สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M322_ยุคทองของ “ทักษะวิชาชีพ” เมื่อ “ปริญญา” ไร้ค่า

 ผมเคยเขียนบทความในประเด็น ยุคทองของ “ทักษะวิชาชีพ” เมื่อ “ปริญญา” ไม่มีค่าอีกต่อไป! ใน SALIKA ของเราแห่งนี้ ชื่อตอนว่า แอ็ด 5.0” อาชีพใหม่ ไม่แคร์ “ปริญญา” รวยกว่า “อาจารย์” ตอบโจทย์ Gen Z 

อาชีพ แอ็ด” หรือ Admin ไม่ว่าจะเป็น Admin Facebook Fanpage ก็ดี Admin Line@ ก็ดี มีทั้งการสมัครเข้าเป็นพนักงานของบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่ดำเนินธุรกิจ ขายของออนไลน์” และบางทีก็มี ขายของออฟไลน์” ควบคู่กันไปด้วย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการ “ขายของออนไลน์” เพียวๆ

และมีไม่น้อยที่คนรุ่นใหม่ตั้งตัวเป็นเถ้าแก่เอง โดยการ ขายของออนไลน์” ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว ทั้งโพสต์ Facebook เปิด Line@ จัดหาสินค้า โพสต์โฆษณาขายสินค้า เจรจาต่อรอง ประสานธนาคาร ไปรษณีย์หรือบริษัทรับส่งพัสดุ ติดตามสินค้า รวมบริการหลังการขายต่างๆ อาทิ การเปลี่ยนสินค้า กระทั่งการรับคืนสินค้ามา Claim เป็นต้น 

ด้วยช่องทางการตลาดที่เปิดกว้าง อีกทั้งโครงข่ายสาธารณูปโภคทั้งธนาคารและการขนส่งที่สะดวกและหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะระบบอินเทอร์เน็ตและ Social Media ที่เอื้ออำนวยให้กับการประกอบธุรกิจ ขายของออนไลน์” รวมถึงธุรกิจบริการต่างๆ ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย หันหลังให้กับห้องเรียน โรงเรียน รวมถึงวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย 

เพราะทุกวันนี้ มีนักเรียน นิสิต นักศึกษาจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ เป็นเถ้าแก่น้อยจากการ ขายของออนไลน์” เพราะมีรายรับรายได้มากกว่าครูบาอาจารย์ที่คอยมองหาพวกเขาในห้องเรียน ว่าเขาและเธอหายไปไหน ทำไมไม่มาเข้าชั้นเรียน 

ลองมาดูตัวอย่างใหม่ที่น่าสนใจจาก มาเลเซีย” บ้านใกล้เรือนเคียง “พี่ไทย” กันก่อนครับ

Academy of Sciences Malaysia (ASM) ได้ทำวิจัยภาคสนามเพื่อสำรวจความเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของ มาเลเซีย” จำนวน 560,000 ช่วงอายุระหว่าง 17-18 ปี ถึงเป้าหมายในชีวิตหลังจบระดับมัธยมศึกษา 

ผลการศึกษาพบว่า นักเรียน 72% หรือ 390,000 คน ไม่สนใจเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่ต้องการออกไปประกอบธุรกิจอิสระ ไม่ว่าจะเป็น Marketing Online และ YouTuber 

นี่คือภาพสะท้อนสภาพการศึกษาในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาของการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ที่ผู้เรียนลดลงเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ที่สำคัญก็คือ คุณภาพของการจัดการเรียนการสอน ที่เด็กๆ ต่างพากันมองว่า เรียนไปก็ไร้ประโยชน์!

ASM ชี้ต่อไปว่า 3 เหตุผลหลัก ที่ทำให้ “เด็กมาเล” ไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย 

1. ใบปริญญาไม่สามารถการันตีรายได้ในอนาคต เพราะหลักสูตรไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของตลาดแรงงาน + ค่าใช้จ่ายในการเรียนมหาวิทยาลัยที่สูงมาก 

2. การปรากฏตัวของ Online Marketing เป็นแรงจูงใจ หรือเชื้อไฟชั้นดี ที่สร้างโอกาสทำรายได้ง่ายๆ และได้มหาศาล ไม่ว่าจะเป็น Influencer Youtuber Streamer โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การขายของออนไลน์” ซึ่งเป็นอาชีพที่ ไม่จำกัดวัยวุฒิ หรือคุณวุฒิใดๆ 

3. อิทธิพลของ Gig Economy หรือ “เศรษฐศาสตร์ Freelance” รับช่วงทำงานเป็นชิ้นๆ ไม่มีสัญญาผูกมัด โดนในชาว Generation Z ผู้รักอิสระ ไม่อยากเป็น “มนุษย์ตอกบัตร”

อย่างไรก็ดี ในข้อดี ย่อมมีข้อเสีย เพราะการที่ เด็กมาเล” จำนวนมาก ไม่สนใจเรียนต่อมหาวิทยาลัย ไม่เป็นผลดีกับการพัฒนาประเทศในระยะยาว เนื่องจากแนวโน้มในอนาคต เป็นยุคที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีชั้นสูง หากเด็กๆ ไม่สนใจต่อยอดพัฒนาทักษะวิชาชีพ STEM แล้ว ย่อมส่งผลเสียต่อศักยภาพในการผลิต การสร้างนวัตกรรม และความได้เปรียบในการแข่งขันในระดับโลก!

รัฐบาลมาเลเซียเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งแก้หลักสูตรให้สอดคล้องกับค่านิยมของเด็กมาเล สร้างแรงจูงใจในการศึกษาเรียนรู้ด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับโครงสร้างรายได้เด็กจบใหม่ทั้งหมดอย่างเป็นรูปธรรม 

ขณะที่ สหรัฐอเมริกา” เอง ก็ประสบปัญหาไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน

ศูนย์การศึกษาและแรงงานของมหาวิทยาลัย Georgetown ชี้ว่า คนที่จบปริญญาตรีจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 84% ในตลอดช่วงชีวิตการทำงาน ทว่า ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ จากปัจจัยด้านกำลังทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความหนักหนาสาหัสในการเรียน อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้ มีสถาบันฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นเปิดขึ้นมากมาย และแม้การฝึกอบรมเกี่ยวกับทักษะเป็นสิ่งที่ดี แต่เราคงไม่ไปกล่าวโทษระบบการจัดการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย ว่าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เลย

เพราะเหตุผลของบรรดาบริษัทชั้นนำ ที่มักเลือกว่าจ้างผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เนื่องจากเชื่อว่า คนกลุ่มนี้จะมีทักษะการสื่อสาร และการทำงานเป็นทีมที่ดีกว่า

ในทางกลับกัน เหตุผลข้อหลัง ทำให้สถาบันฝึกอบรมบางแห่ง ได้ปรับตัว ด้วยการเพิ่มหลักสูตรเพื่อสอนเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม

ผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัย Georgetown มองว่าการได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่ก็ยอมรับว่า มีเหตุผลมากมายที่ชี้ว่า การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับยุคนี้  

เหตุผลหลักก็คือ เด็ก Generation Z มีทางเลือกใหม่ๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาเชื่อว่า ทุกทางเลือกเหล่านั้น จะนำไปสู่การมีอาชีพการงานที่ดีได้ไม่แพ้ใบปริญญา! 

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ทางการสหรัฐฯ กำลังริเริ่มโครงการส่งเสริมการสรรค์สร้างบุคลากรทางด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่แต่เดิมต้องพึ่งพาวุฒิการศึกษาเฉพาะทาง โดยเปลี่ยนมาเป็นการสนับสนุนให้เกิดหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นแทน

เห็นได้จาก ทุกวันนี้ หลายรัฐในอเมริกา ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อเร่งพัฒนาผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือไฮสคูล ได้เรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมแบบไม่ต้องมีใบปริญญา โดยหวังที่จะให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าทำงานในสายเทคโนโลยีได้อย่างสะดวกมากขึ้น 

รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งมองว่า โปรแกรมในลักษณะนี้ถือเป็นทางออกที่ดี สำหรับแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่เสาะหาพนักงานผู้มีทักษะทางเทคโนโลยีค่อนข้างยาก

เนื่องจาก Generation Z หลายคนมองว่า หลักสูตรในระดับปริญญาแบบดั้งเดิมไม่น่าสนใจอีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนในระดับอุดมศึกษาต้องใช้เวลานานอย่างน้อย 4 ปีขึ้นไปในการจบการศึกษา 

เนื่องจาก Gen Z ส่วนใหญ่สนใจงานด้านเทคโนโลยี หลายคนจึงตัดสินใจเข้าร่วมโปรแกรมฝึกอบรมระยะสั้น เช่น 1 ปี หรือ 6 เดือนแทน 

เช่น หลักสูตรของ Synchrony ที่มีทั้งการออกแบบเว็บไซต์ การจัดการธุรกิจ และวิชาที่สำคัญจำเป็นอื่นๆ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือผู้ที่เพิ่งจบไฮสคูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กๆ ที่ไม่ได้วางแผนจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย โดยสถาบันแห่งนี้ยังเสนอความช่วยเหลือในการจัดหางานหลังจบ Short Course ให้อีกด้วย

ทุกวันนี้ สถาบันฝึกอบรมในลักษณะเดียวกับ Synchrony ถือว่ามีส่วนช่วยเหลือด้านการเงินให้กับรัฐ เนื่องจากแรงงานในสายเทคโนโลยี มีรายได้สูง และมีความสามารถจ่ายภาษีให้กับรัฐเพิ่มมากขึ้น 

