สมาชิกเข้าสู่ระบบ

สมองคนขี้เกียจใช้พลังงานมากกว่าคนส่วนใหญ่ในการตัดสินใจ

คนที่ไม่ค่อยจะขยับตัวทำการทำงานต่าง ๆ มักถูกตำหนิว่าเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ทำอยู่มากกว่าคนอื่น ก็คือการใช้ความคิดตัดสินใจว่าจะลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ดีหรือไม่ และควรจะทำอย่างไรให้เปลืองแรงเปลืองเวลาน้อยที่สุด ซึ่งทำให้สมองเผาผลาญพลังงานไปมากกว่าคนอื่น ๆ

 

ขี้เกียจไม่ดีจริงหรือ ?

การทำตัวขี้เกียจเฉื่อยแฉะนั้นถูกสังคมมองว่าเป็นเรื่องผิดมาโดยตลอด แต่มีผู้คนในยุคมิลเลนเนียลจำนวนมากขึ้นที่เห็นว่าความเกียจคร้านในบางโอกาสไม่ใช่เรื่องเสียหาย

ลูซี แกรนส์เบอรี นักแสดงหญิงชาวออสเตรเลียเป็นคนหนึ่งที่ป่าวประกาศอย่างเปิดเผยว่า "ภูมิใจที่ได้เป็นคนขี้เกียจ" และยังออกรณรงค์ชักชวนให้ผู้คนหันมามองกันเสียใหม่ว่า ความเกียจคร้านไม่ได้เป็นเรื่องแย่กับชีวิตถึงขนาดนั้น

"คนขี้เกียจสมควรได้รับการยกย่องมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะพวกเราค้นพบหนทางลัดสั้นที่มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อไปถึงจุดหมาย ตัวฉันเองชอบคิดหาวิธีทำงานบ้านที่ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน เช่นล้างห้องน้ำขณะที่อาบน้ำไปด้วย หรือเป่าลมร้อนให้เสื้อผ้าแห้งและเรียบได้ในครั้งเดียวโดยไม่ต้องรีดอีก" ลูซีกล่าว

"ความเกียจคร้านควรถูกมองเสียใหม่ว่าเป็นคุณสมบัติเชิงบวก เพราะมันทำให้คุณจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และช่วยประหยัดพลังงาน"

"คนฉลาดอย่างบิล เกตส์ ยังเคยบอกไว้ว่า เขาจะเลือกคนขี้เกียจมาทำงานที่ยากที่สุด เพราะคนพวกนี้จะพยายามหาหนทางที่ง่ายที่สุดทำให้งานสำเร็จลุล่วง สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนใหญ่ต่างก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพราะความขี้เกียจทั้งนั้น"

 

สมองทำงานหนักให้ร่างกายเบาแรง

แนวคิดของลูซีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องขำขันที่พูดกันเล่น ๆ แต่มีงานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์มารองรับด้วย โดยศาสตราจารย์มาซุด ฮูเซน จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักร ได้เคยตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องการทำงานของสมองในคนที่มีบุคลิกเฉื่อยชาและเกียจคร้าน ลงในวารสาร Celebral Cortex เมื่อปี 2015 โดยยืนยันว่าคนขี้เกียจมีการทำงานของสมองในระดับที่สูงกว่าคนทั่วไปจริง

มีการทดลองตรวจวัดความเคลื่อนไหวของกระแสประสาทในสมองกับคนสามกลุ่ม ได้แก่กลุ่มที่มีบุคลิกกระตือรือร้นซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นคนขยันขันแข็งไปด้วย กับกลุ่มคนที่มีบุคลิกเฉื่อยชาเกียจคร้าน รวมทั้งคนที่มีบุคลิกแบบผสมผสานระหว่างสองกลุ่มแรก

