศึกษาโดยรวมหรือไม่
หากเห็นว่าไม่เป็นปัญหาก็ปล่อยให้โรงเรียนขนาดเล็กดำรงคงอยู่ตามเดิม หรือเพิ่มขึ้นใหม่อีกเท่าไหร่ก็ตาม เพราะเด็กเกิดน้อยลง นักเรียนน้อยลง รัฐทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างลงไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยไม่คิดถึงความคุ้มทุนใดๆ ทั้งสิ้น
แต่หากมองว่าเป็นปัญหากระทบต่อระบบการศึกษาโดยรวมก็ต้องหาวิธีบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพที่สุด ในขณะที่การคมนาคม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาขึ้นตามลำดับ เป็นเครื่องมือช่วยแก้ไขปัญหาให้ลดลงได้
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีทั้งสองด้าน คือ ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส เข้าไม่ถึงการศึกษา กับความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพ โรงเรียนคุณภาพไม่เท่าเทียมกัน
การดำรงอยู่ของโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำประการแรกคือการขาดโอกาสได้ก็ตาม แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพได้ทั่วถึง เพราะการจัดสรรทรัพยากรไม่เหมาะสม เพียงพอ นั่นเอง
การแก้ปัญหาจึงต้องดำเนินการอย่างจำแนกแยกแยะ ไม่เหมารวมใช้วิธีการเดียวเหมือนกันหมดทั้งประเทศ โรงเรียนที่ควรยุบ ควบรวมก็ดำเนินการ ขณะที่โรงเรียนที่จำเป็นต้องคงไว้ก็ให้อยู่ต่อไป โดยรับฟังความคิดเห็น ความต้องการจำเป็นของชุมชน
เหตุที่การแก้ไขปัญหานี้ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะขาดความต่อเนื่อง ขาดความชัดเจนทางนโยบาย เกรงผลกระทบทางการเมือง ฐานเสียง คะแนนนิยม
มาถึงรัฐบาลปัจจุบัน นโยบายที่เกี่ยวกับโรงเรียนขนาดเล็กปรากฏอยู่ในข้อที่ 8.6.3 ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความว่า “จัดระบบโรงเรียนพี่เลี้ยง จับคู่ระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพการศึกษาดีกับโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และการส่งเสริมให้ภาคเอกชน ชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการศึกษาในพื้นที่ สนับสนุนเด็กที่มีความสามารถแต่ไม่มีทุนทรัพย์เป็นกรณีพิเศษ”
เขียนไว้กว้างๆ แค่ว่า จัดระบบโรงเรียนพี่เลี้ยง จับคู่กับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพ
เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดคำถามและตีความว่า ไปไกลถึงขั้น ยุบหรือควบรวม โรงเรียนที่ควรยุบ และคงไว้สำหรับโรงเรียนที่ไม่ควรยุบ หรือไม่
การเขียนนโยบายแบบไม่ผูกมัด ชัดเจน จะทำให้การแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กมีสภาพไม่แตกต่างไปจากทุกรัฐบาลที่ผ่านมา อีกเช่นเคยอย่างแน่นอน
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 8 สิงหาคม 2562
บทความสะท้อนปัญหาและแนวทางพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กของไทย ซึ่งมีจำนวนเกือบครึ่งของประเทศและเผชิญข้อท้าทายด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และทรัพยากร แม้ผลสอบ O-NET บางช่วงดีขึ้น แต่โดยรวมยังมีปัญหานักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ครูไม่ครบชั้น ไม่ตรงสาขา งบประมาณและสื่อไม่เพียงพอ รวมถึงนโยบายรัฐไม่ต่อเนื่อง นอกจากนี้จำนวนเด็กที่ลดลงยิ่งทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นและยากต่อการบริหาร
