สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ปัญหาหนี้สินครูฯบานปลาย! ผอ.สพท.ผวาโดนฟ้องอาญา 157

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 EduGuide 4.0 รายงานข่าวความคืบหน้าปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ รวมจำนวนกว่า 1 ล้านล้านบาท กำลังบานปลายสร้างปัญหาให้กับบรรดาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในหลายเขตพื้นที่ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินเดือนข้าราชการในสังกัด สพท. ถูกข้าราชการโดยเฉพาะข้าราชการบำนาญที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติ และไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551 ร้องเรียนทั้งต่อศูนย์ดำรงธรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฟ้องศาลปกครอง และหนักสุดถึงขั้นถูกฟ้องศาลอาญา ความผิดตามมาตรา 157 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ความผิดถึงขั้นติดคุก ซึ่ง ผอ.สพท.บางรายเพิ่งเกียณอายุราชการไป ต้องจ้างทนายความเองและจ่ายเงินไปหลายหมื่นบาทแล้ว

มีทั้งกรณีร้องเรียนและยื่นฟ้องว่า ผอ.สพท.และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินเดือนไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551 ในกรณีหักเงินเดือนแล้วผู้ฟ้องเหลือเงินน้อยกว่า 30% และกรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.ข้อ 7 คือ ถ้าหักชำระหนี้แล้วเหลือน้อยกว่า 30% ให้ สพท.งดหัก จนกว่าจะปฏิบัติตามระเบียบนี้ให้ถูกต้องคือ เหลือเงินเดือนไม่น้อยกว่า 30%

รวมถึงมีกรณีที่ สพท.ปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.หักเงินเดือนแล้วเหลือไม่น้อยกว่า 30% จนทำให้ข้าราชการผู้เป็นหนี้ไม่ได้ใช้หนี้เจ้าหนี้บางราย โดยเฉพาะธนาคาร ส่งผลทำให้คนค้ำประกันเดือดร้อน ถูกธนาคารฟ้องยึดทรัพย์ ก็จะไปยื่นร้องเรียนและฟ้องศาลเพื่อให้ สพท.หักเงินเดือนเหลือน้อยกว่า 30% ได้ เพื่อให้ข้าราชการผู้เป็นหนี้ถูกหักเงินเดือนผ่อนชำระหนี้ธนาคารได้ด้วย

นอกจากนี้ บรรดา ผอ.สพท.กำลังเกิดความสับสนในการปฏิบัติเบิกจ่ายเงินเดือนของข้าราชการในสังกัด  เพราะมีบาง สพท.ถูกฟ้องศาลปกครอง ซึ่งรวมถึงฟ้องรัฐมนตรีว่าการ ศธ. , ปลัด ศธ. และ สพฐ.ตกเป็นจำเลยด้วย รองตัดสินว่า ระเบียบ ศธ.ไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่มีสภาพบังคับกับบุคคลทั่วไป ซึ่งคำตัดสินทั้งหมดถือเป็นเรื่องศาลปกครองชั้นต้นตัดสินให้ปฏิบัตตามระเบียบ ศธ.คือ ต้องหักเงินเดือนแล้วเหลือไม่น้อยกว่า 30% จนทำให้ข้าราชการผู้เป็นหนี้ไม่ได้ผ่อนใช้หนี้ธนาคาร คนค้ำประกันที่เดือดร้อนถูกธนาคารฟ้องยึดทรัพย์ จึงไปยื่นฟ้องศาลปกครองสูงสุดตัดสินกลับคำพิพากษา ให้ สพท.หักเงินเดือนเหลือน้อยกว่า 30% ได้ เพื่อให้ข้าราชการผู้เป็นหนี้ถูกหักเงินเดือนผ่อนชำระหนี้ธนาคารได้ด้วย หรือบาง สพท.ถูกศาลปกคเฉพาะตัวเฉพาะเขตฯในแต่ละกรณีที่ศาลปกครองตัดสิน อ่าน คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับคดีนี้