ผู้เข้ารับการทดสอบทั้งหมดจะต้องตัดสินใจว่า จะออกแรงบีบกำมือเพื่อให้ได้รับรางวัลตอบแทนอย่างใดอย่างหนึ่งที่ผู้วิจัยเสนอให้หรือไม่ โดยจะมีการเปลี่ยนชนิดของรางวัลและระดับการออกแรงที่จำเป็นต้องทำไปเรื่อย ๆ

ผลปรากฏว่ากลุ่มคนขี้เกียจมีแนวโน้มจะไม่ค่อยออกแรงเพื่อให้ได้รางวัลตอบแทนมากนัก แต่ผลสแกนการทำงานของสมองของพวกเขาในระหว่างนั้นกลับชี้ว่า ระบบประสาทมีความเคลื่อนไหวและใช้พลังงานไปเพื่อการตัดสินใจสูงกว่ากลุ่มทดลองอื่น ๆ อย่างมาก สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า คนขี้เกียจชอบใช้ความคิดมากกว่าเพื่อที่จะไม่ต้องลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ให้วุ่นวายเปลืองแรง

 

ขี้เกียจเท่ากับผิดศีลธรรม ?

หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดความเกียจคร้านจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องเสียหาย ? แคเทอรีน คาร์ ผู้สื่อข่าววิทยุของบีบีซี ได้ลองสอบถามกับผู้คนในเมืองเคมบริดจ์ของสหราชอาณาจักรจำนวนหนึ่ง และพบว่าคนส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังมาแต่วัยเยาว์จากพ่อแม่และสังคมว่าความขี้เกียจนั้นเป็นเรื่องผิดศีลธรรม และคนเราควรทำการงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชีวิตมีคุณค่าและประสบความสำเร็จ

ศาสตราจารย์อนาสตาเซีย เบิร์จ ผู้สอนวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์บอกว่า ทัศนคติแบบที่ประณามความเกียจคร้านอย่างรุนแรงนั้นพบได้ทั่วไปในสังคมยุคอดีต ถึงขั้นมีการลงโทษคนที่ถูกมองว่าไม่ทำการทำงาน เช่นในสหภาพโซเวียต มีการลงโทษกลุ่มคนที่เรียกกันว่า "ปรสิตสังคม" โดยรัฐกำหนดให้ความเกียจคร้านเป็นความผิดอาญาตามกฎหมาย

"โจเซฟ บรอดสกี กวีชาวรัสเซียเจ้าของรางวัลโนเบล เคยถูกลงโทษให้ใช้แรงงานหนักในค่ายกักกัน เพียงเพราะเขาเป็นกวีซึ่งดูเหมือนจะไม่สามารถนับได้ว่าเป็นผู้ประกอบสัมมาชีพอย่างจริงจัง" ศ. เบิร์จกล่าว

ลูซี แกรนส์เบอรี นักแสดงผู้ออกโรงสนับสนุนบรรดาคนขี้เกียจกล่าวย้ำด้วยว่า "ทัศนคติแบบยึดถือความขยันขันแข็งเกินเหตุนั้นล้าสมัยแล้ว และยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพกายและจิตมากกว่า บางทีการทำตัวขี้เกียจในช่วงเวลาสั้น ๆ ระยะหนึ่ง ได้งีบหลับและเอนตัวนิ่ง ๆ บนโซฟา ถือว่าเป็นการดูแลถนอมตนเองและรักษาสุขภาพใจไปพร้อมกัน"

"การทำงานหนักในสังคมยุคใหม่ ไม่ได้มอบรางวัลชีวิตให้แก่เรามากมายเหมือนในอดีต คนทุกวันนี้ยังไม่สามารถผ่อนบ้านได้หมดด้วยซ้ำ หลังจากทำงานสายตัวแทบขาดมาแล้วถึงหกสิบปี นั่นไม่ใช่วิถีชีวิตที่คนรุ่นใหม่จะทนยอมรับได้อีกต่อไป"

 

มนุษย์โบราณโฮโม อีเร็กตัส สูญพันธุ์เพราะ ขี้เกียจ

ผลการศึกษาล่าสุดทางโบราณคดีชี้ว่า มนุษย์โบราณโฮโม อีเร็กตัส (Homo erectus) หรือ "มนุษย์ผู้ยืนตัวตรง" ซึ่งมีชีวิตอยู่อย่างน้อยเมื่อ 1.8 ล้านปีก่อน ต้องสูญพันธุ์ไปด้วยสาเหตุส่วนหนึ่งจากความเกียจคร้าน ไร้ความพยายามในการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือให้ดีขึ้น และไม่ขวนขวายเก็บสะสมทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

ทีมนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ตีพิมพ์ผลการขุดค้นแหล่งโบราณคดีในเมืองซาฟฟาคาห์ (Saffaqah) ทางตอนกลางของซาอุดีอาระเบีย ลงในวารสารวิชาการ PLOS ONE โดยชี้ว่าแหล่งขุดค้นดังกล่าวเป็นสถานที่สำคัญในการศึกษาประชากรมนุษย์โบราณของคาบสมุทรอาระเบียในช่วงยุคหินตอนต้น

ดร. เซรี ชิปตัน ผู้นำทีมนักโบราณคดีของเอเอ็นยูบอกว่า หลักฐานที่เป็นเครื่องมือหินและร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของโฮโม อีเร็กตัสในบริเวณดังกล่าวบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า "เผ่าพันธุ์นี้ไม่สู้จะมีความพยายามมุมานะเท่าไหร่นัก ดูเหมือนไม่ค่อยมีจิตวิญญาณของนักสำรวจที่พยายามค้นหาสิ่งใหม่ ๆ หรือมีความสงสัยใคร่รู้แบบที่มนุษย์ยุคใหม่เช่นเรามีกัน"

ดร. ชิปตันบอกว่า เครื่องมือหินของโฮโม อีเร็กตัส ล้วนประดิษฐ์ขึ้นจากก้อนหินชนิดใดก็ได้ที่หาเก็บได้ง่ายในบริเวณใกล้ที่พัก แม้ว่าจะเป็นก้อนหินที่มีคุณภาพต่ำก็ตาม ในขณะที่บนเนินเขาเตี้ย ๆ ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก มีกองหินที่มีคุณภาพดีกว่าตั้งอยู่ แต่ก็ไม่พบร่องรอยการสกัดหินหรือการใช้ประโยชน์จากกองหินดังกล่าวแต่อย่างใด

"ดูเหมือนพวกเขาจะคิดว่า เรามีก้อนหินเล็ก ๆ ที่กลิ้งหล่นลงมาเองจากเนินเขามากพออยู่แล้ว ทำไมจะต้องวุ่นวายอีก ?" ดร. ชิปตันกล่าว

ลักษณะนิสัยนี้แตกต่างกันอย่างมากกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล รวมทั้งต่างกับมนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโม เซเปียนส์อีกด้วย เนื่องจากทั้งสองเผ่าพันธุ์นี้มีการปีนเขาเพื่อเสาะหาแหล่งหินคุณภาพดี และมีการสกัดขนส่งหินมาใช้จากแหล่งที่อยู่ห่างไกล

"ไม่เพียงแต่โฮโม อีเร็กตัสจะมีนิสัยเกียจคร้านเท่านั้น พวกเขายังออกจะอนุรักษ์นิยมมากด้วย เห็นได้จากเรื่องที่ไม่มีการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือ ดำรงชีวิตแบบเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง" ดร. ชิปตันกล่าว

"แม้หลักฐานทางธรณีวิทยาจะชี้ว่า พื้นที่อยู่อาศัยของพวกเขากำลังแห้งแล้งเป็นทะเลทรายขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่มีร่องรอยการอพยพเลย บริเวณที่เราพบเครื่องมือหินของโฮโม อีเร็กตัส ล้วนอยู่ไม่ห่างจากทางน้ำซึ่งตอนนี้แห้งเหือดไปหมดแล้ว"

ที่มา ; ข่าว BBC ไทย


ความเห็นของผู้ชม