Per Scholas เป็นอีกสถาบัน Short Course อีกแห่งที่สอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีผ่านทางออนไลน์ โดยมีสาขากระจายอยู่ทั่วสหรัฐฯ Gen Z คนหนึ่งซึ่งเป็นผลผลิตของ Per Scholas บอกว่า หลังจากจบหลักสูตรระยะสั้น เขามีรายได้เกือบ 100,000 ดอลลาร์ต่อปีในอายุ 27 

นักการศึกษาชั้นนำระดับโลก ได้พากันออกมาให้ความเห็น รูปแบบการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาที่ใช้กันมาเป็นเวลา 40 ปีไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนผิวสี ฮิสแปนิก หรือเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย 

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ธุรกิจจำนวนมากต้องการแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นเฉพาะทาง เห็นได้จาก หลายบริษัท มีการสร้างสถาบันการศึกษาของตนเองขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาองค์กรชั้นนำทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น IBM หรือ Google 

ที่มา ; SALIKA  

สรุปสาระสำคัญ 

บทความสะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาชีพและการศึกษาในยุคดิจิทัล เมื่อ “ทักษะวิชาชีพ” โดยเฉพาะทักษะด้านออนไลน์และเทคโนโลยี มีมูลค่าสูงกว่า “ใบปริญญา” สำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนมาก อาชีพอย่างแอดมินเพจ การขายของออนไลน์ Influencer หรือ YouTuber เปิดโอกาสให้สร้างรายได้สูงโดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ส่งผลให้เยาวชนหันหลังให้การศึกษาในระบบมากขึ้น กรณีศึกษาจากมาเลเซียพบว่านักเรียนมัธยมกว่า 72% ไม่ต้องการเรียนต่อมหาวิทยาลัย เนื่องจากปริญญาไม่การันตีรายได้ ค่าใช้จ่ายสูง และแรงดึงดูดจาก Gig Economy ขณะที่สหรัฐอเมริกาพบแนวโน้มคล้ายกัน แม้ปริญญายังช่วยเพิ่มรายได้ตลอดชีวิต แต่ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน รัฐและเอกชนจึงส่งเสริมหลักสูตรระยะสั้นด้านเทคโนโลยีเพื่อทดแทน อย่างไรก็ดี บทความชี้ว่าการละทิ้งอุดมศึกษาอาจกระทบการพัฒนานวัตกรรมระยะยาว รัฐจึงควรปรับหลักสูตร เชื่อมตลาดแรงงาน และผสานการศึกษาระบบเดิมกับการฝึกทักษะใหม่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสเฉพาะหน้าและศักยภาพประเทศในอนาคต

ข้อสอบ 

ข้อ 1 สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เยาวชนมาเลเซียไม่ต้องการเรียนต่อมหาวิทยาลัยตามบทความคือข้อใด
ก. ระบบสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยยากเกินไป
ข. หลักสูตรมหาวิทยาลัยไม่สอดคล้องตลาดแรงงานและมีต้นทุนสูง
ค. มหาวิทยาลัยขาดเทคโนโลยีดิจิทัล
ง. ภาครัฐไม่สนับสนุนการศึกษา


ข้อ 2 หากผู้บริหารสถานศึกษาจะนำบทเรียนจากบทความไปใช้เชิงนโยบาย ข้อใดเหมาะสมที่สุด
ก. ลดบทบาทการศึกษาระดับอุดมศึกษา
ข. ส่งเสริมให้ผู้เรียนออกจากระบบเร็วขึ้น
ค. ปรับหลักสูตรให้บูรณาการทักษะอาชีพและเทคโนโลยีกับการเรียนในระบบ
ง. มุ่งผลิตบัณฑิตเชิงทฤษฎีขั้นสูงเท่านั้น


ข้อ 3 ข้อใดสะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างประเทศ หากเยาวชนละทิ้งอุดมศึกษาตามบทความ
ก. รายได้ประชาชนลดลงในระยะสั้น
ข. ขาดแคลนแรงงานนวัตกรรมและ STEM ในระยะยาว
ค. อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นทันที
ง. การแข่งขันด้านการค้าลดลงเฉพาะภายในประเทศ


ข้อ 4 เหตุผลที่บริษัทใหญ่ยังให้คุณค่ากับผู้จบมหาวิทยาลัยคืออะไร
ก. มีความรู้เทคโนโลยีลึกกว่าเสมอ
ข. มีวุฒิการศึกษาตามข้อกำหนดกฎหมาย
ค. มีทักษะการสื่อสารและการทำงานเป็นทีมดีกว่า
ง. มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า


ข้อ 5 นโยบายหลักสูตรระยะสั้นของสหรัฐฯ มีเป้าหมายสำคัญข้อใด
ก. ลดจำนวนนักเรียนระดับมัธยม
ข. แทนที่มหาวิทยาลัยทั้งหมด
ค. เพิ่มรายได้ภาษีรัฐและแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะ
ง. ส่งเสริมการแข่งขันระหว่างสถาบันเอกชน

 

คลิกเฉลย >>>

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น