ในขณะเดียวกัน สพฐ.ก็มีนโยบายให้ดำเนินการตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือนฯ พ.ศ.2551 ดังนั้น เหล่า ผอ.สพท.จึงกำลังมีการเรียกร้องให้ผู้บริหารระดับสูงใน สพฐ.ได้ออกหนังสือสั่งการเป็นแนวปฏิบัติออกมาชัดเจนให้ สพท.หักเงินเดือนข้ารชการในสังกัดแล้วเหลือไม่น้อยกว่า 30% ตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือนฯ พ.ศ.2551 เพื่อจะได้ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเวลาถูกร้องเรียนและฟ้องร้อง

นายธนชน มุทาพร ที่ปรึกษาชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ EduGuide 4.0 ว่า เรื่องการหักเงินเดือนข้าราชการของ สพท.ในฐานะหน่วยหักหลายเขตพื้นที่ฯ กำลังเกิดความสับสนในการปฏิบัติ เช่น ใน จ.ชัยภูมิ บางเขตฯปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครอง บางเขตฯปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.ทั้งที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน จึงขอให้ สพฐ.ได้มีหนังสือสั่งการเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันออกมาให้ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้น ผอ.สพท.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะถูกร้องเรียนและฟ้องศาลจากทั้งการปฏิบัติ และไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ศธ. เรียกว่า "ซ้ายก็โดน ขวาก็โดน"

นอกจากนี้ อยากเรียกร้องให้ผู้บริหาร สพฐ. , ศธ. และรัฐบาลได้ช่วยเจรจาอย่างจริงจังกับธนาคารได้ให้การประนีประนอมกับผู้ค้ำประกันหนี้ข้าราชการที่ถูกหักเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30% แล้วทำให้ข้าราชการผู้เป็นหนี้ไม่ได้ไปผ่อนชำระหนี้ธนาคารในแต่ละเดือน ขออย่าได้ฟ้องยึดทรัพย์ผู้ค้ำประกันจนทำให้เดือดร้อน และต้องไปยื่นร้องเรียนและยื่นฟ้อง ผอ.สพท.เพื่อให้งดหักเงินเดือนตามระเบียบ ศธ.

"ผมสงสารคนค้ำประกันมาก เพราะบางธนาคารโหดมาก ทั้งที่คนเหล่านี้ไม่ใช่ลูกหนี้ที่ไปกู้เงิน แต่ก็ยังไปฟ้องยึดทรัพย์ บางกรณีผู้กู้เหลือยอดหนี้ค้างชำระเพียง 2 แสนบาท ธนาคารแห่งนี้ก็ไปฟ้องยึดทรัพย์บ้านคนค้ำประกันที่มีมูลค่าหลักล้านบาท แต่บางธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงไทย ก็ยอมผ่อนปรนให้เมื่อทีมแก้ไขหนี้สินครูของ สพฐ.ได้ไปช่วยเจรจาให้ครูที่กำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย เพราะเป็นหนี้อยู่ 1.5 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทยก็ยอมลดหนี้ให้จ่ายปิดบัญชีกู้เพียง 5 แสนบาทเท่านั้น ดังนั้น ถ้าผู้บริหาร สพฐ. , ศธ. และรัฐบาลได้ช่วยเจรจาอย่างจริงจังกับธนาคารเจ้าหนี้ทุกแห่งให้ช่วยผ่อนปรนบ้าง ก็จะช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งที่เป็นผู้กู้และผู้ค้ำประกันได้เป็นอย่างมาก" ที่ปรึกษาชมรม ผอ.สพท. กล่าว 

ปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.หักเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30% กระทบคนค้ำเดือดร้อน แบงก์ยึดทรัพย์ใช้หนี้แทนคนกู้-วอนผู้ใหญ่"ศธ.-รัฐบาล"เจรจาธนาคารผ่อนปรนบ้าง 

ที่มา ; eduguidenews  ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๘ 

เกี่ยวข้องกัน

"อดีต ผอ.สพท."เตือน! หักเงินเดือนจ่ายเจ้าหนี้ไร้พันธะผูกพันครู-ระวังโดน 157

รายงานข่าวความคืบหน้ากรณีปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ รวมจำนวนกว่า 1 ล้านล้านบาท กำลังบานปลายสร้างปัญหาให้กับบรรดาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการหักเงินเดือนข้าราชการในหลายเขตพื้นที่การศึกษา ถูกข้าราชการบำนาญทั้งที่เป็นลูกหนี้เงินกู้และผู้ค้ำประกัน ร้องเรียนเอาผิด ทั้งต่อศูนย์ดำรงธรรม สำนักงาน ป.ป.ช. รวมทั้งฟ้องศาลปกครอง ตลอดจนศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ในความผิดอาญามาตรา 157 ฐานทำให้ได้รับความเดือดร้อนจากทั้งการปฏิบัติ และไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงิน บำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 นายบูรพา พรหมสิงห์ ซึ่งเพิ่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) อุดรธานี เขต 1 เมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2567 ให้สัมภาษณ์ EduGuide 4.0 ว่า ตนเป็น 1 ใน 7 คน ซึ่งมีทั้ง ผอ.เขต , อดีต ผอ.เขต , รอง ผอ.เขต , ผอ.การเงินของเขตฯ ถูกข้าราชการบำนาญยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 4 จ.ขอนแก่น ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2554-2567 ในฐานความผิดอาญา มาตรา 157 ทำให้ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ สพท.ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือนฯ พ.ศ.2551 โดยกล่าวหาว่า ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.ข้อ 7 คือ "ในกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการผู้เบิกหรือผู้บังคับบัญชาชั้นต้น ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเงินเดือนสุทธิหลังจากหักชำระหนี้แล้วเหลือน้อยกว่า 30% ให้ส่วนราชการผู้เบิกงดหัก จนกว่าจะมีการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบนี้ คือ ดำเนินการหักแล้วต้องเหลือเงินเดือนไม่น้อยกว่า 30%" แต่ สพท.ไม่งดหัก แล้วให้ครูบำนาญไปชำระเจ้าหนี้แต่ละรายเอง

โดย สพท.มาเลือกใช้แนวทางหักชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ก่อน ไม่ได้หักชำระหนี้ให้ธนาคารก่อน ซึ่งเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ และปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.ที่หักเงินเดือนแล้วต้องเหลือไม่น้อยกว่า 30% เพราะถ้าหักชำระหนี้ให้ธนาคารด้วย เงินเดือนที่เหลือก็จะไม่พอชำระ จึงให้ครูบำนาญที่เป็นลูกหนี้ไปชำระให้กับธนาคารเอง แต่ไม่ได้ไปชำระ ส่งผลทำให้ครูบำนาญที่เป็นคนค้ำประกันเงินกู้เดือดร้อน ถูกธนาคารฟ้องยึดทรัพย์ และจะฟ้องล้มละลาย จึงไปยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 4 กล่าวหาว่า ผู้เกี่ยวข้องใน สพท.มีความผิดอาญา มาตรา 157 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.ข้อ 7 คือไม่ยอมงดหักเงินเดือน แล้วให้ครูบำนาญที่เป็นหนี้ไปเลือกจ่ายให้กับเจ้าหนี้เอง จนทำให้ถูกธนาคารฟ้องยึดทัพย์ และจะฟ้องล้มละลาย

"แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 4 ได้พิพากษายกฟ้อง โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือนฯ พ.ศ.2551 ของ สพท.ชอบแล้ว และความเดือดร้อนของผู้ฟ้องไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องใน สพท.ดังกล่าว แต่เกิดจากการที่ผู้ฟ้องไปค้ำประกันเงินกู้เอง"

อดีต ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 1 กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ตนปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือนฯ พ.ศ.2551 และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2564 เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ซึ่งให้พิจารณาหักเงินเดือนครูฯแล้วต้องเหลือไม่น้อยกว่า 30% เพราะไม่เช่นนั้น จะมีความผิดทางวินัยได้ ตามหนังสือข้อสั่งการของ สพฐ.ที่ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว รวมทั้งตนได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ ที่ให้ส่วนราชการผู้เบิกหักชำระหนี้สหกรณ์ก่อน แต่จากปัญหาหนี้สินครูที่สะสมมานานตลอดระยะเวลารับราชการ ข้าราชการครูบำนาญได้รับเงินเดือนลดลงหลังจากการเกษียณฯ จากที่เคยได้ตอนรับราชการประมาณ 7-8 หมื่นบาท จึงมีรายได้ไม่เพียงพอในการชำระหนี้เจ้าหนี้เดิม ส่วนราชการต้นสังกัดไม่สามารถหักชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ทุกรายได้ จึงกลายเป็นปัญหาทั้งครูบำนาญที่เป็นลูกหนี้และคนค้ำประกัน จึงถูกเจ้าหนี้ฟ้องยึดทรัพย์ และฟ้องล้มละลายจำนวนหลายราย

เฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มครูบำนาญจำนวนไม่น้อยที่ต่างผลัดกันกู้ผลัดกันค้ำเวียนเจ้าหนี้รายต่างๆ จึงกลายเป็นปัญหาถูกฟ้องร้องเป็นงูกินหาง จนมาร้องเรียนและฟ้องร้องว่า ที่เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้จากผู้กู้และทำให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดนั้น เหตุจากความผิดของผู้เกี่ยวข้องใน สพท.ไม่ดำเนินการหักเงินชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย อันเป็นความรับผิดชอบของ สพท. ซึ่งมีปมร้องเรียนและฟ้องร้องหลากหลายมาก เช่น เหตุใด สพท.หักเงินเดือนใช้หนี้สหกรณ์ก่อน ทำไมไม่หักให้ธนาคารก่อน , ทำไมไม่หักให้ธนาคารก่อนสหกรณ์ตามหนังสือบันทึกของผู้มีอำนาจคนเดิม , ทำไมไม่งดหักเงินเดือนตามระเบียบ ศธ.ข้อ 7 ให้ครูบำนาญลูกหนี้ไปตัดสินใจใช้หนี้เจ้าหนี้แต่ละรายเอง ฯลฯ

"ในส่วนตัวผม ถูกครูบำนาญทั้งที่เป็นลูกหนี้และคนค้ำประกันร่วม 100 คน ที่มีทั้งไปร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรม สำนักงาน ป.ป.ช. และศาลอาญาฯทุจริตในครั้งหลังสุดนี้ แต่สุดท้ายผมก็พ้นข้อกล่าวหา เพราะปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือนฯ พ.ศ.2551 , มติ ครม. , ข้อสั่งการของ สพฐ. และปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สหกรณ์"

นายบูรพา กล่าวตอนท้ายว่า ตนขอฝากให้ผู้เกี่ยวข้องใน สพท.รุ่นน้องๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามระเบียบ กฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่ออกหนังสือรับรองเงินเดือนให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งที่เป็นข้าราชการ และบำนาญที่จะไปยื่นทำธุรกรรมด้านการเงินกับสถาบันการเงินอื่นๆ เพิ่มเติม หากพิจารณาตามหลักฐานแล้วพบว่า เมื่อรวมกับหนี้สินเดิมจะไม่พอหักเงินเดือนให้เหลือไม่น้อยกว่า 30% ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครูที่แท้จริง และเพื่อป้องกันมิให้ถูกร้องเรียนและฟ้องร้องผู้เกี่ยวข้องใน สพท.ภายหลังด้วย

"รวมทั้งให้ระวังการพิจารณาหักเงินเดือนข้าราชการในสังกัด โดยดูรายละเอียดสัญญากู้เงินต่างๆ ของครูด้วยว่า มีพันธะผูกพันให้ครูลูกหนี้ยินยอมให้ส่วนราชการหักชำระหนี้ให้หรือไม่ เพราะทราบมาว่าโครงการสวัสดิการเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค.บางโครงการ อาจจะไม่มีพันธะผูกพันนี้ หาก สพท.ใดไปหักชำระให้ แล้วครูลูกหนี้ซึ่งมีเจ้าหนี้หลายรายเกิดได้รับความเดือดร้อน โดนเจ้าหนี้รายอื่นๆ ที่มีพันธะผูกพันดังกล่าวฟ้องร้อง ครูลูกหนี้เหล่านี้อาจจะฟ้องอาญา มาตรา 157 กับ ผอ.สพท.และผู้เกี่ยวข้องได้" อดีต ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 1 กล่าว

ให้ศึกษารายงานเพิ่มเติมข้อสั่งการของ สพฐ.เรื่องแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2564 เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู  

 

"ผอ.เขต-อดีต ผอ.เขต-รอง ผอ.เขต-ผอ.การเงิน"สพป.อุดรฯ เขต 1 โล่ง! ศาลอาญาทุจริตฯภาค 4 ยกฟ้อง-ปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.2551 ชอบแล้ว

 

 

ที่มา ; eduguidenews  ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๘