แนวทางแก้ไขมีทั้งมาตรการเดิม เช่น ห้องเรียนเคลื่อนที่ ครูหมุนเวียน และการเรียนทางไกล แต่ข้อเสนอสำคัญคือ “การสอนแบบรวมชั้น (Multi-grade teaching)” ซึ่งเน้นให้ครูบริหารจัดการเรียนรู้หลายระดับในห้องเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยครูต้องมีบทบาทหลากหลาย ได้แก่ ผู้สอน ผู้อำนวยความสะดวก ผู้วางแผน ผู้ประเมิน ผู้ออกแบบสื่อ และนักวิจัย พร้อมทั้งใช้หลัก 5W ในการจัดการเรียนรู้
บทความยังชี้ว่าการแก้ปัญหาควรมองเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงยุบรวมโรงเรียน แต่ต้องคำนึงถึงความเท่าเทียม โอกาส และบริบทชุมชน รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและการใช้เทคโนโลยี เช่น AI เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน
ข้อ 1 แนวคิดหลักของ Multi-grade teaching คือข้อใด
ก. แยกนักเรียนตามความสามารถ
ข. รวมหลายระดับชั้นในห้องเดียว
ค. ใช้เทคโนโลยีแทนครู
ง. ลดจำนวนครู
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการจัดการเรียนรวมหลายชั้นเพื่อแก้ปัญหาครูไม่ครบ
ข้อ 2 ปัจจัยใดส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ O-NET ของโรงเรียนขนาดเล็ก
ก. เพศของนักเรียน
ข. อายุครู
ค. ภูมิภาคที่ตั้งโรงเรียน
ง. ขนาดห้องเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: งานวิจัยระบุว่า “ภูมิภาค” เป็นตัวแปรสำคัญ
ข้อ 3 ปัญหาสำคัญด้านครูของโรงเรียนขนาดเล็กคืออะไร
ก. ครูมีมากเกินไป
ข. ครูสอนไม่ตรงวิชา
ค. ครูมีเงินเดือนสูง
ง. ครูมีประสบการณ์มาก
เฉลย: ข
เหตุผล: ครูไม่ตรงเอกและไม่ครบชั้นเป็นปัญหาหลัก
ข้อ 4 ข้อใดไม่ใช่มาตรการแก้ปัญหาในปัจจุบัน
ก. ห้องเรียนเคลื่อนที่
ข. ครูหมุนเวียน
ค. การยุบโรงเรียนทั้งหมด
ง. การเรียนทางไกล
เฉลย: ค
เหตุผล: การยุบทั้งหมดไม่ใช่มาตรการหลักและยังมีข้อถกเถียง
ข้อ 5 บทบาท “facilitator” ของครูหมายถึงอะไร
ก. สอนตามหนังสือ
ข. ควบคุมชั้นเรียน
ค. อำนวยความสะดวกการเรียนรู้
ง. ตรวจข้อสอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้รายบุคคล
ข้อ 6 หลัก 5W ใช้เพื่ออะไร
ก. ประเมินผล
ข. วางแผนการสอน
ค. ควบคุมงบประมาณ
ง. สร้างสื่อ
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้กำหนดแนวทางการสอนอย่างเป็นระบบ
ข้อ 7 เหตุใดโรงเรียนขนาดเล็กมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
ก. มีนักเรียนมาก
ข. ใช้ครูมาก
ค. ขาดประสิทธิภาพเชิงขนาด
ง. มีเทคโนโลยีสูง
เฉลย: ค
เหตุผล: จำนวนนักเรียนน้อยทำให้ต้นทุนต่อหัวสูง
ข้อ 8 แนวคิดใหม่ในการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กคือข้อใด
ก. เพิ่มการสอบ
ข. ใช้ AI ช่วยครู
ค. ลดหลักสูตร
ง. เพิ่มการบ้าน
เฉลย: ข
เหตุผล: AI ถูกเสนอเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
ข้อ 9 ข้อใดสะท้อนแนวคิดการพัฒนาอย่างเหมาะสม
ก. ใช้มาตรฐานเดียวทั้งประเทศ
ข. ยุบทุกโรงเรียน
ค. คำนึงบริบทพื้นที่
ง. ลดงบประมาณ
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องปรับตามบริบท ไม่ใช้แนวทางเดียว
ข้อ 10 แนวคิดสำคัญในการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กคือ
ก. เน้นกำไร
ข. เน้นความเท่าเทียม
ค. เน้นการแข่งขัน
ง. เน้นสอบ
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา